To sooth my soul
Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
4 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
พ่อครับ แม่ครับ ไปรับไปส่งหนูที่โรงเรียนบ้างเถอะ

พ่อครับแม่ครับ ไปรับไปส่งหนูที่โรงเรียนบ้างเถอะ


ผมคิดว่าหลายคนน่าจะมีประสบการณ์การรอคอยบางสิ่งบางอย่างในชีวิตและมีความรู้สึกบางอย่างที่ติดตรึงอยู่ในใจ แม้ความทรงจำจะเลือนรางไปบ้างแต่ความรู้สึกยังคงติดอยู่ภายในจิตใจ ยิ่งพอมีลูกความรู้สึกในตอนนั้นก็ฟุ้งกลับขึ้นมาหลายครั้งโดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปรับลูกที่โรงเรียนผมจะนึกเสมอว่าลูกจะรู้สึกอย่างที่เราเคยรู้สึกหรือเปล่า

ความทรงจำที่ว่านี้เป็นความทรงจำสมัยที่ผมเรียนอยู่ประถมต้น ผมไปเรียนพิเศษที่บ้านของคุณครูคณิตศาสตร์แถวถนนราชดำเนิน เรียนครึ่งวันเช้าตอนไปก็นั่งรถสามล้อไปกับแม่ ตอนขากลับจะมีคนงานที่บ้านขี่มอเตอร์ไซด์มารับ

ผมจำได้ว่าวันหนึ่งเมื่อเรียนพิเศษเสร็จ ผมลงมายืนรอคนงานมารับยังที่นัดหมาย เด็กชายวัยประถมต้นยืนรอคนมารับเป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง ในใจก็หวั่นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเองไม่กล้าไปไหนพยายามใช้โทรศัพท์สาธารณะแบบหยอดเหรียญโทรกลับบ้านโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันกินเหรียญโทรไม่ได้(ยี่สิบกว่าปีก่อนยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ)ครั้นจะโบกรถกลับคนเดียวก็ไม่มีสตางค์และไม่กล้าคงเป็นเพราะตอนนั้นผมยังเด็กมาก พอโทรกลับบ้านไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ถูกหัวมันทึบไปหมด ทั้งๆที่จริงแล้วผมสามารถเรียกรถสามล้อกลับบ้านเองได้และเมื่อไปถึงบ้านก็ให้คนที่บ้านออกมาจ่ายสตางค์ให้ก็ได้ ทางกลับนั้นก็จำได้แต่ระยะทางมันก็ไกลพอดูจะเดินกลับคนเดียวก็ใช่ที่ เลยจำต้องรออยู่อย่างนั้นจนคนงานมารับนานเกือบชั่วโมง

จริงๆแล้วมีหลายวิธีที่จะติดต่อทางบ้านให้มารับแต่ตอนนั้นผมนึกอะไรไม่ออกครับ ที่จริงผมควรจะกลับไปบอกครูให้ช่วยโทรกลับบ้านก็ได้แต่ตอนนั้นนึกไม่ออกจริงๆ ก็เลยได้แต่รอพอมีคนมารับก็รู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความรู้สึกในตอนนั้น ทั้งเศร้าที่ไม่มีคนมารับ ทั้งโกรธที่ต้องรอนาน ทั้งดีใจที่จะได้กลับบ้านระคนปนเปอยู่ในอก เป็นความรู้สึกที่เด็กชายวัยประถมต้นอย่างผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เหตุผลที่คนงานมารับช้าเพราะวันนั้นมีงานที่บ้านมี “ของเข้า” นั่นก็คือสินค้าที่คุณพ่อผมสั่งมาจากต่างประเทศมาถึงร้านแล้ว รถ รสพ.นำสินค้ามาจากท่าเรือมาส่งที่บ้าน ที่ร้านจึงต้องรีบขนถ่ายสินค้าให้เสร็จโดยเร็วทำให้พนักงานทุกคนยุ่งมากจนลืมเวลาที่ต้องมารับผม พอกลับมาถึงบ้านผมก็เลยแอบไปนั่งร้องไห้ในห้องเก็บของ ในครั้งนั้นถือว่าผมได้รู้จักกับความรู้สึกน้อยใจได้อย่างแท้จริงผมแอบอยู่อย่างนั้นนานจนแม่ต้องมาตามลงไปกินข้าว

พอเวลาผ่านมานานจนแทบจะลืมความรู้สึกนั้นไปได้ก็มีเหตุให้ต้องระลึกถึงความรู้สึกนั้นอีกครั้ง เนื่องจากผมและภรรยาไม่มีรถขับเราจึงตัดสินใจให้ลูกไปกลับโรงเรียนด้วยรถรับส่งของทางโรงเรียนตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาลเพราะร่างกายของผมไม่แข็งแรง และภรรยาของผมก็มีที่ทำงานอยู่ไกลมากจนเธอต้องออกจากบ้านแต่เช้าและกลับบ้านตอนค่ำไม่ทันรับส่งลูกด้วยตัวเอง

ผมและภรรยาได้พบคุณครูประจำชั้นของลูกชายน้อยครั้งมาก ลูกของผมเองก็ยังพูดไม่เก่งเล่าเรื่องราวอะไรปะติดปะต่อได้ไม่ดีนัก ในชั้นปีที่ผ่านมา(ช่วงอนุบาลหนึ่งอนุบาลสอง)หลายครั้งที่โรงเรียนส่งจดหมายแจ้งให้ผู้ปกครองไปเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนไม่ว่าจะกิจกรรมวันแม่ วันพ่อ ผมและภรรยาก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะไป 

จนช่วงหนึ่งเขาขึ้นชั้นอนุบาลสามเขามีท่าทางผิดสังเกต จากที่เคยชอบไปโรงเรียนก็เริ่มงอแงไม่อยากไปโรงเรียน วันหนึ่งเด็กน้อยกลับมาที่บ้าน เขาเข้ามากอดผม ตาแดงก่ำ เขาร้องไห้แล้วถามผมว่าทำไม่พ่อกับแม่ไม่ไปรับไปส่งเขาที่โรงเรียนเหมือนคนอื่น ผมสะเทือนใจมาก ความรู้สึกเสียใจน้อยใจกับการรอคอยในอดีตครั้งนั้นก็ฟุ้งกลับเข้ามาในใจของผมผมจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปรับลูกชายและไปเข้าร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียนด้วยตัวเองบ้าง

เมื่อเด็กชายเห็นผมไปรับเขากระโดดเข้ากอดผมแล้วร้องไห้ เขาชี้ให้ผมดูแผลที่เกิดจากการทะเลาะกับเพื่อนให้ดูเขาบอกว่าเพื่อนที่ตัวโตกว่าแกล้งถอดกางเกงเขา เด็กๆเลยทะเลาะกันผมถามว่า คุณครูรู้หรือเปล่า เด็กน้อยก็บอกว่าเปล่า แล้วเขาก็ร้องไห้ จนคุณครูท่านหนึ่งผ่านมา เขาเดินเข้ามาถามว่าเด็กชายร้องไห้ทำไมผมจึงเล่าเรื่องราวให้คุณครูท่านนั้นฟังคุณครูท่านนั้นเลยอาสาไปตามคุณครูประจำชั้นของเด็กชายให้ พอคุณครูประจำชั้นมาก็สืบกันจนได้ความจริงว่าเป็นอย่างที่เด็กชายบอก คุณครูและผมจึงไดตักเตือนเด็กคู่กรณีคนนั้นไป วันนั้นเป็นวันที่ลูกชายผมมีความสุขมากที่เห็นพ่อมารับด้วยตัวเอง ผมเองก็เช่นเดียวกันที่เห็นรอยยิ้มแบบนั้นของลูกชาย

หลังจากวันนั้นผมก็ฉุกคิดได้ว่า ท่าทีที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียนของเด็กชายนั้นต้องมีสาเหตุแน่ๆ อย่างน้อยก็เรื่องที่เด็กชายถูกแกล้ง ส่วนอีกเรื่องที่ผมเริ่มสังเกตได้ นั่นคือเด็กชายโดนครูดุและโดนครูตีบ่อย คุณครูประจำชั้นของเขาค่อนข้างเข้มงวด พวกเด็กๆจึงกลัวกันมากผมเริ่มสังเกตได้จากการได้พบและพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นของลูก สองถึงสามครั้ง

คุณครูมักจะเล่าให้ฟังว่าเด็กชายชอบเล่นซน ดื้อรั้น ไม่ค่อยเชื่อฟัง และชอบคุยในเวลาเรียนจากคำที่ครูเล่าให้ฟัง ผมก็เริ่มมาถามลูกชายบ้างว่าอยู่ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรเด็กชายบอกว่าคุณครูตีบ่อย เพราะเขาชอบคุยเล่นในห้องผมเริ่มสังเกตได้ว่าวันไหนที่เขาโดนครูตี เขาจะกลับมาบ้านแบบซึมๆ อาการซึมๆของเด็กชายมีบ่อยมากในช่วงที่ไม่อยากไปโรงเรียนผมเลยสงสัยว่าเขาคงโดนตีบ่อย ซ้ำยังถูกเพื่อนแกล้ง ทำให้เด็กชายไม่อยากไปโรงเรียนทำให้เขาไม่ได้รับความรู้สึกว่าถูกรักจากคนรอบข้าง

ผมเลยตัดสินใจไปรับเด็กชายที่โรงเรียนสัปดาห์ละสองวันและได้พูดคุยกับคุณครูประจำชั้นมากขึ้นประกอบกับที่โรงเรียนมีการจัดทำสมุดบันทึกพฤติกรรมเด็กและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างครูกับผู้ปกครองขึ้นผมเลยเขียนเสนอแนะไปว่า ที่บ้านเด็กชายจะโดนตีน้อยมาก ผมเลิกตีเขาเพราะสังเกตเห็นได้ว่าเด็กชายเป็นคนใจร้อน ผมกลัวว่าถ้าตีเขาบ่อยเกินไปเด็กชายจะพาลไปตีเพื่อนๆเลียนแบบพฤติกรรมของคนที่บ้าน ภรรยาและผมจึงไม่ตีเขาโดยไม่จำเป็น เราเปลี่ยนมาใช้วิธีพูดคุยกันเสียมากกว่า เพราะเราเริ่มสังเกตว่าเด็กชายเริ่มรู้จักการขอโทษแล้วแสดงว่าเขามีจิตสำนึกแล้ว เราจึงต้องให้อภัย แล้วสอนให้รู้จักการให้อภัยและการแก้ไขควบคู่กันไปด้วย

และที่สำคัญที่ผมคิดได้คือคุณครูประจำชั้นยังซื้อใจของเด็กชายไม่ได้ เด็กชายไม่รู้สึกว่าได้รับความรัก เขาจึงไม่ทำตามที่คุณครูบอก และหากเขาไม่รักคุณครูเขาจะเลี่ยงและต่อต้านคำสั่งของคุณครูด้วย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องบอกจุดเปราะบางและนิสัยใจคอที่บ้านให้คุณครูฟัง รวมทั้งเสนอแนะวิธีที่คิดว่าจะเอาชนะใจเด็กให้ได้ด้วย

ผมเลยเสนอว่าให้คุณครูตีเขาน้อยลงเปลี่ยนให้มาทำโทษด้วยวิธีอื่น ด้วยการคัดลายมือแทน เวลาตำหนิก็ตำหนิแล้วให้โอกาสแก้ตัว เวลาตีก็ตีได้แต่ต้องให้โอกาสแก้ตัวด้วยเป็นการเปิดช่องให้เขาเรียนรู้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งถูก ผมบอกกับคุณครูว่าถ้าเด็กชายคุยในห้องเรียนก็ให้คุณครูตำหนิแล้วค่อยบอกว่าไหนลองนั่งนิ่งๆตั้งใจเรียนซิ เขาน่าจะทำได้ ถ้าเขาทำได้ก็ให้ชมว่า นี่ไงเห็นมั้ยพอจะทำก็ทำได้เป็นการให้กำลังใจเขาที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องเขาจะได้เรียนรู้ หลังจากนั้นมาปัญหาเรื่องการไม่ยอมไปโรงเรียนก็หมดไป

ในเวลาต่อมาคุณครูก็บอกว่าเด็กชายขาดความรอบคอบ สะกดคำผิดเล็กๆน้อยๆบ่อยๆผมเลยเสนอว่าสมัยก่อนคุณครูที่สอนผมจะให้ดาว สะสมดาวไว้แลกรางวัลที่เป็นขนมใครทำแบบฝึกหัดเร็วและถูกต้องมากจะได้ดาวมากและได้รับรางวัลเด็กๆก็จะได้ฝึกความรอบคอบไปในตัว

คำเสนอแนะได้ผล เด็กชายตั้งใจเรียน สนุกสนานในการเรียน ความประพฤติเรียบร้อย รวมทั้งอยู่ในโอวาทของคุณครูและผู้ปกครอง ผมจึงสรุปได้ว่าพ่อแม่ไม่ควรทิ้งภาระให้คุณครูหรือโรงเรียนฝ่ายเดียว การติดต่อสื่อสารระหว่างคุณครูพ่อแม่และเด็กก็สำคัญมากจริงๆ เด็กมีความรู้สึกและมีจิตใจไม่ต่างจากผู้ใหญ่เพียงแต่ทักษะความสามารถในการสื่อสารและมีประสบการณ์ที่ต่างกัน หากผมละเลยหรือเพิกเฉยเสียก็อาจจะเกิดปัญหาที่สายเกินแก้ก็ได้

เคยรู้สึกไหมครับ เวลาที่เราโสดและอยู่ตัวคนเดียวทานอาหารเลิศรสอร่อยลิ้น แล้วมีความสุขมาก แต่กลับกันเมื่อมีลูกอาหารเลิศรสรสชาติเดิมอร่อยลิ้น แต่กลับไม่สุขสมบูรณ์ในใจกลับนึกไปว่าอยากให้ลูกมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย มาใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกัน ส่วนเวลาที่ลูกชายไม่สบาย เราก็มานั่งเฝ้าดูแลเขา จิตใจก็หดหู่ลงไปด้วย เหตุการณ์ต่างๆนี้ทำให้ผมเข้าใจคำโบราณที่ว่า “ร่วมทุกข์ร่วมสุข มากขึ้น”และเข้าใจว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ของผมท่านมีทั้งเวลาและเงินมากพอแต่มักไม่ค่อยไปหาความสุขส่วนตัวตามประสาที่ท่านเคยบ่นว่าอยากเพราะท่านอาจคิดเหมือนผม ท่านเก็บเอาเวลาและเงินที่มีเอามาไว้ใช้ในโอกาสที่พวกเราจะมีความสุขร่วมกัน ตอนเป็นลูกผมยอมรับเลยว่าไม่เคยคิดแบบนี้แม้แต่น้อยจนกระทั่งได้เป็นพ่อกับเขาบ้างถึงนึกได้

บล็อกนี้ออกทะเลมาไกลแล้วขอกลับฝั่งด้วยบทกลอนเชยๆข้างล่างก็แล้วกันนะครับ



แล้วหยดหนึ่งน้ำตาก็รินไหล

ใครหนอใครกำลังเริ่มร้องไห้

เจ้าเด็กน้อยยังคอยอยู่เรื่อยไป

พ่ออยู่ไหนแม่อยู่ไหนให้รีบมา

หิวแล้วหนอเหงาแล้วหนอพ่อรู้ไหม

แล้วแม่ไยไม่มารับหนูกลับบ้าน

ร้องจนเหนื่อยจนเวลาผ่านเนิ่นนาน

จนแม่ขานเรียกหนูถึงคลายใจ

แม่มาแล้วพ่อมาแล้วดวงใจจ๋า

ลูกร้องจ้าวิ่งมาพ่อกอดไว้

วันนี้พ่อไม่สบายจึงสายไป

หนูคงไม่โกรธพ่อนะคนดี

เพราะวันนี้แม่ทำงานนานและหนัก

โอ้ลูกรักแม่เหนื่อยไม่เข้าที่

หนูตั้งใจเรียนหรือเปล่าลูกคนดี

พ่อแม่นี้ก็คิดถึงหนูมิรู้คลาย




Create Date : 04 มกราคม 2556
Last Update : 9 มกราคม 2556 20:01:45 น. 2 comments
Counter : 1636 Pageviews.

 
เป็นคนนึงเลยค่ะ ที่พ่อกับแม่ไม่เคยไปรับที่โรงเรียน รู้สึกน้อยใจอย่างที่ว่าจิงๆ เป็นกำลังใจให้นะคะ


โดย: mutualek วันที่: 4 มกราคม 2556 เวลา:13:08:32 น.  

 
ของผมเช้าภรรยาไปส่ง
เย็นผมไปรับด้วย

รร.เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตีเด็กแล้วนะครับ
ผมว่ามันเป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงดูในยุคนี้ครับ

วิธีที่คุณพ่อเสนอให้กับคุณครูนั้นยอดเยี่ยมมากๆครับ
ผมเห็นด้วยจริงๆครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:12:48:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Polarbee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ไม่เขียน ไม่เลอะ
ไม่เปรอะ ไม่ผิด
ไม่เขียน ไม่คิด
ไม่ผิด ไม่จำ
New Comments
Friends' blogs
[Add Polarbee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.