แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
กลัวเธอจะเปลี่ยนไป



เช้าตรู่ของวันใหม่มาถึงแล้ว แดดสีทองทำให้ยามเช้าของวันนี้แจ่มใส ฟ้าสีฟ้า เมฆสีขาวล่องลอยเป็นหย่อม ๆ ราวกับปุยนุ่น ลมเย็นของฤดูร้อนพัดเฉื่อยฉิว พาชุดนักศึกษาตัวใหม่พลิ้วลม เป็นยามเช้าที่แสนสบาย บนใบหน้าของเด็กสาวแต้มด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เธอยิ้มให้กับแดดใส ยิ้มให้กับฟ้าแสนสวย ยิ้มให้กับลมเย็นแสนสบายของยามเช้า และที่สำคัญยิ้มให้กับตัวเอง เธอรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน ชีวิตในโรงเรียนใหม่ ไม่ใช่สิ! มหาวิทยาลัยต่างหาก กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว…

สาวน้อยร่างเล็กกระทัดรัดก้าวเดินไปตามทางรถไฟ ที่ปูลาดด้วยหินก้อนใหญ่ขนาดเท่าผลส้มบางมด เรียงรายตลอดทาง ข้างทางมีบ้านเล็กบ้านน้อยปลูกอยู่ติดกันบ้าง ห่างกันบ้าง บางบ้านทำด้วยป้ายโฆษณาประเภทต่าง ๆ ต้นอ้อ ต้นหญ้า ต้นไม้ข้างทาง ล้อเล่นลมอย่างรื่นเริง

“ปาร!” เสียงเพื่อนสาวคนสนิทตะโกนเรียก พลางโบกไม้โบกมือไปมา เมื่อเห็นเธอเดินมาถึงสถานีรถไฟ
“ว่าไงสภา! ดีใจจังที่เจอเธอ” ปารรีบทักทาย แถมยิ้มดีใจจนตาหยี สาวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปหาเพื่อนสาว
หลังจากสอบเทียบได้ เป็นเวลานานทีเดียวที่ไม่ได้เจอกัน เพราะวุ่นวายอยู่กับเรื่องเอ็นส์ทราน โชคดีเหลือเกินที่เธอเอ็นส์ติดที่เดียวกันทั้งคู่

“ท่านผู้โดยสารที่เดินทางไปกรุงเทพฯ รถเที่ยวล่องจากสถานีลาดกระบังกำลังจะเข้าสถานี ผู้มีตั๋วเดินทางเรียบร้อยแล้ว คอยที่ชานชราที่ 1 ติดกับสถานีครับ” เสียงเจ้าหน้าที่รถไฟประกาศ

เสียงหวูดรถไฟดังใกล้เข้ามา หลังจากสองสาวซื้อตั๋วรถไฟเรียบร้อยแล้ว จึงจูงมือกันเดินแทรกผู้คนที่ยืนรอรถไฟอยู่เต็มชานชรา เตรียมพร้อมที่จะขึ้นรถไฟ รถไฟขบวนยาวกำลังแล่นเข้ามาอยู่ไกลลิบ

“ปาร…เดี๋ยวเรามานะ” สภาปล่อยมือเพื่อนสาว แล้วเดินหายตัวไปในกลุ่มคน เสียงเจ้าหน้าที่รถไฟประกาศเตือนผู้โดยสารที่เดินข้ามไปมาตามรางรถไฟ ทำให้เธอไม่ได้ยินคำพูดของเพื่อนคนสนิท

รถไฟแล่นเข้าสู่สถานี เสียงล้อและเครื่องจักรดังกระทบกันกับรางเหล็กเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แล้วลดความเร็วลง

“ไปกันเถอะสภา เราไปขึ้นโบกี้สุดท้ายกัน”

ปารคว้ามือใครคนหนึ่ง!! แถวนั้นวิ่งไป

“วันนี้คนเยอะจังเนอะ” ปารหันไปพูดกับคนแปลกหน้า

สาวน้อยชะงัก!

เขาไม่ใช่เพื่อนสาวของเธอ แต่กลับเป็นชายหนุ่ม ร่างสูงโปร่ง ทำให้เธอแทบจะต้องแหงนคอมองเขาทีเดียว มองมือตัวเองที่ยังจับมือเขาอยู่แล้วก็ตกใจ! รีบปล่อยมือเขาทันที

“ขอโทษค่ะ เอ่อ…นึกว่า เป็นเพื่อน ไม่รู้ว่า เขาไปไหนแล้วซิคะ” ปารทำหน้าเงอะงะ หันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนสาวที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไป รู้สึกอับอายเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีกว่าการขอโทษเขา

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง ๆ จริง ๆ เขาอยากจะหัวเราะในท่าทีของเธอมากกว่า แต่ยังรู้สึกเกรงใจสาวน้อยที่ยืนตรงหน้าอยู่มาก เขาขยับแว่นสีชาให้กระชับ

“ไม่เป็นไรครับ รีบไปขึ้นรถไฟกันเถอะครับ”

รถไฟแน่เอี๊ยด เนื่องจากเป็นวันเปิดเทอมใหม่ เขาและเธอโหนต่องแต่งอยู่ที่บันไดของรถไฟขั้นสุดท้าย

ปารยืนเกร็งตัวแข็งทื่อ เพราะรู้ว่าคนที่ยืนประชิดตัวอยู่ขณะนี้เป็นชายหนุ่ม ไม่กล้ากระดุกกระดิก รู้สึกอึดอัดเหลือเกิน แม้จะสัมผัสได้ว่า เขาเองก็ให้เกียรติเธอ เป็นสุภาพบุรุษและไม่ได้ฉวยโอกาสนี้ล่วงเกินเธอเลย ได้ยินเสียงลมหายใจของเขาอยู่ใกล้ ๆ เธอรู้สึกสะดุดตาใบหน้าของเขา เหมือนเคยเห็นที่ไหนนานมาแล้ว แต่ก็เลิกสนใจ อดเป็นห่วงเพื่อนสาวไม่ได้ ไม่รู้จะตกรถไฟหรือเปล่า

ตอนเย็นสองสาวจึงพบกันอีกครั้ง สภาชวนปารไปเที่ยวบ้านใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ไม่นานนี้

“แล้วเมื่อเช้านี้เธอหายไปไหนมา” ปารยิงคำถามคาใจตั้งแต่เช้า
“อ๋อ…ฉันไปเดินหาพี่ยนตร์น่ะ จำได้ไหม พี่ชายเราไง แต่หาไม่เจอ เขาบอกว่าจะมาเจอกันที่สถานีรถไฟ” เธอพูดถึงพี่ชายที่สอบได้ทุนไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ และเพิ่งกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทยได้ปีหนึ่ง

ปารนิ่งไปครู่หนึ่ง ‘พี่ยนตร์’ เป็นชื่อที่เธอไม่เคยลืม แม้ว่าจะเลือนลางไปบ้างก็ตาม แต่เมื่อได้ยินชื่อนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับเขาก็ชัดเจนขึ้นมาในความทรงจำทันที ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้เจอเขา และไม่ได้ติดต่อกับเขาเลยมา 6 ปีเต็ม ๆ หลังจากที่เขาถูกส่งไปเรียนต่อ ม. ปลาย ที่กรุงเทพฯ

“รู้ป่าวว่า ฉันนะ หน้าแตกเลยอ่ะ คว้ามือใครไม่รู้ไปขึ้นรถไฟอ่ะดิ” พูดพลางทำหน้าย่น
“เหรอ…แล้วจับมือใครไปขึ้นรถไฟล่ะ” เพื่อนสาวทำหน้าสนใจ
“ผู้ชายน่ะสิ ตัวสูงยังกะเสาไฟฟ้าเลย” แล้วเงยหน้าขึ้นสูงประกอบคำสนทนา
“แหม…ว่าเค้า แล้วหล่อป่าวล่ะ” สภาพูดพร้อมกับหัวเราะคิก
“บ้า! อายจะตาย ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน ไม่กล้ามองหน้าเขาหรอก แต่แปลกมากเลย คุ้น ๆ หน้าเขายังไงก็ไม่รู้ ที่สำคัญนะ เขาเป็นพี่รหัสของเราด้วยสิ บังเอิญจริง ๆ เลยนะ”
“หรอ………” สภาลากเสียงยาวกวนประสาทแบบมีเลสนัย
“ล้อเราหรอ….” ปารฟาดฝ่ามือไปหวดต้นแขนเพื่อนเข้าให้ แต่เพื่อนสาวโดดหลบอย่างรู้ทัน

“มา ๆ นี่มา เล่นเกมดีกว่านะ นั่งสิ นี่…มีเกมใหม่ด้วยนะ” สภาพาเพื่อนสาวเข้าไปนั่งในห้องนั่งเล่นหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์
“เกมอะไร”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราเรียกว่า เกม ABCD อ่ะ ”
ปารหัวเราะร่วน “โธ่….!!! นึกว่ารู้”
“เออน่า…ตอนนี้เราเป็นแชมป์อยู่ แน่จริงก็ล้มแชมป์ให้ได้ละกัน” ว่าแล้วเดินไปเปิดเครื่องคอม และเปิดโปรแกรมเกมทันที
“ได้เล้ย!!” ปารรับคำท้า
หน้าจอคอมปรากฏตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีอักษร A B C D เป็นสีต่าง ๆ อยู่กระจัดกระจายกันในสี่เหลี่ยมนั้น
“นี่นะปาร ต้องดับเบิ้ลคลิกลบสีต่าง ๆ ของ A B C หรือ D ที่ติดกันออกไป ถ้าคลิกสีอื่นออกไปให้สีใดสีหนึ่งต่อกันได้มากที่สุด แล้วจะได้คะแนนมาก เราจะทำให้ดูนะ” อธิบายจบพร้อมกับทำให้ดูประกอบ
“เล่นไปก่อนนะ เดี๋ยวไปหาหนมมาเลี้ยง” แล้วเดินหายตัวออกไป

ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น มองเด็กสาวที่นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วส่ายหัว ผมที่ปล่อยสยายทำให้เขานึกว่าเป็นน้องสาวจอมแก่นของเขา
“เฮ้อ..ยัยภากลับมาก็เล่นเกมเลยแฮะ” เขาสาวเท้าเข้าไปหา เอื้อมมือโอบไหล่สาวน้อย ค้อมตัวเข้าไปใกล้
“ไง..กลับมาก็เล่นเกมเลยนะเรา”
“เฮ้ย! อย่าเพิ่งมากวนดิ” ปารง่วนอยู่กับการเล่นเกม สายตายังจดจ้องอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์อย่างตาไม่กระพริบ แต่แล้วก็รีบหันขวับมามองอย่างด่วนจี๋ เพราะเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงสภาเพื่อนสนิท เด็กสาวทำตาโตอย่างตกอกตกใจ นึกเคืองเขาที่ถือวิสาสะมาโอบไหล่เธอไว้ขณะนี้

“อ้าว…!!!! พี่นึกว่า….”
ยังพูดไม่ทันจบคำก็ได้ยินเสียงน้องสาวดังเข้ามา
“อั้นแน่…พี่ยนตร์ ทำอะไรเพื่อนภาคะ” สภาเดินถือถาดน้ำและขนมเข้ามาในห้อง มองเห็นมือพี่ชายที่ยังคาอยู่บนไหล่เพื่อนสาว

“เปล่า….” ชายหนุ่มรีบหดมือกลับ “พี่นึกว่า สภานั่งเล่นคอมซะอีก”
“เหรอ…ค้า….” สภาลากเสียงยาว ทำหน้ากวน ๆ แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนหันไปหาเพื่อนสาว ที่นั่งตะลึงงันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

ปารอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่นึกว่าจะบังเอิญพบเขาสามเวลาขนาดนี้ เพราะเขาคือคนที่เธอคว้ามือไปขึ้นรถไฟเมื่อตอนเช้า หรือคือพี่รหัสของเธอที่มาแนะนำตัวและแบกหนังสือมาให้เมื่อตอนบ่าย แล้วยังมาเจอกันตอนเย็นนี่อีก ความรู้สึกอับอายที่คว้ามือเขาเมื่อเช้านี้ยังทำให้เธอกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งที่พบเขา

“นี่ปาร จำพี่ชายเราได้รึเปล่า” วางถาดขนมลงบนโต๊ะรับแขก แล้วเดินไปจูงมือเพื่อนสาว

ปารเพ่งหน้าพี่ชายเพื่อนสาว เขาเองก็เพ่งมองหน้าเธอเช่นกัน

“อ้าว…!!”

ทั้งสองอุทานขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ต่างคนต่างยกมือชี้ไปยังฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่จะหัวเราะก๊ากออกมา

“พี่ยนตร์เองหรือคะ จำไม่ได้เลย” เค้าโครงหน้าเมื่อสมัยยังเด็กของเขายังคงมีหลงเหลือพอให้มองเห็น หน้าเขาเปลี่ยนไปมาก ตัวสูง แถมยังใส่แว่นอีกต่างหาก

“ปารก็เหมือนกัน โตขึ้นเยอะนะ พี่ก็ยังจำไม่ได้เลย น่ารักขึ้นเป็นกองเลยนะ” ชายหนุ่มยิ้ม ไม่น่าเชื่อว่าเด็กกะโปโรเมื่อก่อนจะโตเป็นสาวแล้ว นึกถึงอดีต ตอนที่อยู่บ้านใกล้กันที่ต่างจังหวัด เขาเห็นเธอตั้งแต่เธอเพิ่งเกิดเลยทีเดียว

“เนี่ย..ภา ถ้าใครรู้เบื้องหลังยัยปารนะ จ้างให้ใครเขาก็ไม่เอาหรอก เด็กอะไรไม่รู้” ยนตร์เย้าเด็กสาว เมื่อเห็นเธอยิ้มหน้าบาน หลังจากเขาชมว่าน่ารัก

ปารทำจมูกย่นอย่างไม่พอใจ “โธ่เอ๊ย!! ว่าแต่ตัวเองเหอะ ปากอย่างเงี้ย! คงไม่มีใครเขาเอาเหมือนกันล่ะ มีแฟน! แฟนก็คงทิ้ง!” เธอเถียงคอเป็นเอ็นอย่างไม่ยอมแพ้

ยนตร์นิ่งเงียบ คำพูดของเธอสะกิดแผลใจที่เกือบจะหายดีให้เปิดออกอีกครั้ง เขาเดินออกจากห้องอย่างเศร้าซึม เมื่อภาพความหลังตามมารบกวน

“ปาร! พี่ยนตร์เพิ่งอกหัก โดนแฟนทิ้ง เธอไม่น่าพูดงั้นเลย”

ปารหน้าซีด จ๋อยลงทันที

“ก็..ก็..ไม่รู้นี่…” เธอมองตามหลังพี่ชายเพื่อนออกไปด้วยสายตาที่รู้สึกผิด
“ก็เขามาว่าฉันก่อนทำไมล่ะ ทีเขาว่าเราได้ว่าเราดี เราว่าแค่เนี้ย! ทำเป็นงอนไม่พูดไม่จา ไม่ยุติธรรมเลย”
“เนี่ย…รู้มั้ย พี่ยนตร์ซึมไปตั้งนานเป็นเดือนเลยนะ ว่าจะดีขึ้นน่ะ” เพื่อนสาวสาธยายอาการของพี่ชายต่อ

“เหรอ….” ปารเสียงอ่อย

“แล้วฉันจะไปขอโทษเขาละกันนะ” ปารผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อยหัวใจ รู้สึกกลุ้ม! ตั้งแต่เด็กไม่ว่าครั้งไหนที่ทะเลาะกันกับเขา โกรธกันทีไร เธอก็ต้องเป็นฝ่ายไปง้อเขาทุกที! คนง้อมันต้องเป็นผู้ชายสิ! มันเป็นหน้าที่ของผู้ชายนี่นา ส่วนงอนนั่นมันอาการของผู้หญิงไม่ใช่หรอ ปารได้แต่ตั้งคำถาม ถามตัวเองวกวนอยู่ในใจ

แล้วทำไมเราต้องแคร์เขา ต้องไปง้อเขาทุกครั้งด้วยนะ

ทำไม?

=====================

ตอนที่ 2

เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ…

ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสีเทาเข้ม สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ลมแรงยิ่งพัดให้ไฟลุกโชติช่วงเป็นทวีคูณ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นพร้อมกัน 2 จุดราวกับนัดกันไว้ แต่ละจุดอยู่ห่างกันมาก ชาวบ้านหลายคนกำลังวุ่นวายโกลาหลกับการช่วยกันดับไฟที่ยุ้งฉางข้าว ส่งเสียงเอ็ดตะโรกันเซ็งแซ่ไปหมด ส่วนอีกที่หนึ่งอยู่ปลายนา ไกลออกไปจากแหล่งน้ำมาก ยากต่อการดับไฟ เด็ก ๆ พากันหยุดเล่นมายืนออมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ

และหลายคนรู้ว่า นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการวางเพลิง!!

เด็กหญิงวิ่งวุ่นอยู่กับการตามหาพ่อ หลังจากที่แม่เป็นลมล้มพับไปแล้ว เมื่อเห็นพระเพลิงลุกไหม้ยุ้งฉางข้าวเปลือก เพื่อนบ้านต่างช่วยกันนวดเฟ้นและพัดวีให้

เธอยังมองไม่เห็นพ่อเธอเลย…

“เห็นพ่อปารมั้ย!! ”

“ใครเห็นพ่อปารบ้าง!!”

“พ่อปารอยู่ไหน! ใครเห็นบ้าง!”

ปารวิ่งไปเขย่าแขนถามใครต่อใครที่พบเจออย่างร้อนรน แต่ไม่มีใครพบเห็นพ่อของเธอเลย และคิดได้ว่าในยามเย็นเช่นนี้ พ่อมักทำงานอยู่ที่ปลายนาเสมอ พ่อมักขลุกอยู่กับการเพาะชำต้นไม้เอาไว้แจกชาวบ้าน การทำปุ๋ยธรรมชาติ และคิดวิธีพัฒนาการเกษตรให้กลับเข้าหาธรรมชาติเป็นสำคัญ เป็นงานที่พ่อรักมาก และวิธีของพ่อ ก็ได้ผลดีมาก จนอาจมีใครที่เสียผลประโยชน์ไม่พอใจ

เธอใจหายวาบ!!

ปลายนา!
ไฟไหม้โรงนาที่ปลายนา!

ไม่……….!!!

ปารรีบวิ่งไปที่ต้นเพลิงทันที!!

เด็กหนุ่มเห็นเด็กหญิงวิ่งหน้าตั้งมุ่งไปยังปลายนาที่ฟอนไฟกำลังลุกโชนแสงสว่างเจิดจ้า มองเห็นอยู่ไกล ๆ แล้วรีบวิ่งตามไป

“ปาร!!”

เขาพยายามตะโกนเรียกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่หันมาตอบ ราวกับว่าไม่ได้ยิน และจิตใจจดจ่ออยู่กับการวิ่งไปยังเป้าหมายเท่านั้น เขารีบกวดฝีเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว และรู้สึกว่า เขาไม่เคยใช้เวลามากขนาดนี้ในการจะวิ่งตามเธอให้ทันเหมือนทุกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นเด็กผู้ชาย ทั้งยังโตกว่ามาก เขาจึงวิ่งไล่เธอทันในที่สุด

“ปาร! จะไปไหน!” เขารีบคว้าแขนเด็กหญิงไว้
“ปารจะไปช่วยพ่อ! พ่อปารอยู่ในนั้น”
“ไปไม่ได้นะปาร! อันตราย!”

ลมร้อนจากเปลวไฟพัดกรูมาทางเด็กทั้งสอง เปลวไฟขนาดใหญ่ลุกแดงฉานไปทั่วบริเวณ

“ไม่! ปารจะไปช่วยพ่อ!” เด็กหญิงไม่ฟังเสียง สะบัดมือเขา แล้วรีบวิ่งต่อไปทันที

เขาคว้าตัวเด็กหญิงไว้ได้ทัน!!

“ปาร! ฟังพี่ก่อน!” เขาตะโกนแข่งกับเสียงลมอื้ออึง

“ไม่! ปารไม่มีเวลาฟัง ปล่อยปารนะ ปารจะไปช่วยพ่อ” เด็กหญิงดิ้นเร่า ๆ อยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม

“เด็กโง่! ปารตัวแค่นี้จะไปช่วยอะไรพ่อได้ ไปเป็นภาระมากกว่า คิดถึงแม่บ้างหรือเปล่า ถ้าปารเป็นอะไรไป แม่ปารจะเสียใจแค่ไหน” เขารัวพูดด้วยเสียงอันดัง ราวกับกลัวว่าเธอจะไม่อยู่รอฟังจนจบ

ปารร้องไห้โฮ…มองภาพไฟแดงฉานตรงหน้า โครงไม้ของโรงนามอดไหม้เต็มที่ แล้วพังคลืนลงมาต่อหน้าต่อตา

“พ่อ…………………!!!” ปารกรีดร้องเสียงหลง

ยนตร์กอดเด็กหญิงไว้แน่น เขาเองก็สะเทือนใจไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เพราะพ่อของเธอเป็นครูที่สอนเขามาตั้งแต่เล็ก คอยอบรมสั่งสอน ราวกับเป็นพ่อคนที่สองของเขา เป็นครูที่เขารัก เคารพ ศรัทธามากที่สุด ที่สำคัญเขารู้ดีกว่า การสูญเสียพ่อนั้นมันเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน และยิ่งเป็นคนดีดีอย่างพ่อของเธอด้วยแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นมันมากมายเหลือเกิน

“ปาร…กลับบ้านเถอะ ป่านนี้แม่ปารเป็นห่วงแย่แล้วนะ” เขาบอกเด็กหญิงที่นิ่งเงียบไปอย่างเศร้าซึม มองเห็นเธอเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย เขาไม่รู้จะปลอบเธออย่างไรดี เพราะเขาเองก็เสียใจมากมายเหลือเกิน น้ำตารื้นขึ้นมาคลออยู่ในดวงตา แล้วไหลกลับเข้าไปข้างใน เขาได้แต่จับมือเธอไว้เพื่อส่งผ่านความห่วงใย และกำลังใจที่จะคอยให้เธอที่มีมากกว่าคำพูด

“แล้วปารเห็นแน่หรือเปล่า ว่าพ่ออยู่ในโรงนาน่ะ”

ปารส่ายหัว

“แต่พ่อชอบทำงานอยู่ที่นั่นนี่ แล้วก็ไม่มีใครเห็นพ่อเลย”

“บางที…พ่ออาจจะหนีออกมาได้ทัน ปลอดภัยแล้วก็ได้นะ และกำลังรอปารอยู่”

เด็กหญิงหันมามอง

“จริงหรอ…พี่ยนตร์”

“จริงสิ!” เขาพยักหน้า มองเด็กหญิงตรงหน้าที่ตัวสูงแค่ต้นแขนของเขา “ ปารนะ ชอบตีตนไปก่อนไข้เรื่อยเลย ดูซิ ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว”

แววตาของเด็กหญิงเริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา

“ไป! รีบกลับบ้านกันเถอะ” เขาจับมือเธอพาวิ่งไปตลอดทาง

ควันไฟจาง ๆ ลอยตัวอ้อยอิ่งอย่างช้า ๆ ขึ้นสู่ด้านบน กลิ่นไหม้ยังคลุ้งอยู่ในอากาศตลบอบอวล ไฟดับมอดลงเรียบร้อยแล้วด้วยน้ำใจของเพื่อนบ้าน ทุกคนกำลังตามหาตัวปารกันจ้าละหวั่น

“ปาร! หายไปไหนมา แม่เป็นห่วงมากรู้มั้ย!” แม่เป็นคนแรกที่ปราดเข้ามาถามทันทีด้วยน้ำเสียงกึ่งดุกึ่งเป็นห่วง

“พ่อละจ๊ะแม่ พ่ออยู่ไหน ปารหาพ่อไม่เจอ ปารไปตามหาพ่อมาจ้ะ” ปารกวาดสายตามองหาพ่ออย่างมีความหวัง ค่อย ๆ มองไล่มองคนที่ล้อมรอบตัวเธออย่างห่วงใยไปทีละคน ทีละคน จนหมด ถึงคนสุดท้าย

แต่….ไม่พบพ่อของเธอเลย….

น้ำตาลพาลจะไหลออกมาอีกแล้ว

“พ่ออยู่นี่ปาร” ชายหนุ่มวัยสี่สิบสามปี แทรกผู้คนเข้ามาหาเธอ ที่แขนมีผ้าพันแผลพันอยู่

เด็กหญิงยิ้มทั้งน้ำตา แล้วโผเข้ากอดบิดาไว้แน่น
“ไปเกเรที่ไหนมาล่ะปาร ใคร ๆ เขาเป็นห่วงลูกมากนะ” บิดากล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ปารนึกว่าพ่ออยู่ที่ปลายนา ปารจะไปช่วยพ่อ”
“เด็กโง่! ปารตัวแค่นี้จะช่วยอะไรพ่อได้ จะทำให้พ่อเป็นภาระ แล้วก็เป็นห่วงน่ะสิ”
“พ่ออ่ะ! ทำไมต้องพูดเหมือนพี่ยนตร์ด้วยละคะ” เด็กหญิงทำหน้ายู่ยี่ ก่อนจะหันไปค้อนเด็กหนุ่ม ยนตร์ได้แต่ทำหน้ายิ้ม ๆ อยู่ในที

“ขอบใจมากนะยนตร์ ที่ช่วยดูแลน้อง”
“ผมยินดีมากครับครู และดีใจมากครับที่ครู…ปลอดภัย…” น้ำใส ๆ มันรื้นขึ้นมาคลออยู่ในดวงตาที่เปี่ยมล้นด้วยความดีใจเป็นที่สุด หลังจากที่พ่อของเขาถูกยิงตายในหน้าที่ เขาก็มีแต่ครูที่คอยสอน คอยชี้แนะ คอยเป็นกำลังใจให้ และที่สำคัญเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขาเสมอมา

ครูเข้าไปสวมกอดลูกศิษย์เอาไว้

“เธอเป็นเด็กดี… ครูรู้…ขอบใจเธอมาก ครูฝากดูแลปารด้วยนะ”

ยนตร์รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ ๆ ผู้ชายคนนี้ และซึมซับรับรู้สิ่งดีดีผ่านจากการกระทำของครู ที่มีมากมายกว่าคำพูด

================

ปารสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อให้น้ำในดวงตาเหือดแห้งไป หลังจากที่นั่งนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ ในอดีต และนี่อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมเธอต้องคอยง้อ “พี่ยนตร์” ตลอดมาทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เพราะเขาเป็นคนดีและคอยดูแลเธอเสมอ ราวกับเป็นฮีโร่คนที่สองรองจากพ่อ

“ครูฝากดูแลปารด้วยนะ” เธอเพิ่งรู้สึกเอะใจกับคำพูดประโยคนี้ของพ่อ เมื่อมาคิดทบทวนอีกครั้ง เหมือนว่าพ่อจะรู้ตัวอยู่แล้ว ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะหลังจากนั้นพ่อของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค เธอไม่อยากจะเชื่อว่า พ่อจากไปด้วยโรคนี้ เพราะพ่อของเธอไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือเที่ยวเล่นอบายมุขทั้งหลายเลย ตั้งแต่เธอลืมตาขึ้นมาดูโลก หรือจำความได้ พ่อเป็นพ่อที่ดี เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อคือความภาคภูมิใจของครอบครัวเสมอ

เธอลุกขึ้นจากโต๊ะยาวในห้องสมุด มองเวลาที่ข้อมือแล้ว รีบเดินออกจากห้องสมุด

ปารเดินเตร่ไปเตร่มาบริเวณกลุ่มรุ่นพี่ระหัส คอยมองหาหนุ่มตัวสูง ใส่แว่นสีชา ที่กำลังเป็นโรคอกหักกำเริบ นั่น! เจอเขาแล้ว เธอเห็นเขานั่งอยู่ลำพัง จึงเดินเข้าไปหา

“จ๊ะเอ๋…พี่ยนตร์ ทำอะไรคะ”

ยนตร์หันมามองนิดหนึ่งแล้วลุกขึ้น

“พี่คะ! ดะ..เดี๋ยวก่อน! คือ..เมื่อวาน”
“ไม่ต้องพูดหรอก กลับไปเถอะ” เขาไม่หันมามองเธอแม้แต่นิดเดียว
“เดี๋ยวค่ะ คือ…ปารขอโทษ ปารไม่รู้…แล้ว…” เธอก้าวไปยืนขวางหน้า
“ก็ไม่ใช่ความผิดของปารหนิ” เขาเบือนหน้าหนี แล้วเดินไปจากตรงนั้น ปารเดินตามไปพยายามขอคืนดีกับเขา แต่เขาก็ยังเฉยเมย พยายามพูดด้วยก็ไม่พูดด้วย จนได้เวลาเข้าเรียน เธอจึงเดินกลับด้วยความผิดหวัง แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า วันหนึ่งเขาคงหายโกรธ เหมือนที่เคยผ่านมา เขาจะอภัยให้เธอทุกครั้ง

================
ตอนที่ 3

โรงเรียนเลิกแล้ว…

เด็ก ๆ ชั้นประถมทั้งเด็กหญิงเด็กชาย กำลังทยอยออกจากโรงเรียน เด็กหญิงสองคนในชุดนักเรียนขมุกขมอม เดินจูงมือกันมาทางด้านหลังของโรงเรียน ซึ่งติดกับคลองสายเล็ก ๆ สายหนึ่ง เป็นทางลัดกลับบ้านที่ใกล้ที่สุด แดดยามเย็นส่องแสงรอดใบไม้หนา ๆ ของต้นไม้ใหญ่ลงมาได้ไม่มากนัก เด็กหญิงสองคนพูดคุยส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง

เสียงหัวเราะเงียบลง เมื่อเหลือบเห็น เด็กหญิงตัวโต กับเพื่อนหญิงอีกสองคน ที่ยืนรออยู่ข้างหน้า วางท่าหาเรื่อง

ปารผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดที่เริ่มมาเยือน

สภาจับมือปารไว้แน่น สีหน้ากังวล

“เธอใช่มั้ย! ที่เป็นคนฟ้องครู” เด็กหญิงตัวโตถามเสียงเครียดเอาจริงเอาจัง เมื่อฝ่ายคู่อริเดินเข้ามาใกล้พอสมควร
ปารไม่ตอบ ตีสีหน้าเรียบเฉย ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจ
“นี่! หูแตกหรือไง ได้ยินหรือเปล่าที่ถามน่ะ” อีกฝ่ายตะคอกถามอย่างรู้สึกยัวะ! เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
“รู้ได้ไงล่ะ ว่าฉันเป็นคนฟ้อง ไหนล่ะหลักฐาน” ปารหันมาจ้องหน้าเขม็ง ไม่เข้าใจคำถามที่ได้ยินว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ อยู่ ๆ ไหงมายัดข้อกล่าวหากันง่าย ๆ อย่างนี้
“ไม่ต้องมาทำไก๋เลย ยอมรับมาซะดีดีว่าเธอเป็นคนฟ้อง”
“ใช่ ๆๆๆๆ “ เด็กหญิงสองคนที่มาด้วย ช่วยกันเป็นลูกคู่
“เอาหลักฐานมาสิ ไม่มีหลักฐาน ฉันไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเธอมากล่าวหาง่าย ๆ หรอกนะ” ปารลอยหน้าลอยตอบ
“ทำอะไรผิดไว้อีกล่ะ ถึงได้มาร้อนตัวแบบนี้ไม่ทราบ” ปารยิ้มเยาะ
“ไปล่ะ เสียเวลา”

“ยัยขี้ฟ้อง!!!” ฝ่ายตรงข้ามชี้หน้ากราด “คิดว่าตัวเองเป็นลูกครูแล้วฉันจะกลัวหรอ ครูไม่ได้สอนหรือไง ว่าอย่าแส่เรื่องชาวบ้าน อ๋อ…ลืมไป ตอนนี้พ่อเธอเด๊ทสมอเร่ย์ไปแล้วหนิ” แล้วพากันหัวเราะชอบอกชอบใจ

ปารชะงักกึ้ก! หยุดเดินอย่างกะทันหัน! หันไปมองอย่างเดือดดาน ความโกรธพุ่งขึ้นมาถึงจุดระเบิด ใครจะว่าเธออย่างไรก็ได้ เธอพอที่จะอดทนฟังอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่…ถ้าลามปามถึง “พ่อ” ของเธอ เธอยอมไม่ได้อีกแล้ว

“หยุดพูดพล่อย ๆ นะ!”

“เด็กไม่มีพ่อ ฮ่า ๆๆๆ ยัยเด็กกำพร้าพ่อ ฮ่า ๆๆๆ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มโมโหก็รู้สึกสะใจ และถือว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว

ปารโกรธจนหน้าแดงจัด คำพูดนั้นมันกระแทกจุดที่เจ็บปวดที่สุดในหัวใจ ความสูญเสียพ่ออันเป็นที่รัก มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับเธอ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายเดือนแล้วที่พ่อเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอก็ยังไม่อาจทำใจยอมรับกับมันได้เลย

“หยุดพูดนะ!! ไอ้พวกปากเสีย สมน้ำหน้า สมควรแล้วที่ถูกครูตี ยัยอ้วน!!” ปารตะโกนออกไปอย่างโมโหสุดขีด

เด็กหญิงตัวโตหยุดหัวเราะ เข้ามาผลักปารเซไป เด็กหญิงสองคนรีบเข้ามาช่วยหัวหน้ารุม ถึงปารจะเป็นเด็กตัวเล็กกว่า แต่มากด้วยเรี่ยวแรง เพราะการช่วยพ่อทำสวน ทำเกษตรทุกวัน ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังและแข็งแรงมากกว่าฝ่ายตรงข้าม ที่กินทั้งวันจนอ้วน แถมยังไม่ทำงานทำการ ขี้เกียจ เอาแต่วางท่าข่มเหงเด็กคนอื่น

สภาเห็นไม่ได้การ รีบวิ่งไปตามพี่ชายมาช่วย

ปารได้ที ผลักยัยอ้วนเซถลาไปทางริมคลอง เด็กหญิงตัวโตเสียการทรงตัว ประกอบกับริมตลิ่งลื่นและชัน จึงพลัดตกน้ำไป น้ำค่อนข้างไหลเร็ว และเย็นมากเนื่องจากเป็นฤดูหนาว

ปารตกใจ! รีบวิ่งไปดู มองเห็นเพื่อนผลุบ ๆ โผล่ ๆ จากผิวน้ำ ท่าทางเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็น

“ยัยอ้วน! ว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า” เธอตะโกนถาม และมองเห็นร่างนั้นกำลังจะจมไม่จมแหล่ มองซ้ายมองขวา หาไม้ยาว ๆ ยื่นลงไปให้จับ

ปารรู้สึกใจคอไม่ดี ถึงเธอจะไม่ชอบเด็กคนนี้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำร้ายเขาให้ได้รับอันตราย เธอต้องทำอะไรซักอย่างจะปล่อยให้เขาจมลงไปต่อหน้าต่อตาเธอไม่ได้

“นี่! เธอสองคนช่วยจับไม้นี่ให้ดีนะ” ว่าแล้วบอกเพื่อนของยัยอ้วนให้ช่วยกับจับไม้เอาไว้

น้ำกำลังไหลเร็ว ยัยอ้วนจึงจับไม้อย่างค่อนข้างลำบาก ประกอบกับน้ำเย็นจัด จึงทำให้หมดกำลังลงไปเรื่อย ๆ

ปารตัดสินใจกระโดดลงน้ำ แม้จะไม่มั่นใจเลยว่าเธอจะช่วยเขาได้ เพราะเธอเองยังว่ายน้ำไม่แข็ง ที่สำคัญ! เธอไม่รู้หลักการช่วยคนตกน้ำ!!

มือแข็ง ๆ คว้าแขนเด็กหญิงเอาไว้

“ปาร!!”

เด็กหญิงหันขวับมาทางต้นเสียง

“พี่ยนตร์!”

“รออยู่นี่” พูดจบเขากระโดดลงน้ำทันที ด้วยความเป็นเด็กผู้ชายที่แข็งแรง ทั้งยังเป็นนักกีฬา เป็นแชมป์ว่ายน้ำของจังหวัด เขาช่วยเด็กคนนั้นขึ้นมาได้อย่างไม่ยากอะไรนัก

หลังจากช่วยกันปฐมพยาบาลแล้ว รีบพาส่งสถานีอนามัยในหมู่บ้าน ทั้งครู ทั้งพ่อแม่ และเหล่าเครือญาติทั้งหลาย ต่างพากันวุ่นวาย กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ทุกคนต่างรุมต่อว่าปารเป็นคนก่อเรื่อง ตัดสินเธอเป็นต้นเหตุ เป็นคนผิด โดยไม่มีใครซักคนที่จะถามไถ่ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ ต่างก็กลัวความผิด

===============

ตอนที่ 4

เด็กหญิงนั่งเงียบ ๆ พิงกองฟาง อยู่ที่ปลายนา ยังคงมีเศษซากของร่องรอยการถูกไฟไหม้หลงเหลืออยู่บ้าง ยกแขนเสื้อป้ายน้ำตาเป็นระยะ ๆ จนแขนเสื้อเปียกและชื้น เธอเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะพยายามบอกทุกคนว่า เธอไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครให้อภัยเธอ สิ่งที่เสียใจที่สุดก็คือ เธอทำให้พ่อที่เธอรักที่สุด ต้องถูกผู้คนประนามว่า สอนเธอไม่ดี เธอทำให้พ่อของเธอถูกใคร ๆ ตำหนิ ถูกเพื่อนบ้านพากันดูถูก ถูกต่อว่าในทางเสียหายต่าง ๆ นา ๆ ทั้ง ๆ ที่พ่อของเธอดีกับทุกคน แต่เวลาโกรธ ไม่พอใจขึ้นมา ก็ไม่มีใครนึกถึงความดีของพ่อของเธอที่เคยมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือทุกคนตลอดมาเลย

ลมหนาวพัดโชยมาเบา ๆ มากับความแห้งแล้ง และเฉียบเย็น แต่ไม่หนาวเหน็บเท่าความรู้สึกอ้างว้างในหัวใจ ที่ไม่มีใครยอมรับและเข้าใจ เต็มไปด้วยความคิดที่ตอกย้ำซ้ำเติมตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า วกวนเวียนอยู่อย่างนั้น

เด็กหนุ่มยืนมองอาการของเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง เขานึกไว้แล้วว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ หลังจากไปหาเธอที่บ้านแล้วไม่พบ ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำ และเป็นสถานที่ที่พ่อของเธอรัก เขาสาวเท้าเข้าไปหาเด็กหญิง แล้วนั่งลงข้าง ๆ

เด็กหญิงหันใบหน้าเปื้อนน้ำตามามอง พลางเช็ดน้ำตาข้างแก้มให้เหือดแห้ง
“พี่ยนตร์รู้ได้ไงคะ ว่าปารอยู่ที่นี่”
“พี่ฉลาดน่ะ” เขาพยายามพูดเล่นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ
เธออยากจะร้องแหวะ อย่างทุกทีแต่มันพูดไม่ออก
“พี่รู้ทุกเรื่องล่ะ ที่เกี่ยวกับปาร เก่งมั้ย”
เธอหันมามองหน้าเด็กหนุ่ม อยากจะร้องยี้….แล้วบอกเขาว่า ขี้โม้ชะมัด แต่ยังไม่มีอารมณ์จะพูด
เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้เธอ
“เอ้า!! นี่เช็ดขี้มูกซะ! ไหลเข้าไปในปากแล้ว อร่อยป่ะ” พลางยิ้มกวนประสาทให้อีกต่างหาก

“บ้า!!! พี่ยนตร์บ้า!! ล้อปารอยู่ได้! คนเขายิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่” เด็กหญิงยกมือมาตบผลัวะที่หน้าขาของเด็กหนุ่ม ก่อนกระชากผ้าเช็ดหน้าของเขามาเช็ดน้ำมูกใส ๆ ที่ไหลยืดยาดออกมา

ยนตร์ยิ้ม วิธีกวนประสาทของเขาได้ผล ทำให้เธอเปลี่ยนอารมณ์จากเศร้าหมองมาเป็นหมั่นไส้ หรือเริ่มโมโหนิด ๆ ได้แล้ว เขายกมือโอบไหล่เธอไว้ แล้วตบแรง ๆ
“ไม่เอาน่า…คิดเรื่องเมื่อตอนเย็นอยู่หรอ อย่าคิดมากเลยนะ”
“เขาว่าพ่อปาร ปารเป็นเด็กไม่ดี ทำให้พ่อถูกคนอื่นต่อว่า ทำให้คนอื่นดูถูกพ่อ ปาร…เสีย…ใจ” น้ำตาไหลซึมออกมาอีกแล้ว เสียงพาลสั่นเครือ…

“เด็กโง่!! พ่อของปานเป็นคนดี ไม่ว่าใครจะพูดยังไง พ่อของปารก็ยังเป็นคนดีเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไปตามคำพูดของใครไม่ใช่เหรอ แม้แต่ตัวของปารเองก็ตาม ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่แล้ว ว่าใครทำอะไร ใครตั้งใจ ใครจงใจ อย่าไปสนใจเลยนะ กับแค่คำพูดของคนน่ะ”

เขาโครงหัวเด็กหญิงเข้ามาใกล้
“ให้ตัวเราเข้าใจตัวเราก็พอ อย่าไปเรียกร้องความเข้าใจจากคนอื่น บางทีมันเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ระยะเวลานาน”

“พี่ยนตร์ ทำไมคนเราชอบใช้คำพูดที่ไม่ดีทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียใจ ช้ำใจ เจ็บปวดทรมานด้วยละคะ ยิ่งทำให้คนฟังเจ็บเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะใจเขา ยิ่งทำให้เขามีความสุขหรอคะ” หันไปจ้องหน้าเด็กหนุ่ม น้ำตาไหวระริกคลออยู่ในดวงตา

“ปาร…ชอบกินทุเรียนไหม” เขารู้ดีว่าเธอไม่ชอบเลย

ปารส่ายหัว

“เวลามีคนเอาทุเรียนมาให้ ปารทำยังไงล่ะ”

“ก็ไม่กินสิคะ” เธอหันมาทำหน้าฉงน ว่าเรื่องที่เธอถาม มันเกี่ยวอะไรกับทุเรียนด้วยฟะ!

“คำพูดของคนอื่นก็เหมือนกัน เมื่อมันไม่ดี ไม่อร่อย ก็อย่าไปกิน อย่าไปฟัง อย่าไปใส่ใจ” เธอจำได้แล้ว พ่อของเธอเคยเล่าเป็นนิทานสอนเธอและเขาพร้อมกัน เวลาทำงานช่วยพ่ออยู่ในสวน แต่เวลานี้เธอกลับนึกไม่ออกเอาเสียเลย

“เป็นไง กินเข้าไปเยอะล่ะสิ อร่อยมั้ยล่ะ แล้วใครให้กินเข้าไป บื้ออออจริง ๆ” เขาเขกหัวเธอ

เด็กหญิงร้องเสียงแหลมอยู่ในลำคอ “พี่ยนตร์อ่ะ เดี๋ยวเหอะ แกล้งปารหรอ” น้ำเสียงของเธอ ทำให้เขารู้ว่า เธอหายเศร้าแล้ว

“ทำไมไม่มีใครเข้าใจปารเลย ปารขอโทษ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจทำให้ยัยอ้วนตกน้ำด้วย”

“อืม…การเสียใจกับสิ่งที่เราทำ การขอโทษ เป็นสิ่งที่ดีแล้วนะ พี่เข้าใจปารนะ และจะคอยให้โอกาสปารเสมอ ที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ แต่ปารต้องให้โอกาสตัวเองด้วยนะ อย่ามัวจมกับสิ่งที่ทำให้เราเสียใจ อย่ามัวทำร้ายตัวเองด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตครั้งแล้วครั้งเล่า ปารอย่าลืมให้โอกาสตัวเองด้วยนะ”

เด็กหญิงมองเขาด้วยสายตาชื่นชม เขามักโผล่เข้ามาทำให้สิ่งดีดีเกิดขึ้นกับเธอเสมอ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม อยากจะกล่าวขอบคุณเขา แต่กลับพูดไม่ออก อยากจะเข้าไปกอดเขาอ้อนอย่างที่เคยเห็นสภาน้องสาวของเขาทำ อยากจะบอกเขาว่า รักเขาที่สุดเลย ก็ทำไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่คนที่มีนิสัยอย่างนั้น

“ไป! กลับบ้าน แม่ปารรอกินข้าวอยู่นะ รู้มั้ย…” เขาฉวยมือเด็กหญิงลุกขึ้น แต่ต้องตกใจกับความเย็นเฉียบของมือเล็ก ๆ ที่ได้สัมผัส
“มือเย็นเจี๊ยบเลยปาร! มือเย็นอีกแล้วหรอ” เขากุมมือเธอไว้ ให้มือเด็กหญิงอบอุ่น ก่อนใช้นิ้วคลึงแต่ละนิ้วของเธอไปมาตั้งแต่ปลายนิ้ว ไล่ไปจนถึงโคนนิ้วทุกนิ้ว แล้วถูนวดครั้งแล้วครั้งเล่า จนมือซีดขาวและเย็นเฉียบนั้น เริ่มมีสีเลือดและอุ่นขึ้นทั้งสองมือ

ปารมองเขานวดมือให้เธอ เหมือนกับที่พ่อของเธอเคยทำให้เสมอ ในช่วงอากาศเย็นอย่างนี้ เมื่อมือของเธอสัมผัสความเย็นมาก ๆ ไม่ว่าจะจากลมหรืออากาศเย็น มือก็จะเย็น ขาวซีด ไม่มีสีเลือด และอาจชาเป็นระยะ ๆ น้ำตาพาลรื้นขึ้นมาคลอไว้อีกแล้ว…

“พี่ยนตร์…ปารคิดถึงพ่อจังเลยค่ะ”

เขาเข้ามาสวมกอดเด็กหญิงเอาไว้อย่างปลอบโยน

“พ่ออยู่กับปารเสมอ รู้สึกมั้ย ว่าท่านอยู่ใกล้ ๆ ปาร เพราะพ่ออยู่ในความรู้สึกที่แสนดี อยู่ในความทรงจำของเราอย่างไม่มีวันลืมเลือน อยู่ในตัวของปาร ปารมีเลือดของพ่ออยู่ในตัว พ่ออยู่กับทุกความรู้สึกดีดีของปารเสมอนะ พ่อไม่ได้จากปารไปไหนเลย”

ปารมองยนตร์แล้วยิ้มทั้งน้ำตา พลางพยักหน้ารับ

“แล้วเท้าปารเป็นอะไร ทำไมบวมเป่งอย่างงั้นล่ะ” เขาสังเกตเห็นเท้าของเธอก็บวมผิดปกติด้วย
“ปารข้อเท้าพลิก ตอนที่ทะเลาะกับยัยอ้วนน่ะ แล้วไม่ได้สนใจ มันคงอังเสบมั้ง ไม่เป็นไรหรอก เจ็บนิดหน่อยเอง”
“เดินไหวหรือเปล่า…” เขามองดูแล้วรู้ว่า มันไม่ใช่นิดหน่อยเลย
ปารพยักหน้า แล้วเดินโขยกเขยกให้เขาดู แม้จะรู้สึกเจ็บแปล๊บ ๆ ที่ข้อเท้า แต่ก็พยายามอดทน ไม่แสดงออกที่สีหน้า
“มานี่มา…ขี่หลังพี่กลับดีกว่า เดี๋ยวจะยิ่งอักเสบยิ่งกว่าเดิมนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ยนตร์” จริง ๆ เธออยากขี่หลังเขากลับเหมือนกัน เหมือนตอนที่เธอเล็ก ๆ เขามักพาขี่หลังเดินเที่ยวเสมอ แต่ต้องปฏิเสธไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่า วันนี้เธอรบกวนเขามามากแล้ว
“ถ้าอักเสบมากจะเดินไม่ได้เลยนะ เดี๋ยวเกิดต้องตัดขาทิ้งไม่รู้ด้วย” เด็กหนุ่มขู่
เด็กหญิงทำหน้าเหยเก “จริงหรอ…”
ยนตร์พยักหน้า “มาเร็วเข้า มืดแล้ว ปารเดินเองเมื่อไหร่จะถึง” พลางย่อตัวลงให้เธอขึ้นขี่หลัง

เด็กหญิงยิ้มร่ารีบเข้าไปกอดคอเขาเอาไว้ให้เขาพาเธอกลับบ้าน

“พี่ยนตร์ใจดีที่สุดเลย”

“ไม่ต้องมาประจบเลย ว่าแต่เราอ่ะ ไปผลักยัยอ้วนเขาตกน้ำได้ไง เขาตัวเบ้อเร่อขนาดนั้น”

“โธ่…!! แค่ปารผลักเบา ๆ เอง ยัยอ้วนก็เสียหลักตกน้ำไปเองอ่ะ ปารไม่ได้ออกแรงอะไรซักหน่อย”

“เว่อร์ ๆ ใหญ่แล้ว”

ทั้งคู่ส่งเสียงหัวเราะรื่นเริงไปตลอดทาง

================

รอยยิ้มระบายอยู่ในสีหน้าของปาร เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วัยเด็กที่เธอมีเขาคอยดูแลและช่วยเหลือตลอดมา จำได้ว่า ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 9 ขวบ ตั้งแต่จำความได้ ก็มีเขาที่คอยดูแลราวกับเป็นพี่ชายแท้ ๆ จนนึกอิจฉาสภาที่มีพี่ชายที่แสนใจดีอย่าง “พี่ยนตร์” เวลามีเรื่องทุกข์ท้อไม่สบายใจ เธอสามารถพูด สามารถบ่นให้เขาฟังได้ทุกเรื่อง เขาจะคอยรับฟัง และใส่ใจเรื่องราวของเธอเสมอ เขาสามารถทำให้เธอรู้สึกสบายใจ มีความสุข และยิ้มได้ทุกครั้งที่พบเจอเรื่องราวหนักใจ

เธอพยายามคิดถึงเรื่องราวดีดีเกี่ยวกับเขา เพื่อให้รู้สึกมีกำลังใจในการตามง้อเขามากขึ้น เพราะตามไปง้อเขามา 3 วัน แล้ว เขาก็ยังไม่หายโกรธ และไม่ยอมพูดจากับเธอเลย นึกแปลกใจอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยโกรธเธอนานขนาดนี้เลย อย่างมาก ไม่เกิน 1 วัน เขาจะต้องหายโกรธแล้ว

“ผู้หญิงคนนั้น มีความสำคัญกับพี่ยนตร์ขนาดนี้เชียวหรอ” ปารพูดกับตัวเอง พาลนึกน้อยใจ ที่เขามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ 6 ปี ไม่เคยติดต่อเธอเลย แถมยังไปมีแฟนอีก ไหนบอกจะดูแลเธออย่างที่เคยรับปากกับพ่อของเธอไว้ เขายังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า เธอเริ่มไม่แน่ใจกับวันเวลาที่ผ่านมานาน เธออาจไม่ใช่คนที่เขาต้องคอยดูแลอีกแล้ว…เธอคิดไปเรื่อยเปื่อย

“ยัยปารบ้า คิดอะไรเหลวไหล” เธอรีบสลัดความรู้สึกน้อยใจ และความคิดไร้สาระออกไปจากสมอง ที่สำคัญเธอคิดว่า การจะขอโทษใคร ไม่ใช่เพราะเราต้องเป็นคนผิดเสมอไป หากเธอรู้ว่า ทำให้ใครไม่สบายใจเพราะเธอ แม้ว่า เธอ จะไม่ใช่คนผิดก็ตาม เธอก็ควรจะไปขอโทษอีกฝ่ายหนึ่งก่อนได้ และเธออยากทำให้เขายิ้มได้ เหมือนที่เขาทำให้เธอยิ้มได้ตลอดมา

ปารสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา
“บางที…วันนี้พี่ยนตร์อาจจะหายโกรธแล้วก็ได้” เธอให้กำลังใจตัวเองก่อนจะก้าวเท้าออกไปตามง้อหนุ่มขี้งอนอีกครั้ง

ปารแวะซื้อขนมของโปรดไปฝากพี่ยนตร์เหมือนเคย ทันที่ที่โผล่หน้าให้รุ่นพี่เห็น เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ จากใครต่อใคร ก็ดังขึ้นมาทันที

“น้องปารมาแล้วเหรอจ๊ะ”

“ แหม…น่าอิจฉายนตร์มันจังเลยนะ”

“มีสาวน้อยน่ารักมาตามเอาใจถึงที่ทุกวี่ทุกวัน”

“มาเป็นน้องพี่ดีกว่า ไม่ต้องไปเป็นน้องไอ้ยนตร์มันแล้ว”

ปารฟังข้อความเหล่านั้นแล้วได้แต่ยิ้มแหย ๆ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ สะกิดหัวใจทุกครั้ง รู้สึกไม่ดี รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกอึดอัด และอับอายขายหน้าอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่เพราะเขาเคยเป็นพี่ชายที่แสนดีเมื่อยังเด็ก จ้างให้ก็ไม่มีทางตามง้อใครขนาดนี้ เพราะเป็น “พี่ยนตร์” เธอจึงยอม แต่ไม่รู้ว่า เธอจะทนสภาพการถูกหยอกล้ออย่างนี้ต่อไปได้นานแค่ไหน และวันนี้ก็อาจเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะอดทน หากเขายังไม่ยอมให้อภัยเธอ เธอจะไม่ขอตามง้อเขาอีกแล้ว…

ยนตร์แอบมองเด็กสาวที่เดินตามเขาต้อย ๆ อย่างมีความสุข จริง ๆ เขาใจอ่อนตั้งแต่วันแรกที่เธอตามมาง้อแล้ว เพราะเธอเป็นน้องสาวที่น่ารัก เขาไม่เคยใจแข็งโกรธเธอได้นาน ๆ ซักที โดยเฉพาะเวลาโกรธกัน เธอจะคอยเอาใจ คอยดูแล ตามใจทุกอย่าง ใช้ให้ทำอะไรก็ทำให้ น่ารักที่สุด แต่การคืนดีง่าย ๆ มันก็เสียฟอร์ม เขาจึงแกล้งเก๊กหน้าเครียด ๆ เอาไว้ ปล่อยให้เธอตามง้ออยู่ซะหลายวันเลย รู้สึกมีความสุขที่เห็นเธอเดินตามคอยง้อคอยเอาใจอยู่อย่างนี้

“พี่ยนตร์!!! พี่แกล้งนี่…โธ่! ปล่อยให้ปารตามง้อตั้งนาน ร้ายกาจที่สุดเลย” และแล้วเธอก็จับไต๋เขาได้

“หนอย…ปล่อยให้ปารเดินตาม! ตั้งหลายวัน เกลียด! เกลียดพี่ยนตร์ที่สุดเลย” ปารโมโหสุดขีด ทั้งอับอาย ที่เดินตามเขาอยู่ตั้งนาน ที่แท้เขาก็แกล้งเธอ แกล้งเอาความรู้สึกดีดีของเธอมาล้อเล่น มาเป็นที่สนุกสนาน ปล่อยให้เธอตกเป็นที่ล้ออย่างสนุกปากของรุ่นพี่ เขาเอาแต่แอบอมยิ้มอย่างมีความสุข ปล่อยให้เธอทุกข์ กังวลใจ เป็นห่วงเขาอยู่หลายวัน ที่แท้เธอก็เป็นแค่ตัวตลกสำหรับเขาเท่านั้น ความผิดหวัง ความเสียใจ ประเดประดังเข้ามาในสมอง

เธอรีบวิ่งจากไปก่อนที่น้ำตาแห่งความน้อยใจจะรินไหลออกมา

“ปาร!!” ยนตร์ได้แต่ยืนเซ่อ มองเธอวิ่งจากไปอย่างโกรธเคือง

หลังจากนั้นปารพยายามหลบหน้า และไม่ยอมพูดกับยนตร์อีกเลย แม้ว่าเขาจะตามมาง้อ มาขอโทษอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยนิสัยของยนตร์ที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ และรู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเธอเลย ว่าจะรู้สึกอย่างไรบ้าง เขาไม่ยอมละความพยายามที่จะทำให้เธอคืนดีกับเขาให้ได้ แม้ว่าจะตามง้อเธอมาหลายอาทิตย์แล้วก็ตาม

=============





Create Date : 02 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2548 11:54:00 น. 4 comments
Counter : 427 Pageviews.

 
ตอนที่ 5

รถบัสคันใหญ่สองคัน แล่นมาถึงก้นอ้าวตั้งแต่ตอนสาย เสียงคลื่นซัดเข้าสู่ฝั่งเป็นระยะ ๆ ดังซ่า…ซ่า… ลมพัดเอากลิ่นอายทะเลมาปะทะอย่างคุ้นเคย หาดทรายขาวเรียวยาวสุดสายตา มองเห็นเรือประมงอยู่ไกลลิบ อวน และแหตาข่ายที่กางอยู่ตามที่ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของการดำรงชีพของชาวบ้านแถบนี้ บ้านชาวประมงถูกสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ ประปรายอยู่ริมหาด มีร้านอาหารทะเล และเตียงผ้าใบเรียงรายเป็นระยะ ฟ้าสีครามสดใส ทะเลสีเขียวมรกตกำลังเต้นระยิบระยับดูงดงาม ความงามของธรรมชาติดูหม่นหมองไปถนัดตา เมื่อหันไปเจอเศษขยะ ขวดเหล้า ขวดเบียร์ ซองมาม่า รองเท้าข้างหนึ่งบ้าง กล่องโฟม ซองยาสระผม เศษกระดาษห่อท็อฟฟี่ และอื่น ๆ อีกมากมาย มองไปตรงไหน ก็เกะกะสายตาไปหมด

ขบวนการรับน้องเริ่มขึ้น รุ่นพี่เริ่มฝึกวิชาเสริมสวยให้กับน้อง ๆ ทุกคน ด้วยการผูกผมจุก ให้คนละสามสี่จุก ใบหน้าถูกพอกทาด้วยสีสันแสบตา และลวดลายน่าเกลียดสุด ๆ พวกผู้ชายถูกถอดเสื้อ ให้ใส่ยกทรงของผู้หญิงแทน แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ รุ่นพี่หน้าตาดุ ๆ คอยส่งไอ้โน่ ไอ้นี่มาให้อม แล้วบอกให้ส่งอันที่อมแล้วต่อไปให้คนอื่นอมต่อ วนไปวนมา

“เอ้า! อมไว้! “ รุ่นพี่หน้าโหด หนวดเคลาเฟิ้ม ผิวดำเข้ม ตัวโตยังกะยักษ์ขหมูขี ส่งอมยิ้มมาให้ปารอมไว้ แล้วเดินไปดูน้องคนอื่น ๆ
“ปาร…กินเข้าไปเลย” ยนตร์แอบเข้ามากระซิบเบา ๆ
ปารทำตาม เพราะคิดว่า คนอื่นจะได้ไม่ต้องอมต่อ เธอเคี้ยวกลืนลงไป
“อ้าว..!! น้อง! อมยิ้มล่ะ” ชายหน้าดุเดินกลับมาโวยวายเสียงดัง

ปารหน้าถอดสี จ๋อยลงทันที ก่อนที่จะตะกุกตะกักตอบไปอย่างยากเย็น
“อยู่…อยู่ในท้องแล้วค่ะ”
“พี่สั่งให้อม ไม่ได้ให้กิน แทงปาไหลเดี๋ยวนี้ 30!!” เขาสั่งเสียงเหี้ยมดังลั่น ทำเอาหน้าของปาร หดเล็กลงเข้าไปอีก แต่ไม่วายที่จะหันไปขว้างค้อนใส่ยนตร์ด้วยสายตา

นับว่า โชคดีที่เธอถูกทำโทษ ทำให้รอดพ้นจากการอมมะนาวครึ่งลูกที่ต้องส่งให้เพื่อนอมต่อด้วยปากต่อปาก แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ก็อดรู้สึกสะอิดสะเอียนไม่ได้ น้ำลายงี้…ยี้….แต่ทุกคนก็ต้องทำตามคำสั่งบ้า ๆ บอ ๆ ไปตามระเบียบ

จากนั้นทุกคนถูกปิดตา ต้องเดินไปตามฐานต่าง ๆ โดนรุ่นพี่สั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าเกลียด แปลกประหลาด และไม่เป็นผู้เป็นคน ต้องกินอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด
“กินเข้าไปน้อง!!” เสียงรุ่นพี่สั่งให้น้องที่เดินมาถึงฐานนั้น ให้กินไข่นกกระทาที่อมมาจากฐานที่แล้ว
“ทั้งเปลือกเลยหรือคะ” ปารถามเสียงหลง
“อะ! แกะเปลือกก่อนก็ได้”
“แต่…พี่คะ มันยังไม่สุขเลย”
“เอ๊ะ! ยังไง! พี่บอกให้กินเข้าไป”

ยนตร์คอยสังเกตคนคุม เมื่อเห็นเขาหันไปทางอื่น รีบบอกปารให้ขุดหลุมฝังไข่เสีย ปารรีบทำตามทันที แล้วก้มหน้านิ่งไว้ ขืนกินเข้าไป มีหวังอวกแตกออกมาพอดี

ชายหนุ่มสะพายกล้อง เดินไปเก็บภาพตามฐานต่าง ๆ อดขยักแขยงไม่ได้ เมื่อเดินไปหยุดที่ฐานแปรงฟัน มองน้ำในโถที่แต่ละคนถูกบังคับให้อมแล้วแปรงฟันด้วยยาสีฟัน ก่อนจะบ้วนกลับลงไปในโถตามเดิม ไม่รู้กี่คนต่อกี่คน มีทั้งน้ำลาย ยาสีฟัน ขี้ฟัน เชื้อโรค ไม่รู้มีเศษอาหารด้วยหรือเปล่า หากมีใครอวกใส่ลงไปด้วย ดีที่แต่ละคนถูกปิดตาเอาไว้ เขารู้สึกสงสารจนต้องแวบขโมยโถน้ำไปเททิ้ง แอบเปลี่ยนน้ำมาให้ใหม่อยู่เสมอ

“ปาร…เป็นไงบ้าง กินน้ำจ้ะ” ยนตร์มองสาวน้อยที่มุดขึ้นมาจากหลุมทราย ผมเผ้าหยุ่งเหยิง หัวเต็มไปด้วยฟักทองเละ ๆ หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม
“น้ำจริง ๆ นะ ไม่ได้แกล้ง กินเถอะ”
ปารจึงยอมดูดน้ำจากหลอดกาแฟอย่างกระหาย
“พอ ๆ ไปได้แล้ว ไว้ให้คนอื่นเขากินมั่ง” เขาไล่เธอให้คลานไปฐานต่อไป

ตอนเย็นกิจกรรมตามฐานต่าง ๆ จึงสิ้นสุดลง รุ่นพี่อนุญาตให้น้อง ๆ เล่นน้ำทะเลได้ แต่ต้องให้พี่รหัสเป็นคนแกะผ้าผูกตาให้ก่อน ห้ามแกะเองหรือให้เพื่อนแกะให้
“เอ้า! ปาร พูดเพราะ ๆ ซิ แล้วจะแกะผ้าออกให้”

ปารนิ่งเฉย ได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น นึกถึงตอนที่ถูกเพื่อน ๆ ของเขาล้อครั้งใด แล้วเขาแอบอมยิ้มสบายใจอย่างมีความสุข เธอก็ยังอดมีน้ำโห แค้นใจไม่หาย ทั้งเจ็บใจทั้งเสียใจ อับอายขายหน้าที่สุด ไม่เคยคิดว่าจะโกรธเขาได้นานขนาดนี้เลย เพียงแต่ยังทำใจยอมรับกับการกระทำของเขาที่ผ่านมานี้ไม่ได้

ยนตร์ถอนใจ “ไม่อยากพูดก็ไม่ต้อง! พี่ไม่บังคับ” แล้วแกะผ้าผูกตาออกให้

ปารค่อย ๆ เดินเข้าหาทะเลอย่างช้า ๆ ด้วยความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ อย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนเธอตัวนิดเดียวเมื่อเทียบกับพื้นทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล นานแล้วที่เธอไม่ได้มาทะเลเลย ภาพท้องทะเลเบื้องหน้าดูเวิ้งว้าง แฝงความน่ากลัวอยู่ลึก ๆ คล้ายจะกลืนกินสิ่งที่พัดหลงเข้าไปให้จมลงสู่ก้นบึ้งของทะเล คลื่นค่อย ๆ ม้วนตัวแล้วซัดกระแทกเข้าหาฝั่ง เป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา พื้นน้ำใสจนมองเห็นทรายเบื้องล่าง

ยนตร์เดินตามน้องระหัสของเขาด้วยความห่วงใย เขาไม่แน่ใจว่า เธอว่ายน้ำเก่งขึ้นหรือยัง หลังจากที่เคยพยายามสอนเธอหัดว่ายน้ำเมื่อนานมาแล้ว แม้ว่าเธอจะพอว่ายน้ำเป็นแล้ว แต่ในความรู้สึกของเขา เธอก็ยังว่ายน้ำไม่ได้เรื่องอยู่ดี เขาพยายามชวนเธอพูดคุย แต่สาวน้อยก็ยังคงไม่พูดไม่จา ตีสีหน้าเครียดอยู่อย่างเดิม จนต้องเดินผละออกมาอย่างเหนื่อยใจ

“ทำไงก็ไม่หายโกรธซักที ขี้งอนชะมัดเลย” เขาบ่นอยู่ในใจ ถึงอย่างไรเขายังไม่เคยคิดจะยอมแพ้ หันกลับไปมองอีกครั้ง เห็นเธอกำลังตะกุยตะกายเหมือนกำลังจะจมน้ำ เขาตกใจรีบว่ายเข้าไปช่วย แต่เขาก็ได้แต่เฝ้ามองเธออย่างเป็นห่วง เมื่อมีเด็กหนุ่มรุ่นน้องด้วยกัน เข้าไปช่วยเธอก่อนที่เขาจะว่ายไปถึง

“เป็นไรหรือเปล่าครับ”
ปารลืมตามองคนที่ช่วยเธอไว้ มือของเขายังประคองเธอไว้ในอ้อมแขน ในใจรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่ใช่ “พี่ยนตร์” ของเธอ
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไรแล้วค่ะ” ปารยิ้มแห้ง ๆ ให้เขา ก่อนที่จะผละออกมาอย่างห่อเหี่ยวหัวใจ

‘บ้าจัง ทำไมต้องคิดถึงพี่ยนตร์ด้วยนะ’ เธอตำหนิตัวเอง และคิดว่า ต่อไปนี้เธอจะช่วยตัวเองโดยไม่หวังความช่วยเหลือจากเขาอีกแล้ว

ปารเปลี่ยนท่าว่ายน้ำจากท่าลูกหมาตกน้ำเป็นท่าฟรีสไตล์ ด้วยเหตุผลที่ว่า “พี่ยนตร์” เป็นคนสอนท่าลูกหมาตกน้ำให้เธอ แต่ไม่ว่าจะว่ายท่าไหน ก็ยังคงเป็นท่าว่ายน้ำที่เขาเคยสอนให้เธออยู่ดี เพราะอย่างไรเขาก็เป็นคนสอนให้เธอว่ายน้ำเป็นนั่นเอง อยู่ ๆ เธอรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แขนขวาขึ้นมาเฉย ๆ ปวดแสบไปทั้งแขน เหมือนโดนอะไรซักอย่าง และสิ่งนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพิษ คลื่นลูกโตซัดมาในจังหวะที่เธอกำลังตกใจ จึงทำให้สำลักน้ำอย่างแรง ทั้งไอสำลักน้ำ ทั้งแสบร้อนไปทั้งแขน แต่ต้องฝืนใช้แขนนั้นช่วยพยุงตัวอีกแรงหนึ่งอย่างทุกลักทุเล แล้วตะเกียกตะกายว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่ง เริ่มรู้สึกเหนื่อยและกำลังจะหมดแรง

ยนตร์เข้าไปประคองร่างของปารเอาไว้ เมื่อเห็นเธอท่าทางไม่ค่อยดี
“ปาร! ไม่เป็นไรใช่มั้ย”
ปารเงยหน้ามองเขา ไม่พูดอะไร แต่พยายามผละออกจากการช่วยเหลือของเขา
“ปารว่ายกลับเองได้หรอ ดูปารเหนื่อยมากนะ” เขาพยายามบังคับน้ำเสียงให้ปกติ แม้จะเริ่มรู้สึกโกรธที่เธอดื้อดึง

“ต่อไปนี้ พี่ยนตร์ไม่ต้องมาคอยช่วยปาร หรือทำอะไรให้ปารอีกแล้ว ปารไม่อยากได้รับความช่วยเหลือจากพี่ยนตร์อีกต่อไปแล้ว” แม้เสียงนั้นจะเบาด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่เขาก็ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ

“อยากให้ไอ้หนุ่มคนนั้นมาช่วยใช่มั้ยล่ะ ถึงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากพี่” เขาเริ่มโมโห ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมต้องไปพาดพิงถึงรุ่นน้องที่ช่วยเธอเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วยนะ
“พี่จะไปตามเขามาให้ ถ้าเธอต้องการ”
ยนตร์ปล่อยมือ

ทันทีที่ยนตร์ปล่อยมือ ร่างของเด็กสาวก็จมดิ่งลงไปในน้ำด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที่

เขาตกใจ รีบคว้าตัวเธอขึ้นมา แล้วพากลับเข้าฝั่งทันที วางเธอลงบนพื้นทราย พร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้น
“ปารฟื้นสิ! ปารไม่เป็นไรใช่มั้ย” เขาตบหน้าเธอถี่ ๆ เบา ๆ
“ฟื้นเร็วเข้า ปาร!” มองร่างเธอที่นอนแน่นิ่ง ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ขอให้เธอฟื้น
“ถ้าเธอไม่ฟื้นพี่ต้องเม้าท์ทูเม้าท์นะ ว่าพี่ไม่ได้นะ” เขาใจคอไม่ค่อยดีเอาเสียเลย เพราะไม่อยากใช้วิธีผายปอดด้วยการเม้าท์ทูเม้าท์แบบในละครซักเท่าไหร่
“พี่ไม่เคยนะปาร อย่าล้อเล่นสิ ลืมตา เร็วเข้า” เขาก้มมองหน้าซีดขาวของเธอพลางเขย่าตัวสาวน้อย แต่ร่างนั้นยังคงนอนนิ่งงัน ไม่กระดุกกระดิก

ยนตร์ยกมืออังลมหายใจของเธอที่แผ่วเบา แล้วตัดสินใจผายปอดให้เธอ ทำสมาธินิ่งชั่วอึดใจ และบอกตัวเองว่า นี่คือการช่วยเหลือ ไม่ใช่การล่วงเกินเธอ ยกคางของเธอให้สูงเงยไปทางด้านหลัง อ้าปากเด็กสาว เอามือครอบริมฝีปากของปารเอาไว้ เขานึกถึงวิธีผายปอดแบบเซี่ยงเศร้าหลง ในหนังจีนเรื่องเจาะเวลาหาจิ๋นซี ที่ใช้วิธีผายปอดแบบเม้าท์ทูเม้าท์ได้อย่างเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่เหมือนใคร

ชายหนุ่มเงยหน้า สูดลมหายใจทางปากเข้าปอดให้เต็มที่

เหมือนเด็กสาวจะได้ยินถ้อยคำ ครู่หนึ่งต่อมาเธอไอถี่ ๆ และสำรอกน้ำออกมา

ยนตร์รีบประคองเธอลุกขึ้นนั่ง ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดีใจ ที่เห็นเธอฟื้น

“โดนอะไรมาปาร แมงกะพรุนหรือเปล่า” เขาสังเกตเห็นแขนขวาของเธอแดงปื้นไปทั้งแขน เห็นรุ่นน้องและเพื่อน ๆ เขาโดนไปหลายคนแล้ว

ปารไม่ตอบ ขยับตัวเองลุกขึ้นยืน

“เดี๋ยวพี่จะไปเก็บผักบุ้งทะเลมาทาให้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอดึงแขนตัวเองออกจากมือชายหนุ่ม แล้วผละเดินจากมา

ความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสมมาทีละเล็กละน้อย ความอึดอัดใจ ความน้อยใจที่ทับถมอยู่ในใจ วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เธอแสดงแต่อาการเฉยชา ถูกกดดันจนระเบิดออกมาอย่างสุดที่จะทนอดกลั้นต่อไปได้อีกแล้ว

“หยุด!! อยู่ตรงนั้นนะปาร!!” ยนตร์ตะโกนสั่งเสียงดังลั่น

เด็กสาวชะงัก!!

น้ำเสียงโกรธจัดจนแตกพร่านั้น ทำให้เธอไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกไป และสัมผัสได้ว่าเขากำลังโกรธเธอมาก ๆ ที่เธอปฏิเสธความหวังดีของเขาอย่างนี้ อยากจะสั่งเท้าให้วิ่งออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่เท้ากลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง

“มานี่! เดี๋ยวนี้!”

นอกจากเท้าจะไม่ยอมทำตามคำสั่งเธอแล้ว ยังเดินเข้าไปหาเขาตามคำสั่งเขาอีก ตอนนี้เธอหยุดโกรธเขาชั่วคราว ราวกับว่า ความโกรธถูกถ่ายเทไปกองรวมอยู่ที่เขาหมดแล้ว เลือดฝาดฉีดขึ้นหน้าจนใบหน้าเขาแดงจัด ในดวงตาเหมือนมีน้ำใส ๆ คลออยู่

“รออยู่นี่นะ” เขาลดเสียงฉุนเฉียวลง และเริ่มรู้สึกดีขึ้นที่เธอเชื่อฟัง

ยนตร์เดินไปเก็บผักบุ้งทะเลที่เรื้อยแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่เต็มแนวของหาดทรายด้านบน แล้วเดินกลับมา ขยี้ผักบุ้งทะเล เค้นน้ำทาบนแขนขวาของเด็กสาวที่เป็นรอยปื้นแดงเต็มไปหมด

ปารรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก บริเวณที่เป็นรอยแดง แต่พยายามไม่แสดงออกมาทางสีหน้า ได้แต่มองเขาก้มหน้าก้มตาเอาผักบุ้งทะเลทาแขนให้เธอครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเขาแบบนี้ ไม่เคยเปลี่ยนเลย เหมือนที่เธอเคยเห็นเมื่อครั้งยังเยาว์วัย

น้ำตาพาลรื้นขึ้นมาคลอดวงตาของเธอเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่เธอพยายามกดข่มความรู้สึก พยายามที่จะอดทน อดกลั้น พยายามจะซ่อนมันเอาไว้ พยายามจะไม่ให้เขาเห็นน้ำตา แต่ยิ่งห้ามกลับยิ่งทำให้เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักมากกว่าเดิม จนตัวสั่นเทาไปหมด ยิ่งเห็นเขาทำดีกับเธอน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาอย่างไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้เลย

ยนตร์ดึงเด็กสาวเข้ามากอดไว้ ยกมือตบหลังเธอเบา ๆ ปลอบโยน
“ปาร…พี่ขอโทษ ขอโทษนะ อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย… “ เขารู้สึกเจ็บปวดหัวใจเหลือเกินกับการเฉยชาของเธออย่างนี้
“เราดีกันนะ ปารเลิกโกรธพี่นะ ได้มั้ย… พี่ขอร้อง…”

เมื่อเด็กสาวได้สติ คิดได้ว่า เธอโตแล้ว ไม่ควรจะร้องไห้ให้เขาคอยปลอบเหมือนเด็ก ๆ อีกแล้ว เธอต้องหัดเข้มแข็งด้วยตัวเองซะที เธอรีบวิ่งผละออกไปจากอ้อมแขนของเขา

เขามองเธอวิ่งจากไปอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่า เขาทำอะไรผิดอีกแล้วหรือ รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างวิ่งตามเธอไปด้วย

==============

ตอนที่ 6

ตอนค่ำ…ฟ้าสีน้ำเงินเริ่มปรากฏดาวประจำเมืองทอแสงสว่างสุกสกาวเด่นเหนือดาวอื่นใด เสียงคลื่นยังคงบรรเลงเพลงซัดฝั่งตลอดเวลา เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร พี่รหัสทุกคนต้องคอยดูแลน้องรหัสของตัวเอง ต้องทำหน้าที่หาข้าวหาน้ำให้น้อง พร้อมกับต้องไปนั่งทานข้าวกับน้องรหัสของตัวเองด้วย ห้ามนั่งจับกลุ่มกับรุ่นพี่ด้วยกันเด็ดขาด พี่รหัสทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างพี่กับน้อง

ปารยกจานข้าวหันไปทางอื่น เมื่อยนตร์ส่งจานข้าวให้ แล้วนั่งลงตรงหน้าเธอ น้ำตาพาลจะไหลซึมออกมาอีก เมื่อมองเห็นใบหน้าของเขา สมองของเธอกำลังสับสนวุ่นวาย ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่า ต่อไปนี้ เธอจะต้องเข้มแข็งและยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้ จะไม่รับความช่วยเหลือใด ๆ จากเขาอีกเลย แต่ทุกครั้งที่คิดว่า เธอจะไม่มีเขาอีกแล้ว หัวใจกลับเจ็บปวดเหลือเกิน และไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกของตัวเองลึก ๆ ไปได้เลยว่าเธอยังต้องการความรัก ความหวังดี ความห่วงใยจากเขาอยู่…

ยนตร์กลืนเม็ดข้าวแต่ละเมล็ดลงคออย่างยากลำบากที่สุด เป็นมื้อเย็นที่ไม่อร่อยเอาเสียเลย เขารู้สึกเหนื่อยใจ และเริ่มท้อใจเป็นครั้งแรก

“นี่เราต้องทนสภาพแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่” เขาถามตัวเอง

เขาอยากจะพยายามไม่สนใจ ไม่ใส่ใจเธอ แต่ก็ทำไม่ได้ หากเขาทำอย่างนั้น มันเป็นแค่การประชดประชัน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง เป็นการพยาบาท เป็นแค่การแก้แค้น สุดท้ายเธอและเขาก็ต้องเจ็บปวดมากกว่าเดิม และไม่รู้ว่า เขาจะทรยศต่อความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเพื่ออะไร ทำไมจะต้องทำอะไรตรงกันข้ามกับหัวใจตัวเองอย่างนั้น มันขัดกับนิสัยของเขาที่ทำอะไรตรงกับใจ ตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ที่สำคัญการที่เขาเป็นคนมีน้ำใจ ชอบดูแล ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ๆ ทำให้เขาไม่อาจทำเฉยชา เมื่อเห็นเธอกำลังเดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ เธอสร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อขังตัวเองเอาไว้มากพอแล้ว เขาคงไม่จำเป็นต้องสร้างกำแพงของตัวเองขึ้นมาขังตัวเองเอาไว้อีก เพราะเท่าที่เป็นอยู่นี้มันก็ย่ำแย่เหลือเกิน…

………………….

เขาคิดวกวนอยู่นาน อยู่ในความน้อยใจ ความเสียใจ ในสิ่งที่เขาทำให้เธอ มันไม่มีค่า ไม่มีความหมายกับเธอเลย เธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาอีกแล้ว…

“ต่อไปนี้ พี่ยนตร์ไม่ต้องมาคอยช่วยปาร หรือทำอะไรให้ปารอีกแล้ว ปารไม่อยากได้รับความช่วยเหลือจากพี่ยนตร์อีกต่อไปแล้ว”

ประโยคนั้นดังขึ้นมาตอกย้ำความเสียใจ ในใจครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนพายเรือวนอยู่ในบ่อ ที่หาทางออกไปสู่ทะเลกว้างใหญ่ไม่ได้

ในที่สุดเขาก็เลิกคิด

เลิกกังวล

และจะไม่สนใจเธอ…อีกแล้ว…

ว่าเธอจะยกโทษให้เขาหรือไม่!!

เขาจะไม่ทำดีกับเธอ

เพื่อขอให้เธอรู้สึกดีดีกับเขาเหมือนเดิม

แต่เขาจะทำดีกับเธอเพื่อทำตามหัวใจของตัวเอง ที่ยังอยากดูแลเธอ ยังห่วงใยเธอเสมอ และขอทำตามความถูกต้อง ความเหมาะควรที่พึงช่วยเหลือกัน

สมองของเขารู้สึกโล่งขึ้นมาอย่างประหลาด

รู้สึกสบายใจขึ้น ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี๊หัวมันยังหนักอึ้ง ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น เหมือนหมดอะไรตายอยาก หมดเรี่ยวหมดแรง หมดกำลังใจ จนเขารู้สึกแย่เอามาก ๆ

แต่ตอนนี้….

เขากลับรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง

“ครูครับ ครูไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะดูแลปารเหมือนที่เคยสัญญากับครู และผมไม่ได้ทำเพราะผมสัญญากับครู แต่ผมจะทำ เพราะ ผมทำตามความรู้สึกของตัวเองที่ยังอยากจะดูแลปารเหมือนเดิม เหมือนที่เคยดูแลปารเมื่อยังเด็ก” เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มราวกับว่าอยากส่งผ่านถ้อยคำไปถึงใครบางคนที่เขายังรัก เคารพ และศรัทธาเสมอ

เขาหันกลับมามองปารอย่างสงสาร ที่เธอกำลังกักขังตัวเองอยู่กับความโกรธ ความเสียใจ ความผิดหวัง และผูกโซ่ตรวนให้ตัวเองด้วยภาพอดีต ที่ทำร้ายจิตใจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เขารู้ดีว่า เธอคงไม่มีความสุขเลย เขาจะไม่โกรธเธออีกแล้วที่เธอทำบึ้งตึงและเย็นชากับเขาอย่างนี้ เพราะเธอกำลังทุกข์อยู่กับความรู้สึกนั้นมากเกินพอแล้ว เขาจะไม่ซ้ำเติม ไม่เพิ่มความทุกข์ให้กับเธออีก เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าจะใช้กุญแจดอกไหนเพื่อไขให้เธออกมาจากกรงขัง และโซ่ตรวนอันหนักอึ้งนั้น

เขาอยากช่วยเธอ….

เขาอยากช่วยเธอจริง…จริง….

================

กองไฟถูกก่อขึ้นริมหาดทรายในยามค่ำคืน มีแสงไฟวอมแวมจากร้านขายอาหารใกล้ ๆ มองไปในทะเลพบแต่ความมืด ยกเว้นแสงไฟจุดเล็ก ๆ จากเรือประมง คลื่นยังคงบรรเลงเพลงซัดฝั่งเหมือนเดิม บนท้องฟ้าประดับด้วยเพชรพราวจากบรรดาดวงดาวนับร้อยนับพัน เรียงรายเป็นรูปร่างต่าง ๆ ระยิบระยับตัดกับความมืดของยามราตรี เป็นความงดงามที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นภาษาได้หมด

เกมภาคค่ำเริ่มขึ้นแล้ว….

ทุกคนนั่งล้อมกันเป็นวงกลม พี่รหัสและน้องรหัสที่เป็นผู้หญิงกับผู้ชายจะโดนแกล้งมากกว่าเพื่อน เริ่มต้นที่เกมอุบาทก์เกมแรก เกมพับหนังสือพิมพ์ ที่หญิงชายจะต้องอยู่บนหนังสือพิมพ์ให้ได้ เมื่อมันถูกพับให้เล็กลง ๆ และเล็กลงเรื่อย ๆ เด็กสาวเด็กหนุ่มบางคนสนิทกันมากกอดคอกัน ขี่หลังกัน กอดกันอย่างไม่อาย หัวเราะกันอย่างสนุกสนานเฮฮามาก

ยนตร์แกล้งล้มออกมานอกหนังสือพิมพ์ คู่ของเขาจึงต้องออกจากการแข่งขัน เขาเบื่อและอึดอัดที่จะต้องเล่นเกมบ้าบอพวกนี้ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อปกป้อง และรักษาเกียรติของปาร เธอเองคงไม่ชอบเหมือนกัน เขามีความเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ใช้เกมเหล่านี้ล่วงเกินเธอ ตลอดจนหญิงสาวทุกคน แต่ก็ไม่วาย โดนเรียกออกมาแกล้งเกือบทุกรอบ ทั้ง ๆ ที่เพื่อนหลายคนก็รู้ว่าเธอกับเขามีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันอยู่

เกมอุบาทก์ยังคงดำเนินต่อไป เกมถัดไปเป็นเกมเก้าอี้ดนตรี ที่จะใช้บรรดาหนุ่ม ๆ เป็นเก้าอี้ นั่งขัดสมาธิบนพื้น แล้วให้สาว ๆ เต้นและเดินวนรอบ ๆ ไปตามเสียงเพลงและจังหวะดนตรี เมื่อเสียงเพลงหยุดจะต้องนั่งบนเก้าอี้ทันทีตามแบบฉบับของเกมเก้าอี้ดนตรีทั่วไป เพียงแต่นี่ไม่ใช่เก้าอี้ธรรมดา

ยนตร์แอบยิ้ม ที่เห็นปารฉลาดพอ เธอไม่ได้นั่งบนตักของผู้ชายคนไหน ได้แต่นั่งอยู่ที่พื้นห่าง ๆ เท่านั้น และแกล้งนั่งไม่ทันในรอบต่อมา ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไป

มาถึงเกมอุบาทก์เกมสุดท้าย ที่อุบาทส์สุด ๆ ไม่รู้ว่า หัวสมองของใครที่มันคิดเกมนี้ขึ้นมาได้ ปารและยนตร์ถูกเรียกออกมาอีกตามระเบียบ รวมทั้งคู่อื่น ๆ เริ่มด้วยแต่ละคู่ หญิงชายต้องหันหน้าเข้าหากัน คาบแท่งป๊อกกี้ไว้คนละหนึ่งแท่ง กติกามีว่า แต่ละคู่คาบป๊อกกี้แล้วต้องช่วยกันประคองยางวงเล็กวงหนึ่งที่อยู่ระหว่างกลาง พร้อม ๆ กับค่อย ๆ กัดกินแท่งป๊อกกี้เข้าไปเรื่อย ๆ

ยนตร์มองหน้าปารที่อยู่ตรงหน้า มีระยะห่างแค่แท่งป๊อกกี้สองอันเท่านั้น ปารก็จ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบเช่นกัน เป็นครั้งแรกหลังจากที่เขาและเธอมีเรื่องไม่เข้าใจกัน ทำให้ไม่ได้มองหน้ามองตากันอีกเลย เพิ่งมีโอกาสมองหน้ากันเต็มตาก็ครั้งนี้เอง

การแข่งขันเริ่มต้นไปได้สักครู่ ยนตร์แกล้งตวัดยางออก ทำให้เขาและเธอรอดตัว ออกมานั่งดูคู่อื่น ๆ ที่ยังแข่งขันต่อไป และไม่เข้าใจว่า จะทนแข่งเกมอุบาทก์ ๆ อย่างนี้กันต่อไปทำไม ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายทนไม่ได้รีบออกมาก่อนเสมอ

เวลาประมาณห้าทุ่มเกมงี่เง่าจึงเลิกลา กว่าจะเก็บงานเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน แต่เพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ต่างพากันไปกินเหล้า เล่นไพ่กันต่อ เป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว

“ยนตร์ไปกินเหล้า เล่นไพ่กัน” เพื่อนคนหนึ่งหันมาชวน

ยนตร์โบกมือปฏิเสธ เป็นอันรู้กันในกลุ่มเพื่อนว่าเขาไม่ใช่พวกนักดื่มหรือนักเที่ยวกลางคืน

“แหม…กลัวน้องปารว่าเอาเหรอ” เพื่อน ๆ ก็ยังอุตส่าห์ส่งเสียงแซวหยอกล้อมาอีกจนได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า เขาไม่เคยเกเรเสเพลไร้สาระอย่างนั้นเลย

===============

ความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสมมาทีละเล็กละน้อย ความอึดอัดใจ ความน้อยใจที่ทับถมอยู่ในใจ วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เธอแสดงแต่อาการเฉยชา ถูกกดดันจนระเบิดออกมาอย่างสุดที่จะทนอดกลั้นต่อไปได้อีกแล้ว

“หยุด!! อยู่ตรงนั้นนะปาร!!” ยนตร์ตะโกนสั่งเสียงดังลั่น

เด็กสาวชะงัก!!

น้ำเสียงโกรธจัดจนแตกพร่านั้น ทำให้เธอไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกไป และสัมผัสได้ว่าเขากำลังโกรธเธอมาก ๆ ที่เธอปฏิเสธความหวังดีของเขาอย่างนี้ อยากจะสั่งเท้าให้วิ่งออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่เท้ากลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง

“มานี่! เดี๋ยวนี้!”

นอกจากเท้าจะไม่ยอมทำตามคำสั่งเธอแล้ว ยังเดินเข้าไปหาเขาตามคำสั่งเขาอีก ตอนนี้เธอหยุดโกรธเขาชั่วคราว ราวกับว่า ความโกรธถูกถ่ายเทไปกองรวมอยู่ที่เขาหมดแล้ว เลือดฝาดฉีดขึ้นหน้าจนใบหน้าเขาแดงจัด ในดวงตาเหมือนมีน้ำใส ๆ คลออยู่

ยนตร์เข้านอนอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ยังนอนไม่หลับ เรื่องของปารยังวนเวียนอยู่ในสมอง เขานึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา รู้สึกใจชื้นขึ้น และรู้ว่า อย่างน้อยเธอก็ยังแคร์เขาอยู่ ไม่เช่นนั้นคงไม่หยุดอยู่ตามที่เขาสั่ง ตอนนั้นเขาตั้งใจไว้ว่า หากเธอกล้าเดินจากเขาไป เขาจะไม่สนใจเธออีกเลย

มีรอยยิ้มคลี่บนใบหน้าชายหนุ่มเล็กน้อย เมื่อนึกถึงตอนที่เขาสั่งให้เธอเดินกลับมา เธอก็เดินกลับมาอย่างว่าง่าย

“ยัยปารขี้งอนเอ๊ย!! ถ้าพรุ่งนี้ยังงอนอยู่อีก จะจับมาตีก้นให้เข็ดเลย” เขาหงุดหงิดรำคาญขึ้นมาอย่างลืมตัว ที่วันนี้ทั้งวันเธอยังคงเฉยเมย บึ้งตึงมาตลอด

“พรุ่งนี้…ปารอาจจะหายโกรธก็ได้” เขาปลอบใจตัวเอง

ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วว่า จะทำดีกับเธอ โดยไม่หวังว่าเธอจะคืนดีกับเขาหรือไม่ก็ตาม แต่ความคิดที่อยากให้เธอรู้สึกดีดีกับเขาเหมือนเดิมก็ยังแวบขึ้นมาอยู่ในสมองอยู่ดี

================

ตอนที่ 7

ทรายยุบตัวลงไปเป็นรูปรอยเท้า เมื่อเด็กสาวยกเท้าเปล่าเปลือยขึ้นจากเม็ดทราย ปรากฏรอยเท้าของเธอเองบนผืนทรายนั้น ไม่นานถูกน้ำทะเลซัดหายไป เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังหยอกล้อกันอยู่ไม่ไกล ปารหันไปมอง เห็นเด็กสาวอายุใกล้เคียงกับเธอนั่งอยู่บนตักชายหนุ่ม เสื้อสายเดี่ยวตัวเล็กนิดเดียวรัดรูปจนมองเห็นทรวดทรงของวัยสาวได้อย่างชัดเจน ผิวขาวเนียนบริเวณต้นคอเรื่อยลงมาไม่มีอะไรปกปิด ปารละสายตาจากภาพนั้นอย่างละเหี่ยใจ แล้วเดินเร็ว ๆ จากมาด้วยความรู้สึกสงสาร คนเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กสมัยนี้

ไม่ทันได้มองทาง เธอชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจัง!

“ขอโทษค่ะ..!!” ปารเงยหน้ามองคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะรีบถอยตัวออกมา

“พี่ยนตร์!!”

ชายหนุ่มส่งยิ้มให้
“มาเดินคนเดียวไม่กลัวหรอ อันตรายนะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ซึ่งเธอเองก็สัมผัสได้

“แล้วพี่ละคะ มาทำอะไร”
“มาเป็นบอดี้การ์ดให้ปารไงจ๊ะ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี
“ปารหายโกรธพี่รึยัง” ไม่รู้ทำไมเขาจะต้องเฝ้าถามคำถามนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยนะ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะไม่สนใจแล้วว่าเธอจะอภัยให้เขาหรือไม่

ปารเดินต่อไปเงียบ ๆ อยากจะบอกเขาว่าหายโกรธแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันพูดไม่ออก หัวสมองกลับตื้อตันชอบกล
เขาเอื้อมมือมาจับแขนเธอไว้
ปารหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ เป็นเชิงบอกให้เขาปล่อยมือ

ยนตร์ปล่อยมืออย่างว่าง่าย

ทันทีที่เขาปล่อยมือ เธอเดินสะดุดตกหลุมทรายที่ใครไม่รู้มาขุดเอาไว้อย่างไม่ทันมองเห็น

ยนตร์หัวเราะก๊าก จริง ๆ เขาเห็นหลุมนั้นอยู่แล้ว กำลังจะบอกเธอ

“พี่ยนตร์อ่ะ!! หัวเราะเยาะหรอ! เห็นแล้วก็ไม่บอก” เงยหน้ามองคนที่ก้มหน้ามองเธอตอนนี้ด้วยสายตาเขียวปัด

“ก็…กำลังจะบอก…” เขาพูดกลั้วหัวเราะ มองเธอนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในหลุมทรายอย่างขำ ๆ ขนาดมันพอดิบพอดีกับตัวเธอเลยทีเดียว

“เอ้า! ขึ้นมาเร้ว! คนเก่ง” เขาช่วยพยุงสาวน้อยขึ้นมาจากหลุมทรายตื้น ๆ

“ปารหายโกรธพี่นะ” เขาถามคนที่อยู่ในอ้อมแขน
เด็กสาวรีบผละออกมา แต่ถูกเขาล็อคตัวเอาไว้
“ไม่งั้น….พี่จะกอดไว้แบบนี้ไม่ให้ไปไหนเลย” เขาโน้มตัวลงเล็กน้อยสวมกอดเด็กสาวเบา ๆ

“พี่ยนตร์บ้า!! ทำแบบนี้ไม่ได้นะ! ปารเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะ”

แล้วดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแรงของคนหนุ่ม
“พ่อกับแม่ต้องไม่อนุญาติให้พี่ยนตร์ทำแบบนี้กับปารนะ” เธอได้แต่โวยวาย โดยไม่กล้าหันไปมองคนที่ประชิดตัวอยู่ขณะนี้แม้แต่นิดเดียว รู้สึกถึงอุ่นไอความอบอุ่น จากตัวชายหนุ่มที่สัมผัสโอบกอดเธอเอาไว้
“พ่อของปารฝากปารไว้กับพี่แล้วไง” เขายื่นหน้ามาวางคางไว้บนไหล่เด็กสาว ได้ยินเสียงลมหายใจของเขาอยู่ใกล้เหลือเกิน
“ก็ให้ดูแลเฉย ๆ ไม่ได้ให้ทำแบบนี้นี่…”

ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ
“ว่าไง จะหายโกรธมั้ย” เขากระชับวงแขนแน่นขึ้น พลางเอนศีรษะมาซบกับศีรษะของเธอ
“ก็เราอยากดื้อกับพี่ทำไม ต้องทำโทษด้วยวิธีนี้” เขากอดเธอนิ่ง หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข แหม…น่าจะคิดหาเรื่องกอดเธอแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ได้แต่อมยิ้ม คิดอยู่ในใจ

“หายแล้ว ๆ หายตั้งนานแล้ว…” ปารรีบพูดด้วยเสียงรัว ๆ

รีบผลักเขาออกไปไกล ๆ เมื่อเขาคลายวงแขนออก รู้สึกใจหายใจคว่ำอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าว หัวใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ แต่สีหน้าคนหนุ่มกลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา

“พี่ยนตร์ห้ามทำแบบนี้อีกนะ!!” เธอตะเบ็งเสียงเอาเรื่องเอาราวน่าดู แต่จริง ๆ แล้ว แก้เขิน มันเขิน และอายจะแย่อยู่แล้ว

เขาหัวเราะ “ได้ ถ้าปารไม่ดื้อ และพูดรู้เรื่องนะ” เขามองอาการของเธออย่างขำ ๆ

ต่างคนต่างเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เขาได้แต่มองสาวน้อยทำหน้าตึงอยู่เงียบ ๆ เหมือนกำลังช่างใจ หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“ปาร…”

เด็กสาวฟังเขาเรียกชื่อเธออย่างแปลกใจ น้ำเสียงของเขาไพเราะ และอบอุ่นเป็นพิเศษ

“พี่ถามไรปารหน่อยนะ”

ปารขมวดคิ้ว ไม่รู้ทำไมรู้สึกกลัวคำถามของเขาขึ้นมาตะหงิด ๆ ยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์เมื่อกี๊ไม่หาย พยายามรักษาระยะห่างจากเขาพอสมควร กลัวเขาจะเข้ามากระโดดกอดเธออีก

“ปารชอบพี่ใช่มั้ย”

ปารทำตาโต แทบหยุดหายใจ นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่นึกว่าถูกถามด้วยคำถามแบบนี้

“บ้า!! ขี้ตู่จังเลยอ่ะ พี่ยนตร์ เข้าข้างตัวเองจังเลยนะคะ” เธอเริ่มค่อนแคะชายหนุ่ม นึกอยู่ในใจ ถามออกมาได้ยังไง!!
“แต่…ไม่ต้องเสียใจนะคะ ยังไงปารก็ชอบพี่ยนตร์ค่า….” คำสุดท้ายลากเสียงซะยาวเชียว พลางตีสีหน้าระรื่นเกินเหตุ ทำหน้าตาทะเล้น แถมยังฉีกยิ้มกว้างแบบกวนประสาทให้อีกต่างหาก

“หน้าตาน่าเชื่อถือมากเลยนะ” มองหน้าเธอแล้วอยากจะเขกหัวเธอซักทีสองที เขาไม่อยากจะเชื่อเธอเลยว่าเธอพูดจริง อารมณ์ซึ้ง ๆ วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปหมด

“อ้าว! ไม่เชื่ออีก ตามใจ” ปารลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก จริง ๆ เธอตอบตรงกับใจเธอทุกประการ แต่แกล้งทำหน้าตากวนบาทาไปอย่างนั้นเอง

“ว่าแต่ชอบพี่แบบไหนหรอ” เขายังไม่วายถามต่ออีก

ทำเอาปารอึ้งไปอีกเป็นรอบที่สอง
“เอาแบบไหนดีคะ” เธอขมวดคิ้ว ตีสีหน้าคร่ำเคร่ง เป็นจริงเป็นจังเกินเหตุ จนดูโอเวอร์มาก
“แบบพี่ชายสิคะ จะให้ชอบแบบไหนล่ะ” เธอไม่กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริงของหัวใจ เพราะเธอเองก็ยังไม่มั่นใจตัวเองเหมือนกัน ว่าชอบเขาจริงหรือเปล่า หรือชอบแบบไหน ที่สำคัญกลัวเสียฟอร์ม กลัวเขาจะรู้ความในใจ

“แล้วพี่ยนตร์ละคะ รู้สึกยังไงกับปารคะ” เธอสวนถามเขากลับอย่างทันควัน

ปารจ้องมองริมฝีปากสีชมพูของเขาจะเอื้อนเอ่ย…อย่างใจจดใจจ่อ เขาทำหน้าลำบากใจอยู่ไม่น้อย…ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ต้องเจอเธอย้อนถามแบบนี้

==================

ความรู้สึกที่เลือนลางค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนมีสติรู้ตัว ตื่นเต็ม ปารลืมตาขึ้นในความมืด พยายามลำดับความคิด ค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง มองเห็นบรรดาเพื่อน ๆ กำลังนอนหลับสนิท พลางยกมือเกาหัวแกรก ๆ

“ฝันไปนี่นา…โธ่..!!! เอ๊ย!!” ภาพความฝันยังฉายชัดอยู่ในหัวสมอง

“ฝันไรไม่รู้ บ้าจริง ๆ เลย ฝันแบบนี้ได้ยังไงนะ ขนาดอยู่ในฝันยังมาตามง้ออีกแฮะ” ปารอมยิ้มคนเดียวอยู่ในความมืด รู้สึกดีใจที่เป็นแค่ความฝัน หากเขาทำอย่างในฝันจริง ๆ ถามเธออย่างในฝันจริง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเธอจะทำอย่างไร แต่เธอก็ยังเชื่อมั่นว่า “พี่ยนตร์” ของเธอเป็นสุภาพบุรุษเสมอ มองออกไปที่หน้าต่าง เห็นแสงสว่างลาง ๆ ที่ขอบฟ้าไกล เหลือบมองนาฬิกาแล้วตัดสินใจลุกออกจากที่นอน

“รีบตื่นทำไมไม่รู้ เลยไม่รู้เลยพี่ยนตร์จะตอบว่าไง” เธอคิดทบทวนความฝันนั้น รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากสีหน้า หลังจากล้างหน้าล้างตาแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว เดินตรงไปที่ทะเลทันที เธออยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากทะเล…

ปารนั่งทอดอารมณ์อยู่บนพื้นทรายอย่างสบายใจ หูเงี่ยฟังเสียงคลื่น เสียงลม ที่คอยเป็นเพื่อนสำหรับยามเช้ามืดอย่างนี้ สายตากำลังจ้องมองแสงแรกอันงดงามที่จะโผล่พ้นขอบทะเลอย่างช้า ๆ ปลายฟ้าด้านตะวันออกระบายด้วยสีชมพูเข้ม แม้จะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบทะเลอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ก็ตาม เพราะเป็นฝั่งทะเลด้านตะวันตก แต่ภาพธรรมชาติยามเช้ายังเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน

ยนตร์ตื่นเช้าพอ ๆ กับปาร เพื่อมาชื่นชมความงามของธรรมชาติยามเช้าเช่นกัน เขาได้แต่ยืนมองเธออยู่ห่าง ๆ กลัวว่า จะทำให้บรรยากาศยามเช้าของเธอหม่นหมองลงไป

เขาจำได้ว่า ตอนยังเด็ก ไม่ว่าเขาจะแข่งอะไรแพ้ก็ตาม เธอจะมาบอกเขาเสมอว่า
“พี่ยนตร์เก่งจังเลย” เขาไม่รู้ว่าการที่เขาพ่ายแพ้มันเก่งตรงไหน แต่เธอกลับบอกเขาว่า “พี่ยนตร์เก่งในสายตาปารเสมอ พี่ยนตร์เก่งที่ยอมรับกับความพ่ายแพ้ พี่ยนตร์มีน้ำใจเป็นนักกีฬา แค่นี้ก็เก่งแล้วค่ะ” คำพูดของเธอทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้ง

และสิ่งที่เขาไม่เคยลืมเลย เธอเคยรับผิดแทนเขาจนถูกพ่อตี ตอนนั้นเขาถามเธอว่า
“ปารทำแบบนี้ทำไม รับผิดแทนพี่ทำไม ทำไมไม่บอกว่าพี่เป็นคนทำล่ะ พี่เป็นลูกผู้ชายพอ กล้าทำต้องกล้ารับ” ด้วยวัยเด็กของเขาจึงทำอะไรอย่างรู้เท่าไม่ถึงการ
“ไม่เป็นไรหรอก ปารไม่เจ็บเท่าไหร่ค่ะ” เขามองมือของคนที่บอกว่าไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ ที่แดงเป็นปื้นเต็มฝ่ามือน้อย ๆ นั้น
“คราวหลัง ห้ามทำแบบนี้อีกนะ”
“ปารเห็นพี่ยนตร์มีเรื่องราวไม่สบายใจมากอยู่แล้ว ก็เลย…แค่อยากช่วยแบ่งเบาพี่ยนตร์บ้างเท่านั้น หากปารพอจะช่วยได้” ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังมีปัญหามากมายหลังจากพ่อของเขาถูกยิงตายในหน้าที่
แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมานานแล้ว แต่ยังคงประทับอยู่ในหัวใจของเขาเสมอ….


ปูลมตัวเล็ก ๆ ค่อย ๆ เดินกระดื๊บ ๆ มาผ่านหน้าสาวน้อย
“ว่าไง…เจ้าปูน้อย…” เธอมองเจ้าปู่ตัวเล็กกระจิดริดสีเดียวกับผืนทรายอย่างเอ็นดู
“ถ้าวันนี้พี่ยนตร์มาทำดีกับเราอีก เราจะให้อภัยเขาดีมั้ยเจ้าปู”
ปูน้อยไม่ตอบ มันมุดลงหลุมไป เธออยากจะขุดรูของปูเข้าไปดูว่า ปูเขาอยู่กันยังไงนะ แต่ก็..เลิกคิด ไม่อยากรบกวนเจ้าปูน้อย มันคงจะไม่ชอบแน่ ๆ เลย

ภาพความฝันแวบเข้ามาให้สมองอีกแล้ว…คิดถึงครั้งใดก็ทำให้ต้องอมยิ้มแล้วอมยิ้มอีกทุกที
ปารนั่งนับนิ้วมือของตัวเอง
“หืม…นี่เราโกรธกับพี่ยนตร์เป็นเดือนแล้วหรอเนี่ย…” เธอรู้สึกว่า มันเป็นเวลานานมากเลย จนใคร ๆ ต่างให้ฉายาเธอว่า “ยัยขี้งอน” ไปซะแล้ว เธอไม่ได้ตั้งใจจะงอนเขานานขนาดนี้เลย เพียงแต่มันยังโกรธอยู่เฉย ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เขายังแคร์เธอเสมอ เขาไม่เคยละลดความพยายามที่จะง้อเธอเลย แม้ว่าเธอจะทำตัวไม่น่ารักกับเขามาก ๆ เขาก็ยังอดทน ทั้งยังพูดจาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เขาเสียใจ แต่เขาก็ยังทำดีกับเธอ คอยช่วยเหลือเธอเหมือนที่เคยทำมาตลอด

จะมีใครที่แคร์ความรู้สึกเธอเท่ากับเขา…คง….ไม่มีอีกแล้ว…

“ถ้าเขาถามเราแบบในฝัน เราจะตอบเขาว่ายังไงดีนะ” ปารถามตัวเอง เธอรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที คำว่า “รัก” เป็นอะไรที่พูดยากเหลือเกิน เพราะเธอไม่เคยบอกรักใคร แม้แต่พ่อ ที่เธอรักเคารพเทิดทูนที่สุด แต่ใช้การกระทำ เป็นการบอกแทน เพราะพ่อทำตัวอย่างให้ดูมากกว่าที่จะพูดเสมอ

“แต่…พี่ยนตร์คงไม่ถามหรอก” เธอรู้ดี เพราะพี่ยนตร์ของเธอนิสัยเหมือนพ่อของเธอราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอรักและศรัทธาในตัวเขามากกว่าใคร

“ถ้าเขาไม่ยอมถามเรา เราจะไปบอกเขาดีมั้ยนะ” บางครั้งเธอรู้สึกอยากจะไปบอกเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็ไม่เคยกล้า และรู้สึกกลัว…กลัวอะไรบางอย่าง เธอยังไม่รู้เหมือนกันว่าเธอกลัวอะไร

ปารขยับตัวลุกขึ้น สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ อย่างรู้สึกสดชื่น บิดซ้ายบิดขวาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อให้กระปี้กระเปร่าขึ้น เดินเล่นไปเรื่อย ๆ นึกสนุกเมื่อเดินผ่านประตูโกฟุตบอล มีแคร่เก่า ๆ วางอยู่ใต้นั้น เธอก้าวเท้าขึ้นไปยืนบนแคร่ แล้วกระโดดเกาะคานโกประตูฟุตบอล โหนไปมาได้สองสามที มือก็ลื่นหลุดจากคานนั้น เนื่องจากมีน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่ ร่างของเธอหล่นลงมากระแทกกับแคร่เก่า ๆ นั้นตามน้ำหนักตัว บวกกับแรงเหวี่ยงของการโหนตัว ลำตัวที่เลยออกจากแคร่ไปมากกว่าครึ่ง ทำให้เธอหงายหลังตกจากแคร่ บั้นเอวและแผ่นหลังตลอดจนศีรษะฟาดลงกับพื้นทรายอย่างแรง ส่วนขาตีกลับไปอยู่บนพื้นเหนือศีรษะ เรียกว่าถ้าเงยหน้าเหลือบมองข้างบนเมื่อไหร่ ต้องมองเห็นเท้าของเธอแหง ๆ

ยนตร์มองเหตุการณ์นั้นอย่างตกใจ แล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเธอทันที

“ปาร! เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาประคองเธอไว้ในอ้อมแขน

“อู๊ย..ย…ย” เสียงซีดรอดออกมาตามไรฟันอย่างเจ็บปวดสุดแสน เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นจนกว่าอาการดังกล่าวจะหายไป หรือค่อยทุเลาขึ้น ปารรู้สึกชาซ่านไปทั่วบริเวณบั้นเอว รู้สึกหัวมึนงง และหนักอึ้ง มองเห็นแต่แสงสีขาววิบวับเต็มไปหมด

ยนตร์เขย่าร่างสาวน้อยเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ปาร…ไม่เป็นไรใช่มั้ย”

เด็กสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วสะบัดหัวไปมา ยกมือนวดเฟ้นบริเวณที่กระแทกกับพื้น

“พี่ยนตร์หรือคะ”

“จ้ะ…พี่เอง เจ็บมากหรือเปล่า” เขายกมือช่วยกดช่วยนวดช่วยคลึงศีรษะให้ ทั้งยังดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาอังความร้อนจากริมผีปาก เป่าลมร้อน ๆ เพื่อให้ผ้าเช็ดหน้าอุ่น ๆ แล้วประคบให้เธอครั้งแล้วครั้งเล่า
“ซนจริง ๆ เลย ขึ้นไปโหนทำไมบนนั้น เกิดตกลงมาคอหักแล้วจะทำยังไง” เขาเริ่มดุ

ปารทำหน้าเหยเกบิดเบี้ยว เจ็บก็เจ็บ แถมยังถูกเขาต่อว่าอีก ยิ่งทำให้เจ็บมากกว่าเดิม คือเจ็บใจ

“พี่ยนตร์นะ!! แทนที่จะปลอบน่ะ ไม่มีเลย เจ็บจะตายอยู่แล้ว เอาแต่ว่า ๆ ๆ อยู่ได้ ดุยังกะปารเด็ก ๆ งั้นแหละ”

“พี่…ขอโทษ…อย่าโกรธนะ”



ตอนที่ 8

ปารเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า เขารอสบตากับเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาของเขาดูแปลก ๆ ทำให้หัวใจของเธอหวิวไหวชอบกล พาลทำให้พูดอะไรไม่ออกเอาเสียเลย

“ปารหายโกรธพี่นะ” เขาถามคนที่อยู่ในอ้อมแขน

พลันภาพเหตุการณ์ในฝันปรากฏขึ้นในหัวสมอง มองมือของเขาที่ยังประคองเธอเอาไว้อยู่ ปารรีบผลุนผลันลุกขึ้นถอยตัวออกไปยืนห่าง ๆ

ยนตร์มองอาการของปารอย่างงุนงง
“ปารเป็นไร ทำไมออกไปยืนซะห่างอย่างนั้นล่ะ” เขาสาวเท้าตามไป

เด็กสาวส่ายหน้า อึก ๆ อัก ๆ
“ปะ…ปล่าวค่ะ คือ…” พลางเดินถอยหลังช้า ๆ ตามที่เขาก้าวเท้าเข้ามาหา

“ออกมายืนตั้งหลักค่ะ” เธอคิดได้ว่ามันเป็นคำแก้ตัวที่เก๋ไก๋ที่สุด จริง ๆ แล้วเธอกลัวเขาจะเข้ามากอดไว้เหมือนในฝันต่างหาก

ยนตร์หัวเราะก๊ากก อย่างขำสุดขีด

เอ…เธอรู้ได้ไงหว่า…ว่าเขาคิดจะทำอะไร?

ตอนแรกเขาตั้งใจว่า ถ้าเธอไม่หายโกรธจะต้องจับตัวมาตีก้นเสียให้เข็ดเลย แต่ตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันแวบเข้ามาแทนที่ในสมอง มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่แวบเข้ามาในจิตใจตามประสาคนหนุ่มที่ได้อยู่ใกล้สาวน้อยน่ารัก ถึงเธอจะไม่ใช่คนสวยอะไรมากมาย แต่ด้วยหัวใจที่งดงามของเธอ ทำให้เธองดงามกว่าคนสวย ๆ บางคนเสียอีก

“แล้วพี่จะได้ยินหรอปาร เข้ามาบอกพี่ใกล้ ๆ สิ พี่อยากฟังใกล้ ๆ” เขาแกล้งเย้า

แล้วกัน! เธอรู้หรอเนี่ย…ว่าเขาคิดจะกอดเธอ ถ้าเธอดื้อ ปากแข็งไม่ยอมตอบอีก

“เฮ้ย!! ไม่เอา ไม่กล้า กลัวนะ อย่าเดินเข้ามาซี่…” เธอบ่นอุบอยู่ในใจ มองเขายังสาวเท้าเข้ามาหา

“ปารตั้งใจจะบอกพี่เดี๋ยวนี้นะคะ ว่าปารหายโกรธพี่แล้วนะ แล้วก็…ที่จริงปารควรจะขอบคุณพี่ยนตร์มากกว่านะคะ” เธอรีบตอบเร็วบรื๋อกลัวเหตุการณ์มันจะเป็นเหมือนอย่างในฝันจริง ๆ

ชายหนุ่มเลิกคิ้วหนาเข้มอย่างงง ๆ พลางขยับแว่นสีชาให้กระชับ

แล้วทีนี้เขาจะอ้างเหตุผลไหนไปกอดเธอได้ล่ะเนี่ย…หมดกัน!!

แต่จริง ๆ ทุกครั้งที่เขากอดเธอเอาไว้ เพียงต้องการอยากปลอบเธอ อยากทำให้เธอรู้สึกดีเท่านั้น เหมือนเวลาที่เขาไม่สบายใจ แม่จะเข้ามากอด ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจและรู้สึกดีเสมอ แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เขาไม่เคยล่วงเกินเธอ หรือเอาเปรียบเธอแม้แต่ครั้งเดียว แล้วตอนนี้เด็กหญิงที่น่ารักคนนั้น ก็เติบโตเป็นสาวแล้ว เขารู้ดีว่าไม่เหมาะ และไม่ควรทำอย่างนั้น ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหนก็ตาม เขาจะช่วยรักษาเกียรติของผู้หญิงคนนั้น แม้เธอคนนั้นจะไม่ต้องการรักษาเลย เพราะรู้สึกสงสารพ่อแม่ของผู้หญิงเหล่านั้นมากกว่า หากเขามีลูกสาว ก็คงไม่อยากให้ไอ้หนุ่มหน้าไหนมากอดลูกสาวของเขาในเวลาที่ไม่เหมาะควรเหมือนกัน

“ขอบคุณที่พี่ช่วยปารมาตลอดในการรับน้องนะคะ” พลางยิ้มให้เขาอย่างเบิกบานหัวใจที่สุด เธอไม่น่าโกรธเขานานขนาดนี้เลย มัวแต่โง่ขังตัวเองอยู่กับอดีตแห่งความคับแค้นใจ ความน้อยใจ ความผิดหวัง ความเสียใจ แทนที่ช่วงเวลานั้นจะได้หัวเราะ มีความสุข พูดคุยกับเขาอย่างสนุกสนานร่าเริงเหมือนที่เคย กลับเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีความสุขเลย ทั้ง ๆ ที่เขาอภัยให้เธอมาตลอดเสมอ

ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยน นานแล้วที่ไม่มีโอกาสเห็นรอยยิ้มที่สดชื่นแจ่มใสของเธอแบบนี้

“ไม่เป็นไรหรอก ที่จริงพี่ก็ไม่เห็นด้วยกับเกมทุเรศ ๆ พวกนั้นเลย แต่ไม่รู้จะทำยังไง ที่จริงเราน่าจะทำอะไรที่ดีกว่านั้น กิจกรรมอย่างอื่นก็สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพี่ ๆ น้อง ๆ ได้” เขามองไปรอบ ๆ ตัว
“เช่น ช่วยกันเก็บขยะที่ชายหาดนี่ไงล่ะ ความจริงพลังของพวกเราหนุ่มสาวน่าจะทำอะไรที่มีประโยชน์และสร้างสรรค์กว่านั้นนะ”

“ปารก็ว่าอย่างงั้นค่ะ งั้นเริ่มที่เราสองคนก่อนเลยเป็นไงคะ”

ทั้งสองวิ่งแข่งกันเก็บขยะตามชายหาดอย่างสนุกสนานร่าเริง เพื่อคืนความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

ปารแอบมองคนตัวสูงที่ช่วยเก็บขยะอยู่ข้าง ๆ อย่างมีความสุข แค่ได้อยู่ใกล้ ๆ เขาอย่างนี้ เท่านี้ก็มีความสุขมากมายแล้ว…เธอไม่ต้องการอะไรจากเขาอีกแล้ว…

================

“ปาร…สัญญากับพี่นะ ว่าเราจะไม่โกรธกันอีก” เขาหันมาถามเธอ หลังจากทิ้งขยะกองสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เม็ดเหงื่อใส ๆ พร่าพราวเต็มบนใบหน้าของเธอสะท้อนแสงกับแดดยามสายเป็นประกายงดงาม

ช่วงเวลาที่เธอโกรธเขาช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนอึดอัด และทรมานใจเหลือเกิน…

“ก๊อ! ไม่แน่ค่ะ! “ สาวน้อยยักไหล่ ตอบด้วยสีหน้ากวน ๆ
“นี่! แน่! “ เขาวางมือบนศีรษะของเธอแล้วทุบกำปั้นลงบนมือตัวเอง

“โอ๊ย!!”

“อะไร! ยังไม่ทันตีเลย ร้องแล้ว” เขาหัวเราะ มองดูเธอพยายามจะเอาศีรษะออกจากมือของเขาที่จับไว้

“พี่ยนตร์! ปารไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ ปล่อยนะ!”

เขาจึงเอามือออก “ทำไม โตแล้วแกล้งไม่ได้หรอ”
“พี่ก็ไปแกล้งแฟนพี่สิ!“

ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย สีหน้าหม่นลง

“พี่ยังไม่เคยมีแฟนเลยปาร และตอนนี้…เขาก็มีคนอื่นไปแล้วล่ะ” น้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าสร้อยไปด้วย

“ทำไมเธอ…” เธอไม่รู้ว่าควรจะถามเขาดีหรือเปล่า

ยนตร์หันมามอง เมื่อเสียงของสาวน้อยขาดห้วงไป

“ทำไมเธอถึงมีคนใหม่หรอ” เขาต่อคำถามที่ขาดไปให้
“ทำไมเธอไม่เลือกพี่ยนตร์ละคะ พี่ยนตร์เป็นคนดีมาก ๆ นะคะ” เธอมองเขาด้วยสายตาชื่นชม อยากจะบอกเขาเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมานอกจากพ่อแล้ว เธอยังไม่เคยพบเจอผู้ชายคนไหนที่ดีเท่ากับเขาเลย เขายังเป็นฮีโร่ในใจเธอเสมอ

ยนตร์มองสายตาของสาวน้อยตรงหน้า สายตาแบบนี้เองที่คอยมองเขามาตั้งแต่เยาว์วัย แม้วันเวลาจะเปลี่ยนไป แต่สายตาเธอที่เคยมองเขาอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนเลย มันทำให้เขารู้สึกดีดี รู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีความหมาย มีความสำคัญ เธอทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเองในการทำอะไรในหลาย ๆ อย่าง และมีกำลังใจที่จะสู้เสมอ

“เธอบอกว่าพี่ดีเกินไปน่ะ” เขายิ้มกลบเกลื่อนความเศร้าที่มีอยู่ในจิตใจ

“พี่ยนตร์ตามจีบเธอนานไหมคะ”

เขาหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ “นานสิ นานมาก แต่สิ่งที่พี่ทุ่มเทให้กับเธอ มันไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไรในสายตาเธอเลย เธอบอกพี่ว่า เราเป็นได้แค่เพื่อนกัน”

“พี่ทำดีกับเธอ เพื่อแลกกับความรักของเธอหรือคะ”

คำถามของเธอ ทำให้เขาสะกิดใจ นี่เขาทำทุกอย่างให้เธอ เพื่อหวังผลตอบแทนเป็นความรักตอบกลับมางั้นหรือ?? เขาเป็นแค่คนที่ทำอะไรเพื่อหวังผลตอบแทนเท่านั้นเองหรือ?? เมื่อไม่ได้รับสิ่งที่หวัง เมื่อไม่ได้ดั่งใจต้องการ ถึงต้องมานั่งเสียใจอย่างนี้ เขาเริ่มไม่แน่ใจตัวเอง ว่าที่ผ่านมานั้น เขาทำเพื่อเธอจริง ๆ ด้วยความรัก หรือ…เขาทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อให้เธอมารักเขา เพราะว่ารักตัวเองกันแน่!!

แล้วเขาจะทำเพื่อคนที่เขารัก โดยไม่ต้องหวังผลตอบแทนเป็นความรักตอบกลับมาได้ไหม…

เขารู้สึกว่า มันยากเหลือเกิน กับการที่จะทำอะไรเพื่อคนที่เขารัก โดยไม่หวังผลตอบแทนจากเธอเลย ลึก ๆ เมื่อรู้ว่าเธอไม่รัก คงรู้สึกเจ็บปวด

“บางทีนะคะ พี่กับเขาไม่มีใครผิดหรอกค่ะ ไม่ใช่เพราะพี่ไม่ดี หรือเขาไม่ดี ไม่ใช่เพราะใครดีเกินไปสำหรับใคร เพียงแต่…คนเราอาจจะชอบไม่เหมือนกันเท่านั้นเองค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของพี่ ของเขา หรือของใครทั้งนั้นหรอก และเราไปบังคับใครให้ชอบอะไรไม่ได้ด้วย เหมือนที่เราเองก็บังคับใจตัวเอง ให้ชอบคนที่เราไม่ชอบไม่ได้”

ยนตร์ยิ้มอย่างทึ่ง ไม่เจอเธอมานาน มีคำถาม มีถ้อยคำเด็ด ๆ แฮะ

“ขอบใจปารมากนะ ที่เป็นห่วงพี่ พี่ทำใจได้แล้วล่ะ”

“จริงนะ” ปารถามย้ำเบา ๆ แววตานั้นแสดงความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม

ชายหนุ่มพยักหน้า “จริงสิ”

เธอจึงยิ้มออกมาได้

“แล้วพี่ลืมเขาได้แล้วหรอคะ”

เขาจ้องมองแววตาช่างสงสัยของคนถาม

“ไม่ลืมหรอกปาร…แต่เธอคนนั้น จะกลายเป็นอดีต ที่พี่จะไม่ใส่ใจอีกแล้วล่ะ” เขายิ้มให้เธอ

“คำว่าเพื่อนที่เธอให้พี่ พี่คิดว่ามันมีค่าน้อยไปที่จะรับจากเธอคนนั้นหรือเปล่าคะ”

คำถามของปารทำให้เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ใช่สิ!! ทำไมเขาถึงไม่อยากได้นะ ทำไมถึงต้องการอยู่ในฐานะคนพิเศษของหัวใจเท่านั้นนะ เธอทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างออก

“คำว่า เพื่อน มีค่าสำหรับพี่เสมอ”

ปารคลี่ยิ้มบาง ๆ ระบายในสีหน้า

“ขอโทษนะคะ” ปารเอื้อมมือไปถอดแว่นสีชาของเขาออก
“อื้ม!! ค่อยเหมือนพี่ยนตร์ตอนเด็ก ๆ หน่อย พี่มองเห็นปารหรือเปล่าคะ”
“เห็นไม่ชัดนะ” ภาพเด็กสาวตรงหน้าพร่ามัวไป
อยู่ ๆ เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ ใบหน้าเธอ “ขนาดเนี้ย! เห็นชัด” ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าของเธอไม่ถึงคืบ

ปารรีบถอยฉากออกมาอย่างตกใจ หัวใจหลุดหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบคืนแว่นให้เขาสวมไว้ตามเดิม
“ปาร! ขี้ตา! ตื่นมาไม่ได้ล้างหน้าหรือไงจ๊ะ”
“พี่ยนตร์บ้า! ล้อปารอีกแล้วนะ” แล้วรีบยกมือขึ้นจะแคะขี้ตาออก แต่ถูกชายหนุ่มยึดมือไว้
“ไม่ได้นะ! มือสกปรก จับขยะมา เดี๋ยวเชื้อโรคเข้าตาหรอก”
ยนตร์ยิ้ม “ไม่มีขี้ตาหรอก พี่ล้อเล่น”

ปารกระชากมือออกจากมือของเขา “พี่ยนตร์น่ะ แกล้งอีกแล้ว แบบเนี้ย! จะไม่ให้โกรธได้ยังไง” เธอสะบัดหน้าหนีแล้วนั่งลงทำหน้ามุ่ย
“โธ่…พี่ล้อเล่นนิดเดียว ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ พี่ยนตร์น่ารักออกนะ” ได้แกล้งเธอแล้ว เป็นอะไรที่มีความสุขสนุกจังเลย
“น่ารักตายเลยอ่ะ” ปารประชดพลางผุดลุกขึ้นยืน

เขาลุกขึ้นตามมองสาวน้อยอย่างเอ็นดู เธอเป็นเจ้าหญิงน้อย ๆ ในความรู้สึกของเขาเสมอ แล้วคว้ามือเธอวิ่งไปหาทะเลด้วยกัน

บางครั้งเขาสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะเขาเริ่มรู้สึกเหมือนเธอเป็นเงาของความรู้สึกพิเศษ เธอเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความสุข ที่เวลาได้อยู่ใกล้ ๆ แล้วทำให้เขายิ้มได้ เป็นคนที่เขารู้สึกแคร์ความรู้สึกของเธออย่างมากมาย เป็นคนที่เขาอยากคอยดูแล อยากคอยห่วงใย อยากคอยปกป้องเธอ เขาไม่แน่ใจตัวเองว่าเขารู้สึกกับเธอในฐานะน้องสาว หรือฐานะไหน เขาไม่รู้ว่าเรียกว่า “ความรัก” ได้ไหม เขาอาจจะรู้สึกเหงา และเหน็ดเหนื่อยกับความรักมามากแล้วก็ได้ จึงรู้สึกเหมือนเธอเป็นที่พักพิงของหัวใจอันอ่อนล้าเต็มที

อยากถามเธอเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร แต่ทว่าเขากลับกลัวคำตอบ

กลัวเธอจะเปลี่ยนไป….

หากความรู้สึกของเขาและเธอไม่ตรงกัน

แต่ ณ เวลานี้ เขารู้สึกมีความสุข และพอใจกับสิ่งที่เธอมอบให้เขามาตลอดแล้ว มือของเขาที่จับมืออุ่น ๆ ของเธอเอาไว้ขณะนี้ เขาสัมผัสได้ว่า เธอจับมือของเขาเอาไว้เช่นกัน

ปารวิ่งตามเขาไปแต่โดยดี มองมือของเขาที่กระชับมือเล็ก ๆ ของเธอไว้แน่น มันเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพันมากมาย เธอยังรู้สึกดีดีกับเขามาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก และยังไม่มีใครสามารถเข้ามาเปลี่ยนความรู้สึกนี้ของเธอได้เลย เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาทำให้เธอยิ่งแน่ใจ คน ๆ นี้เองที่จะคอยปกป้องและดูแลเธออย่างดีที่สุด คนที่พร้อมจะให้อภัย คนที่พร้อมจะเข้าใจ คนที่พร้อมจะยอมรับสิ่งที่เธอเป็น คนที่พร้อมจะให้โอกาศเธอเสมอ

เธอมั่นใจว่าเป็นเขา “พี่ยนตร์”

ความรู้สึกกลัว…กลัวอะไรบางอย่างเข้ามาคุมคามจิตใจ

ตอนนี้…เธอรู้แล้ว…

เธอกลัวเขาจะเปลี่ยนไป

…หากเขารู้ความจริงว่าเธอคิดกับเขาอย่างไร เขาอาจจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ซึ่งเธอไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าจะพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นได้ ถึงแม้เขาเองก็รู้สึกใจตรงกันกับเธอ ก็ยังรู้สึกกลัวเขาจะเปลี่ยนไป ที่จะคอยให้การดูแลเอาใจใส่เธอมากกว่าเดิม มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เธอไม่รู้เหมือนกันว่า เธอจะต้องการอย่างนั้นจริงหรือ?? และหากมีวันหนึ่งที่เขาเปลี่ยนไปจากนี้ เธอจะยอมรับเขาได้ไหม เธอจะทนเขาได้ไหม หากเขาไม่เหมือนเดิม เธอไม่อยากกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ที่จะต้องเรียกร้องให้เขามารัก มาเอาใจ มาทำอะไรให้ อย่างที่เป็นคนรักกันหรือคนพิเศษของใจ

เพราะเท่าที่มีเขาอยู่ข้าง ๆ ขณะนี้ ก็อบอุ่นใจ เท่านี้เพียงพอสำหรับเธอแล้ว….


ไม่อยากให้เขาคอยใกล้ชิด
อยากเพียงมีมิตรอยู่ใกล้…ใกล้….
ไม่อยากให้เขาคอยเอาใจ
เพียงแค่ใส่ใจบ้างก็พอ…


เขียนครั้งแรก ต.ค.-พ.ย. 2538
ปรับปรุงใหม่ 31-10-46




โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:11:38:30 น.  

 
ยาวจัง แต่ก็อ่านจนจบ


โดย: khim IP: 203.209.123.34 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:32:15 น.  

 
ก้อเพราะดีนะครับอ่านสนุกดี


โดย: conun IP: 203.156.72.15 วันที่: 26 ธันวาคม 2548 เวลา:20:20:30 น.  

 
ความห่วงใยใส่ใจซึ่งกันและกันเป็นมิตรภาพที่ดีเสมอ
อ่านแล้วรู้สึกดี


โดย: chalee IP: 124.121.192.111 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:44:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.