แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
27 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
กลับมาพักที่จุดสุดท้าย



กลับมาพักตรงจุดสุดท้าย

ภาพนอกหน้าต่างเคลื่อนที่ไปตามความเร็วของการขับเคลื่อนของรถยนต์ แผ่นฟ้ากว้างยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ม่านแห่งราตรีกาลยังไม่เปิดฉากรับแสงอรุณของวันใหม่ ลมเย็นชื้นพัดเข้ามาปะทะร่างของเด็กน้อยวัย 12 ปี อนุญาณ์ห่อตัวกอดกระเป๋านักเรียนใบโตของเธอไว้แน่น รถที่ว่างเมื่อคราววิ่งออกจากอู่แน่นถนัดด้วยคนจำนวนมากมาย มากจนเบียดเด็กน้อยที่นั่งตรงม้าเดี่ยวแทบหมดอิสระที่จะขยับตัว

รถเริ่มเคลื่อนตัวช้าลง หยุดเป็นระยะ ๆ เมื่อถึงสี่แยกไฟแดง สี่แยกมหาติดที่รถมักจะมาออชุมนุมกันอยู่ที่นี่เป็นเวลานานสองนานกว่าจะหลุดไปได้ ราวกับมีมนต์สะกด

อนุญาณ์พลิกข้อมือมองเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาเรือนสีดำ เวลาทำให้รู้สึกกังวล ชะเง้อมองออกนอกรถ เด็กน้อยลังเลและตัดสินใจอยู่นาน

“คงไปไม่ทันแน่เลย” เธอครุ่นคิด หัวสมองน้อย ๆ เริ่มทำงาน

เมื่อรถเข้าจอดที่ป้าย จึงลุกเบียดคนออกมาถึงปากประตูรถอย่างยากลำบาก กดกริ่งเพื่อขอลง ประตูอัตโนมัติเปิดออก คนที่ต้องการขึ้นรถรออยู่ที่ป้ายรีบวิ่งมาอุดประตูทางขึ้นลง คนข้างหน้าอนุญาณ์ค่อย ๆ ลงไป เธอตามไปติด ๆ เป็นคนสุดท้าย ยังไม่ทันที่จะก้าวลง คนที่รอขึ้นรถประจำทางก็พากันแห่จะขึ้นมาจนแทบจะลงไม่ได้

“เดี๋ยวค่ะ ให้หนูลงก่อน” เธอละล่ำละลักรีบขอทาง และพยายามแทรกคนที่พากันจะขึ้นมาลงไป ในที่สุดก็หลุดออกมาได้ สองเท้ารีบก้าวไปที่ท่าเรือ ในมือเล็ก ๆ กำเงินไว้สิบห้าบาท สำหรับค่าเรือที่แสนจะแพงในความรู้สึกของเด็กน้อย คนต่างพากันจ้ำอ้าวไปยังท่าเรือ แต่ละคนมีอาการรีบร้อน เมื่อไปถึงมองเห็นคนยืนเป็นแพเต็มท่าเรือ เรือขนาดกลางบรรทุกคนจำนวนหนึ่งค่อย ๆ เข้าจอดที่ท่าเรือ เมื่อเรือเข้าเทียบในระยะใกล้พอสมควร ต่างคนต่างรีบจับหลังคาเรือพร้อมกับก้าวขาข้างหนึ่งเหยียบที่กาบเรือ อีกข้างหนึ่งก้าวตามลงไป อนุญาณ์รีบก้าวลงเรือพร้อมกับคนอื่น ๆ งานนี้ถ้าใครมัวชักช้าละล้าละลังอยู่คงไม่ได้ลงเรือแน่ และแล้วเรือก็แล่นออกจากท่านั้น

เด็กหนุ่มเดินด้วยเท้าเปล่ามาตามกาบเรืออย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ เด็กหญิงยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ แวบหนึ่งที่มองหน้าเด็กหนุ่มเพื่อรับตั๋วเรือ

“พี่ภณ!” อนุญาณ์อุทานชื่อของเด็กหนุ่มรุ่นพี่ชั้น ม. 6 ที่โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งขณะนี้เธอเพิ่งเข้า ม. 1 และได้รู้จักเขาโดยบังเอิญ

เด็กหนุ่มยิ้มทักทาย “อ้าว..อนุญาณ์วันนี้ทำไมมาขึ้นเรือได้ล่ะ”
อนุญาณ์ยิ้มตอบ “ตื่นสายไปหน่อยกลัวไปเรียนไม่ทัน ปกติไม่มาหรอก ไม่ค่อยมีตังค์”
“คราวหน้าถ้ามา พี่ให้ขึ้นฟรีเอามั้ยล่ะ”
เด็กหญิงส่ายหน้าพลางยิ้ม “แล้วพี่ล่ะมาเป็นลูกเรือตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นานแล้ว ตั้งแต่เกิดเลย ก็พ่อพี่เป็นเจ้าของกิจการเรือนี่นา”
“เหรอ…เออ…แล้วพี่ยังไม่ไปเรียนอีกหรือคะ”
“อ๋อ..นี่เที่ยวสุดท้ายแล้วล่ะ”

การสนทนาหยุดเพียงแค่นั้น เมื่อเรือเข้าเทียบท่าเรือเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ภณฤทธิ์กระโดดขึ้นบนท่าคว้าเชือกป่านเส้นใหญ่จากหลังคาเรือ แล้วพันเข้ากับเสาตอไม้ที่ท่าเรืองอย่างว่องไว แล้วดึงให้เรือเข้ามาใกล้ เมื่อผู้โดยสารขึ้นลงเรียบร้อย เขาก็หมุนเชือกออกจากเนาตออย่างรวดเร็วโยนพาดขึ้นหลังคาเรือตามเดิม แล้วกระโดดขึ้นกาบเรือ เชิดหน้าสู้กับสายลมที่มาปะทะ เส้นผมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กับกางแกงขาก๊วยสีดำหม่นปิวพริ้วไปตามลม บางครั้งเขาก้มลงเอามือสัมผัสน้ำสีเขียวหม่นอย่างไม่รู้สึกรังเกียจเลย

เรือยังคงพุ่งทยานไปบนผิวน้ำ ตีน้ำแตกกระจายเป็นฟองสีขาวหม่น เรือโครงขึ้นลงตามระลอกคลื่น เสียงเครื่องยนต์ดังไปตลอดทาง โดยเฉพาะเมื่อมีเรือสวนมาเรือจะยิ่งโครงมากเป็นพิเศษ ผู้โดยสารที่นั่งติดกับกาบเรือจะจับเชือกดึงผ้าใบขึ้นกันน้ำสีดำกระเซ็นเข้ามาโดนผู้โดยสาร

อนุญาณ์ดึงสายสะพายของกระเป๋านักเรียนสีดำคล้องเข้ากับตัวเอง แล้วลุกขึ้น เมื่อใกล้ถึงท่าที่ต้องการจะขึ้น เรือชะลอความเร็วเข้าเทียบท่า แต่ไม่ดีนัก มันห่างจากท่าพอสมควร อนุญาณ์มุดออกจากเรือ ขึ้นเหยียบที่กาบข้างเรือ มือข้างหนึ่งเกาะหลังคาเรือไว้

ภณฤทธิ์กระโดดจากเรือขึ้นบนท่าอย่างคล่องแคล่ว แล้วส่งมือมารับเธอ อนุญาณ์ปล่อยมือจากหลังคาเรือเมื่อเขาดึงเธอขึ้นจากเรือ เมื่อเห็นเด็กน้อยก้าวขึ้นท่าเรือเรียบร้อย จึงปล่อยมือเด็กรุ่นน้อง แล้วกระโดดกลับไปที่กาบเรืออย่างคุ้นเคย

“แล้วพบกันที่โรงเรียนนะ” เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี เรือค่อย ๆ ขับห่างออกไป

อนุญาณ์ทำสัญลักษณ์มือว่าตกลง แล้วหันหลังเดินออกจากท่าเรือ เด็กน้อยเริ่งฝีเท้าเร็วขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหวูดรถไฟ

รถไฟชะลาความเร็วเข้าจอดที่สถานี อนุญาณ์รีบวิ่งพลางล้วงกระเป๋ากระโปรงเตรียมค่าโดยสาร

เด็กน้อยใจหายวาบ!

เมื่อในกระเป๋ากระโปรงว่างเปล่า เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่โบกธงสีเขียวไปมา เป็นสัญญาณว่าจะออกจากสถานี อนุญาณ์รีบสปีดฝีเท้าไปยังขบวนรถไฟโบกี้สุดท้าย หัวสมองคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเธอไม่มีเงินสักบาท แต่ก็คิดว่า ก่อนอื่นต้องขึ้นรถไฟให้ได้ก่อน เด็กน้อยรู้สึกเหนื่อย เท้าล้าจนจะวิ่งไม่ไหว แต่ก็ต้องแข็งใจไปให้ถึง ท้ายขบวนรถไฟของโบกี้สุดท้ายเต็มแล้ว เห็นคนห้อยโหนอยู่ที่บันได จึงวิ่งไปอีกตอนหนึ่งของโบกี้ถัดไป รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ผู้ชายที่ยืนอยู่แถวนั้นขยับที่ให้เธอก้าวขึ้นไปด้วย รถไฟเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นไปตามลาง เสียงล้อเหล็กดังกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อนุญาณ์แทรกตัวเข้าไปข้างใน ยืนหายใจหอบถี่ ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มใบหน้า และลำคอ ล้วงกระเป๋ากระโปรงอีกครั้ง แต่มันยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม หูรู้สึกคล้ายจะได้ยินเสียงโลหะกระทบกันถี่ ๆ ของคนตรวจตั๋ว ทั้ง ๆ ที่คนตรวจตั๋วยังเดินมาไม่ถึงเลย

“ลูกไม่ได้ตั้งใจ ขอให้นายตรวจตั๋วอย่ามาสะกิดขอตรวจตั๋วเลย ลูกไม่มีเงินสักบาทเลยตอนนี้ ลูกไม่ตั้งใจเบี้ยวค่ารถเลยจริง ๆ” อนุญาณ์ภาวนาในใจตลอดเวลา

และแล้วนายตรวจตั๋วก็เดินมาถึง!!

เสียงโลหะกระทบกันดังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หัวใจของเด็กน้อยเต้นแรงขึ้น เธอพยายามทำใจให้สงบ หายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ นายตรวจชุดสีกากี ท่าทางภูมิฐาน เดินมาถึงแล้ว เขาเดินผ่านเธอไป อนุญาณ์หายใจออกอย่างโล่งอก

รถไฟชะลอความเร็วเข้าจอดที่สถานีแห่งหนึ่ง วันนี้รถไฟแน่นมาก ผู้โดยสารที่อยู่ด้านในพยายามแทรกตัวออกมาเพื่อลงรถไฟทางด้านหัวและท้ายของแต่ละโบกี้

“เหยียบเท้า!” เสียงสตรีวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
ชายร่างอ้วนหันมามองอย่างเฉยชา แล้วเดินต่อไป

“เหยียบเท้า!” หล่อนย้ำ

ชายร่างอ้วนหันมามองอีกครั้ง แล้วเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ

อนุญาณ์นึกว่า ชายร่างอ้วนจะหันไปเพื่อขอโทษผู้หญิงคนนั้นเสียอีก แต่เปล่าเลย! เธอแปลกใจที่เขาหันไปเพียงเพื่อมองหน้าหล่อนเท่านั้น ทำให้หล่อนไม่พอใจและบ่นงึมงำถึงความไร้น้ำใจของชายร่างอ้วน มีคนลงที่สถานีเป็นจำนวนมาก ทุกคนต่างพยายามแทรกตัวออกมา เด็กน้อยถูกเบียดจนติดเก้าอี้ผู้โดยสาร ขาท่อนล่างถูกแรงบีบจากการเบียดของคนที่พยายามดันกันออกมาอย่างรีบร้อน ขานั้นติดกับเก้าอี้ จนแทบจะหักพักไปอีกด้านหนึ่ง

“โอ๊ย!” อนุญาณ์ร้องเสียงเบา แล้วพยายามดันคนที่เบียดมากลับบ้าง

เมื่อคนลงหมดแล้ว ผู้โดยสารชุดใหม่ก็ก้าวขึ้นมา มีคนท้องขึ้นมาด้วย หล่อนทำหน้าเสียเมื่อมีคนเบียดโดนท้องของเหล่อน ที่มีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ในนั้น อนุญาณ์ขยับตัว แล้วสะกิดคนท้องให้มายืนใกล้ ๆ เธอ

“คุณน้าหันหน้ามาทางนี้สิคะ” อนุญาณ์บอกคนท้องให้หันหน้าที่เผชิญกับผู้คนไปทางคนที่นั่งอยู่ โดยหันหลังให้ทางเดินที่คนต้องเดินไปมา เพราะด้านนั้นมีที่ว่างจากคนที่นั่งอยู่ แล้วคงไม่มีใครที่จะลุกมาเบียดท้องหล่อนได้ คนท้องทำตามแต่โดยดี

เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีก เมื่อจะเข้าจอดที่สถานี อนุญาณ์เตรียมตัวลงที่สถานีนั้น พลิกข้อมือดูเวลา เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นนิดหนึ่ง เมื่อไปถึงโรงเรียนคงยังพอมีเวลาว่างที่จะพักหายใจให้ทั่วทองก่อนที่จะเข้าห้องเรียนคาบแรก

เมื่อรถไฟจอดสนิท ผู้โดยสารต่างพากันทยอยลง อนุญาณ์มองเห็นผู้ชายหลายคนเดินไปทางท้ายรถไฟ เธอเดินตามไป เพราะทางประตูมีคนออจะลงอยู่มาก พวกผู้ชายดังกล่าวไต่ตามเหล็กที่ท้ายโบกี้สุดท้ายแล้วกระโดดลงไปข้างล่าง อนุญาณ์ยื่นหน้าออกไปดู ผู้ชายมีอายุในชุดสีกากียิ้ม

“มันสูงนะหนู” อนุญาณ์ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วเดินไปลงที่ประตูตามเดิม

=============

เสียงอาจารย์ผู้สอนดังผ่านไมล์โครโฟนกระจายไปทั่วห้อง แต่อยู่ ๆ อาจารย์กลับหยุดพูดไปเสียเฉย ๆ วางไมล์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นเดินไปทางหลังห้อง สายตานักเรียนหลายคนมองตามไป อาจารย์กลับมานั่งที่โต๊ะหน้าห้องตามเดิม พร้อมด้วยกระดาษ 2-3 แผ่น

“ครูบอกแล้วใช่มั้ย! ว่าไม่ให้เอางานอื่นมาทำในวิชานี้ ฟังก็ไม่ฟัง ยังทำงานอื่นอีก แล้วเนี่ย! กำลังลอกงานอยู่ล่ะสิ ของใคร!” อาจารย์พูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด สายตาเพ่งผ่านกรอบแว่นสีน้ำตาลเข้มไปยังกระดาษในมือ

“อณุญาณ์” อาจารย์เงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปทั่วห้อง

อณุญาณ์สะดุ้ง หน้าซีดเผือดลงทันที แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้น

“ทำไมเธอให้เขาลอก” เสี้ยงนั้นคาดคั้น

“เปล่าค่ะ หนูเอาไปส่งแล้ว เขามาหยิบเองค่ะ”
“เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างครูจะไม่คืนงานนี้ให้ทั้ง 2 คน”

อนุญาณ์นิ่งอึ้ง รู้สึกเสียใจ มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย แต่ต้องถูกทำโทษด้วย

“ออด………..” เสียงสัญญาณยาวแหลมดังขึ้น

“วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน ไปได้” อาจารย์ถือกระเป๋าและหนังสือเดินออกจากห้องไป พร้อมกับกระดาษ 2-3 แผ่นที่ยึดมาจากหลังห้องเมื่อครู่

อนุญาณ์เก็บของแล้วเดินออกจากห้องอย่างเศร้าสร้อย

“อนุญาณ์ขอโทษนะ” เพื่อนสาวที่หยิบงานเธอไปลอกโดยพลการมาขอโทษ

อนุญาณ์ได้แต่ยิ้มเศร้า ๆ “ไม่เป็นไรจ้ะ” แล้วเดินจากไป ในสมองวนเวียนอยู่แต่เรื่องงานที่ถูกยึด แม้จะพยายามบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวทำใหม่ก็ได้” แต่เหมือนยิ่งพยายามจะไม่คิดมันกลับทำตรงกันข้าม สองขาค่อย ๆ พาร่างของหนูน้อยผู้โชคร้ายออกจากโรงเรียน

“อนุญาณ์!” เสียงเรียกชื่อเธอดังมาทางด้านหลัง
เธอยังคนครุ่นคิด แล้วก้าวเดินต่อไป

“อนุญาณ์” เขาเรียกซ้ำเป็นหนที่สอง เมื่อเห็นเธอเฉยเมยเหมือนไม่ได้ยิน เอาแต่ก้มหน้าเดินอย่างช้า ๆสีหน้าไม่สู้ดีนัก ชายหนุ่มจึงยื่นมือไปสะกิดเด็กน้อย พร้อมกับเรียกชื่อเธออีกครั้ง

หนูน้อยสะดุ้ง หันไปมองคนสะกิด

“อ้าว…พี่ภณ”
“เป็นอะไรไรหรือเปล่า เรียกตั้งหลายครั้งไม่เห็นหันเลย”
“ขอโทษค่ะ กำลังคิดถึงอะไรค้างอยู่น่ะค่ะ”
“เอ้า! นี่…อะไรของใครเอ่ย…?” ภณฤทธิ์ยื่นกระเป๋าหนังเล็ก ๆ สีน้ำตาลไปตรงหน้าหนูน้อย
“อุ๊ย! กระเป๋าตังค์” เธอรู้สึกดีใจ ยื่นมือไปรับมันกลับมา
“ขอบคุณค่ะ เจอที่ไหนคะ”
“ในเรือ ดีนะไม่ตกน้ำ”
“ขอบคุณพี่มาก ๆ ค่ะ เมื่อเช้านี้แย่เลย นี่ก็เพิ่งไปยืมเงินเพื่อนมา นึกว่าจะไม่ได้คืนแล้ว”

เขายิ้ม “ไม่เป็นไรจ้ะ” ทั้งคู่เดินไปยังป้ายรถเมล์

“แล้วนี่จะกลับบ้านเลยหรือเปล่า” ภณฤทธิ์เอ่ยถาม

“ยังหรอกค่ะ ว่าจะไปเยี่ยมคนเจ็บซักหน่อย” อนุญาณ์พูดถึงเพื่อนสาวที่ได้รับอุบัติเหตุเพราะเธอ

“อ๋อ…” เขาขมวดคิ้ว
“ไปทำไมล่ะ เห็นว่า พ่อแม่เขาต่อว่าต่อขาลเอามาก ๆ เลยไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าไม่ไปกลัวเขาหาว่าไม่มีน้ำใจค่ะ ยิ่งรู้จักกันด้วยสิคะ ลำบากใจเหมือนกัน” อนุญาณ์เงยหน้ามองเขาที่สูงกว่าเธออยู่มาก

“พี่ภณ…แบมือหน่อยซิคะ”
“ทำไมล่ะ” เขาเลิกคิ้วสงสัย
“น่า…เร็วสิคะ เดี๋ยวเบนซ์จะมารับแล้ว” เมื่อเขาแบมือที่ดูใหญ่โตมาข้างหน้า อนุญาณ์วางเหรียญ 1 บาทเล็ก ๆ บนมือเขา
“อะ! พี่รางวัลแห่งความดีที่พี่เอากระเป๋ามาคืนค่ะ”

ภณฤทธิ์หัวเราะ “บาทหนึ่งเนี่ยน่ะนะ เอาไปเถอะ แหม…จริง ๆ เลย เห็นพี่เป็น…” เขายังพูดไม่ทันจบ เธอก็พูดแทรกขึ้นมา

“เห็นบาทหนึ่งไม่มีค่าหรือคะ งั้นเอาคืนมาก็ได้ ไม่ให้แล้ว” ว่าแล้วก็หยิบเหรียญ 1 บาทคืนมา
“สำหรับอนุญาณ์แล้ว 1 บาท มีค่าเสมอค่ะ”
“ไม่ได้ว่าไม่มีค่าซะหน่อย” เขายิ้มมองเด็กน้อยอย่างเอ็นดู
“พี่น่ะ ทำความดี ไม่หวังผลตอบแทนต่างหาก”

เด็กน้อยยิ้ม เป็นคำตอบที่น่าประทับใจเธอเหลือเกิน ทุกครั้งที่เจอเขา เขาทำให้เธอรู้สึกดีเสมอ ความทุกข์เมื่อครู่จางไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัวเลย เด็กน้อยมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ

“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนมั้ย” เขารู้สึกเป็นห่วงเธอ หากเธอต้องไปตามลำพัง

เธอมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ เกือบใจอ่อนให้เขาไปเป็นเพื่อน เวลานี้เธออยากมีเพื่อนเหลือเกิน แต่ทว่า…ปากแข็ง ปฏิเสธเขาออกไป

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” หันไปมองรถเมล์

“ไปก่อนนะคะ พี่ภณ เบนซ์มารับแล้วค่ะ” อนุญาณ์ก้าวฉับขึ้นรถเมล์ทันที
ภณฤทธิ์ส่ายหัว “เบนซ์ 20 หน้าต่างนี่น่ะนะ อนุญาณ์”

==============

ณ ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อนุญาณ์นั่งรอรถประจำทางจะกลับบ้าน ภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อวันก่อนปราฏขึ้นในห้วงนึก
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ……..” หนูน้อยเม้มริมฝีปากแน่น ภาพที่ถูกต่อว่าต่อขานจากญาติคนเจ็บประดังสลับกันเข้ามาในสมอง เธอรู้สึกเสียใจที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ทำให้เพื่อนต้องเคราะห์ร้าย ภาพใบหน้าของคนเจ็บแทรกเข้ามาในความคิด หลังจากเข้าไปเยี่ยมเพื่อนสาวที่นอนเจ็บอยู่เมื่อสักครู่ คำหลายคำที่แสนจะบาดลึกเข้าไปในหัวใจที่บอบช้ำ

“คำขอโทษน่ะ กองไว้ตรงนั้น” มารดาของเพื่อนจ้องหน้าเธอเขม็ง
“ขอโทษแล้วลูกชั้นหายเจ็บมั้ย เพราะเธอ เธอคนเดียว ลูกชั้นถึงต้องเป็นแบบนี้” เสียงนั้นเกรี้ยวกราดคาดคั้น
“ใช่! เธอน่ะ ผิดเต็มประตูเลย เป็นความผิดของเธอ ของเธอคนเดียว” เสียงนั้นสะท้อนก้องกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา

“หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะ ได้ยินมั้ย!”

อนุญาณ์ได้แต่ตะโกนร้องอยู่ในหัวใจ เด็กน้อยกัดริมฝีปากตัวเองแน่น

….เป็นความผิดของหนู หนูผิดไปแล้ว หนูเสียใจ หนูไม่ได้อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่อยากเลย ได้โปรดอย่าซ้ำเติมหนูอีกเลย ได้โปรด…

ความรู้สึกผิดบีบคั้นหัวใจดวงน้อยอยู่พอควรแล้ว เมื่อโดนตอกย้ำความผิดพลาดยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดัน ความปวดร้าวลานใจเป็นทวีคูณ อนุญาณ์เงยหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก กั้นหยดน้ำตาที่เอ่อคลอปริ่มอยู่ที่ขอบตา

เสียงฟ้าร้องคลืนคราง ท้องฟ้าเป็นสีเทาเข้ม บริเวณทั่วไปดูมืดครึ้มอึมครึมไปหมด ลมพัดกระโชกมาเป็นระยะ แล้วฝนก็เริ่มตก ตกหนักราวกับฟ้ารั่ว เสียงคำรามของฟ้าดังกึกก้องกัมปานาถ น่ากลัว น้ำเริ่มท่วมขังเมื่อไหลลงท่อไม่ทัน

รถสายที่เธอต้องการมาแล้ว อนุญาณ์วิ่งออกจากชายคาตึกฝ่าฝนออกไปโบกรถ แต่ทว่า รถวิ่งมาชะลอความเร็วเหมือนจะจอดรับ แต่พอเข้ามาใกล้กลับไม่จอด แถมบังสาดน้ำใส่กระโปรงหนูน้อยจนเปียกโชก อนุญาณ์วิ่งหลบเข้าชายคาตึกดังเดิม เมื่อมองดูเวลาแล้ว เธอต้องตัดสินใจที่จะขึ้นรถสายอื่นเพื่อไปต่อรถเอาดาบหน้า

รถเมล์คันหนึ่งวิ่งมาจอดที่ป้าย ผู้คนต่างกรูกันไปที่ประตู คนข้างหน้าอนุญาณ์ขึ้นไปแล้ว ขณะที่หนูน้อยก้าวเท้าขึ้นก็ชนกับหญิงคนหนึ่งที่ก้าวเท้าขึ้นเช่นกัน ทั้งสองขึ้นไปชนกันอยู่บนบันไดขึ้นที่หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิ์ของอนุญาณ์ที่จะได้ขึ้นก่อน อนุญาณ์เบี่ยงตัวหลบชิดอีกด้านของประตูให้หญิงคนนั้นขึ้นไปก่อน แต่ก็ยังขึ้นไปไม่ได้เพราะกระเป๋าหญิงคนนั้นติดอยู่กับคนข้างล่าง ที่ต่างพยายามเบียดเสียดเพื่อแย่งขึ้นรถ หญิงคนนั้นดึกกระเป๋าแล้วกระชากอย่างแรงจนกระเป๋าหลุดแล้วจึงก้าวขึ้นไป อนุญาณ์ถึงได้ก้าวตามไป

“อะไรกันหนอ…เดี๋ยวนี้น้ำใจมันแห้งหายไปไหนหมด แค่ขึ้นรถก็ต้องแย่งกันราวกับจะเอาเป็นเอาตาย” เธอรำพึงอย่างเศร้า ๆ อยู่ในใจ

หน้าต่างทุกบานปิดสนิทเพื่อกันฝนที่จะสาดกระเซ็นเข้ามา ไอร้อนจากผู้คนเกาะตามหน้าต่างจนเป็นฟ่าขาวขมุกขมัว กลิ่นอับและกลิ่นตัวคนคละเคล้ากัน อนุญาณ์รู้สึกอึดอัด อดแปลกใจไม่ได้ว่า เขาต่างทนร้อนอบอ้าวอยู่อย่างนี้เพราะกลัวเปียก

รถแล่นไปช้า ๆ ฝนยังคงตกอยู่ แต่ซาลงบ้าง รถเข้าจอดที่ป้ายตลาดสด น้ำบริเวณนั้นเป็นสีดำสนิท ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง มองไปที่ทอระบายน้ำไม่รู้เหมือนกันว่า น้ำมันไหลออกจากท่อกหรือเข้าท่อกันแน่ ผู้หญิงหลายคนพากันถอดรองเท้าสนสูงถือไว้ก่อนจะก้าวเท้าลงจากรถไป

อนุญาณ์ชะเง้อมองผ่านหน้าต่างออกไป มันมืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น เมื่อรถประจำทางเลี้ยวขวาจึงเตรียมตัวก้าวไปรอที่ประตูทางขึ้นลง ก้าวลงทันทีเมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก เป็นโชคดีของหนูน้อยที่มีศาลารอรถประจำทาง เธอวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในนั้น มองไปยังฝั่งตรงข้ามหาป้ายรถเมล์ แต่ก็ไม่พบ รถเมล์คันหนึ่งวิ่งมาติดไฟแดงอยู่ที่ฝั่งดังกล่าว อนุญาณ์รีบวิ่งฝ่าฝนข้ามไปยังฝั่งนั้นอย่างระมัดระวัง ตรงไปยังรถเมล์คันนั้น วิ่งอ้อมจากท้ายรถไปยังหน้ารถ ประตูปิดอยู่ จึงวิ่งไปโบกมือให้คนขับช่วยเปิดประตูรับ โชคดีที่คนขับใจดีเปิดประตูรับหนูน้อย

เด็กน้อยมองเวลาที่ข้อมือแล้วตกใจ เพราะดึกมากแล้ว ปาเข้าไป 3 ทุ่ม ไหนเลย จะต้องต่อรถสองแถวเข้าบ้านอีก นี่รถก็จะหมดตอนสามทุ่ม เธอหวั่นใจเหลือเกินว่าคงไปไม่ทันรถคันสุดท้าย แต่เธอก็ยังมีทางเลือกอีกทางคือ เมื่อไปถึงปากซอยแล้ว โทรเข้าบ้านให้พี่ชายออกมารับ

คนขับรถประจำทางคันนั้นอารมณ์ดีพูดเล่นหยอกล้อกับกระเป๋ารถ จนอนุญาณ์รู้สึกขำไปด้วย ทำให้ลืมเรื่องที่กังวลอยู่ไปชั่วคราว

ฝนซาลงมากแล้ว เมื่อถึงปากซอยทางเข้าบ้าน แต่สายฝนจากฟ้ายังคงตกพรำ ๆ อยู่ตลอดเวลา พื้นยางมะตอยมีดินเลนเกอะกรังอยู่ อนุญาณ์หยิบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลออกมาแล้วเดินไปที่ตู้โทรศัพท์

“ตายล่ะ! ไม่มีเหรียญเลย” เธอตรวจดูอีกครั้งอย่างถี่ถ้วนทุกซอกทุกมุม พยายามค้นแล้วค้นอีก แต่ก็ไม่พบ อนุญาณ์กระแทกตัวพิงผนังตู้โทรศัพท์อย่างหมดหวัง แทบจะทรุดร่างลงอยู่ตรงนั้นอย่างหมดแรง มองไปรอบ ๆ ตัว ร้านค้าต่างปิดประตูเงียบเฉียบ เธอเดินออกมาจากตู้อย่างอ่อนล้า อยากจะร้องไห้ แต่ก็พยายามทำใจให้เข้มแข็ง ตัดสินใจเลือกทางเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่เพียงทางเลือกเดียว เธอตัดสินใจเดิน หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีก ก้าวเดินไปอย่างระทดระทวยเต็มที

“กริ๊ง ๆ ๆ “ เสียงกริ่งรถจักรยานสีม่วงเข้มดังมาแต่ไกล ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มขี่จักรยานพุ่งทยานออกมาจากความืด จากด้านหนึ่งของมุมถนน

เด็กน้อยหันไปตามเสียง “พี่สมาธิ์…” เธอตะโกนเรียกพี่ชายอย่างดีใจเหลือเกิน ร่างกายที่อ่อนล้าหมดแรงกำลัง พลันมีกำลังกลับคืนมาอีกครั้ง หนูน้อยรีบวิ่งตรงไปหาพี่ชาย อาการดีใจรีบร้อนผนวกกับน้ำฝนและดินเลนทำให้เธอลื่นล้มคะมำลงกับพื้น แต่ทว่ารีบลุกขึ้นทันทีกัดฟันทนความรู้สึกเจ็บแปลบ ตรงข้อเท้า เนื่องจากข้อเท้าพลิก แต่ก็พยายามกระเพลก ๆ เข้าไปหาพี่ชาย

ชายหนุ่มจอดรถแล้วรีบเข้ามาหาน้องสาวคนเล็ก

อนุญาณ์วิ่งกระเพลกไปจนถึง เธอมองพี่ชายนิ่งอยู่ ใจอยากจะโผเข้าไปกอดเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์วัย แต่ก็พยายามเข้มแข็ง เพื่อแสดงให้พี่ชายเห็นว่า น้องสาวคนนี้ไม่อ่อนแอเหมือนสมัยเด็ก ๆ อีกแล้ว แต่ก็มิอาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลรินออกมาได้เมื่อได้ยินเสียงพี่ชายเอ่ยถามด้วยความห่วงใย เหมือนมันจะยิ่งไหลออกมาทั้งที่เธอพยายามกลั้นมันไว้มาตลอด

สมาธิ์ดึงน้องสาวเข้าไปกอดไว้ “เก่งมากอนุญาณ์” เขารู้ว่า น้องสาวกำลังแสดงความเข้มแข็งให้เขาเห็น แล้วย่อตัวลงเช็ดน้ำตาให้น้องสาวคนเล็ก

“พี่มารอตั้งนานแหนะรู้มั้ย…เห็นดึกแล้วยังกลับไม่ถึงบ้านซะที ก็เลยขี่จักรยานออกมารอ”
“ขอบคุณค่ะ” อนุญาญ์ยิ้มด้วยความขอบคุณความอาทรของพี่ชายที่ออกมากางร่มรอเธออยู่เป็นนาน แถมไม่ได้ต่อว่าต่อขานเธอซักคำเดียว แล้วสูดน้ำมูกที่ทำท่าจะไหลออกมาเข้าไป
“ไป! ขึ้นรถ เข้าบ้านกันเถอะ” เขากอดคอน้องสาวพาไปขึ้นรถจักรยาน
“อนุญาณ์ก้าวขึ้นซ้อนท้าย สองมือกอดเอวพี่ชายไว้ด้วยรอยยิ้ม จักรยานสีม่วงเข้มทยานไปข้างหน้าท่ามกลางฝนพรำและลมเย็นชื้นที่โชยมาปะทะ

“ขอบคุณค่ะพี่สมาธิ์” อนุญาณ์วางปากกา แล้วปิดสมุดบันทึกประจำวัน เดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวลงนอน ในใจคิดว่า ในสังคมที่ต้องแข่งขัน เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันตลอดเวลา ทุกคนต่างเหนื่อยล้ากับการตู่อสู้กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เข้ามารุมเร้า ครอบครัวเป็นแห่งเดียวที่จะคอยปลอบโยนและให้กำลังใจ เป็นกำลังใจให้กันและกัน ทุกคนน่าจะทำครอบครัวให้น่าอยู่ อบอุ่นเต็มไปด้วยความรัก ความอาทรต่อกัน เพื่อที่จะมีพลังและมีกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่อไป

อย่าให้ครอบครัวเป็นที่ที่ซ้ำเติมคนเราอีกเลย

20-7-38

สวัสดีค่า….เอาเรื่องสั้นที่เคยเขียนตอนเด็ก ๆ มาปัดฝุ่นอีกแล้วค่ะ อิอิ

ช่วงนี้อากาศหนาวแล้วนะคะ รักษาสุขภาพดูแลตัวเองกันด้วยค่ะ จะหมดไปอีกปีแล้ว เวลาไวมาก ๆ เลย สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะ ขอให้เข้มแข็งและมีพลังใจที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อนะคะ ขอให้ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้ค่ะ แล้วเจอกันปีหน้าค่า…






Create Date : 27 สิงหาคม 2552
Last Update : 22 มกราคม 2553 0:10:09 น. 1 comments
Counter : 276 Pageviews.

 
ได้ข้อคิดมาก ๆ เลย เป็นอุปสรรคที่มีความอบอุ่นของครอบครัวมาปลอบโยนให้พ้นไปได้อย่างง่ายดายจริง ๆ นะคะ


โดย: มะหลี IP: 110.49.205.84 วันที่: 11 มิถุนายน 2553 เวลา:21:14:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.