ยินดีต้อนรับสู่บล็อกเรื่อยๆ เปื่อยๆ ของโอ้โฮค่ะ

~@-@~ ซัวสเดยเมืองปราสาทหิน ~@-@~

ความเรียงเรื่องนี้เราเขียนและโพสต์บน "ถนนนักเขียน/พันทิปดอทคอม" เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 เล่าเรื่องราวที่ได้ซื้อทัวร์พาแม่ไปเที่ยวนครวัด-นครธมในวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม 2545 เขียนไว้ค่อนข้างละเอียดเหมือนกันค่ะ เพราะไปแค่สามวัน พอจะเล่าเรื่องไปเที่ยวลาวในบล็อกก็รู้สึกเสียดายเรื่องนี้ เลยนำมาแปะไว้ในบล็อกก่อนแบบไม่มีการตัดตอน เวลาผ่านไปสามปี เรื่องบางเรื่องอาจล้าสมัยไปบ้าง ข้อมูลก็เปลี่ยนไป อย่าถือสานะคะ และที่สำคัญ ตอนนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล และแม้ว่าตอนนี้จะมีเครื่องสแกนรูปก็เกิดอาการไม่ขยันซะอย่างนั้น เลยขอส่งนางอัปสรจากนครวัดมารับรองแค่รูปเดียวนะคะ สำหรับเรื่องไปเที่ยวลาวขอบอกว่ารูปเพียบ ( แต่เนื้อหามีติ๊ดเดียว ฮี่ๆๆ )





Create Date : 29 ธันวาคม 2548
Last Update : 29 ธันวาคม 2548 15:16:32 น. 8 comments
Counter : 594 Pageviews.

 

~@-@~ ซัวสเดยเมืองปราสาทหิน ~@-@~


ซัวสเดย แปลว่า สวัสดี อย่าเพิ่งงงว่าเป็นภาษาอะไร แต่น แต๊น ภาษาเขมรจ้า แต่ได้แค่คำเดียวเท่านั้นแหล่ะ อย่านึกว่าโอ้โฮจะเก่งกาจจนสามารถพูดได้อีกภาษา อิอิ ที่เอ่ยทักทายเช่นนี้ เพื่อจะบอกว่าเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคมที่ผ่านมา โอ้โฮพาแม่ไปเที่ยวเขมรมาจ้า ประทับใจสุดๆ จึงอยากนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ



@ ก่อนไปเขมร @



การพาแม่ไปเที่ยวไกลๆ เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ฉันตั้งใจไว้ว่าจะทำให้ได้ ในช่วงเวลาที่ว่างหลังจากออกจากงานและก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม ดังนั้นจึงไม่รอช้าที่จะนำความไปหารือกับแม่


"ก่อนเปิดเทอม อ้อว่างแล้ว ไปเที่ยวกันดีมั้ยแม่"

"เอาซิ ไปไหนดี แต่เอาเลือกที่เก๋ๆ แปลกๆ หน่อยนะ" แม่แจ้งความประสงค์มาแบบนี้ ทำให้ฉันต้องกุมขมับเล็กน้อย เข้าใจล่ะว่าเก๋และแปลกของแม่นั้นต้องรวมเรื่องงบประมาณที่ไม่สูงเกินไปนักด้วย

"เขมรดีมั้ยแม่ ไปดูนครวัด-นครธม เขาว่ากันว่า -นครวัด- เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยนะ" ฉันชักชวนหลังจากค้นหารายการท่องเที่ยวที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับแล้ว "ตอนนี้เขากำลังโปรโมททัวร์ไปเขมร ไปทางรถยนต์ ราคาไม่แพงด้วย"


พอได้ยินแค่ว่า "สิ่งมหัศจรรย์ของโลก" และ "ราคาไม่แพง" เท่านั้น แม่ก็ตกลงทันที


เมื่อเราตกลงกันได้แล้วว่าเราจะไปทัวร์เขมรกัน ฉันก็เริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอ่านประกอบ เพราะการเดินทางไปท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ โดยมากจะเป็นทัวร์แวะ ทัวร์นั่งรถชม กล่าวคือ ไปกับกลุ่มคนอื่นหลายคน ไม่อาจใช้เวลากับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งได้นาน และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งก็ต้องชมผ่านทางหน้าต่างรถ ดังนั้น การได้อ่านข้อมูลก่อน จะทำให้เรามีความเข้าใจ และชมสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น


แหล่งข้อมูลที่สำคัญที่ฉันค้นหาได้ก็คือ หนังสือ ซึ่งฉันก็แว่บเข้าไปหาอ่านที่หอสมุดของมหาวิทยาลัย เวบไซต์ และข้อมูลจากบริษัททัวร์ต่างๆ ก่อนที่จะเลือกว่าจะไปกับบริษัททัวร์รายไหน ซึ่งก็ไม่ได้อาศัยเงื่อนไขอะไรมากมาย นอกจากคุยกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทแล้วถูกชะตา แค่ฟังเสียงเท่านั้นล่ะค่ะ บางคนก็พูดเหมือนไม่ต้องการลูกค้า ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่บางคนก็ตามจี้จนฉันกลัว


เนื่องจาก "เขมร" หรือประเทศกัมพูชา เป็นประเทศที่อยู่ติดกับประเทศไทย จึงตัดปัญหาเรื่องการเตรียมเครื่องแต่งกายให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศไปได้ หลังจากที่เลือกได้บริษัทแห่งหนึ่งที่ถูกชะตา และราคาเหมาะสมแล้ว นัดให้มารับพาสปอร์ตเพื่อขอวีซ่าเข้าประเทศ และจ่ายเงินค่าทัวร์แล้ว ฉันก็บอกกับแม่ว่า "เราพร้อมที่จะไปเที่ยวเขมรกันแล้ว"



@ วันแรกของทัวร์ - 4 พฤษภาคม @


วันนี้แม่ตื่นเต้นมาก นอนไม่หลับ ปลุกให้ฉันและน้องชาย ( ซึ่งจะขับรถไปส่งที่ที่นัดหมายให้ ) ตื่นตั้งแต่ตีสี่ ซึ่งก็เป็นปรกติ เวลาจะไปไหน ใกล้ไกล แม่จะเกิดอาการเช่นนี้เสมอ และยิ่งตื่นเต้นหนักขึ้นไป เพราะในเช้าวันนี้ ฝนตก แง... จะไปเที่ยวแล้วทำไมฝนตก แต่ก็ได้แต่หวังว่าจะตกเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น


คณะทัวร์ที่นัดพบกันที่กรุงเทพฯ มีเพียง 8 คนเท่านั้น ทางบริษัททัวร์จึงให้พวกเราเดินทางไปถึงอรัญประเทศโดยรถตู้ปรับอากาศ พอฉันรู้ว่าคณะทัวร์ที่ไปด้วยมีจำนวนเท่าไร ฉันก็นึกกระหยิ่ม อิอิ มีน้อย ไม่วุ่นวายดี ชอบ แล้วก็เกิดอาการห่อเหี่ยวเล็กๆ เมื่อรู้จากเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์ว่าจะไปรวมกับอีกหนึ่งกลุ่มที่ตลาดโรงเกลือ ทำให้ทริปนี้จะมีสมาชิกถึง 19 คน หุหุ ไม่เป็นไรหรอก ไปกันหลายๆ คนก็สนุกไปอีกแบบ <--- แบบว่าปลอบใจตัวเองค่ะ


ระหว่างเดินทาง ฝนหยุดตกแล้ว ดีจริงๆ แถมยังอากาศไม่ร้อนอีกด้วย คณะทัวร์ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ ประมาณสามชั่วโมงครึ่ง ก็แวะพักเหนื่อย และเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่รอรวมกับอีกหนึ่งกลุ่ม หลังจากนั้นคณะทัวร์ทั้งหมดก็เดินขบวนเข้าแถวกันไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองของเขมร ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร เพราะในวันนั้น มีคนเดินทางไปเที่ยวกันเยอะมากกกก ยังไม่นับพวกที่ไปเช้าเย็นกลับอีกนะคะ


หลายท่านอาจจะสงสัยว่าพวกที่ไปเช้าเย็นกลับ เขาไปทำไมกัน ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ เขาข้ามไปคาสิโนกันค่ะ ซึ่งบริเวณ "ปอยเปต" นั้นมีอยู่ประมาณ 7 แห่ง หรูหรา และเป็นตึกใหญ่โตเชียวแล อาหารมื้อแรก ซึ่งเป็นมื้อเช้า + เที่ยง ของคณะทัวร์ ก็เป็นห้องอาหารในบ่อนคาสิโนค่ะ ระหว่างที่รอเรื่องเอกสารเข้าเขมรเรียบร้อย เขาก็ให้พวกเราหย่อนใจกับบ่อนนั่นแหล่ะค่ะ ฉันก็ลองเล่นสล็อต เพราะความอยากรู้มากกว่าอยากได้ และก็ได้เสริมความมั่นใจให้กับตัวเองว่า "ชาตินี้ฉันไม่ถูกกับพวกลาภลอย ล็อตเตอรี่ และการพนันทุกชนิด" ยิ่งขึ้น


หลังจากพักผ่อนหย่อนใจ และหายเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว คณะทัวร์ก็มารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศ


"เข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อยนะคะ เพราะตลอดทางจากปอยเปตนี่ไปจนถึงศรีโสภณ จะไม่มีห้องน้ำเลย มีแต่ทุ่งนาโล่งๆ" ไกด์สาวบอกกับทุกคน

"จากนี่ไปไกลมั้ยคะ" ฉันถาม

"150 กิโลค่ะ"

ฮืมม 150 กิโล เอง....ฉันคิด

"แต่ใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงกว่าๆ"

หา...สี่ชั่วโมงกว่าๆ กับระยะทางแค่ 150 กิโลเมตร โฮ่ๆๆๆ ไม่อยากจะนึกเลยว่าเส้นทางจากปอยเปต ผ่านศรีโสภณ ไปจนถึงเสียมเรียบ เมืองที่เราจะไปพักและท่องเที่ยวกันนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร



@ ปอยเปต-ศรีโสภณ-เสียมเรียบ @


เพราะคำกล่าวเตือนของไกด์สาวเหมือนกับคำขู่ ทำให้แม่ต้องรีบไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เลยทำให้เราทั้งคู่ไปขึ้นรถปรับอากาศเป็นคู่สุดท้าย และก็ได้ที่นั่งเป็นเบาะหลังท้ายสุด


"มีที่นั่งข้างหน้าทีหนึ่ง ว่างนะแม่ ไปนั่งมั้ย"

"ไม่เป็นไร แม่ชอบนั่งหลังรถ"

ใช่แล้ว...เวลานั่งรถตู้ แม่ชอบนั่งหลังรถตลอด ฉันก็ไม่อยากแย้งให้เอิกเกริกว่านั่งหลังรถกับเส้นทางในเขมรมันไม่เหมือนนั่งที่บ้านเรานะ เอาก็เอา แม่บอกว่าไหว ฉันก็ไหวตามแม่ นั่งได้อยู่แล้ว


รถปรับอากาศของท้องถิ่นดังกล่าวเป็นรถคล้ายๆ รถมินิบัสค่ะ แต่คันใหญ่กว่า มีที่นั่งประมาณยี่สิบกว่าๆ ที่นั่ง ( ที่บอกว่า "กว่าๆ" คือ ฉันนับได้ไม่แน่นอนค่ะ จะมีเก้าอี้เสริมที่พับเก็บตามซอกอีก )


รถคันดังกล่าวพาคณะทัวร์ไปตามถนนหมายเลข 6 จากโปรแกรมทัวร์จะบอกไว้ว่า "สภาพถนนจะเป็นถนนราดยางและมีลูกรังเป็นบางช่วง ผ่านบรรยากาศ แบบธรรมชาติ บริสุทธิ์ และสดชื่น" และจากการเดินทางจริงๆ ทำให้ฉันเห็นว่าควรเปลี่ยนรายละเอียดสักเล็กน้อย เป็น สภาพถนนจะเป็นถนนลูกรัง และมีราดยางเป็นบางช่วง จะเหมาะกว่า อิอิ เพราะว่าเป็นถนนราดยางที่ยางหมดไปตั้งแต่ช่วงกิโลเมตรแรกๆ บางช่วงที่ยังมียางเหลือถึงค่อยนำมาลาดถนน ระหว่างทางก็มีคนงานจำนวนหนึ่งมาช่วยกันเรียงหินก้อนใหญ่ ๆ ทำถนน เขาบอกว่าเรียงให้รถวิ่งก่อนถ้ามียางเหลือแล้วค่อยว่ากันใหม่


"นี่ยังดีนะคะ ที่มาเที่ยวกันตอนนี้ ถ้าเลยออกไปอีกนิด จะเป็นหน้าฝน ถนนจะแย่กว่านี้ ค่ารถมาจากปอยเปตจะแพงขึ้นเป็นสองเท่า บางคันก็ไม่กล้ามา เขากลัวรถของเขาจะพัง" โฮ่ๆๆๆ ไกด์สาวประจำทริปเข้าใจให้กำลังใจลูกทัวร์


นอกจากสภาพถนนจะเป็นถนนราด "ยางหมด" แล้ว ทางจากศรีโสภณไปเสียมเรียบ ยังมีสะพานเยอะมากกกก สะพานเล็ก สะพานน้อย สะพานกลาง ไปจนถึงสะพานเหล็ก ซึ่งฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสร้างสะพานมากมายเช่นนี้เพื่ออะไรกัน คงต้องหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมอีกครั้ง


"เคยมีนะคะที่รถบรรทุกของไปขายที่ชายแดน ยางแตกอยู่กลางสะพาน รถอีกทางก็สวนมาไม่ได้ จะเสียเวลามาก และเจ้าของรถก็ไม่ยอมให้เลื่อนรถเด็ดขาด จนกว่าเจ้าหน้าที่ราชการจะมาดู เพราะว่าถ้าเลื่อนรถเอง ก็ต้องขนของลงจากรถ ซึ่งขนของลงเมื่อไร ของเป็นหายหมด ทั้งๆ ที่รอบข้างก็เป็นทุ่งนาโล่งๆ ไม่รู้ว่าคนจากไหนมาช่วยขนของ" คุณไกด์เธอว่า


หากผู้อ่านท่านใดนึกสภาพการเดินทางบนถนนสายนี้ไม่ออก ฉันอยากให้นึกถึง "จานดิสโก้" ค่ะ คงเคยเล่นกันนะคะ ที่เป็นลานกลมๆ ผู้เล่นก็จะขึ้นนั่งและจับราวรอบด้านไว้ให้แน่น และจานกลมนี่ก็จะคอยเหวี่ยง คอยสะบัดให้ผู้เล่นเสียหลักหลุดออกจากราวเหล็ก ซึ่งจานดิสโก้ในสวนสนุกจะจำกัดเวลาเล่นไม่กี่นาทีก็เลิก แต่ฉัน แม่ และคณะทัวร์ได้เล่นจานดิสโก้ติดต่อกันสี่ชั่วโมงกว่าๆ แหะ แหะ นึกภาพออกแล้วใช่มั้ยคะว่าเป็นอย่างไร


ระหว่างทาง คุณไกด์ประจำทริป และผู้ช่วยชาวเขมร ก็คอยชี้ชวนให้ดูทิวทัศน์รอบข้าง ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเป็นทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ฟ้าใสๆ และฝุ่นแดงๆ ก็คล้ายกับเวลาที่เรานั่งรถออกจากกรุงเทพไปต่างจังหวัดนั่นแล แต่ฉันก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า รอบข้างเป็นทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่มีเสาไฟฟ้าให้เห็นเกะกะ บ้านเรือนที่นานๆ จะเห็นสักหลัง พอๆ กับโรงเรียนที่มีน้อยกว่าน้อย และนักเรียนไม่ว่ารุ่นไหนก็ใช้วิธีเดินกันเป็นกิโลๆ ทั้งนั้น
นักเรียนคนใดที่มีจักรยานเป็นของตัวเอง เรียกว่าสุดโก๋ และรวยสุดๆ ก็ว่าได้


นอกจากทุ่งนาแล้วยังมีดงตาล ( ชาวเขมรเรียกว่าโตนด ) ให้เห็นเป็นบางช่วง คุณไกด์เล่าให้ฟังว่า ดงตาลทั้งหลายนี้นับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เขมรเชียว เพราะในช่วงที่เขมรแดงเรืองอำนาจมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็ได้
ใบตาลนี่แหล่ะเป็นเครื่องมือ คือ ใช้ปาดคอ เหอ เหอ ฟังจากคุณไกด์เล่าแล้ว ก็ให้นึกเศร้าใจ ทุกวันนี้ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าคนเราจะบ้าอำนาจได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ


เมื่อฟังคุณไกด์เล่า ใจฉันก็คิดไปถึงเรื่องราวของคุณยาสิโกะ นะอิโต ผู้บันทึก "4 ปี นรกในเขมร" ( แปลโดย ผุสดี นาวาวิจิต ) เสียเฉยๆ ขนาดถนนสายนี้ คุณไกด์บอกว่าเป็นเส้นทางที่ดีขึ้นมากแล้ว และได้มีการเคลียร์กับระเบิดจนหมดแล้ว พวกเรายังสะบักสะบอมขนาดนี้ ถ้ามีชีวิตอยู่ในสมัยนั้นจะทุกข์กว่าเดิมขนาดไหน เฮ้อ.....เลิกนึกถึงเรื่องเศร้าเถอะค่ะ เพราะอย่างน้อยๆ ปัจจุบันนี้ การเมืองภายในเขมรก็คลี่คลายลงมาก และพร้อมจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชมประเทศแล้ว เขาบอกว่าประเทศนี้ปลอดภัยแล้วจ้า ทำให้ฉันคิดต่อไปอีกว่า ถ้าเมื่อไรประเทศเขาส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้น ทัวร์ครั้งหน้า ฉันจะไป เจืองเฮก หรือ ทุ่งสังหาร แหะ แหะ แต่ตอนนี้กลับมาทัวร์ครั้งนี้กันก่อนดีกว่านะคะ


และแล้วเวลา 16.00 น. คณะทัวร์ของเราก็เดินทางมาถึงโรงแรมสามดาวแห่งหนึ่งของเมืองเสียมเรียบได้อย่างที่ทุกคนไม่มีอาการบุบสลาย กระดูกกระเดี้ยวยังอยู่ครบ ไม่หลุดหายไปไหน


เมื่อฉันสำรวจสภาพร่างกายของแม่แล้ว ก็ ฮืมม สบายใจ แม่สบายดี อิอิ ก่อนมานี้ หลายคนถามว่าทำไมไม่เลือกมาเครื่องบินล่ะ สบายกว่ากันเยอะเลย ใช่ค่ะ สบายกว่า ก็ใช้เวลาเดินทางแค่ 30 นาที จากสนามบินดอนเมืองตรงเข้าเสียมเรียบเลย แต่ว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มสูงกว่าเดิมถึง 3 เท่า และที่สำคัญ เวลาเพียง 30 นาที บนที่นั่งอันเรียบสนิท สุดสบาย จะสร้างความประทับใจได้เท่ากับเล่นจานดิสโก้ 4 ชั่วโมง ผ่านทิวทัศน์อันบริสุทธิ์หรือ


คณะทัวร์มีเวลาพัก ล้างหน้าล้างตากันประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อออกไปชมพระอาทิตย์ตกที่ "พนมบาเค็ง" โดยในการออกทัวร์ครั้งนี้ พวกเราได้ "คุณปวน" มัคคุเทศก์ชาวเขมรมาให้การต้อนรับและนำเที่ยว


คุณปวน ( เวลาเขาออกเสียงจะปนๆ กันระหว่าง ปวน กับ เปือน ค่ะ คงคล้ายๆ กับการออกเสียงตัว U ในภาษาฝรั่งเศสมั้งคะ เขียนเป็นตัวหนังสือไทยได้ยากยิ่งนัก ) เป็นไกด์เขมรที่เพิ่งแต่งงานมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมนี่เอง แต่ไม่อาจหยุดไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ได้ เนื่องจากในช่วง 3 วันนี้ มีคณะทัวร์จากไทยมากันมาก จึงต้องขอแรงให้มาช่วยๆ กันหน่อย ที่สำคัญ กฎหมายการท่องเที่ยวของเขมรค่อนข้างเข้มงวด ผู้ที่จะนำเที่ยวโบราณสถานในเขมรได้ จะต้องเป็นคนเขมรเท่านั้น และต้องผ่านการสอบใบอนุญาตมาแล้วเท่านั้น ห้ามคนต่างชาติบรรยายเด็ดขาด แม้กระทั้งเผลอๆ พูดขึ้นมา ก็อาจโดนปรับแพงๆ ได้


มัคคุเทศก์ชาวเขมรจะสังเกตได้ง่าย เพราะจะต้องใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นหรือยาวก็ได้ด้วยสีที่ฉันก็บอกไม่ถูกว่าเรียกว่าสีอะไร ประมาณสีส้มปนชมพูปนสีอิฐ อิอิ



โดย: O-HO วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:14:57:51 น.  

 

@ ชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง @


ก่อนที่จะถึง "พนมบาเค็ง" รถมินิบัสปรับอากาศก็แล่นวนรอบๆ เมืองเสียมเรียบ โดยมีคุณปวนคอยบรรยายเป็นภาษาไทยสำเนียงเขมรเป็นระยะๆ


"ปัจจุบัน ที่เสียมเรียบ จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวกันมาก เนื่องจากเป็นรายได้ อีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการประมงน้ำจืด เขมรจะมีชื่อมากเรื่องปลาน้ำจืดจากตอนเลสาบ ทะเลสาบน้ำจืดแห่งใหญ่"


"โรงแรมในเมืองเสียมเรียบจะมีทั้งที่สร้างเสร็จแล้ว และกำลังสร้างอีกเยอะมาก โดยมีเจ้าของเป็นคนไทยและคนเขมรเอง ที่สำคัญโรงแรมแต่ละแห่งจะมีความสูงไม่เกิน 5 ชั้น เพราะกฎหมายกำหนดไว้ไม่ให้สร้างสูงกว่าความสูงของปราสาทนครวัด"


"ในการเข้าชมโบราณสถาน ซึ่งได้แก่ปราสาทหินในประเทศนี้ จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีทางรถแล่นผ่านเพียงทางเดียว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องเสียค่าเข้าชมท่านละ 20 USD ต่อวัน"


ฉันแอบคิดในใจ โฮ่ๆๆ 20 เหรียญ ก็ประมาณ 900 บาท แพงหลายๆ และวันนี้ เรามาชมแค่พนมบาเค็ง พรุ่งนี้มาใหม่ก็ต้องเสียค่าเข้าชมอีก 900 บาท..แฮ่...


"นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในเมืองนี้ก็สูงด้วย ทุกอย่างจะคิดเรทเป็นดอลล่าร์ และเงินเยนทั้งหมด ที่เป็นเช่นนั้น เพราะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป อเมริการ และชาวญี่ปุ่น จะนิยมมาเที่ยวที่นี่ก่อนคนไทยมากกกกกก เรียกได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกก็ว่าได้" คุณไกด์สาวให้ข้อมูลเสริม


ฉันแอบคิด (อีกแล้ว) อย่างไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยที่มีรั้วรอบชายแดนใกล้ชิดกันขนาดนี้ ยังไม่นิยมมาเที่ยวกันเลย หรือว่าเป็นเพราะเราอยู่ใกล้กันเกินไป การกระทบกระทั่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนก็มีข่าวให้ได้ยินตลอดจนถึงวันนี้
ถนนหนทางก็เพิ่งได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยจริงๆ

"ดังนั้น อะไรหลายๆ อย่าง เขาจึงคิดเป็นดอลล่าร์ และเงินเยนค่ะ เมื่อมาคิดเป็นค่าเงินไทยที่อ่อนกว่าหลายขุม ข้าวของหลายอย่างจึงแพงอย่างช่วยไม่ได้ เช่น โค้กหนึ่งกระป๋อง ราคา 1 เหรียญ คิดเป็นเงินไทย ก็ 45 บาท กลับไปกินที่บ้าน เราดีกว่าค่ะ" คุณไกด์เธอว่าค่ะ อิอิ


"พนมบาเค็ง" เป็นโบราณสถานแห่งแรกที่พวกเราได้ไปเยี่ยมชมค่ะ


บาเค็ง เป็นชื่อของปราสาทหินที่ตั้งอยู่บนภูเขา ( พนม ) มีจุดเด่นอยู่ที่การให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นภูเขามาชมวิวทิวทัศน์ของกลุ่มโบราณสถานในมุมสูง


คณะทัวร์ของเรา ซึ่งเพิ่งลงจากจานดิสโก้มาก็ถูกนำมาให้ปีนป่ายภูเขาที่แม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้หอบแฮ่กๆ พาลจะเป็นลมกันได้ง่ายๆ อ้อ...ฉันลืมเล่าไปค่ะว่าคณะทัวร์ของฉันจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ค่ะ ทั้งทริป 19 คน จะมีฉันที่อยู่ในวัยยังแจ๋ว และน้องผู้หญิงอีกคนที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ มาช่วยดูแลป้าของเขา เพียงแค่สองคนค่ะที่ดูเอ๊าะสุดๆ


ครั้งแรกที่ฉันเห็นเพื่อนร่วมทัวร์ ฉันยังงงเลยว่า เขาจะปีนป่ายกันไหวหรือ แต่ขอโทษ ที่ไม่ใช่ทัวร์คณะนี้ ทุกท่านไม่มีการบ่น ไม่เกี่ยงงอน พร้อมจะลุยเสมอค่ะ


"เมื่อขึ้นไปบนภูเขาแล้ว จะมีปราสาทหินชื่อบาเค็ง อยากให้ทุกท่านขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดซึ่งมีสามชั้น ข้างบนจะสวยมาก มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นปราสาทนครวัดในมุมสูง บาราย หรือทะเลสาบขนาดใหญ่ และได้ชมพระอาทิตย์เขมรตกดิน" คุณไกด์สาวพูดแบบติดตลก


"แล้วมันต่างกับพระอาทิตย์ตกที่เมืองไทยยังไง คนละดวงกันหรือ" ใครบางคนตะโกนถาม เรียกเสียงฮาจากทุกคน


...นั่นนะซิเนอะ...ฉันยิ้มขำกับความคิดนี้ แต่ก็อดคิดแย้งไม่ได้ว่า ถึงจะเป็นพระอาทิตย์ดวงเดียวกัน ก็แหง...จะมีพระอาทิตย์กันสักกี่ดวง แต่ฉากประกอบมันคนละฉากกันนิหน่า ความสวยงามมันก็แตกต่างกัน ถ้าเหมือนๆ กันหมด
ใครกันจะยอมเหนื่อยยากขึ้นไปชมทะเลหมอกยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูชี้ฟ้า หรือรีบเร่งทำเวลาให้ไปทันดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ


"ลองอดทนขึ้นไปเถอะค่ะ จะได้กลับไปบอกคนทางบ้านถูกว่าพระอาทิตย์เขมรเป็นอย่างไร ข้างบนจะมีปราสาทหินขอมโบราณ เขาว่ากันว่า ใครก็ตามที่ได้มาชมปราสาทหินที่เขมร ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของอาณาจักรขอมโบราณแล้ว
ปราสาทหินอื่นๆ จะหมดความสวยงามไปทันที" คุณไกด์เธอว่า


...บอกมาแบบนี้เฉยๆ ฉันก็ไม่เชื่อหรอก ต้องพิสูจน์ด้วยตาของตัวเองก่อน...


และเมื่อขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดแล้ว ก็พบ....พบนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ขึ้นมารอชมพระอาทิตย์เขมร ฉันหาที่นั่งให้แม่ได้นั่งพักแล้ว ก็เดินรอบๆ ปราสาทบาเค็ง ...สวย...สำหรับผู้ที่ชอบดูและชื่นชมกับโบราณสถานคงจะบอกออกมา
เช่นนี้ นี่ขนาดเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงรองๆ ลงมานะ ถ้าเป็นปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นไฮไลท์ของทริปแล้วจะงดงามขนาดไหน แต่ฉันก็ต้องรีบเตือนตัวเองว่า อย่าเพิ่ง...อย่าเพิ่งตั้งความหวังให้มาก เดี๋ยวผิดหวังแล้วจะจุก....


ชื่นชมพระอาทิตย์ใกล้จะตกได้เพียงพอแล้ว พวกเราก็ทยอยๆ กันเดินลงจากเขามาค่ะ กลัวว่าถ้ารอให้มืดกว่านี้ นักท่องเที่ยวข้างบนจะแห่กันลงมา พวกเราก็จะลำบากกัน ทางก็มืดอีกต่างหาก


ระหว่างทางออกจากพนมบาเค็งมานั้นก็ใกล้จะมืดแล้ว จุดหมายปลายทางของพวกเรา ก็คือ ร้านอาหารค่ะ คณะทัวร์ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ฉันและน้องอีกคนที่ยังเอ๊าะๆ ( ย้ำอีกครั้ง อิอิ ) สะบักสะบอมมากค่ะ ร้อนก็ร้อน อยากอาบน้ำจะแย่อยู่แล้ว แต่ไม่ได้หรอก ท้องร้องอุทรณ์จ๊อกๆ อยู่เนี่ยแหล่ะ จริงๆ แล้ว อาหารที่พวกเรารับประทานกันตั้งแต่ก่อนเที่ยงคงจะย่อยไปตั้งแต่กิโลเมตรแรกที่สัมผัสถนนราด "ยางหมด" แล้ว


ร้านอาหารสำหรับคืนแรกในเขมรเป็นร้านอาหารไทยค่ะ เจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งเปิดกิจการอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว ทำให้เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียง มีคณะทัวร์จากที่ต่างๆ พาลูกทัวร์มารับประทานอาหารที่นี่กันเป็นจำนวนมาก


ระหว่างที่รับประทานอาหารก็มีการแสดงบนเวลที ซึ่งเป็นการรำเกี่ยงกับตอนต่างๆ ของเรื่องรามเกียรติ์ และระบำพื้นเมือง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การแสดงเริ่มต้นช้ามาก พวกเรารับประทานอาหารกันจนอิ่มหน่ำแล้วจึงค่อยเริ่มแสดงชุดแรก และก็มีอีกหลายชุดกว่าจะถึงชุด "รำอัปสรา" พวกเราแต่ละคนไม่ไหว จะรอชมกันแล้ว ถ้าขืนนั่งต่อไปอีกนิด เราต้องใช้หนังตาชมกันแน่ๆ จึงพร้อมใจกันลุก .....กลับโรงแรมดีกว่า....


ถึงโรงแรมที่พักแล้ว คุณไกด์และคุณปวนก็นัดหมายเวลาในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนกันตามอัธยาศัย ใครใคร่จะลงมาท่องราตรีเมืองเสียมเรียบ รอบๆ โรงแรม ก็เชิญได้ คุณปวนเธอยืนยันความปลอดภัย แต่เชื่อเถอะว่า
หลังจากที่อาบน้ำแล้ว ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ฉันที่ตั้งใจว่าจะเอานิยายที่เขียนค้างไว้มาเขียนต่อ ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจ จินตนาการขาดหาย พี่ต้นกับหนูมิ้นต์ กระเด็นหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะขอหลับ หลับลึก
หลับสนิทจริงๆ แทบจะวินาทีแรกที่ปิดไฟและหัวถึงหมอน


คร่อก ....ฟี้...zzzzzzzzzzzzz



@ วันที่สองของทัวร์ - 5 พฤษภาคม @


6.00 น. เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉันและแม่ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส เพราะได้หลับสนิทถึงเก้าชั่วโมง อาบน้ำอาบท่า ลงมารับประทานอาหารเช้า แค่นี้ ก็พร้อมแล้วที่จะเดินชมปราสาทหินกันทั้งวัน


8.00 น. รถมินิบัสปรับอากาศคันเดิม ก็พาฉันและคณะทัวร์ เดินทางออกจากโรงแรมไปยังทางเข้าชมโบราณสถานทางเดิม จ่ายเงินค่าธรรมเนียมเข้าชมเท่าเดิม ผ่านปราสาทหินต่างๆ ทั้งที่เปิดให้เข้าชมแล้ว และที่กำลังบูรณะอีก
มากมาย โดยมี "บันทายสรี" เป็นปราสาทหินแห่งแรกที่เราจะเข้าชมในวันนี้



ปราสาทบันทายสรี

จากข้อมูลที่คุณปวนเล่าให้ฟัง ทำให้ทราบว่าปราสาทหินในเขมร ทั้งที่ขุดพบ และบูรณะแล้ว และที่ยังเป็นข้อสันนิษฐานว่าจะมีอยู่ใต้ดิน มีประมาณ 3,000 กว่าแห่งค่ะ ...สมัยก่อน เขาขยันสร้างปราสาทหินกันจังค่ะ...


คณะทัวร์ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากทางเข้า ผ่านท้องทุ่ง และทิวทัศน์อันบริสุทธิ์และดงตาลจำนวนมาก ก็มาถึง "บันทายสรี" ปราสาทหินขนาดเล็ก ก่อสร้างขึ้นในสมัยประเจ้าชัยวรมันที่ 5 ด้วยหินทรายสีชมพู นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่ค้นพบ และขุดแต่งบอกว่า ปราสาทแห่งนี้ถือเป็นรัตนชาติที่สวยงามมีค่ายิ่ง เปรียบเหมือนเพชรในศิลปะเขมร .... ฮืมม ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงได้เชื่อ....


"เนื่องจากบันทายสรี เป็นปราสาทหินที่สร้างโดยพราหมณ์ ไม่ใช่กษัตริย์ ดังนั้นจึงสร้างบนพื้นราบ ไม่ได้สร้างบนภูเขา หรือขุดดินขึ้นมาสร้างเป็นเขาพระสุเมรุเหมือนกับปราสาทหินบางแห่ง" คุณปวนอธิบายขณะที่รถแล่นมาจอด ณ บริเวณทางเข้า


วันนี้แดดไม่ร้อนนัก มีเค้าว่าฝนจะตกด้วยซ้ำ จึงทำให้ไม่สามารถเห็นประกายระยิบระยับยามปราสาทหินสีชมพูต้องแสงแดดตามคำบอกกล่าวของคุณปวน แต่แค่นี้ ฉันก็ทึ่งแล้วค่ะ เพราะปราสาททั้งหลังจะไม่มีการปล่อยให้พื้นก้อนหินว่างเปล่าเด็ดขาด ทุกตารางนิ้วจะมีการแกะสลักเป็นลวดลายที่งดงาม รวมไปถึงลวดลายแพรพรรณของนางอัปสร เทวดาร่ายรำ วาดแขนอย่างอ้อนช้อย และทับหลังที่สลักเป็นเรื่องราวต่างๆ ด้วย


คณะทัวร์ใช้เวลาที่ปราสาทหลังไม่ใหญ่นี้นานพอสมควร คุณปวนพาเรามุดเข้าไปดูทุกมุม พร้อมบรรยายรายละเอียดของหินแกะสลักอย่างถี่ถ้วน ระหว่างที่มุดลอดนั้น ก็มักมีเสียงเตือนจากคุณไกด์และคุณปวนว่า


"ประหยัดกบาลกันด้วยค่ะ"


...ฮืมมม...เป็นคำเตือนที่ดีจัง หากใช้กบาลไปโขกขื่อคานอย่างฟุ่มเฟือยก็อาจจะทำให้มึนและไม่สบายได้


ฉันหมดฟิล์มไปกับปราสาทหลังนี้ไม่น้อยค่ะ และเมื่อออกจากปราสาทมาขึ้นรถ ฉันได้ซื้อโปสการ์ดของบันทายสรีมาอีก 1 ชุด จากเด็กที่มาเสนอขายในราคาบอกครั้งแรก 100 บาท โฮ่ๆๆ แพงชะมัด ที่โรงแรมยังขายแค่ 1.50 USD หรือ
60 บาทเอง พอเห็นฉันไม่สนใจ เด็กน้อยก็เสนอใหม่ ราคาลดฮวบไปเรื่อยๆ จนถึง 40 บาท ...แหม...ฉันเปล่าต่อนา...เขาลดให้เอง...


ออกจากบันทายสรี เป้าหมายต่อไป คือ "ปราสาทบายน" ซึ่งเป็นปราสาทหินที่มีความสำคัญมากของ "นครธม" เนื่องจากสองข้างทางที่ออกมามีดงตาลเป็นจำนวนมาก คุณปวนจึงให้คนขับรถแวะพักระหว่างทาง เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมือง อันได้แก่ น้ำตาลโตนด ที่ทำเป็นก้อนน่ารักๆ บรรจุไว้ในหีบห่อที่เก๋ไก๋ คือ ใช้ใบตาล ( ที่คมแข็งเชียว จับไม่ดี อาจโดนบาดได้ ) ห่อไว้ เหมาะสำหรับซื้อมาเป็นของฝาก ลุงป้าน้าอาภายในทริปของฉันก็เหมาซื้อไปเป็นของฝากกันตามธรรมเนียม



โดย: O-HO วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:00:05 น.  

 

@ รอยยิ้มแห่งบายน @


จากบันทายสรีมาใช้เวลาไม่นาน รถของเราก็พาแล่นผ่านประตูชัยเข้าสู่บริเวณนครธม ซึ่งเมื่อก่อนโน้นนน ฉันจะเข้าใจผิดไปมากเลยว่า นครธม เป็นชื่อของปราสาทเช่นเดียวกับปราสาทนครวัด แต่จริงๆ แล้ว คำว่า "นครธม" กลับหมายถึง เมืองใหญ่ หรือ เมืองหลวง


ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ได้ทรงปฏิสังขรณ์นครธม ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางการปกครองของขอมโบราณ โดยสร้างกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง และปราสาทต่างๆ มากมาย และปราสาทบายนก็เป็นปราสาทที่สำคัญ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของนครธม


ระหว่างทางจากประตูชัยจนถึงด้านหน้าของบายน คุณปวนได้ชี้ชวนให้ดูกลุ่มโบราณสถานและปราสาทหินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาแก้ว ปราสาทพระเจ้าขี้เรือน สระนาคพัน ลานชนช้าง และ ฯลฯ เป็นการทัวร์ผ่านหน้าต่างรถ เพราะขืนปล่อยให้คณะลงไปชื่นชมใกล้ๆ วันนี้ทั้งวัน พวกเราคงปักหลักกันที่นครธมนี่แหล่ะค่ะ



"บายน" เป็นปราสาทชั้นเดียว บนลานปราสาทกว้างมีปรางค์ใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีปรางค์บริวารอยู่รายรอบนับได้ ( ไม่ได้นับเอง คุณปวนบอก ) ทั้งสิ้น 54 ยอด ซึ่งทุกยอดจะมีพรมพักตร์ ( สี่หน้า ) ไม่ว่าจะเหลียวไปทางไหน ก็ต้องได้สบตากับใบหน้าใหญ่ๆ ที่แกะสลักมาจากหินก้อนมหึมาทั้งสิ้น จากคำบอกกล่าวของคุณปวน ทำให้ทราบว่า


ปรางค์ 54 ยอด นั้นหมายถึง ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ท่านทรงปกครอง 54 เมืองใหญ่ ใบหน้าทั้งสี่ด้าน คือ พระพักตร์ของพระองค์เองที่ทอดพระเนตรไปยังพสกนิกรของพระองค์ทุกด้าน ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือข้อมูลนี้ได้
แค่ไหน เพราะจากที่เคยได้อ่านจาก "ถกเขมร" ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านว่า พรมพักตร์ทั้งหลายอาจเป็นพระพักตร์ ของพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ หรือโลเกศวรโพธิสัตว์ ก็เป็นได้


แต่ไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์ของใคร ทุกครั้งที่ฉันแลสบตาใบหน้าหนึ่งใบหน้าใด ก็จะต้องได้เห็นรอยยิ้ม มีทั้งรอยยิ้มที่แสดงความเมตตาให้กำลังใจ และรอยยิ้มที่แสดงความเย้ยหยันประมาณว่า ...รู้นะคิดอะไรอยู่... ยิ่งทำให้ฉันสำรวม ไม่กล้าคิดอะไรโลดโผน ก่อนจะกดชัตเตอร์แต่ละครั้งก็ต้องนึกขออนุญาตทุกครั้งไป ( ทายซิว่าฉันขออนุญาตไปกี่ครั้ง อิอิ )


พวกเราเดินอ้อยอิ่งบนลานกว้างนี้อย่างไม่รีบร้อน และไม่ต้องประหยัดกบาล เพราะไม่ได้มุดอะไรมากมาย ค่อยๆ ชื่นชมความงาม ทักทายนางอัปสร และเทวดาร่ายรำ ที่เหมือนว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับปราสาทหินในเขมร จนเมื่อออกมาถึงระเบียงรอบปราสาทแล้ว จึงได้เห็นว่าระเบียงนี้มีผนังหินแกะสลักเป็นแนวยาว บอกเล่าเรื่องราวในสมัยนั้น ตั้งแต่ภาพสงครามระหว่างขอมกับจาม ซึ่งขอมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ภาพประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และประเพณีการดำเนินชีวิตของคนในสมัยนั้น ซึ่งคุณปวนทำหน้าที่บรรยายได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ฉันเป็นฝ่ายบกพร่องเองที่จำมาเล่าได้ไม่หมด ...แหะ แหะ...


ชื่นชมความงามของ "บายน" จนเพียงพอแล้ว คณะทัวร์ก็กลับลงมาพบกันที่จุดนัดพบ ซึ่งก็ตามธรรมเนียม จะมีเด็กๆ มาเสนอขาย สมุดภาพ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และโปสการ์ด


"พี่ๆ โปสการ์ด ชุดละ 40 3 ชุดร้อย" น้องนางคนหนึ่งบอกกับฉัน


โห...ถูกกว่าที่หน้าบันทายสรีอีกแน่ะ ...นี่ยังไม่ได้ต่อเลยนะ....เอาๆ ฉันตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากเย็น เพราะมีลิสต์ไว้แล้วว่าคืนนี้จะเขียนส่งถึงใครบ้าง และไหนจะเอาไปเก็บรวมกับของสะสมอีก....


"ซื้อทำไมตั้งเยอะแยะ" แม่ฉันบ่น
"ก็เก็บเป็นที่ระลึก ภาพสวยๆ ทั้งนั้น"

"แล้วที่ถ่ายไปอีกอ่ะ กี่ม้วนแล้ว"
"ก็ไม่กี่ม้วนหรอก ไว้เอาไปอวดคนในซอยไงแม่"

...นั่นแล...แม่ถึงได้เลิกบ่น


รถมินิบัสพาพวกเราออกจากนครธม คนละประตูกับเมื่อตอนมา ซึ่งคุณปวนบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว จะผ่านมาทางประตูชัยของนครธมอีกครั้ง เพื่อให้พวกเราได้ลงไปทัศนาทางเข้าที่เป็นสะพานข้ามคูเมือง ราวสะพานทั้งสองฝั่ง จำหลักเป็นรูปนาคแถวยาว ฝั่งหนึ่งมีผ่ายเทวดาเป็นผู้ยุด อีกฝั่งเป็นอสูร เพื่อช่วยกันกวนเกษียรสมุทร ( ทะเลน้ำนม )




@ ธรรมชาติแสนยิ่งใหญ่ที่ตาพรหม @


"ปราสาทตาพรหม" คือ ปราสาทหินแห่งต่อไปที่คณะทัวร์ได้ไปเยี่ยมชมค่ะ

ปราสาทหินแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คุณปวนเพิ่มเติมว่ากษัตริย์พระองค์นี้ ทรงโปรดการสร้างปราสาทหินมากกก นับเป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ และปราสาทหินบางแห่งในประเทศไทยก็สร้างขึ้นในสมัยของ
พระองค์เช่นกัน


คุณปวนนำพวกเราเดินเข้าไปยังทางเข้าทางหนึ่ง และนัดแนะให้รถไปรอรับอีกทาง จะได้ไม่ต้องเดินย้อนกลับไปกลับมา ระยะทางจากประตูด้านนี้จนถึงปราสาทไม่ไกลนัก มีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบเรียงรายอยู่สองข้างทาง
และเมื่อฉันและคณะก้าวเข้าเขตปราสาทแล้วก็ถึงกลับเกิดอาการตะลึง ตึง ตึง เพราะทั่วทั้งบริเวณปราสาทหินหลังนี้ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม่ใช่ใหญ่ธรรมดา แต่ใหญ่มากกกก และรากขนาดใหญ่ ( คะเนว่าใหญ่กว่าตัวของฉัน )
ก็เลาะเลื้อย ซอกซอนไปตามก้อนหินแต่ละก้อน กำแพง หลังคา ประตู หน้าต่าง แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งธรรมชาติที่เข้ามาครอบครองความยิ่งใหญ่ของมนุษย์


ต่อกรณีการขุดค้นพบปราสาทตาพรหม คุณปวนอธิบายว่า "มีนักศึกษาเรื่องต้นไม้ของฝรั่งเศสได้เข้ามาศึกษาพันธุ์ไม้ในบริเวณนี้ ซึ่งสมัยนั้น ( สมัยที่ฝรั่งเศสปกครอง ) ยังเป็นป่ารกคลื้มอยู่ จึงได้ทำการขุดค้น และโดยบังเอิญสำรวจไปสำรวจมา ก็พบปราสาทหินที่สร้างขึ้นมาอย่างสลับซับซ้อนอยู่ใต้ดิน ใต้รากไม้ใหญ่นั้น ...คราวนี้จะทำอย่างไรล่ะ...โค่นต้นไม้ก็ไม่ได้ ขืนโค่นปุ๊บ ปราสาทหินอันแสนสวยงามก็พังทลายลงทันที เพราะที่ยังคงเป็นรูปปราสาทอยู่ได้ เพราะรากไม้เหล่านั้นช่วยยึดเกาะไว้ จึงต้องค่อยๆ บูรณะและรักษาไว้ทั้งสองอย่าง ทั้งต้นไม้ และปราสาทหิน ซึ่งก็
เป็นผลดีในปัจจุบัน คือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความงามแบบน่าอัศจรรย์ใจ"


"บริเวณนี้จัดได้ว่าเป็นฉากที่สวยงามมาก หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider คงจะได้เห็นฉากที่ถ่ายทำกันที่ตาพรหมนี่" คุณไกด์สาวช่วยเสริม ...ฮืมมม ยังไม่เคยดู ไว้จะต้องไปหามาดูเสียแล้ว...ฉันนึก


คราวนี้ ฉัน แม่ และลุงป้าน้าอา เดินแบบประหยัดกบาลไปตามซอกตามมุมของปราสาทแห่งนี้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย


"ก่อนมานะ ใครๆ ก็ถามฉันว่า มาดูก้อนหินทำไมกันเนี่ย อยากให้มันมาเห็นจริงๆ ว่า นี่ไม่ใช่ก้อนหินธรรมดา" คุณป้าคนหนึ่งบอก "มันเป็นก้อนหินมหัศจรรย์"


ฉันแอบพยักหน้าหงึกหงักไปกับคุณป้าด้วย เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ต้องได้ "อึ้ง" และ "ทึ่ง" ไปกับก้อนหินแต่ละก้อนที่คนสมัยก่อนได้แบกมาเรียง มาสลักจนงดงาม คงอยู่จนถึงทุกวันนี้


เราตามคุณปวนไปจนถึงกึ่งกลางของปราสาท คุณปวนก็ชี้ให้เราดูเพดาน ซึ่งจะเห็นเป็นหลุมกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว มากมายหลายหลุม พร้อมกับเล่าว่า "หลุมพวกนั้น เจาะขึ้นไว้สำหรับประดับเพชรพลอย เพื่อเพิ่มความสว่างภายในปราสาท"


"...หา..." เสียงร้องอุทานจากทุกคน


โฮ่ๆๆๆๆ อย่างนี้เพชรพลอยก็ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว ...ไม่อยากจะคิดเลยว่าก้อนหนึ่งจะมีมูลค่าสักเท่าไร...แน่นอนว่าปัจจุบันนี้เพชรพลอยเหล่านั้นได้สูญหายไปหมดแล้ว....จะด้วยฝีมือใครก็ช่างเถอะ...


พวกเราลัดเลาะตัวปราสาทหินจนมาถึงบริเวณทางออกอีกทางหนึ่งแล้ว แล้วฉันก็ได้ยินเสียงดนตรีคล้ายคลึงกับเสียงดนตรีไทย ( ซึ่งจริงๆ คงเป็นดนตรีเขมร ฉันก็ไม่แน่ใจ ) ดังแว่วเข้ามา ครั้งแรกก็ตกใจ เอ๊ะ จะเหมือนใน
นิยายหรือเปล่า ที่จู่ๆ ฉันก็มีการระลึกชาติได้ แต่พอมองทุกคนแล้วก็พบว่าได้ยินเสียงดนตรีกันทุกคน ...เฮ้อ....โล่งอก ถ้าฉันได้ยินแค่คนเดียว คงได้อกสั่นขวัญผวากันอยู่ตรงนั่นแหล่ะค่ะ


เมื่อได้เหลียวซ้ายแลขวาก็พบเข้ากับวงดนตรีขนาด 7 คน ( จริงๆ น่าจะมีชื่อเรียกนะคะว่าวงอะไร แต่ฉันนึกไม่ออก ) นักดนตรีแต่ละคนเป็นผู้พิการค่ะ มาขับกล่อมนักท่องเที่ยวด้วยเสียงดนตรี และวางพานรับบริจาค ซึ่งแม่ฉันก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปวางเงินบาทไทยลงในพาน เพราะมั่นใจว่าให้ไปแล้วจะไม่มีเด็กๆ มารุมล้อมหน้าหลังจนก้าวเดินไม่ได้


เมื่อมาถึงรถคันเดิม นั่งพัก จิบน้ำแก้กระหาย เพราะเสียเหงื่อไปมากกับห้องอบเซาว์น่าในปราสาทหินแล้ว คุณไกด์สาวเธอก็ถามแบบติดตลกว่า


"เป็นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้ได้ดูปราสาทจนประสาทไปแล้วหรือยัง"

"ยัง" ทุกคนตอบพร้อมเพรียง

สำหรับฉัน ยิ่งดูยิ่งชอบนะคะ ถ้าจะประสาทก็น่าจะเป็นประสาทเพราะความชอบมากกว่า

"ดีแล้วค่ะ เพราะสถานที่ที่เรากำลังจะไปชมต่อไปนี้ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งปราสาทหินก็ว่าได้ บางคนเขาเรียกว่าโคตรปราสาท"


ระหว่างทางออกจากตาพรหม ก็มีฝนตกลงมาพร่ำๆ ...เฮ้อ...ฉันมองแล้วก็ได้แต่แอบหวั่นใจ กำลังจะไปชมโคตรปราสาทแล้วฝนตกนี่นะ...แล้วมันจะสนุกหรือเนี่ย แต่ถ้าคิดในแง่ดี ...เอาเถอะ...อย่างน้อยๆ ก็จะได้กลับไปบอกใครๆ ได้ว่า ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้....เอ้ย ไม่ใช่...ฝนที่ตกในเขมรแตกต่างจากฝนที่ตกในประเทศไทยอย่างไร.....



โดย: O-HO วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:01:46 น.  

 

@ ปราสาทนครวัด - สิ่งมหัศจรรย์ของโลก @


เมื่อก่อนโน้นนนนน ฉันเคยแปลกใจและสับสนกับการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมากๆ บางตำราว่ามี 7 แห่ง บ้างว่าที่นี่ก็เป็น ที่นั่นก็เป็น นับไปนับมา มันเกินเจ็ด เอ๊ะ ยังไง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจค่ะ แต่จากเวบนี้ก็พอทำให้เรียงลำดับและเข้าใจได้ว่าเขาจัดกันยังไง

////ce.eng.usf.edu/pharos/wonders/other.html


แต่ก็ไม่อยากจะยึดว่าถูกต้องนะคะ เพราะถ้าว่าเวลาผ่านไปอีก ได้มีการค้นพบ ค้นเจอสิ่งมหัศจรรย์ทำให้โลกตะลึงสิ่งใหม่ ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนไปอีกอย่างแน่นอน


ถึงวันนั้นใครจะบอกว่า "นครวัด" เป็นสิ่งมหัศจรรย์หรือไม่ ฉันไม่รู้ รู้แต่ว่าวันนี้ มันสร้างความมหัศจรรย์แก่ฉันและคณะทัวร์มาก แว่บแรกที่เห็นแบบไกลๆ ฉันก็เริ่มอัศจรรย์ใจแล้วว่า ทำไมความเชื่อ ความศรัทธาของคนเราถึงได้แรงกล้าถึงทำให้คนเราสองมือสองเท้า สมัยโน้น เครื่องทุ่นแรงใดๆ ก็ไม่มี ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินตัวไปมากๆ ได้ถึงขนาดนี้ หากคิดแบบติดตลก ก็คงเหมือนกับที่ใครบางคน ( หรือหนังสือบางเล่ม - จำไม่ได้ ) บอกฉันว่า "ก็เพราะบรรพบุรุษของเอ็ง ท่านมองการณ์ไกล ( ไกลมากๆ ) ไง ว่าต่อไป สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะเป็นแหล่งทำเงินเข้าประเทศของเอ็งยังไงล่ะ"


จากการค้นหาข้อมูลจากหนังสือหลายๆ เล่ม ก็ได้ความว่า


"ปราสาทนครวัด" สร้างโดย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งเมื่อทรงว่างจากศึกสงครามกับชาวจาม ( อยู่บริเวณเวียดนามในปัจจุบัน ) แล้ว ก็ทรงบัญชาให้สร้างปราสาทนครวัดขึ้น เพื่อเป็นเทวสถานบูชาพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ รวมทั้งเป็นสุสานของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ ปราสาทนครวัดจึงเป็นปราสาทหลังเดียวในเขมรที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ปราสาทแห่งนี้ใช้เวลาสร้างประมาณ 30 ปี และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ก็ไม่ได้มีการสร้างต่อ


การสร้างปราสาทแห่งนี้จะยึดความเชื่อตามคติในเรื่องเขาพระสุเมรุ ปราสาทองค์กลาง คือ เขาพระสุเมรุ ซึ่งคือศูนย์กลางของโลก ส่วนปรางค์ทั้งห้า คือ ยอดเขาทั้งห้าของเขาพระสุเมรุ คูน้ำรอบปราสาท คือ มหาสมุทร ปราสาท
แห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นที่ 1 และ 2 ถูกกำหนดอาณาเขตอย่างชัดเจนด้วยเสาหินและระเบียงรอบ ส่วนปรางค์ทั้งห้าอยู่ในชั้นที่ 3


การค้นพบปราสาทนครวัดก็เช่นเดียวกับการค้นพบปราสาทตาพรหม คือ เมื่อนักศึกษาพันธุ์ไม้ชาวฝรั่งเศสได้เข้าไปสำรวจป่าไม้ และได้พบว่าหลังป่าที่รกชัฏนั้นคือปราสาทหินหลังใหญ่งาม สร้างความตกตะลึงให้กับโลก


"หินทุกก้อนที่นำมาสร้างเป็นเขาพระสุเมรุและปราสาทนครวัด จะถูกขนมาจากพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณ 50 กิโลเมตร" คุณปวนอธิบายขณะที่พวกเราเดินตามๆ กันมาที่บริเวณสะพานข้ามคูขนาดใหญ่ ก่อนจะเข้าถึงปราสาท


...พอมาถึงนครวัด ฝนก็หยุดตกแล้วค่ะ ดีใจจริงๆ ...


เมื่อผ่านประตูชั้นแรกเข้าไป ก็พบกับผนังหินรอบระเบียงชั้นแรก ซึ่งผนังหินในปราสาทแห่งนี้จะใหญ่โตและกว้างขวางกว่าที่ผนังหินที่บายนหลายเท่านัก ภาพสลักอันวิจิตรบนผนังหินนี้เห็นแล้วก็ต้อง "อึ้ง" และ "ทึ่ง" อีกครั้ง เพราะทั้งละเอียด ซับซ้อน บางช่วงบางตอนก็เป็นมันเงา ( เพราะมือคนลูบ ) ทำให้ภาพนั้นคล้ายจะเคลื่อนไหวได้ คำถามที่ได้ยินซ้ำซากจากลุงป้าน้าอา ก็คือ

"เขาทำได้ยังไงกัน"


เรื่องราวที่สลักบนแผ่นหินก็จะเป็นภาพที่เกี่ยวกับพระนารายณ์ในปางต่างๆ และแผ่นที่วิจิตรและมีความหมายที่สุดก็คือ เรื่องราวตอนกวนเกษียรสมุทร เพื่อทำน้ำอมฤต ซึ่งเอาชนะความตายได้


คุณปวนอธิบายว่า "ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงนับถือพระวิษณุเป็นอย่างยิ่ง และตำนานการกวนเกษียรสมุทรนี้ก็เป็นตำนานหนึ่งที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระวิษณุ กล่าวคือ พระวิษณุทางต้องการน้ำอมฤต
เพื่อความเป็นอมตะ แต่เหล่าเทวดาที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการกระทำครั้งนี้ จึงได้ชักชวนเหล่าอสูรให้มาช่วยกันกวน ภาพที่สลักบนหินจึงเป็นแถวเทวดา และอสูรคนละฝั่ง ช่วยกันยุดพญานาคเพื่อทำการกวนทะเลน้ำนม โดยมีเขา
พระสุเมรุเป็นหลักตรงกลาง จากการช่วยกันกวนเป็นเวลานับพันปี จนถึงวันสิ้นสุด เกิดปาฏิหาริย์ ได้ของมาทั้งสิ้น 6 อย่าง คือ

- ดอกปาริชาติ ที่เมื่อดมแล้วทำให้ระลึกชาติได้
- นางลักษมี พระชายาของพระวิษณุ
- ม้าห้าเศียร ( คิดว่าจำไม่ผิดค่ะ แต่สงสัยจะผิด แหะ แหะ )
- ช้างไอราวัณ
- นางอัปสร จำนวนมาก
และ
- น้ำอมฤต


คุณไกด์เล่าเสริมแบบตลกว่า "ในครั้งแรกเทวดากับอสูรก็ทะเลาะกันว่าใครจะได้เป็นผู้ดื่มน้ำอมฤต แต่เมื่อเหล่าอสูรได้เห็นนางอัปสรปุ๊บ ก็เกิดอาการหน้ามืดตามัว ลืมตัวเข้าหานางอัปสรที่แสนงามเหล่านั้น เทวดาจึงเป็นผู้ได้ดื่มน้ำอมฤตและเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้"


แหะ แหะ เล่าตำนานไปเสียไกลแน่ะค่ะ แต่ไม่รู้ซิคะ ฉันรู้สึกชอบตำนานเรื่องนี้มาก และทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมปราสาทหินทั้งหลายจะต้องมีนางอัปสรแทรกอยู่ตามซอกมุมต่างๆ มากมาย เขาว่ากันว่าทั่วนครวัดนี่มีนางอัปสรมากถึง 1,700 นาง ซึ่งฉันก็ไม่ได้นับว่ามีครบหรือเปล่า แหะ แหะ แต่ที่สังเกตได้ชัดเจนคือ แต่ละนางมีท่วงท่าลีลา และ
ทรงผมไม่ซ้ำแบบ


เรื่องทรงผมของนางอัปสรนี่ ฉันคิดว่าถ้าฉันไม่ได้ดูภาพการ์ตูนล้อเลียนที่คุณประยูร จรรยาวงศ์ วาดไว้ใน "ถกเขมร" ไปก่อน ก็คงไม่ทันสังเกตหรอกค่ะว่าแตกต่างกันจริงๆ


คณะทัวร์เดินตามคุณปวนไปเรื่อยๆ ไม่กล้าทำตัวแตกแถวค่ะ เพราะว่าปราสาทแห่งนี้กว้างขวางมาก ถ้าเดินหลงทางไปสักนิด ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาสักกี่วันถึงจะหาทางออกเจอ

เดินชื่นชมความงาม อย่าง "อึ้ง" "ทึ่ง" ก็มาถึงคราวที่ต้อง "เสียว" ครบตามสโลแกนของกายกรรมเซี้ยงไฮ้โชว์ เอ้ย คนละงานกันค่ะ แต่ว่าจะต้อง "เสียว" จริงๆ เพราะว่าทางที่ขึ้นไปชั้นสามได้นั้น ทั้งสูงทั้งชันทั้งแคบ บันไดมีขนาดกว้างกว่าฝ่ามือคนนิดเดียวเอง


แม่ของฉันเห็นเข้าก็เกือบถอดใจ ฉันก็ได้แต่เสียดาย เพราะปีนไหวแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าแม่ขึ้นไม่ได้ ฉันจะขึ้นไปได้ยังไง แต่ยังไม่ทันจะเดินเลี่ยงไป คุณป้าอายุประมาณ 70 กว่าๆ ก็ไม่ฟังความใดๆ ก้าวขึ้นบันไดไปอย่างไม่ลังเล แม่คงรู้สึกว่า...เอ๊ะ อย่างนี้ เหมือนหยามกันนี่หน่า...ฉันแอบถอนใจอย่างโล่งอก รับกระเป๋าของแม่มาสะพายเอง แล้วให้แม่ค่อยๆ ขึ้นไปก่อน ซึ่งเมื่อฉันค่อยๆ ก้าวขึ้นไปแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ยากเลยสักนิด ขอเพียงก้าวขึ้นอย่างมีสติ ไม่ประมาท และเมื่อพ้นบันไดชันนั้นมาได้ ก็จะรู้สึกได้ว่าคุ้มที่ขึ้นมา เพราะทิวทัศน์ของนครวัดในมุมกว้างนั่นสวยเหลือเกิน และ
รูปสลักนางอัปสรบนชั้นบนสุดก็งดงามยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณกึ่งกลางปราสาท บนชั้นสามนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐาน "พระบรมวิษณุโลก" เพื่อให้ได้ทำการเคารพ สักการะ


เมื่อชื่นชมความงามบนชั้นบนได้สักพัก ก็ค่อยๆ เดินตามกันไปยังทางลงที่คุณปวนให้กำลังใจว่า
"ทางที่จะพาลงนี้มีราวเหล็กเล็กให้จับด้วย ไม่ต้องกลัว"


แต่ว่าทางขึ้นสร้างความเสียวแล้ว ทางลงจะไม่เสียวได้อย่างไร และก็เช่นเคย ถ้ามีสติ ไม่ประมาท ก็ก้าวลงมาได้อย่างปลอดภัย


เมื่อรอดมาจากชั้นสามแล้ว ลุงป้าน้าอาทั้งหลายก็คุยโอ้อวดกันเสียงขรมประหนึ่งว่าข้าคือผู้พิชิตแล้วยังไงยังงั้น


"ใครไม่ได้ขึ้นไปถึงชั้นสามก็เหมือนไม่ได้มานครวัด" ...ฮืมม ก็คงจะจริง...

"ได้มาเห็นที่นี่แล้ว เมื่อเช้าที่ว่าสวยนั้นชิดซ้ายไปเลย" ....ขนาดนั้นเชียว....

"ได้มาเห็นของสวยๆ แบบนี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว" ....ว่าไปโน้น...


คณะทัวร์ของเราใช้เวลาที่ปราสาทนครวัดนานกว่าปราสาทหลังอื่นๆ มาก แต่กระนั้นฉันก็ยังรู้สึกว่ายังไม่จุใจเลย คิดไว้ว่าหากมีโอกาสต้องมาอีกค่ะ และคิดว่าคงไม่นาน เพราะน้องสาวของฉันก็บอกไว้ว่าจะมาในไม่ช้า อีกทั้งต่อไปเส้นทางคมนาคมอาจได้รับการปรับปรุงจนไปมาหาสู่กันได้สะดวกก็เป็นได้



โดย: O-HO วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:03:49 น.  

 


@ คืนสุดท้ายในเสียมเรียบ @



หลังจากออกจากปราสาทนครวัดแล้ว คุณไกด์สาวได้พาพวกเราไปยังตลาดเก่า เพื่อซื้อหาของฝาก ซึ่งคณะทัวร์ของเราไม่ได้เป็นพวกที่ชอบช้อปปิ้งเลย แต่ละคนลงไปเหมือนเดินเล่นเสียมากกว่า


ฉันกับแม่ลงไปเดินสำรวจเพียงรอบเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรให้ซื้อจริงๆ ขนาดคุณน้าคนหนึ่งที่เขาบอกว่าเขาชอบช้อปปิ้งมากกกก ยังหาซื้ออะไรในตลาดเก่าของเสียมเรียบไม่ได้เลย


ออกจากตลาดเก่า คุณไกด์สาวก็บอกกับเราว่า คืนนี้จะพาไปรับประทานอาหารพื้นเมืองของเขมร แต่เมื่อคณะเราไปถึงร้าน ปรากฏว่าอาหารยังไม่เรียบร้อย จึงพากลับโรงแรมไปพักผ่อน อาบน้ำอาบท่ากันก่อน


หลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย รอเวลานัดหมาย ฉันก็หยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียนถึงญาติสนิทมิตรสหาย ตั้งใจว่าจะฝากเจ้าหน้าที่ของโรงแรมไปส่งให้ ระหว่างนั้นก็เปิดโทรทัศน์ดูรายการของประเทศนี้เสียหน่อย ฮืมม ก็ไม่แตกต่างจากรายการในบ้านเราเท่าไร หนังจีนชุดก็มี ละครก็มีต้นรักดอกงิ้ว และแม่ยายที่รัก ซึ่งก็ตรงกับที่ออกอากาศในบ้านเรา
เพียงแต่ภาษาที่ใช้ ฉันฟังไม่ออกก็เท่านั้น


แต่รายการที่ฉันชื่นชอบมาก คือ รายการคาราโอเกะ เพลงเขมรค่ะ ที่ชอบเพราะว่าภาพที่ถ่ายทอดเป็นมิวสิควิดีโอนั้น จะคล้ายกับเพลงลูกทุ่งของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวชาวเขมร ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย สภาพของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และแหล่งท่องเที่ยว เสียงนักร้องชายหญิงก็ไพเราะเพราะพริ้ง แหม...ถ้าฉันอ่านภาษาเขมรได้ คงได้โชว์พลังเสียงไปกับเพลงนั้นแน่ๆ อิอิ...


19.00 น. เวลานัดหมาย พวกเราลงมาพร้อมกันที่ล็อบบี้โรงแรม และขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร ที่คุณไกด์บอกว่าคืนนี้จะเป็นอาหารพื้นเมืองเขมร


มื้อนั้นพวกเราก็ได้กินอาหารพื้นเมืองสมใจ ซึ่งฉันก็บอกไม่ถูกค่ะว่า เขาเรียกว่าอะไรบ้าง รสชาติและรูปร่างหน้าตาของอาหารจะคล้ายคลึงกับอาหารไทยเพียงแต่มีบางอย่างแปลกไป บรรยายยากจังค่ะ จำได้แต่ว่าอาหาร 5 รายการ
เป็นปลาน้ำจืดเสีย 4 รายการ อิอิ ใครกินปลาไม่ได้ ก็อดไป ก็กินได้แต่ผัดผัก


และอีกรายการหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นว่าฉันตักแต่น้ำกินไปได้สองคำ เป็นต้มยำปลาค่ะ แต่เป็นต้มยำที่ปรุงรสแปลกยิ่งนัก ใช้สัปรดแทนมะนาว ซึ่งทำให้มีรสหวานแทนเปรี้ยว ( ฉันไม่ชอบกินหวาน ) และใส่มะเขือเทศ ( เหอ เหอ ฉันไม่กินมะเขือเทศ )


แต่ว่ามื้อนั้นฉันก็กินอิ่มแหล่ะค่ะ มีตักข้าวเพิ่มเติมอีกด้วย


หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว คุณไกด์ก็ให้คนขับรถ ขับพาพวกเราวนไปรอบๆ เมืองเสียมเรียบ เพื่อชมตลาดยามค่ำคืน


"ที่เสียมเรียบนี่จะมีดิสโก้เทคอยู่ 1 เจ้า เปิดประมาณสี่ทุ่มและปิดตอนเที่ยงคืน"
คุณไกด์ชี้ให้ดูตึกแถวขนาดไม่ใหญ่นัก ติดตู้ไฟสีๆ เพียงตู้เดียว เพื่อบอกให้ทราบว่าที่นี่คือดิสโก้เทค


ปิดเที่ยงคืน...นับว่าในเมืองไทยยังดี เพราะปิดตั้งตีสองแน่ะ....


"คนไทยอย่าได้เผลอไปเต้นกับหนุ่มสาวชาวเขมรเลย เพราะว่าที่นี่เขาจะมีสเต็ปในการเต้น คล้ายๆ รำวง ไม่มีมาเต้นยึกยือไม่เป็นท่าเหมือนคนไทยเต้นกันหรอก"


ทั้งเมืองเสียมเรียบจะมีไฟแดงอยู่เพียงแห่งเดียวค่ะ และรถทัวร์ของพวกเราก็พาไปติดไฟแดงมาแล้ว อิอิ


หลังจากนั่งรถชมแล้ว คุณไกด์จะให้พวกเราลงไปซื้อของในตลาดกันได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว พบว่าไม่แตกต่างจากตลาดในต่างจังหวัดของบ้านเราเลย จึงบอกว่ากลับโรงแรมพักผ่อนเอาแรงไว้เล่นจานดิสโก้ในวันพรุ่งนี้ดีกว่า


@ โบกมืออำลาเขมร - 6 พฤษภาคม @


8.00 น. คือเวลาที่พวกเรานัดหมายกันว่าจะออกเดินทางกลับประเทศไทย เพราะรู้ฤทธิแล้วว่าจานดิสโก้ 4 ชั่วโมงนั้นเป็นอย่างไร จึงไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไร แถมยังรู้วิธีที่นั่งไม่ให้ก้นกระแทกตอนที่ถึงสะพาน หรือหลุมบ่อใหญ่ๆ


ระหว่างทางคุณไกด์และคุณปวนให้พวกเราได้แวะเข้าห้องน้ำที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งก่อนจะถึงศรีโสภณ และจะพาแวะไปที่ กะลัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านแกะสลักหินขาย เพื่อให้ผู้สนใจได้ซื้อเป็นของฝาก ของที่ระลึกเช่นเคย


เมื่อถึงกะลัน ขณะที่ผู้ร่วมทัวร์หลายคนเลือกซื้อหินแกะสลัก โดยมากก็เป็นรูปนางอัปสร รูปเศียรของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้มีความแตกต่างกันอย่างไร คุณปวนไม่ได้ตามมาอธิบายด้วย เพราะกำลังสาละวน ช่วยคนขับรถเปลี่ยนยางอยู่ โฮ่ๆๆ แล้วทางสายจานดิสโก้ก็ทำพิษกับรถของเราแล้ว...รถยางแตกค่ะ ดีนะคะที่มารู้ตัวตรงที่บริเวณหมู่บ้าน มีที่นั่งพัก ถ้าไปแตกกลางทางหรือกลางสะพานเล็กๆ ฉันก็นึกไม่ออกค่ะว่า ทริปครั้งนี้จะทุลักทุเลยิ่งกว่าเดิมขนาดไหน


คุณปวนและคนขับรถใช้เวลาเปลี่ยนยางประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ออกเดินทางได้ คณะทัวร์ทุกคนคงได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้เกิดอะไรขึ้นอีก


12.30 น. คุณไกด์นำพวกเราไปรับประทานอาหารเที่ยงที่คาสิโนแห่งหนึ่ง ก่อนจะให้คณะทัวร์หย่อนใจกับคาสิโน ( อีกแล้ว ) ระหว่างรอเอกสารออกจากเขมร และเดินทางเข้าประเทศไทย


หลังจากรับประทานอาหารและหย่อนใจเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เกาะกลุ่มกันเดินเข้าไปยื่นหนังสือเดินทางที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

บริเวณด่านอรัญประเทศนี้จะมี ตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้ามือสองที่มีชื่อเสียงมาก มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า คณะทัวร์ที่จะต้องกลับกรุงเทพด้วยกัน จึงตกลงกันว่าจะเดินดูของที่ตลาดนี้สักหนึ่งชั่วโมง แต่อย่างที่บอก ฉันไม่ชอบช้อปปิ้ง ลงไปซื้อปลาช่อนตากแห้งกับแม่นิดหน่อย ก็ขึ้นมานั่งรอบนรถ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทุกคนก็มากันครบ รถตู้ก็พร้อมแล้วที่จะพาพวกเรากลับกรุงเทพฯ


ฉันหันไป กล่าวอำลา ( ในใจ ) เขมร อีกครั้ง สักวัน ถ้ามีตังค์ จะมาเที่ยวใหม่ ก่อนจะหันกลับมานั่งหลับ คราวนี้ล่ะ ได้นอนบนรถกันเต็มอิ่มแล้ว เพราะว่าถนนในประเทศเรามันช่างเรียบ และนุ่มนวลอะไรเช่นนี้



==========================


หากท่านใดสนใจจะอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ เขมร โอ้โฮ ขอแนะนำ

- ถกเขมร โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่มนี้ถึงแม้ว่าท่านคึกฤทธิ์ จะไปประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ พ.ศ. 2496
แต่ข้อมูลยังทันสมัยอยู่เลยค่ะ

- เดี่ยวเขมร สารคดีท่องเที่ยว โดย สัจภูมิ ละออ อ่านแล้วอยากไปเดี่ยวแบบคุณสัจภูมิยิ่งนัก แต่ว่าใจไม่กล้าพอ

- 4 ปีนรกในเขมร ยาสึโกะ นะอิโต เขียน / ผุสดี นาวาวิจิต แปล และ
- หนีไฟนรก โนริโอะ ชิมามูระ เขียนจากคำบอกเล่าของ เจีย กิมลั้ง โดยผู้แปลท่านเดียวกัน


และแล้วทัวร์ไปเที่ยวเขมรของโอ้โฮก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ขอได้รับความขอบคุณจาก "โอ้โฮแทรเวล" ที่ติดตามอ่านมาโดยตลอด

@ ^_^ @



โดย: O-HO วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:05:24 น.  

 
แวะมาแปะไว้เป็นคนแรก
ขอขอบคุณโอ้โฮแทรแวลด้วยนะค้า
สำหรับการไปเที่ยวเขมรครั้งนี้ สนุกน่าดูเลย
ไปเที่ยววันเกิดยุ้ยด้วย...อิอิ (เกี่ยวอะไรเนี่ย)
เดี๋ยวแว้บมาหวัดดีปีใหม่ทีหลังน้า
รักนะ...ตัวเอง


โดย: YUI - MUNMOO (YUI_MUNMOO ) วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:16:51 น.  

 
ซัวสเดย...ชะนัมทะไม..ครับ..

เยี่ยม..ครับ


โดย: กุมภีน วันที่: 29 ธันวาคม 2548 เวลา:15:47:23 น.  

 
ซัวสเดย ด้วยคน ฮา
ละออ มั่กๆ (สวยมั่กๆ)

ได้แค่นี้แหล่ะ 555555


โดย: soda IP: 125.24.10.15 วันที่: 26 มกราคม 2549 เวลา:13:59:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

O-HO
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





บล็อกนี้มีอะไร

Oh! My Diary - บันทึกเรื่อยๆ เปื่อยๆ

Oh! My Trip - ภาพ/เรื่องเล่าจากการเดินทาง

คู่มือลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน












Group Blog
 
 
ธันวาคม 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
29 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add O-HO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.