แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
<<
เมษายน 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
10 เมษายน 2548
 
All Blogs
 
ขอทำเพื่อเธอ



“ปิลันธน์!” เธอปราดเข้าไปยืนตรงหน้าเขาอย่างดีใจ หลังจากที่ยืนชะเง้อชะแง้คอยเขามานานเต็มที แม้จะหงุดหงิดกับการรอคอย แต่พอเห็นหน้าเขาความหงุดหงิดก็จางไปทันที มีเพียงรอยยิ้มละไมระบายอยู่ในสีหน้า

ชายหนุ่มถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างตกใจ เมื่อเธอพรวดเข้ามายืนตรงหน้า
“เป็นอะไร ดูทำหน้าสิ” เธอรู้สึกแปลกใจที่เขาไม่แสดงอาการดีใจเหมือนทุกครั้งที่พบกัน
“เอ๋…วันนี้ใส่แว่นด้วย สายตาสั้นแล้วเหรอ” เธอมองแว่นกรอบเงินที่เขาสวมอยู่พลางยิ้มระรื่น
“เป็นอะไรหรือเปล่า นายดูแปลกไปนะ ไม่สบายเหรอ”
เธอรู้สึกว่าเขาดูขรึมผิดปกติ พลางเอื้อมมือแตะหน้าผากของเขาเบา ๆ อย่างห่วงใย


เขารีบเบนหน้าหนีแล้วถอยตัวออกห่าง

“ปิลันธน์! นายเป็นอะไรไป!” เธอคว้าแขนเขาเอาไว้
“ขอโทษ! ผมไม่ใช่ปิลันธน์ ผมปุลินท์ ปิลันธน์น่ะน้องผม” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงเครียด ๆ

“ไม่ใช่! ปิลันธน์!”

เธอรีบปล่อยมือจากแขนเขาทันทีอย่างตกใจ

“เธอคงเป็นแฟนปิลันธน์ชื่อ ศิมนต์ สินะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเชิงเหน็บแนม
ศิมนต์ได้แต่ยืนตาค้างมองหน้าเขาอย่างงุนงง
“เธอน่ะ เป็นผู้หญิงรู้จักรักนวลสงวนตัวไว้บ้าง เที่ยวจับมือถือแขนผู้ชายน่ะ มันไม่ดีนะ เราเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ไม่แคร์สายตาคนอื่นที่มองมามั่งหรือไง”




ศิมนต์รู้สึกหน้าชาราวกับถูกเขาตบหน้าอย่างแรง รู้สึกโกรธจนพูดอะไรไม่ออก
“ศิมนต์!” ปิลันธน์วิ่งกระหืดกระหอบมา
“โทษทีนะมาช้าไปหน่อย อาจารย์สอนเกินเวลาน่ะ” เขามองสีหน้าเธอที่บอกอาการว่ากำลังอารมณ์เสีย มองเห็นเธอจ้องหน้าคู่แฝดของเขาเขม็ง
“ปุลินท์นายทำอะไรศิมนต์” เขาหันไปยิงคำถามแฝดพี่ชายทันที
“ฉันจะไปทำอะไรแฟนแก ถามเขาดูเองสิ”
“บ้า! คนบ้า! ร้ายกาจที่สุด! ว่าเค้าแล้วยังมาพูดแบบนี้อีก” เธอระเบิดเสียงออกมาอย่างโมโหสุดขีด พลางฟาดฝ่ามือตีเขา แต่ทว่าถูกฝ่ายตรงข้ามยึดมือไว้ทันควัน
“ไม่เอาน่า…ศิมนต์ ค่อย ๆ พูดกันดีกว่า” ปิลันธน์รีบห้ามเมื่อเห็นศิมนต์เริ่มโมโหใหญ่
“ปล่อย!”
“ผมไม่อยากเห็นเด็กขี้แยร้องไห้หรอก” ปุลินท์ปล่อยมือแล้วหันหลังเดินไป
“แน่จริงอย่าเพิ่มไปเซ่!” ปิลันธน์รีบคว้าร่างเธอไว้ทัน
“กลับมาก่อน แน่จริงกลับมาก่อน” ศิมนต์ตะโกนไล่หลังอย่างสุดแค้น พลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของเขาจะตามไปแก้แค้นให้ได้
“ศิมนต์…เธอแคร์คำพูดของปุลินท์เขาด้วย เหรอ”
“ใครว่าฉันแคร์!” เธอหันขวับมามองเขา “นี่! เอามือ เอาแขนของนายออกไป ถือโอกาสเหรอ!” แล้วตบผัวะ! ลงบนแขนของเขาที่โอบตัวเธอเอาไว้
“โอ๊ย! เจ็บนะ!” เขารีบหดมือกลับ หน้าเหยเก แต่ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ในแววตา
“นายรู้มั้ย ปุลินท์เขาว่าฉันเสีย ๆ หาย ๆ เขาว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่ดี รู้รึเปล่า”
“ศิมนต์…ฟังนะ แม้เธอจะไม่ดีในสายตาใครก็ช่าง แต่ในสายตาเรา เธอเป็นคนที่ดีที่สุดในใจเราเสมอ” พลางสบตาเธออย่างมีความหมายที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้หมด
คำพูดกับสายตานั้นทำให้ศิมนต์สงบคำลง
“เข้าชมรมเถอะ ไหนว่าจะมาช่วยเราทำงานไง เราลืมบอกเธอว่าเรามีฝาแฝด เธอคงไม่เคยเห็นเขาหรอกเพราะ ปุลินท์มักหมกตัวอยู่แต่ในชมรม แล้วศิมนต์ก็เพิ่งมาชมรมเป็นครั้งแรก เห็นเขาคงนึกว่าเป็นเราใช่ม้า… ศิมนต์ไปทำอะไรเขาเข้าล่ะ รู้มั้ยปุลินท์เขาเป็นประธานชมรมอนุรักษ์น่ะ นอกจากเขาจะอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว เขาก็ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่ดีงามด้วยนะ” เขาสาธยายถึงแฝดพี่ชายยาวยืด
“เลิกพูดถึงแฝดนายเถอะ” ศิมนต์ตัดบท
เธอเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังห้องของชมรม
“ปิลันธน์อะไรนั่นน่ะ คอกหมูเหรอ”
“บ้า! ไม่ใช่คอกหมู ยานอวกาศต่างหาก”
ศิมนต์หัวเราคิดคักอย่างขำ ๆ ขณะที่มองซี่ไม้ไผ่ที่ต่อกันเป็นโครงสี่เหลี่ยม “ไม่เห็นเหมือนเลยปิลันธน์”
“ก็มองให้เป็นหน่อยสิ เนี่ยจะเอาไปประกอบฉากนิทรรศการที่ชมรมเราจะมีขึ้นในราวเดือนหน้านะ”
ศิมนต์เดินเข้าไปใกล้โครงไม้ไผ่ “เราว่า…ตรงนี้ดัดให้มันโค้ง ๆ เอาไม้มาเป็นแกนยึดตรงนี้อีกอันหนึ่งสิ” พลางก้มลงหยิบซี่ไม้ไผ่จากกองไม้ไผ่ที่วางอยู่ใกล้ ๆ แล้วดัดไม้ให้โค้งเข้าหาแกน
“ศิมนต์! มือเธอเลือดออกนี่” เขามองเห็นเลือดซึมออกมาจากปลายนิ้วเรียวของเธอ ทั้งที่เจ้าของมือพยายามไม่ให้เขาเห็น
“ไม่..ไม่เป็นไรหรอก เสี้ยนมันตำนิดหน่อยเอง”
“ไม่ได้น่ะ! มีเสี้ยนฝังเข้าไปข้างในหรือเปล่า” เขาจับมือเธอไว้ สายตาจ้องมองนิ้วเรียวสวยที่มีเลือดแดงไหลซึมออกมา
“โอ๊ย! เบา ๆ ซี่…อย่าจิกเนื้อฉันไปด้วยสิ”
“อดทนหน่อย อีกนิดเดียว… อ้า…ออกแล้ว”
ศิมนต์มองเขาค่อย ๆ ดึงเสี้ยนออกมาอย่างตั้งใจ อยากจะขอบใจเขาสักคำ แต่มันพูดไม่ออกเอาเสียเลย แต่หัวใจของเธอได้รับรู้ความห่วงใยที่เขามีให้เธอแล้ว

================

ปุลินท์ขยับตัวเล็กน้อยขณะที่นั่งมองโครงไม้ไผ่ที่ถูกหุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ พลางมองเห็นภาพของศิมนต์สาระวนอยู่กับการแปะกระดาษหนังสือพิมพ์เข้ากับโครงไม้ไผ่อย่างใจจดใจจ่อ สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างมากในการทำงาน มันเป็นภาพที่น่ามองเหลือเกิน มองเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ เขาเผลอปล่อยความรู้สึกชื่นชมเธอโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยลืมรอยยิ้มแห่งความภูมิใจของเธอ รวมทั้งภาพการดูแลเอาใจใส่ยานกระดาษลำนั้นเป็นอย่างดี ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าเธอรักและผูกพันกับยานกระดาษลำนั้นไม่น้อยเลย จนเหมือนจะรู้สึกอิจฉายานกระดาษลำนั้นเอามาก ๆ เขาเป็นคนแท้ ๆ ไม่มีซักครั้งเลยที่เธอจะพูดกับเขาดี ๆ บ้าง
เขาส่ายหัวเพื่อให้ภาพในมโนนึกหายไป
“คิดถึงยัยนั่น! ทำไม! เธอเกลียดเราจะตาย ปุลินท์แกอย่าลืมสิ ศิมนต์เป็นแฟนปิลันธน์ แล้วแกก็ไม่มีวันแย่งแฟนของใครไม่ใช่หรือ…” เขาเตือนตัวเอง แต่ภาพของเธอก็ยังวนเวียนอยู่ในสมอง
“โครม!” เสียงอะไรสักอย่างกระแทกกับประตู
ปุลินท์มองเห็นศิมนต์หอบกล่องกระดาษใบใหญ่ ท่าทางจะหนักเอาการเดินซวนเซเข้ามา เขารีบรุดเข้าไปแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ
“ศิมนต์ส่งมา ผมช่วย”
“ดีเลย…ปิลันธน์นาย…” เธอชะงักเมื่อมองเห็นแว่นของเขา คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากันทันที
“ไม่ต้อง! หลีกไป! อย่าขวางทาง ไม่งั้นฉันชนนายแน่!” น้ำเสียงเธอแข็งห้วนขึ้นมาทันที
“นี่! ผมหวังดีจะช่วยนะ” เขาชักอารมณ์เสียเมื่อถูกปฏิเสธ
“ใครเรียกให้นายมาช่วยล่ะ ไม่ได้ขอร้องนายซักหน่อย ถอยไป! กล่องแค่นี้ฉันยกเองได้!” เสียงเธอยังคงเกรี้ยวกราดอย่างไม่พอใจอย่างเดิม
“ดื้อรั้น!” เขาคว้ากล่องที่เธอหอบมาไว้ บังเอิญรวบมือเธอติดมาด้วยอย่างไม่ตั้งใจ
“เอามือของนาย! ออกไป!” เธอเน้นเสียงเครียดพร้อมกับจ้องหน้าเขาเขม็ง
“คุณนั่นแหละ รีบเอามือของคุณออกไป เป็นผู้หญิง…” เขาไม่ทันได้พูดจบ เธอก็ตะโกนใส่หน้าเขาอย่างโกรธเคือง
“หุบปากของนายซะ!” พร้อมกับกระชากมือตัวเองออกมา แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ
“คนรั้น! เจ้ามานะทิฐิ! เอาแต่ใจ!” เขาบ่นเบา ๆ
ปุลินท์สะบัดหัวแรง ๆ แล้วลุกขึ้นเบือนหน้าหนีจากยานกระดาษหนังสือพิมพ์ลำนั้น
“คิดถึงทำไม! ไอ้บ้าเอ๊ย!” เขาเบื่อตัวเองเหลือเกินที่แอบเผลอคิดถึงเธออยู่บ่อย ๆ เอื้อมมือหยิบหนังสือข้างตัวขึ้นมาก่อนที่จะสาวเท้าออกจากใต้ถุนอาคารเรียน

เมื่อสาวเท้าออกมาจากชมรม เขามองเห็นศิมนต์กับปิลันธน์นั่งอยู่ที่ม้าหินหน้าชมรม ภาพนั้นมันสะกิดหัวใจอย่างบอกไม่ถูก แต่รู้ดี…เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดและควรละอายแก่ใจ เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจ ไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวเธอเลยซักอย่างเดียว
“ทำไมปิลันธน์ไม่ซื้อน้ำมะนาวล่ะ ฉันไม่ชอบน้ำลำใยนายก็รู้นี่…” ศิมนต์มองลึกลงไปในแก้วที่วางอยู่ตรงหน้า
“ก็น้ำมะนาวมันหมดแล้ว เห็นเธอบอกว่าหิวน้ำก็เลยซื้อ”
ศิมนต์สะดุ้ง! เมื่อปุลินท์กระแทกหนังสือลงบนโต๊ะ
“ไง…คนดื้อ เลือกกินจริงนะ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ไอ้โน่นก็ไม่เอา รู้หรือเปล่ามีคนยากคนจนอีกมากมายที่เขาไม่มีอะไรจะกิน เขาไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรทั้งนั้น” เขาคว้าแก้วน้ำลำใยขึ้นมา พลางหันไปทางคนที่หน้าเหมือนเขา
“ปิลันธน์ แก้วนี้ขอแล้วกัน เจ้าของเขาไม่ต้องการแล้ว แกน่ะตามใจเขาจนเสียนิสัยแล้ว รู้รึเปล่า…” พูดจบจึงยกแก้วขึ้นดื่มแล้วหันหลังเดินไป
“นายน่ะแหละ!! คงเป็นคนไม่มีอะไรจะกิน!! ถึงมาแย่งน้ำชาวบ้าน!!” เธอตะโกนเน้นคำเสียงดังไล่หลังแฝดพี่ชายของเพื่อนหนุ่ม
ปิลันธน์หัวเราะ
“นี่! หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“ก็ศิมนต์กับปุลินท์น่ะสิเป็นอะไร เจอกันที่ไร ทะเลาะกันทุกที”
“เอ๊ะ! ปิลันธน์ไม่เห็นหรือไงว่าปุลินท์มาหาเรื่องฉันก่อนนะ”
“ก็ยอม ๆ เขาบ้างสิ ไม่รู้จะเอาชนะกันไปถึงไหน”
“เรื่องอะไรจะยอม! ถ้ายอมฉันก็แพ้สิ!”
“ไม่มีใครเอาชนะใครได้ด้วยความเลวได้หรอกนะ ทำไมศิมนต์ไม่เอาความดีเข้าสู้ ชนะใจปุลินท์ให้ได้ล่ะ ถึงแม้เธอจะเอาชนะเขาทางอื่น ๆ ได้สำเร็จ แต่เธอก็ไม่มีวันเอาชนะใจเขาได้เลย”
“หยุดเทศน์ซะทีเถอะหลวงพ่อ!”
“เราหวังดีนะ ศิมนต์” น้ำเสียงเอื้ออาทรห่วงใยของเขาทำให้ศิมนต์สงบคำได้ทุกครั้ง
“ฉันรู้…ปิลันธน์หวังดีต่อฉันเสมอ”
ศิมนต์ลุกขึ้น “เข้าไปทำยานต่อกันเถอะ ตกแต่งด้วยกระดาษตะกั่วก็เสร็จแล้วล่ะ นายอย่าลืมติดวงจรไฟกระพริบให้มันด้วยนะ”
ปิลันธน์ยิ้ม “ได้เล้ย!” เขาลุกขึ้นเดินตามเธอไป
“ฝนทำท่าจะตกอีแล้วสิปิลันธน์” ศิมนต์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ครึ้ม ๆ มาตั้งแต่เช้าอย่างกังวลใจ
“พักนี้ฝนตกทุกวันเลย ฉันกลัวน้ำจะท่วมอีกเหมือนปีที่แล้ว” เธอนึกถึงสภาพน้ำท่วมปีที่แล้วซึ่งมีระดับน้ำสูงเกือบสองเมตร
“ปีนี้น้ำอาจจะไม่ท่วมก็ได้ศิมนต์” เขาปลอบ
“ถ้าน้ำท่วมอีก เราจะย้ายยานแล้วก็อุปกรณ์นิทรรศการอื่น ๆ ไปไว้ที่ไหนล่ะ นี่ก็ใกล้ถึงวันจัดนิทรรศการแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันไม่ยอมให้ยานของฉันโดนน้ำท่วมแน่! “
“พรุ่งนี้เราลองปรึกษาเพื่อน ๆ ดูละกัน”
“อืม…หวังว่าเราคงมีวิธีป้องกันที่ดีนะ ไม่งั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราช่วยกันสร้าง ช่วยกันเตรียมมา สิ่งที่เราทุ่มเทลงไปก็เปล่าประโยชน์” ศิมนต์สาวเท้าเข้าไปใต้ถุนอาคารมองเห็นยานกระดาษวางเด่นตระหว่านอยู่กลางลานโล่ง
“เออนี่ปิลันธน์ ฉันส่งเรียงความไปประกวดด้วยล่ะในหัวข้อ เรารักษ์ธรรมชาติ” เธอรายงานเพื่อนหนุ่มขณะที่เริ่มสาละวนกับการแปะกระดาษตะกั่วสีต่าง ๆ เข้ากับยานกระดาษลำนั้น
“เหรอ…เป็นไงล่ะ แล้วประกาศผลเมื่อไหร่ วันนั้นเราจะไปให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ เธอนะ” เขาละสายตาจากงานที่ทำ หันมาสบตาเธอ
“จริงรึเปล่า…” เธอขึ้นเสียงสูงแก้เขิน
“จริงสิ วันสำคัญของศิมนต์จะขาดนายปิลันธน์ไปได้ยังไง…”
ศิมนต์อมยิ้ม “ใช่…คนที่ฉันอยากให้แสดงความยินดีหรือช่วยปลอบใจฉันยามเสียใจที่สุดก็คือนาย…ปิลันธน์” เธอบอกเขาเบา ๆ อยู่ในใจ

==============

ฝนเริ่มตกหนักตั้งแต่เมื่อคืน ซาลงเมื่อรุ่งเช้า แต่ยังคงตกปรอย ๆ จนถึงเที่ยงแล้วเริ่มเทกระหน่ำซ้ำลงมาอีกครั้ง น้ำเริ่มเอ่อขึ้นท่วมโรงเรียนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากน้ำป่าไหลทะลักลงมาจากภูเขา ระดับน้ำค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ประกาศขอให้นักเรียนทุกคนออกจากโรงเรียนแล้วไปรวมตัวกันที่เชิงเขา ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือภัยน้ำท่วม” เสียงประกาศจากอาจารย์ฝ่ายปกครองดังทั่วโรงเรียนอยู่สองสามครั้ง ทุกคนในโรงเรียนต่างรีบออกจากโรงเรียนทันที
“ปุลินท์นายหาอะไรอยู่” ปิลันธน์ถามเมื่อมองเห็นคู่แฝดของเขาก้มหน้าก้มตาควานหาอะไรบางอย่างในน้ำที่เพิ่มระดับความสูงขึ้นมาถึงเข่า
“แว่นน่ะ! มันหล่น!” เขาตะโกนบอกแข่งกับเสียงฝนตกจั๊ก ๆ
“ไม่ต้องหาแล้ว รีบไปเถอะ ไว้ค่อยไปตัดใหม่” ปิลันธน์คว้ามือแฝดพี่ชายเดินลุยน้ำไปทันที
“ปิลันธน์ แล้วศิมนต์ล่ะ”
“ไปในเมือง ยังไม่กลับเลย”
สองหนุ่มต่างลุยน้ำไปพร้อมกับเพื่อน ๆ แล้วแยกย้ายกันช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่กำลังหนีภัยน้ำท่วม

===============

ฝนซาลงแต่ยังคงตกพรำ ๆ ตลอดเวลา เสียงฟ้าร้องคลืน ๆ เบา ๆ สลับกับเสียงฟ้าผ่าเป็นระยะ ๆ เมฆดำยังยึดพื้นที่บนท้องฟ้าได้ทั้งหมด
ศิมนต์วิ่งกลับมายังโรงเรียน “เกิดอะไรขึ้น!” เธอมองเห็นผู้คนรีบกระวีกระวาดออกมาจากโรงเรียน
“หรือว่า…น้ำท่วม! ไม่…!!” เธอรีบวิ่งทวนกระแสคนที่วิ่งออกมาเข้าไป
“จะไปไหนศิมนต์!” มือแข็ง ๆ ยึดแขนเธอไว้
ศิมนต์หันขวับมามองเจ้าของมือ “ปิลันธน์!”
“เกิดอะไรขึ้น! ยานของเราและอุปกรณ์นิทรรศการย้ายไปอยู่ในที่น้ำท่วมไม่ถึงรึยัง” พลางจับแขนเขาเขย่าอย่างร้อนรน
คำถามของเธอเหมือนมีดคมกริบที่กรีดแทงเข้าไปในหัวใจของเขา หันกลับไปมองโรงเรียนอย่างช่างใจ
“ไม่มีเวลาแล้วศิมนต์ น้ำกำลังท่วม อย่าพูดอยู่เลย รีบไปกันเถอะ”
“ไม่! ฉันจะไปช่วยยานของฉันก่อน” เธอหันหลังกลับลุยน้ำเข้าไปในโรงเรียน
“อย่าไป! ศิมนต์! อันตราย!” เขาดึงแขนเธอไว้
“ไม่! ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ยานของฉันจมน้ำเด็ดขาด!” เธอสะบัดแขนทันที
“อย่าไปนะ! ศิมนต์! น้ำเพิ่มขึ้นเร็วมาก” เขายึดร่างเธอมาไว้ในอ้อมแขน พลางมองระดับน้ำที่ค่อย ๆ เพิ่มระดับสูงขึ้น เลยหัวเข่าขึ้นมาเรื่อย ๆ
“ปล่อยฉัน! ฉันทนเห็นสิ่งที่ฉันสร้างมากับมือพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาฉันไม่ได้ ปล่อย…ย!” เธอพยายามที่จะผละออกจากอ้อมแขนของเขา
เขากอดเธอไว้แน่น “ไม่! เราไม่ยอมให้เธอไป ศิมนต์ฟังนะ เราก็เสียใจไม่ได้น้อยกว่าเธอเลย เราสิที่ต้องเสียใจมากกว่าเธอด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เราต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน เมื่อเรามีชีวิต เราก็ยังสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับโลกใบนี้ได้ เข้าใจมั้ย!”
คำพูดของเขาทำให้เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มจึงคลายวงแขนออก
“เชื่อเรานะ ศิมนต์” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาจับมือเธอขึ้นมากุมไว้แน่นอย่างขอร้อง
“รีบไปเถอะ!” เขาพาเธอเดินลุยน้ำฝ่าฝนพรำไปยังเชิงเขาที่น้ำท่วมไม่ถึง
น้ำเสียง ท่าทางของเขาดูเข้มแข็ง แต่ในหัวใจของเขากำลังร้องไห้…
ศิมนต์หันกลับไปมองโรงเรียนอีกครั้ง
เขาบีบไหล่เธอเบา ๆ “อย่าเสียใจไปเลยศิมนต์”
เธอค่อย ๆ หันกลับมามองเขาอย่าง ช้า ๆ น้ำใส ๆ คลอปริ่ม ๆ อยู่ในดวงตาคู่นั้น
“ปิลันธน์….” เธอโผเข้ากอดเขาร้องไห้โฮ “ฉัน…ฉันช่วยอะไรมันไม่ได้เลย….”
เขากอดเธอไว้เบา ๆ อย่างปลอบโยน
“มันเพิ่งทำเสร็จเมื่อวานนี้ ฉันต้องทนเห็นมันจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา โดยที่…ฉันช่วย…อะไรมันไม่ได้เลย…” เธอสะอื้นเบา ๆ ซบหน้าลงกับอกอุ่นของชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรนะ ไว้เราค่อยสร้างขึ้นมาใหม่นะ เรารู้…ว่าศิมนต์รักมันมาก นิ่งซะนะ อย่าร้องไห้ ศิมนต์โตแล้วต้องคอยเป็นแบบอย่างให้น้อง ๆ คอยปลอบน้อง ๆ ที่ตกใจกลัว เข้มแข็งไว้” เขาตบหลังเธอเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ
“ฉันจะพยายาม” ศิมนต์ยกมือป้ายน้ำตา แล้วถอยตัวออกมาจากอ้อมแขนของเพื่อนหนุ่ม
“ขอบใจมากนะปิลันธน์ที่ช่วยเตือนสติ ฉันดีใจที่มีนายอยู่ใกล้ ๆ เมื่อกี๊ฉันขอโทษนะที่จะทำอะไรโง่ ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก” เขาค่อยยิ้มออกเมื่อเห็นเธอรู้สึกดีขึ้น
“ตัวนายรุม ๆ นะ นายจะไม่สบายรึเปล่า” พลางเอื้อมมือแตะที่หน้าผากของเขา
เขานิ่งไปชั่วขณะ มองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ฉันรู้นะว่านายน่ะช่วยปุลินท์ทำงานจนดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกคืนเลย ดูสิ นายตาแดงมากเลยนะ” เธอจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา มองเห็นเส้นเลือดฝอยแตกกระจายอยู่ในตาขาว และมีสีแดงเข้ม ใบหน้าของเขาดูสีดเซียว หมองคล้ำ เต็มไปด้วยความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
ฝนพรำ ๆ ทำให้เขาและเธอตัวเปียกชื้น น้ำฝนไหลละมาตามเส้นผม และใบหน้า มาหยุดอยู่ที่ปลายคาง เขายกมือลูบหน้า ปาดน้ำบนใบหน้าของตัวเอง ยืนมองเพื่อนสาวที่อยู่ตรงหน้านิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง
ชายหนุ่มรีบยิ้มกลบเกลื่อนเมื่อสติกลับคืนมา “เราสบายดี ไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก เชื่อสิ” พลางจับมือเธอที่ค้างอยู่บนแขนออก แล้วตบมือเธอเบา ๆ
“ขอบใจศิมนต์มากนะ ที่เป็นห่วง”
“เนี่ย! ถ้าปุลินท์อยู่ด้วยนะ ฉันคงโดนหมอนั่นดุเอาแน่ ๆ เลย ที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ ถึงนายสองคนจะเป็นแฝดกัน หน้าตาหรือแม้แต่น้ำเสียงก็เหมือนกัน แต่นิสัยและบุคลิกไม่มีอะไรเหมือนกันเลย นายรู้มั้ย ฉันไม่ค่อยชอบปุลินท์เลย เขาชอบดุ ชอบว่าฉัน ฉันคงไม่มีอะไรดีในสายตาเขาเลยมั้ง ไม่เห็นจริงเลยที่นายบอกว่าเขาก็ห่วงฉันและหวังดีต่อฉันไม่แพ้นายน่ะ”
“ศิมนต์! ปุลินท์! เป็นอะไรกันหรือเปล่า” ปิลันธน์ตะโกนมาแต่ไกล ขณะที่วิ่งตรงมา
ศิมนต์หันขวับไปมองปิลันธน์อย่างตกใจ! แล้วหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ขอโทษนะ เราไม่ใช่ปิลันธน์ แต่ไม่มีโอกาสที่จะบอกเธอเลย” เขาพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้จะรู้สึกเสียใจกับคำพูดของเธอก่อนหน้านี้ แต่ก็พยายามซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้
ศิมนต์รีบขยับแขนออกจากมือของเขาก่อนทิ่ปิลันธน์จะวิ่งมาถึง
ปุลินท์ขยับตัวถอยออกมาก้าวหนึ่งพลางหันไปมองปิลันธน์
“ปุลินท์…ฉัน…” เธอได้แต่อ้ำอึ้งยืนมองปุลินท์ที่หลบตาเธอมองไปทางอื่น รู้สึกเสียใจกับคำพูดของตัวเองที่พูดออกไปเมื่อครู่นี้ คนที่กอดเธอไว้ และปลอบโยนเธอเมื่อครู่นี้ คนที่เตือนสติเธอ เป็นเขาหรือ? เป็นปุลินท์หรือ?
“ไม่เป็นไรใช่มั้ยศิมนต์” ปิลันธน์ถามทันทีที่วิ่งมาถึง
เธอส่ายหัว “ไม่เป็นไรจ้ะ”
“เรานะเป็นห่วงแทบแย่ ทำอะไรกันอยู่ไม่รีบไปที่ศูนย์ฯ เราวิ่งตามหาซะวุ่นเลย ถ้าไม่เป็นอะไรกันก็ดีแล้วล่ะ งั้นรีบไปกันเถอะ”
“ช่วย…ช่วยด้วย…”
ทั้งสามชะงักฝีเท้าหันขวับกลับมามอง เห็นเด็กคนหนึ่งกำลังร้องไห้โฮ เดินลุยน้ำที่สูงถึงคอ
“รออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวเราจะไปช่วยเด็ก” ปิลันธน์ก้าวเท้าลงไปในน้ำทันที
ปุลินท์รีบยึดแขนปิลันธน์ไว้
“แกอยู่ที่นี่กับศิมนต์ดีกว่า ฉันไปเอง”
ปุลินท์หันไปมองศิมนต์นิดหนึ่งก่อนที่ก้าวออกไป
“คนที่ควรจะอยู่กับศิมนต์ตอนนี้คือปิลันธน์” เขาคิดอยู่ในใจขณะที่เดินลุยน้ำเข้าไปหาเด็กคนนั้น
“ระวังตัวนะ! ปุลินท์!” ปิลันธน์ตะโกนตามหลังไป
ศิมนต์ได้แต่ยืนมองปุลินท์เดินลึกลงไปในน้ำอย่างเป็นห่วง
กว่าปุลินท์จะเข้าไปถึงตัวเด็กคนนั้น เด็กก็เกือบจะจมน้ำและตกใจหมดสติไป เขารีบพาเด็กขึ้นจากน้ำทันที
ปิลันธน์รีบเข้าไปช่วยรับเด็กต่อจากปุลินท์
“รีบพาไปที่ศูนย์เถอะ”
ปิลันธน์กับศิมนต์ช่วยกันพาเด็กคนนั้นไปยังศูนย์ช่วยเหลือภัยน้ำท่วมอย่างเร็วที่สุด

================

ปุลินท์ทรุดตัวลงนั่งพิงใต้ต้นไม้ เขาผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ ยกมือจับที่ต้นคอตัวเองแล้วแตะหลังมือเข้าที่หน้าผาก ความร้อนที่ได้สัมผัสทำให้เขารู้ตัวว่า เขากำลังไข้ขึ้น ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว แล้วปิดตาลงอย่างอ่อนล้า
สองสามวันมานี้เขานอนดึกติดต่อกันตลอด ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง อดหลับอดนอนเตรียมงานนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะมีขึ้น แต่แล้วสิ่งที่เขาเฝ้าเตรียมมาตลอดก็สูญสลายไปกับสายน้ำ
เขาอยากจะบอกกับทุกคนให้ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากบอกให้ทุกคนรู้ถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย โครงการต่าง ๆ มากมายที่เขาอยากรณรงค์ เขาอยากจะกระตุ้นเตือนสติทุกคน แต่..มันคงช้าเกินไป มันคงสายไป ผลจากธรรมชาติถูกทำลายกำลังแสดงผลของมันเองแล้วขณะนี้ ความสูญเสียครั้งนี้มากพอที่จะทำให้คนตื่นตัว และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติบ้างหรือไม่
ปุลินท์ถอนหายใจออกยาว ๆ ปล่อยความรู้สึกให้เลือนหายไปอย่างช้า ๆ เขารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน อยากพักผ่อน เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อนั้นเขาคงพร้อมที่จะทำสิ่งที่เขาตั้งใจต่อไป

==================

ปิลันธน์ก้าวลงเรือท้องแบนเป็นคนสุดท้าย
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะศิมนต์ เราไปส่งเด็ก ๆ แล้ว จะรีบกลับมารับเธอ”
ศิมนต์ยิ้ม “จ้ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ “ เธอมองเรือลำนั้นค่อย ๆ ห่างออกไป
“เอ๊ะ! ปุลินท์ล่ะ” ตั้งแต่มาถึงศูนย์ฯ เธอยังไม่เห็นคู่แฝดของปิลันธน์เลย
“เรือเที่ยวต่อไปจะเป็นเที่ยวสุดท้ายแล้วนะ เขามัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหน….” ศิมนต์เดินตามหาเขาจนทั่วก็ไม่พบจึงวิ่งกลับไปยังจุดสุดท้ายที่พบเขา
ศิมนต์ชะงักฝีเท้าเมื่อมองเห็นปุลินท์นั่งพิงอยู่ใต้ต้นไม้
“ปุลินท์!” เธอรีบวิ่งเข้าไปหา
“ปุลินท์! นายเป็นอะไร” เธอเขย่าแขนเขาเบา ๆ เมื่อเห็นเขายังหลับตานิ่งไม่ตอบ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
“นายเป็นไข้นี่…” แล้ววางมือลงบนหน้าผากของเขา
“ตายแล้ว! ร้อนจี๋เลย” พลางจับเสื้อที่เขาสวมอยู่
“เสื้อยังเปียกชื้นอยู่เลย เฮ้อ…เดี๋ยวก็ปอดบวมกันพอดี” เธอส่ายหน้าอย่างกังวล
“ปุลินท์! ตื่นเถอะ ตื่นสิ!” พลางตบหน้าเขาเบา ๆ ถี่ ๆ
เธอมองเห็นเขาขยับปากขมุบขมิบจึงเอียงหูเข้าไปฟังใกล้ ๆ
“ศิมนต์…ขอโทษนะ เราไม่ใช่ปิลันธน์ แต่ไม่มีโอกาสที่จะบอกเธอเลย…”
คำพูดนั้นทำให้น้ำตาพาลเอ่อขึ้นมา “ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนายนะ ฉันไม่น่าพูดอย่างนั้นกับนายเลย ฉันขอโทษนะนายได้ยินรึเปล่า…” พลางจับตัวเขาเขย่าเบา ๆ
“ได้โปรดเถอะ…นายฟื้นสิ ฉันขอร้อง”
ครู่หนึ่งปุลินท์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ ภาพของคนที่อยู่เบื้องหน้าพร่ามัวไม่ชัดเจน รู้สึกหัวหนักอึ้ง และเพลียมาก พลางปิดเปลือกตาลงอีก
“ปุลินท์!” เธอรีบเรียกเขาก่อนที่เขาจะทิ้งเปลือกตาลงอีกครั้ง “ลุกขึ้นเถอะ รีบไปที่ศูนย์เดี๋ยวจะมีเรือมารับนะ” เธอประคองเขาลุกขึ้น
เขามองหน้าคนที่ประคองเขาลุกขึ้นอย่างงง ๆ “ศิมนต์…”
“ไปเถอะ เรือเที่ยวสุดท้ายแล้วนะ”
“ขอบใจ…เราช่วยตัวเองได้…” เขาพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นด้วยตัวเอง
“แน่ใจนะ นายกำลังเป็นไข้นะ ให้เรา…ช่ว..ย…” เธอจำใจปล่อยมือเมื่อมองเห็นเขาไม่สนใจความช่วยเหลือจากเธอ
“ขอบใจ…แต่ไม่เป็นไรหรอก” ปุลินท์สาวเท้าโซเซไปข้างหน้า พยายามบังคับการทรงตัวในการก้าวเดิน
“ดื้อรั้น! ดูซิเดินโซเซอย่างงั้น ยังจะทำเป็นเก่งอีก” ศิมนต์อดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยพยุงเขา
“เราแค่…ไม่อยากให้ศิมนต์ลำบากเพราะเราเท่านั้น”
“นายก็เป็นเพื่อนเราคนหนึ่งนะ เพื่อนก็ต้องช่วยเหลือเพื่อนสิ” ศิมนต์ยิ้ม
“ขอบใจมาก…ศิมนต์”
แม้เขาจะไม่สามารถมองเห็นรอยยิ้มของเธอที่มอบให้เขาได้อย่างชัดเจน แต่เขาก็ได้รับรู้ความห่วงใยที่เธอมีให้เขา ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม เพียงเท่านี้เขาก็รู้สึกอบอุ่นใจกับน้ำใจที่เธอให้มาในวันนี้


ผลจากน้ำท่วมทำให้โรงเรียนต้องปิดไปเป็นอาทิตย์ รอจนกว่าน้ำจะลด และทำการซ่อมแซมโรงเรียนในส่วนที่เสียหายให้เรียนร้อยเสียก่อน เป็นเหตุให้ศิมนต์และปิลันธน์ขาดการติดต่อกันไประยะหนึ่ง
ศิมนต์มาถึงงานวันรักษ์ธรรมชาตินานแล้ว เธอรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงผิดปกติ รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเรียงความของเธอผ่านเข้ารอบ ๑๐ คนสุดท้าย บ่อยครั้งที่ชำเลืองมองไปที่ประตูกระจกติดฟิล์มด้านหน้าอาคาร เธอเฝ้ารอใครคนหนึ่ง แต่เวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววคนที่เธอเฝ้าคอยเลย พลางทำให้หัวใจเธอห่อเหี่ยวไปด้วย “ปิลันธน์! ทำไมนายถึงยังไม่มาอีก ฉันโทรไปบอกนายล่วงหน้าตั้งอาทิตย์หนึ่ง วันก่อนก็ยังโทรไปย้ำอีกที นายรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาแน่ยังไงล่ะ หรือว่านายลืมคำพูดของตัวเองเสียแล้ว” ศิมนต์ถอนใจมองดูเวลาที่พิธีการประกาศผลกำลังจะเริ่มขึ้น
“ศิมนต์…ใกล้เวลาแล้วเข้าไปเตรียมตัวในห้องประชุมกันเถอะ” เพื่อนสาวเดินมาเตือน
ศิมนต์จึงตัดใจเดินตามเพื่อนเข้าห้องประชุมไป
พิธีกรหนุ่มเริ่มประกาศผลของรางวัลชมเชยก่อนซึ่งมีอยู่ ๓ รางวัล แล้วตามด้วยรางวัลรองชนะเลิศ
ศิมนต์ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้น สักครู่ต่อมาเธอรู้สึกหูอื้อไม่ได้ยินอะไรอีกเลย ได้ยินแต่เสียงปรบมือดังสนั่นห้องประชุม จนเพื่อนสาวหันมาเขย่าแขน
“ศิมนต์! ยินดีด้วยนะ เขารอเธอขึ้นไปรับรางวัลอยู่นะจ๊ะ”
เธอจึงได้สติลุกขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือ ก้าวขึ้นไปรับรางวัลบนเวที
“ปิลันธน์! ฉันทำสำเร็จแล้ว คนที่ฉันอยากให้มาแสดงความยินดีกับฉันที่สุดคือนายนะ ปิลันธน์นายอยู่ที่ไหน…”
เมื่อพิธีมอบรางวัลเสร็จสิ้นลงศิมนต์จึงเดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกับคนอื่น ๆ
“ยินดีด้วยศิมนต์” ทันทีที่เท้าก้าวออกมาจากห้องประชุม เธอได้ยินเสียงของเขาอยู่ใกล้ ๆ
ศิมนต์เงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้านั้น
“ปิลันธน์!” ศิมนต์ยืนนิ่งมองเขาที่ยืนยิ้มสวยอยู่ตรงหน้า
“ฉันนึกว่านายจะไม่มาแล้วซะอีก” พลางจับมือเขาบีบไว้แน่นอย่างดีอกดีใจ
“วันสำคัญของเธอ เราจะไม่มาได้ยังไงล่ะ” เขามองเธอยิ้มบานอย่างมีความสุข
“แล้วนายมาคนเดียวเหรอ ปุลินท์ล่ะ”
เขาเงียบไปชั่วอึดใจ
“ปุลินท์เขาไม่สบายน่ะ เลยไม่ได้มา”
“เหรอ…เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราดูแลอยู่ทั้งคน”
“เหรอ…เอ้อ…เงินรางวัลที่ได้เนี่ยน่ะนะ ฉันจะมอบให้ชมรมอนุรักษ์เพื่อใช้ในโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของปุลินท์นะ ช่วยบอกเขาด้วยล่ะ
“ได้สิ ขอบใจศิมนต์แทนเขาด้วยนะ”
“หิวน้ำมั้ย มานี่สิเราจะเลี้ยงน้ำนาย” พลางคว้าแขนเขาเดินไป
“ไม่…ไม่ต้องหรอกศิมนต์ เราจะกลับแล้ว”
“อ้าว…ทำไมรีบกลับล่ะ”
“คือ…” เขามองหน้าเธอ “เราจะรีบกลับไปดูแลปุลินท์น่ะ ไม่อยากทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว” เขามองมือเธอที่ยังเกาะแขนเขาอยู่
“อ๋อ…งั้นเราฝากความคิดถึงไปให้เขาด้วยนะ ขอให้หายเร็ว ๆ ล่ะกัน โครงการรณรงค์ของเขา เราจะช่วยเต็มที่เลยนะ บอกเขาด้วยว่าเพื่อนคนนี้เป็นห่วงนะ”
“แล้วเราจะบอกให้นะ เขาไม่เคยลืมคนที่ช่วยพาเขาไปขึ้นเรือเที่ยวสุดท้ายอยู่แล้วล่ะ ไปนะ” เขาบีบมือเธอเบา ๆ
“ขอบใจมาก…ศิมนต์” เขายิ้มให้ แล้วปล่อยมือเธอหันหลังกลับเดินไป
เขาหันมามองอีกครั้งก่อนที่จะเปิดประตูด้านหน้าอาคารออกไป
ศิมนต์มองเขาเดินไป รอยยิ้มยังไม่จางไปจากสีหน้านั้น

“ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ” ศิมนต์ก้มลงมองเพจ “เอ๊! ใครเพจมานะ” แล้วหยิบเพจขึ้นมากดข้อความ

“หวัดดีครับศิมนต์ ปิลันธน์เองนะ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจเธอ เราไม่สบาย เพิ่งดีขึ้นก็เลยรีบเพจมารายงานตัวครับผม ถ้าชนะก็ยินดีด้วยนะ ถ้าไม่ชนะก็ไม่ต้องเสียใจ ป่านนี้ปุลินท์คงไปถึงแล้วสิ หวังว่าทั้งสองคนคงไม่ทะเลาะกันอีกนะ มะรืนโรงเรียนเปิด แล้วเจอกันที่โรงเรียน
คิดถึงเธอที่สุด
ปิลันธน์

อ่านข้อความจบศิมนต์รีบวิ่งไปที่ประตูด้านหน้าอาคารทันที แล้วผลักประตูออกไป
“ปุลินท์!” เธอมองเห็นเขาเดินอยู่บนถนนสายยาว
ปุลินท์หยุดหยิบแว่นขึ้นมาสวม แสงแดดยามบ่ายสะท้อนแสงกับกรอบแว่นของเขาเป็นประกาย

“ศิมนต์ เราดีใจถ้าเราทำให้เธอได้เจอคนที่เธออยากเจอ แม้คน ๆ นั้นจะไม่ใช่เรา”

๘ พ.ย. ๓๙
ริเศรษฐ์



Create Date : 10 เมษายน 2548
Last Update : 10 เมษายน 2548 10:29:25 น. 0 comments
Counter : 382 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.