แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
13 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 

แฟนฉันรึเปล่า?



หวัดดี

เป็นไงบ้าง ซ้อมหนักมั้ย อย่าลืม! ดูแลตัวเองด้วยนะ

พาย

ตัวหนังสือผอมบางน่ารัก น่ารักเหมือนเจ้าของลายมือเลย เรียงตัวอยู่บนกระดาษแผ่นน้อยไม่กี่ประโยค แต่ก็ทำให้คนอ่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฝันหวานไปนานหลายนาทีเลยล่ะ ลบเลือนความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการซ้อมกีฬาอย่างหนัก การเป็นนักกีฬาของโรงเรียนนั้น ใครๆ อาจคิดว่าโก้ คิดว่าเท่ระเบิดเลย แต่จริงๆ มันซ้อมหนักมาก ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวเล่น จีบสาว เฮฮาเหมือนหนุ่ม ๆ เขาหรอก

ที่สำคัญกฎเหล็ก! ห้ามมีแฟนเด็ดขาด!

ผมเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลชายของโรงเรียนตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมต้นแล้ว พอจบ ม.3 จึงมาสอบเข้าเรียน ม.4 ที่โรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอบเข้ายากมากที่สุด ขอบอก! แต่ผมก็ไปสอบตามหน้าที่ของลูก ให้พ่อแม่ได้รู้ว่า ผมได้พยายามแล้ว และไม่คิดว่าจะสอบติดเลย

วันประกาศผลสอบ หลังจากไปดูรายชื่อปรากฏว่าไปสอบด้วยกันเกือบ 20 คน มีผมติดอยู่เพียงคนเดียว

เฮ้ย! เป็นไปได้ไงวะ

สอบติด!!!

ผมยังเป็นงงกับตัวเองไม่หาย แต่ก็ดีใจมาก เดินกลับออกจากโรงเรียนด้วยความรู้สึกกังวลใจว่า จะปรับตัวในเรื่องการเรียนได้หรือเปล่า

“ยินดีด้วยนะ พรุ่งนี้เอาชุดกีฬามาด้วย แล้วเจอกันที่โรงยิม” ชายคนหนึ่งเดินสวนมาทักทายขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจากโรงเรียน

เพิ่มความงงเข้าไปอีก ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

ตอนแรกคิดว่า สอบติดด้วยความสามารถของตัวเอง แต่สุดท้ายก็รู้ว่า ที่สอบติดเพราะผมเป็นนักกีฬานั่นเอง ตอนแข่งกีฬารอบชิงชนะเลิศบาสเก็ตบอลชาย ก็ได้แข่งกับโรงเรียนนี้ด้วย แม้ผมจะทำคะแนนได้ดี แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับระบบทีมที่แข็งแกร่งมากของโรงเรียนนี้จึงได้เหรียญเงินไป การแข่งขันครั้งนั้นหลายคนยังติดตราตรึงใจไปอีกนานทีเดียว

รุ่งเช้าเมื่อไปโรงยิมจึงรู้ว่า ชายคนนั้นก็คือ โค้ช นั่นเอง

การซ้อมครั้งแรกต้องตกใจ เพราะทุกคนตั้งหน้าตั้งตาซ้อมกันจริงจังมาก

“ไปเปลี่ยนชุดสิ แล้วลงมาซ้อม” เสียงชายคนนั้นบอก

ระหว่างที่ซ้อมอยู่นั้น ไม่มีใครพูดกับผมเลยสักคน เป็นการซ้อมที่เป็นระบบทีมมากๆ ระยะหลังผมเริ่มจะปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ การเป็นนักกีฬาแทบไม่ได้เรียนเลย เดินสายแข่งกันตลอดมีแข่งทุกอาทิตย์ ซ้อมแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ในขณะเดียวกันนั้น ผมก็ได้เรียนรู้จักระบบระเบียบการอยู่รวมกันเป็นทีม

ผมและเพื่อน ๆ เหนื่อยมาก มีคนชอบนักบาสกันเยอะ แต่ก็ไม่มีใครมีแฟน จำได้ว่าผมเคยแอบดูตรงช่องอิฐที่หักของโรงยิมฯ ดูเขากลับบ้านกัน เห็นผู้ชายกับผู้หญิงจูงมือกันเดินกลับบ้าน รู้สึกอิจฉาจริง ๆ อยากจะมีใครสักคนเข้าใจ และสามารถเดินเคียงข้างไปกับเราได้

.....แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเลิกดู เพราะถ้าอาจารย์มาเห็นต้องโดนทำโทษอย่างแรงแน่ เลยต้องก้มหน้าก้มตาซ้อมต่อ...

===========

ในการเข้าเรียน ม.4 นักเรียนชายต้องเรียน ร.ด.กันทุกคน ต้องไปสอบคัดเลือก ซึ่งมีการเปิดให้นักเรียนหญิงสามารถเรียนวิชาทหารได้เหมือนกัน

ขณะที่รถโรงเรียนพานักเรียนไปสอบคัดเลือก รวมกับพวกผู้หญิงหลายคนด้วย ขณะที่รถกำลังแล่นอยู่นั้น ผมเป็นเด็กนักเรียนค่อนข้างซน ไม่ยอมอยู่ว่าง อยู่เฉย คอยแต่แกล้งชาวบ้านเขาไปทั่ว โดยไม่นึกคิดอะไร เอาแต่สนุกสนาน จนกระทั่ง ไปแกล้งเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้ารถ

ผมเอามือไปสะกิดไหล่เธอ แกล้งให้รำคาญเล่น แต่คนถูกสะกิดไม่สนใจอะไรเลย ต่างจากผู้หญิงคนอื่น ซึ่งจะพากันหันมาด่า หรือไม่ก็หัวเราะชอบอกชอบใจ

ผมรู้สึกแปลกใจมาก ทำไมผู้หญิงคนนี้จึงเงียบเฉยเหลือเกิน ได้แต่มองแผ่นหลังของเพื่อนสาวคนนั้น โดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าเธอเลย เมื่อเห็นเธอเฉยก็เหมือนยิ่งยุ เลยยิ่งแกล้งหนักขึ้น จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว หันหน้ามาบอกด้วยน้ำเสียงดุเอาการ

"เลิกเล่นซักทีได้มั้ย!"

ผมจ้องมองเธออยู่นานมาก เธอ แก้มแดงมาก น่ารักมากกๆๆ เธอหันกลับไปตอนไหน ผมก็ไม่ทราบ เพราะกำลังตะลึงอยู่นั่นเอง หลังจากวินาทีนั้นผมก็ไม่ได้พูดกับใครอีกเลย รอเพียงแต่ว่าเมื่อไรเธอจะหันกลับมาอีกครั้ง...

หลังจากถึงที่คัดเลือก ร.ด. ผมสอบผ่าน และเธอก็สอบผ่านเช่นกัน ไม่มีปัญหาอะไร ตอนนั่งรถเดินทางกลับ ผมนั่งเงียบตลอดทาง เพื่อนๆ สงสัย ว่าเป็นอะไรของ มึ.....ง!!! ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เหมือนคนใจลอย

กลับมาถึงโรงเรียนตอนเย็น ตอนนั้นเย็นมากแล้ว คนกลับบ้านไปกันหมดแล้ว ผมหิวน้ำมาก เลยเดินไปแท้งน้ำดื่ม เปิดก๊อกเอามือรองน้ำดื่ม ขณะหลับตาดื่มน้ำอยู่นั้น รู้สึกว่ามีคนมาดื่มน้ำเหมือนกัน พอผมลืมตาขึ้นมา

เป็นไปได้ไงเนี้ย!! …เธอนั้นเอง...!!!

ตกใจมาก!!!

ทำอะไรไม่ถูกเลย รู้สึกรนราน จนเกิดอาการประหม่า ทำอะไรอะไรไม่ถูกจริงๆ ไม่เข้าใจตัวเอง เกิดอาการอย่างนี้ได้อย่างไร จนเธอเดินหายตัวไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้....

กลับมาถึงบ้าน ก่อนนอนนั่งคิดหนัก ตั้งคำถามกับตัวเองหลายข้อ ถามตัวเองว่า 1. เราจะทำอย่างไรต่อไปดี สำหรับเธอ 2. อยากได้เธอมาเป็นแฟน แต่ก็… เราไม่เคยมีแฟนนี่หว่า แล้วเราต้องเริ่มต้นอย่างไร ถ้าทำอะไรพลาดไป เราจะเสียฟอร์มไหมนะ กลัวเสียฟอร์มอีก 3. ทำอย่างไรพรุ่งนี้ จะให้เราบังเอิญเจอกันอีกนะ คิดไปต่าง ๆ นา ๆ........ นี่ก็ปาเข้าไป เกือบเที่ยงคืนแล้ว นอนดีก่า.... เดี๋ยวแม่ตี

ผ่านไปเกือบอาทิตย์แล้ว... ผมยังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังไม่ค่อยคุ้นกับเพื่อนใหม่เลย ว่าแต่.....เธอเรียนอยู่ห้องไหนน้า... ลองป้วนเปี้ยน แอบ ๆ ไปด้อม ๆ มองๆ หาอยู่นานก็ไม่เห็นเจอเลย

นี่ก็ตอนเย็นแล้ว นักเรียนคนอื่นก็เริ่มจะกลับบ้าน แต่.... เฮ้ยยย…!!

ต้องซ้อมบาสนิหว่าตู.... น่าเบื่อจริงๆๆ ซ้อมทุกวัน

วันนี้ซ้อมสนามบาสข้างล่าง ไม่ได้ซ้อมบนโรงยิมฯ

แล้วก็โชคดีจนได้ เมื่อเห็นเธอเดินกลับบ้านคนเดียว เน้น! คนเดียว! จริง ๆ ดีใจมากที่ได้เจอเธออีกครั้ง แต่ผมจะเข้าไปทักเธอได้ยังไงเล่า ก็ไม่รู้จักเธอนี่นา แต่ผมอยากคุยกับเธอจริงๆ ทำไงดีน้อ... อีกอย่างผมก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ต้องคอยทำด้วยสิ ต้องซ้อมบาส....อีกแล้ว............

เฮ้อ....

===========

ผมกวดฝีเท้าสุดตัว วิ่ง ๆๆๆๆ วิ่งหนี....

เมื่อมองเห็นเธอเดินมา ทั้งที่เธอก็ไม่ได้น่ากลัวซักกะหน่อย แถมน่ารักอีกต่างหาก

แล้วผมจะวิ่งหนีทำไม!!

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก...เรียนมา 1 เทอมแล้ว เหมือนมีสายสืบรู้ว่า ผมแอบชอบเธออยู่ จะไม่รู้ได้ไงล่ะ ก็ผม วิ่งจู๊ด....ทุกที ไม่รู้เป็นไงผู้หญิงคนนี้!! เจอทีไรวิ่งทุกที กลัวมาก แต่อยากเห็นหน้าเธออยู่ตลอดเวลา

วิธีที่ดีที่สุดก็คือ แอบ ครับ แอบลูกเดียว แอบมองตลอด แล้วก็พัฒนา.....มาเป็น ให้ครับ ดอกไม้ครับ กุหลาบใต้โต๊ะ รู้จักมั้ยครับ นึกแล้วก็ขำมากกก

หลังจากนั้น เราชอบแอบมองกันบ่อยๆ ผมไปแข่งกีฬาที่ไหน ก็จะมีเธอไปแอบดูที่นั่น แอบอีกนั่นแหละครับ ไม่รู้จะแอบอะไรกันนักกันหนา ผมก็แอบ เธอก็แอบ แล้วจะได้เป็นแฟนกันได้ไงเนี้ย...

แล้วเราก็แอบชอบกัน มา 2 ปีกว่า โดยที่ไม่ได้พูดกันเลยจริงๆ ได้แต่ก็ส่ง จ.ม.กัน เป็นการสื่อสาร และการกระทำต่างๆ ฝากขนมไปให้เป็นประจำ ผมก็ได้กินขนมประจำ

ผมรู้สึกว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์จริง...จริง....

อ้อ! ลืมบอกไปว่า เธอเรียนอยู่สายฝรั่งเศษ เธอเรียนเก่งมาก ไม่ได้เรียนเก่งที่ห้องเรียนอย่างเดียว แต่เธอเก่งระดับโรงเรียนเลยล่ะ แต่ผมนะเหรอ เรียนไม่ได้เรื่องเลย เล่นกีฬาอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้เสียแรงเล่นหรอกครับ เพราะผมเป็นนักกีฬายอดเยี่ยมเกือบทุกปี ได้เป็นแชมป์ของจังหวัด 3 สมัยรวดตั้งแต่ ม.4 ถึง ม. 6 ในระดับนักเรียน และเป็นแชมป์ ในหลายๆ รายการ

กางเกงยีนส์ น่ะเหรอ ผมไม่เคยมีใส่หรอก มีแต่ผ้าร่ม กางเกงกีฬาฯ และก็แจกทั้งนั้นเลย ถ้าเธอชวนผมไปดูหนัง แล้วผมจะใส่อะไรล่ะเนี่ย....ตลกมากๆเอาล่ะหว่า ... งานนี้ แย่แน่เราและที่สำคัญ เราจะเข้ากันได้ไหมเนี้ย คนล่ะขั้วเลย

ทุกวันนี้ผมก็ยังวิ่งหนีเธออยู่เลยครับ ทั้ง ๆ ที่เธอก็ออกจะน่ารัก นี่อาจเป็นเหตุให้เราไม่ได้พูดกันซักที

ผมก้มลงมองลายมือเล็ก ๆ น่ารักบนกระดาษสมุดธรรมดา ๆ ที่มีข้อความของเธออยู่ มันทำให้กระดาษธรรมดา ดูไม่ธรรมดาเสียแล้ว...

คิดถึงเธอจัง.....

ผมมองไปที่ปฏิทิน มันเดือนกุมภาแล้วนี่... พรุ่งนี้ก็วาเลนไทน์ วันนี้ซ้อมบาสดึกเลย จริง ๆ ก็ดึกทุกวันแหละ ซ้อมไปคิดไปตลอด ว่าพรุ่งนี้จะเอาไงดีเรา ไหน ๆ คนทั้งโลกก็รู้ว่าพรุ่งนี้ เขาให้ความรักกัน แต่เราน่ะซิจะทำไงดี ก็ไม่เคยเลยนินา ซวยอีกตู วันนี้เลิกเร็วกว่าหน่อยล่ะกัน 2 ทุ่มครับ

เลิกซ้อมบาสผมไปร้านดอกไม้แถวปากน้ำ ร้านจิปาฐะ เข้าไปยืนลับๆ ล่อๆ อยู่นาน

“เอาแบบไหนดีคะ” เจ้าของร้านถาม คนจัดดอกไม้อายุประมาณ 30 กว่าๆ เห็นจะได้

ผมอึ้งไปซักพัก กำลังตั้งสติครับ

ก็คนมันไม่เคยนินา... อายก็อาย ที่อายน่ะ ไม่ใช่อายที่ไปซื้อดอกไม้หรอก แต่อายที่ผมกำลังจะมอบความรัก ให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขายังไม่รู้อะไรเลย สงสัยป่านนี้ นอนตีพุงอยู่บ้านไปแล้ว ไม่รู้จะเอาดอกอะไรดี ที่ให้ความหมายดี ๆ ผมเลือกดอกคาเนชั่นสีขาวช่อโต 500 บาท ช่อนั้น เป็นเงินเก็บสะสมไว้จากเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬานั่นแหละ

วันนี้ 14 กุมภา...

ผมมาโรงเรียนตั้งแต่เช้ามืดเลย เพราะต้องรีบไปร้านดอกไม้ ตื่นเต้นน่าดู วางแผนไว้ในใจ แอบตรงบันไดชั้นเรียนพอเธอมาก็ จ๊ะเอ๋ แล้วให้ดอกไม้เธอ คงจะไม่มีใครเห็น เป็นการหลบหลีกสายตาคนอื่นด้วย แหะๆ ตามแผน ครับ ...... แอบอยู่ข้างบันได ผมรออยู่นานมากครับ เหมือนเธอรู้และจะแกล้งผม เพราะยืนรอที่ข้างบันไดนานแล้ว ปกติเธอเป็นคนมาแต่เช้าตรู่ มันทำให้ผมหงุดหงิดมาก เพราะไม่เป็นไปตามแผนเอาเสียเลย

เริ่มสายจนถึงเคารพธงชาติแล้ว ร้องเพลงชาติไปสักพัก เธอก็มาเข้าแถวตอนสาย ยืนหน้าเสาธง เห็นเธอแอบยิ้ม .... แต่ผมนะเหรอ...ยิ้มไม่ออกเลย ดอกไม้มันจะมีค่าอะไร เมื่อคนให้ไม่กล้าเอาไปให้เสียแล้ว เพราะมันสายแล้ว คนอื่นล้อแย่เลย ผมจึงเอาดอกไม้ไปแอบไว้ใต้โต๊ะของตัวเอง

นักเรียนเข้าชั้นกันหมด ถึงวิชาโฮมรูม ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องให้อาจารย์ประจำชั้นอบรมก่อนแล้วค่อยเรียน ทุกคนในโรงเรียน เข้าโฮมรูมกันหมด แต่ชั้นของผมเลิกโฮมรูมก่อนเพื่อนเลย

“พี่ฟิวส์ เอาดอกไม้ให้พี่พายเขาหรือยังล่ะ” น้องคนหนึ่งซึ่งเป็นนักบาสเหมือนกันเข้ามาทัก

ผมก็อ้ำๆ อึ้งๆ

“ยังเลย...” ผมตอบเสียงอ่อย

น้องคนนั้นหัวเราะใหญ่

“พี่ฟิวส์ไม่กล้าหรือไง พี่เป็นผู้ชาย ต้องกล้าซิ เอาไปให้พี่พายเลย ถ้าไม่ให้เสียเวลาเปล่า ๆ เสียความรู้สึกไปเป็นปี” น้องมันยุผมใหญ่

“ใครบอกว่าไม่กล้า จะเอาไปให้เดี๋ยวนี้แหละ” ยังอุตส่าห์ฟอร์มอีกแหนะ รับคำท้าเฉยเลย

ผมกำลังยิ่งโมโหอยู่แล้ว อุตส่าห์เตรียมแผนการมาอย่างดี ผมเลยตัดสินใจประชดน้องคนนั้น โดยตัวเองไม่ได้คิดอะไร แค่ประชด เดินไปที่โต๊ะตัวเองแล้วหยิบดอกไม้ใต้โต๊ะออกมา เดินไปที่ห้องของพายทันที ซึ่งกำลังโฮมรูมอยู่ แต่หลายห้องเขาก็เลิกกันหมดแล้ว

ผมก็หยุดตรงหน้าห้องเรียนของพาย แล้วหันไปมองรอบข้าง

เฮ้ย!!

ตาย.........!!

คนมองดูผมเยอะมาก ๆ แล้วไอ้น้องคนนั้น ก็เดินตามมาติดๆ



“จะกล้าเหรอพี่” รุ่นน้องถามอย่างท้าทายอีก

คนอื่นก็เฮ...กันเสียงดังลั่น

แต่ผมน่ะเหรอ กลัวแล้ว คิดในใจเราทำอะไรลงไปเนี้ย จะถอยกลับก็ถอยไม่ได้แล้ว ก็ผมเป็นคนดังซะด้วยสิ ตัดสินใจเด็ดขาด เดินตรงไปที่หน้าประตูห้อง เจออาจารย์กำลังอบรมนักเรียนอยู่ ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองเสียด้วย

เอาวะ!! ขนาดนี้แล้ว เป็นไงเป็นกัน ถอยไม่ได้แล้วตู

พอผมสาวเท้าเข้าไปก้าวแรก ทุกคนในห้องเงียบหมด ไม่ได้ยินเสียงใครพูดแม้แต่คนเดียว ก่อนหน้านี้อาจาร์ยกำลังดุนักเรียนอยู่ แต่พอผมเข้ามาทุกคนก็เงียบกันหมด ผมไม่รู้ ว่าจะพูดอะไรดี นอกจาก....

" ขออนุญาตครับอาจารย์"

แล้วผมก็เดินมองหาที่นั่งของพาย ผมดันมองหาเธอไม่เจออีก จะบ้าตาย เดินผ่านเธอมาเฉยเลย เดินเลยไปจนถึงหน้าต่าง

ตอนนี้ทุกคนยิ้มกันทั้งห้องเลย แล้วทุกคนในห้องก็พูดพร้อมกันว่า....

“อยู่ตรงนี้” พลางพากันชี้มือไปที่เธอ

ผมมองตามไปที่เธอ มือก็สั่น ตัวก็สั่น ขาก็สั่น....แทบเดินไม่ได้ พูดก็ไม่เคยพูดด้วย จะทำไงดีเนี้ยเรา ข้างนอกประตูส่งเสียงชียร์กันดังลั่น อาจารย์ก็ยืนพิงที่โต๊ะแล้วยิ้มใหญ่เลย ลืมมาดอาจารย์ฝ่ายปกครองไปเรียบร้อยแล้ว

พาย...เธอเป็นคนขาว แต่ไง หน้าเธอแดงมากแถมยังแก้เขิน ทำเป็นหาอะไรใต้โต๊ะอีก ยิ้มแก้มแทบปลิออกมาเลย สำหรับผมน่ะเหรอ สั่นอย่างเดียว ทำอะไรไม่ถูก และแล้วก็เดินไปถึงโต๊ะที่เธอนั่งจนได้

"ให้น่ะ" ผมยื่นดอกไม้ไปตรงหน้าเธอ

แค่เนี้ย เป็นคำพูดของผมจริงๆ สองคำสั้นๆ เต็มที่ของผมแล้ว ผมแทบอยากจะวิ่งออกจากห้องไปเลยทันที รีบจ้ำอ้าวออกจากห้องอย่างด่วนจี๋

“เธอคิดจะเข้ามาแล้วออกไปง่ายๆ รึไง”

เสียงอาจารย์ดุ เริ่มใส่มาดอาจารย์ฝ่ายปกครองเหมือนเดิม

“มาหาอาจารย์ก่อนซิ” อาจารย์สั่งให้ผมที่ทำท่าจะเดินออกไป เดินกลับเข้ามา

ผมอึ้งมากหน้าชาไปหมด ค่อย ๆ หันกลับไปหาอาจารย์ ก่อนจะค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไปหา

“ไหนเธอลองบอกความในใจ สำหรับวันนี้ ให้ เธอ และ เพื่อน ๆ ร่วมห้อง ให้อาจารย์ได้ฟังหน่อยละกัน” แล้วอาจารย์ก็ยื่นไมล์โครโฟนให้ผม แกล้งตีสีหน้าจริงจัง แต่แอบยิ้มในแววตา

ผมคิดในใจ เรื่องราวมันเกินเลยกว่าที่ผมคิดไว้มากแล้วน่ะเนี้ย จะทำไงดีเรา

บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง เพราะทุกคนคอยฟังผมนั่นเอง ผมเป็นประธาน ไมล์เป็นกรรม ส่วนอาการสั่นนั้น เป็นกริยาของผม ผมเงียบไปสักพัก เพื่อเรียบเรียงถ้อยคำในสมอง

"นี้ก็เป็นดอกไม้ช่อแรกในชีวิตของผม และคงจะเป็นช่อสุดท้ายในชีวิตของผมเช่นกันครับ"

ทุกคนเงียบกันหมดเลย แล้วสักพักผมก็ได้ยินเสียงตบมือดังมาก ดังจนเลยออกไปถึงนอกห้องเรียน เพราะ ข้างนอกก็ฟังผมอยู่เหมือนกัน

“ขอบคุณครับ”

แล้วก็แทบวิ่งออกจากนอกห้องเลย... ล่ะครับ วิ่งจู๊ดอีกแล้ว

ผมวางมือจากแป้นคีย์บอร์ด หลังจากที่พิมพ์ไปยิ้มไป อดคิดถึงเธอไม่ได้ อะไรน้อ...ทำให้ผมเรียบเรียงความทรงจำครั้งนั้น ถึงจะผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้ว ผมยังมองเห็นแก้มใส ๆ ของเธอ กับรอยยิ้มที่มีมาให้ตลอด .......

วันนี้วันที่ 14 กุมภา...อีกครั้ง.....

อาจมีฝนที่หล่นมาชั่วคราว
และเมฆขาวที่ผ่านมาเพียงชั่วคืน
เจอะกับลมก็ปลิวไป
ไม่มีใครรื้อฟื้น
ไม่ได้เป็นความยั่งยืนเสมอไป

แต่กับเธอที่ผ่านมาชั่วคราว
และเรื่องราวที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน
กับอะไรที่เป็น ก็ยังไม่เคยลืม
เหมือนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจ

เราไม่เคยจะรักกัน
มีแต่วันที่อ่อนไหว
ผ่านเลยไปและไม่เคยจะกลับมา

เป็นแค่ความประทับใจ
ที่ยังคงแน่นหนา
มีแต่ฝนมีแต่ฟ้าที่เข้าใจ

ใต้ต้นไม้ที่ไม่มีร่มเงา
กิ่งก้านมันไม่ได้สูงสักเท่าไร
แต่รากลึกลงในดินหยั่งลึกลงในใจ
มีความหมายมากมายตลอดมา

เสียงเพลง Stay ของปาล์มมี่ลอยมากับสายลม....

ผมไม่รู้ว่า “เราไม่เคยจะรักกัน มีแต่วันที่อ่อนไหว” รึเปล่า... รู้สึกเหมือนคนทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแฟนกัน เพราะรักกัน แต่เป็นแฟนกันเพราะ...แค่เหงา...เท่านั้นเอง...

รึเปล่า...??

ความรักเหมือนต้นไม้ที่ต้องคอยดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสมกับต้นไม้ชนิดนั้น ๆ ที่สำคัญต้องเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้นั้น ๆ ด้วย จึงจะงอกงามและเติบโต ถ้าเรารักผิดวิธี แม้จะรักแค่ไหน หรือยิ่งยัดเหยียดความรักของเราให้เขาแค่ไหน อาจทำให้ต้นไม้แห่งความรักนั้นไม่เติบโต เหี่ยวเฉา และในที่สุดก็ตายจากเราไป...



แม้...วันนี้...ผมไม่มีเธอ...อีกแล้ว....



เพราะเราต่างต้องเดินทางไปตามหาความฝันของตัวเอง แต่เธอ...จะเป็นความทรงจำที่งดงามสำหรับผมเสมอ...ตลอดไป....



**********************************



เขียนเรื่องนี้เพื่อระลึกถึงน้องชายที่น่ารักคนหนึ่ง

เมื่อ 6 ปีก่อนเธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง วันนี้พี่เขียนเรื่องนี้ให้เธอแล้ว....




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2554
3 comments
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2554 8:33:09 น.
Counter : 622 Pageviews.

 





 

โดย: นู๋หญิงจ๋า 13 กุมภาพันธ์ 2554 9:21:35 น.  

 

ชอบจังเลย เรื่องจริงใช่มั๊ย

 

โดย: ูู^^ IP: 124.122.141.218 12 มีนาคม 2554 20:07:20 น.  

 

เป็นเรื่องราวที่ซึ้งดีครับ

 

โดย: THEKaChuN IP: 211.102.155.204 14 พฤษภาคม 2554 21:34:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.