Group Blog
ธันวาคม 2560

 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
9
10
11
13
14
16
17
20
21
22
23
24
25
26
27
30
31
 
 
All Blog
บันทึกกรรมฐาน 31-12-60 วิธีปรับจิตก่อนทำสมาธิ อานิสงส์จิตว่าง และ กรรมฐานส่งจิตเข้าใน แก้ฟุ้งซ่าน


ส่งจิตเข้าใน แก้ฟุ้งซ่านคิดมาก


1. พุทธานุสสติ พุทโธ (รู้ปัจจุบัน) อนุสสติ ๖
2. อานาปานสติ(ทำปัจจุบัน)
3. เดินจงกรม
4. สัมปะชัญญะ
5. ทวัตติงสาการ กายคตาสติ อาการ 32 ประการ (ม้างกาย)
6. ธาตุ ๖ (อาศัยม้างกายลงธาตุ จิตตั้งอยู่กลางกองรูป ถอดออกหมดทำแค่รู้สัมผัส)
7. จิตจับที่จิต(ทำแค่รู้)
8. เมตตา (แผ่ให้ตนเอง น้อมเข้ามาภายในตนให้ไม่เเร่าร้อนสัดส่าย ไม่มีทุกข์ ไม่มีเวร ภัย พยาบาท อันตรายเบียดเบียน)
9. กสิน (ทำปัจจุบันที่เห็น หลับตารู้นิมิตตอนหลับตา ดูที่ความมืดในปัจจุบัน โดยไม่ตรึกนึก เข้าถึงได้ก็เกิดกสินสี แสง อากาศ แต่ถ้ากสินจริงๆเป็นการหน่วงนึกถึงภาพ คุณลักษณะภาพที่นึกถึง จนภาพนิ่งปรากฏในเบื้องหน้า บังคับได้ตามกำลังจิต)
10 อื่นๆ ใน อนุสสติ ๖
- ธรรมานุสสติ(ธรรมที่ตนโอปนะยิโกแล้วให้ผลได้ไม่จำกัดกาล)
- สังฆานุสสติ(ปฏิปทาพระสุปฏิบันโน และ คำสอนทานน้อมมาสู่ตน)
- สีลานุสสติ(ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขเหล่าใดอันเป็นไปเพื่อการละเว้นซึ่งความเบียดเบียน,ทำร้าย,ยุ่งเกี่ยว,ติดพัน,ข้องแวะ ฉกชิง ฉุดคร่า หมายพรากเอา คน สัตว์ สิ่งของ รวมไปถึงชีวิตของผู้อื่น เจตนาละเว้นจากสิ่งที่ทำให้ขาดสติ ระลึกไม่ได้ ยับั้งช่าคิด พิจารณาแยกแยะถูก-ผิด-ดี-ชั่วไม่ได้ ไม่รู้ตัวเอง สีลอันประกอบด้วยพรหมวิหารธรรมเจโตวิมุตติในกาลก่อนที่เราได้ทำสะสมมาดีแล้ว และ ในปัจจุบันที่เราทำพร้อมมูลอยู่นี้แล้ว ความอุ่นใจ ๔ ความมีปรกติอันเร่าร้อนที่เราได้ละแล้ว ถึงความเย็นใจ เบิกบาน ปิติ สงบ สุข สมาธิ)
..(เวลาทำสีลานุสสติให้นึกถึงตอนที่เรามีศีลบริบูรณ์ลงใจ ไม่นับศีล ไม่กดข่มถือศีล แต่ศีลลงใจ ทำให้ใจเป็นปรกติไม่เร่าร้อน มันเย็นใจ สบายกายใจแจ่มใสเบิกบาน ไม่เร่าร้อน ไม่ร้อนรน ไม่หวาดกลัว ไม่หวานระแวง อยู่ที่ใดก็เป็นสุข ระลึกเอาสุขจากศีลที่บริบูรณ์ลงใจเราแล้วอันนั้นเป็นฐานที่ตั้งแห่งสมาธิ)
- จาคานุสสติ(น้อมใจในความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขเหล่าใดอันน้อมไปในการสละเมื่อกาลก่อนที่เราได้ทำมาดีแล้ว หรือ การสละในปัจจุบันอันเป็นไปเพื่อความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่นที่เราทำมาดีแล้ว ..การละความโลภ ตระหนี่ หวงแหน ปรนเปรอตน อันเราได้ทำมาดีแล้ว ความอิ่มใจ ปิติ สงบ สุข)
..(เวลาทำจาคานุสสติ ให้ระลึกถึงความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลน้อมไปในการสละให้เขาได้รับประโยชน์สุขสำเร็จ ทั้งจากสิ่งของอามิสที่เราได้สละให้ ทั้งจากการสละความอยากปรนเปรอนตน ทั้งความขัดเคืองใจ น้อมใจไปในความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลสละความติดใจข้องแวะทั้งปวงจากเขาให้เขาได้รับประโยชน์สุขสำเร็จดีงาม มีอิสระสุขยินดี)
- เทวตานุสสติ(นึกถึงผลบุญความดีที่ทำสะสมมาดีแล้วของตน ทาน ศีล ภาวนา ความมีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน มงคลสูตร 38 ประการเหล่าใด เทียบเคียงเสมอด้วยบุญกุศลของเทวดาแต่ละชั้นภูมิ ถึงความอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ล่วงลงสู่ทุคติภูมิ พึงน้อมเห็นใจไปว่าแม้เราสะสมมาอย่างนี้ยังมีคุณได้ถึงเพียงนั้น เมื่อตายแต่กายแตกไปก็ไปสู่สุคติภูมิตามกำลังบุญบารมีนั้นๆที่เราได้ทำสะสมมา หากแแม้นเมื่อถึงความไม่มี สละคืนสังโยชน์ ดับสิ้นกิเลสในสังขารทั้งปวงตามพระพุทธศาสดาตรัสสอนเราก็จะเข้าถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นบรมสุข(สุขในพระนิพพานเกิดด้วยสุขจากความไม่มี ความพ้นแล้วซึ่งความติดใจข้องแวะ กิเลสเครื่องเร่าร้อน อุปาทาน ดิ้นรน แสวงหารู้ ไม่มีสังโยชน์ตรึงหน่วงจิตให้ล่วงลง โดยผู้ที่เข้าถึงฌาณ 1-4 จะรับรู่สภาพการณ์ได้) อย่างพระวิสุทธิเทพทั้งหลายเจริญกัน)






บันทึกกรรมฐานวันที่ 31/12/60 อานิสงส์จิตว่าง

วันนี้เวลาประมาณ 20.00 น. เราได้ไปทำบุญที่วัด เข้าไปในโบสถ์ กราบพระประธาน นั่งสมาธิ จิตน้องไปในศีล่วา บัดนี้ปัจจุบันนี้ที่เข้ามาอยู่ในโบสถ์นี้ เราไม่ได้ทำบาปกรรมอะไรต่อใคร สิ่งใด เรามีความสะอาดแล้วในศีล ครบพร้อมแล้วที่จะเจริญกรรมฐาน พลัยทให้จิตใจเราแจ่มใสเบิกบาน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ติดคิด มันว่างเบาสบาย แล้วรำลึกถึงคำสอนของพระศาสดาในเจโตวิมุติ ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ประกอบไปด้วยศีล ไม่ว่าจะไปในทิศใด มีใจปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปด้วยประการนี้ๆในทิศต่างๆนั้น ..เราได้ยกมือพนมขึ้นไหว้ต่อหน้าพระประธานได้น้อมใจระลึกทำตามว่า..ศิษย์พระตถาคตต้องทำแบบนี้ เราผู้ถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จักประพฤติตาม คือ แผ่พรหมวิหาร ๔ ไปด้วยกำหนดในใจดังนี้..

1. สุภะนิมิต ความเย็นใจปราศจากกิเลสความเร่าร้อนฟุ้งซ่าน มีความเบาสบายเบิกบานใจ ปิติ สุข ความเสมอกัน เสมอด้วยตน แผ่ไป (ต่อมาเราตั้งแผ่ไปที่ผุ้ยึดครองขันธ์ ๕ อยู่ ไปทุกรูปทุกนาม ไปทุกดวงจิต) ..ด้วยอานิสงส์ที่จิตว่างสงบใจเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เมื่อทำไว้ในใจน้อมไปแบบนี้จิตมันน้อมไปในอารมณ์นั้นได้ในทันที

2. ความสงบ สุขอันว่างจากทุกข์ ความว่างจากทุกข์ ความไม่มีทุกข์แผ่ไป ..ด้วยอานิสงส์ที่จิตว่างสงบใจเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เมื่อทำไว้ในใจน้อมไปแบบนี้จิตมันน้อมไปในอารมณ์นั้นได้ในทันที

3. สุขตั้งอยู่ที่จิต สุขด้วยคงไว้ในภายในไม่ส่งออกนอกไม่ขาดสูญ เอาจิตจับที่จิต จนมีกำลังแผ่ความบริบูรณ์จับอยู่ที่จิตแผ่ขยายไป ..ด้วยอานิสงส์ที่จิตว่างสงบใจเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เมื่อทำไว้ในใจน้อมไปแบบนี้จิตมันน้อมไปในอารมณ์นั้นได้ในทันที

4. กรรม-วิบากกรรม, ตลอดไปจนถึงความคลาย ไม่ยึดจับ ไม่ข้องแวะ ความไม่มี ความสละคืนทุกสิ่งทั้งปวง เป็นที่พ้นจากทุกข์ แผ่ไป ..ด้วยอานิสงส์ที่จิตว่างสงบใจเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เมื่อทำไว้ในใจน้อมไปแบบนี้จิตมันน้อมไปในอารมณ์นั้นได้ในทันที

5. แสงสว่างแผ่ไป ..ด้วยอานิสงส์ที่จิตว่างสงบใจเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เมื่อทำไว้ในใจน้อมไปแบบนี้จิตมันน้อมไปในอารมณ์นั้นได้ในทันที



ด้วยประการดังนี้ทำให้เห็นชัดว่า..

1.. ทำจิตให้สงบด้วยนึกถึงเพียงปัจจุบัน ทาน ศีล ที่พร้อมมูลครบบริบูรณ์ในปัจจุบัน ทำให้ความเร่าร้อนร้อนคิดมากฟุ้งซ่านไม่มี ..ยังความสงบผ่องใสเบิกบานปราศจากกิเลสนิวรณ์ให้เกิดมีขึ้นแก่จิตได้ไว ..ทำให้เข้าสมาธิง่าย
(คงเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระองคุลีมาลเถระให้ระลึกรู้อยู่ในปัจจุบันที่ได้ละเว้นการทำชั่วเบียดเบียนแล้ว และ ทั้งสัจจะที่ให้พระองคุลีมาลไปกล่าวแก่หญิงที่กำลังคลอดบุตร ตามองคุลีมาลปริตร ว่าด้วย..สัจจะในปัจจุบัน คือ นับแต่เราเกิดมาในพระพุทธศาสนานี้ เราไม่เคยเบียดเบียนทำร้ายใคร ดังนั้นการที่เราทำแบบนี้ถือเป็นอธิษฐานในสัจจะไปในตัวด้วย จนเมื่อจิตแล่นลงมรรคเราจึงขจัดสิ้นใจที่กลับกลอกแบบปุถุชนได้ 100 %)

2. หากจิตสงบว่างจากกิเลส ไม่มีความฟุ้งคิด ไม่ฟุ้งซ่าน จิตสงบ ว่าง เบาสบาย ผ่องใส เบิกบานนี้ทำให้ใจเรามนสิการในอารมณ์ได้ไวเหมือนในฌาณ ๒ ที่เมื่อทำไว้ในใจอย่างไรๆจิตมันพุ่งไปในอารมณ์นั้นทันทีโดยไม่มีความคิด






พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค 
https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=31&A=951&Z=1087&pagebreak=0

             [๘๖] ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณอย่างไร ฯ
             ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์มีส่วนสุด ๑
อปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล
ศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑ อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์อัน
ทิฐิไม่จับต้อง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์โดยระงับ ๑
             ในศีล ๕ ประเภทนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันตปาริสุทธินี้
ของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุด ฯ
             อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของอุปสัมบัน
ผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุด ฯ
             ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของกัลยาณ
ปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระ
อเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต ผู้สละชีวิตแล้ว ฯ
             อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของพระเสขะ
๗ จำพวก ฯ
             ปฏิปัสสัทธิปริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ของพระ-
*ขีณาสพสาวกพระตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ
             [๘๗] ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้นศีลมีที่สุดนั้น
เป็นไฉน ศีลมีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลมีที่สุดเพราะญาติ
ก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ
             ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมล่วงสิกขาบท
ตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์
แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล ฯ
             ศีลมีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุ
แห่งยศ ... ศีลนี้เป็นยสปริยันตศีล ฯ
             ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะ
เหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นญาติปริยันตศีล ฯ
             ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะ
เหตุแห่งอวัยวะ ... ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล ฯ
             ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วง
สิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะ
การณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีล ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลขาด เป็นศีล
ทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่สรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิจับต้อง
แล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
ปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความสุข ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ไม่เป็น
ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
ระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็น
ปริยันตศีล ฯ
             [๘๘] ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลไม่มี
ที่สุดเพราะยศก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี
ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ
             ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิด
ก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งลาภ
เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่า
ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ ฯ
             ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะ
เหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ ฯ
             ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะ
เหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ ฯ
             ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...
เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ ฯ
             ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความ
คิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งชีวิต
เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่า
ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง
ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่จับต้อง เป็นไป
เพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็น
ที่ตั้งแห่งปีติ เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่ง
สมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ
ความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ
ความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล ฯ
             [๘๙] อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็น
ที่ประชุมแห่งธรรมอะไร ฯ
             อะไรเป็นศีล คือ เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็น
ศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล ฯ
             ศีลมีเท่าไร คือ ศีล ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ฯ
             ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน คือ กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีล
มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน ฯ
             ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร คือ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร เป็น
ที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนา อันเกิดในความเป็น
อย่างนั้น ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงปาณาติบาต อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา
พยาบาท มิจฉาทิฐิ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกามฉันทะ
ด้วยเนกขัมมะ ... ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ถีนมิทธิด้วยอาโลก
สัญญา ... อุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ... วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ...
อวิชชาด้วยญาณ ... อรติด้วยความปราโมทย์ ... นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... วิตก
วิจารด้วยทุติยฌาน ... ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ... รูป
สัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ...
อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสัญญา
ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานา
สัญญายตนสมาบัติ ... นิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ... สุขสัญญาด้วย
ทุกขานุปัสนา ... อัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา ... นันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา ...
ราคะด้วยวิราคานุปัสนา ... สมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา ... อาทานะด้วยปฏินิส
สัคคานุปัสนา ... ฆนสัญญาด้วยวยานุปัสนา ... ธุวสัญญาด้วย วิปริณามานุปัสนา
นิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา ... ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา ... อภินิเวสด้วย
สุญญตานุปัสนา ... สาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ... สัมโมหา-
*ภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ ... อาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา ... อัปปฏิ-
*สังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา ... สังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา ... กิเลสที่
ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... กิเลสหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค
กิเลสละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วง
กิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ
             [๙๐] ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การงดเว้นเป็นศีล
เจตนาเป็นศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีลเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต เพื่อความปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ
เพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มาก เพื่อ
เป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
ระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ฯ
             บรรดาศีลเห็นปานนี้ สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม
เป็นอธิศีล จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน
อวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิต พระโยคาวจร
ย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็นอวิกเขปปาริสุทธิโดยชอบ ทัสนปาริสุทธิ
ความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ เป็นอธิปัญญา
             ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น ความสำรวม เป็นอธิ
ศีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นแจ้ง เป็นอธิปัญญา
สิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็น
เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร
ไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควร
เจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาทุกอย่าง ฯ
             [๙๑] ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร
มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ
การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ การละความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท การ
ละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา การละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การละ
วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม การละอวิชชาด้วยญาณ การละอรติด้วยความ
ปราโมทย์ การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน การละ
ปีติด้วยตติยฌาน การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน การละรูปสัญญา
ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ การละ
อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ การละวิญญาณัญจายตน-
*สัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ การละอากิญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญา
นาสัญญายตนสมาบัติ การละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา การละสุข
สัญญาด้วยทุกขานุปัสนา การละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา การละนันทิ
ด้วยนิพพิทานุปัสนา การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา การละสมุทัยด้วย
นิโรธานุปัสนา การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา การละฆนสัญญาด้วย
ขยานุปัสนา การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา การละธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสนา
การละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา การละ
อภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา
การละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีน-
*วานุปัสนา การละอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา การละสังโยคาภินิเวสด้วย
วิวัฏฏนานุปัสนา การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละ
กิเลสที่หยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรค
การละกิเลสทั้งปวงด้วยอหัตมรรค การละนั้นๆ เป็นศีล เวรมณีเป็นศีล ...
เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษา ฯ
             ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่า
รู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้
เป็นสีลมยญาณ ฯ






๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส
แสดงสมาธิภาวนามยญาณ

             [๔๓] ปัญญาในการสำรวมตั้งจิตมั่น ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ เป็นอย่างไร
คือ
             สมาธิ ๑ อย่าง ได้แก่
                          เอกัคคตาจิต
             สมาธิ ๒ อย่าง ได้แก่
                          ๑. โลกิยสมาธิ
                          ๒. โลกุตตรสมาธิ
             สมาธิ ๓ อย่าง ได้แก่
                          ๑. สมาธิที่มีวิตกวิจาร
                          ๒. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร
                          ๓. สมาธิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร
             สมาธิ ๔ อย่าง ได้แก่
                          ๑. สมาธิที่เป็นส่วนแห่งความเสื่อม
                          ๒. สมาธิที่เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่
                          ๓. สมาธิที่เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ
                          ๔. สมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส
             สมาธิ ๕ อย่าง ได้แก่
                          ๑. สมาธิที่มีปีติแผ่ไป
                          ๒. สมาธิที่มีสุขแผ่ไป
                          ๓. สมาธิที่มีจิตแผ่ไป
                          ๔. สมาธิที่มีแสงสว่างแผ่ไป
                          ๕. สมาธิที่มีการพิจารณาเป็นนิมิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]
๑. ญาณกถา ๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส


             สมาธิ ๖ อย่าง ได้แก่
             ๑. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ (มีอารมณ์เดียว) ไม่ฟุ้งซ่านด้วย
อำนาจแห่งพุทธานุสสติ
             ๒. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งธัมมานุสสติ
             ๓. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งสังฆานุสสติ
             ๔. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งสีลานุสสติ
             ๕. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งจาคานุสสติ
             ๖. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเทวตานุสสติ
             สมาธิ ๗ อย่าง ได้แก่
                          ๑. ความฉลาดในสมาธิ
                          ๒. ความฉลาดในการเข้าสมาธิ
                          ๓. ความฉลาดในการดำรงสมาธิ
                          ๔. ความฉลาดในการออกจากสมาธิ
                          ๕. ความฉลาดในการใช้สมาธิ
                          ๖ ความฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ
                          ๗. ความฉลาดในการนำสมาธิให้สูงๆ ขึ้นไป
             สมาธิ ๘ อย่าง ได้แก่
             ๑. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งปฐวีกสิณ
             ๒. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอาโปกสิณ
             ๓. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเตโชกสิณ
             ๔. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวาโยกสิณ
             ๕. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งนีลกสิณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]
๑. ญาณกถา ๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส


             ๖. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งปีตกสิณ
             ๗. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งโลหิตกสิณ
             ๘. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งโอทาตกสิณ
             สมาธิ ๙ อย่าง ได้แก่
                          ๑. รูปาวจรสมาธิอย่างต่ำ
                          ๒. รูปาวจรสมาธิอย่างปานกลาง
                          ๓. รูปาวจรสมาธิอย่างประณีต
                          ๔. อรูปาวจรสมาธิอย่างต่ำ
                          ๕. อรูปาวจรสมาธิอย่างปานกลาง
                          ๖. อรูปาวจรสมาธิอย่างประณีต
                          ๗. สุญญตสมาธิ (สมาธิพิจารณาเห็นความว่าง)
                          ๘. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิพิจารณาเห็นธรรมไม่มีนิมิต)
                          ๙. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิพิจารณาเห็นธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา)
             สมาธิ ๑๐ อย่าง ได้แก่
             ๑. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอุทธุมาตก-
สัญญา (ความหมายรู้ซากศพที่พองขึ้น)
             ๒. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวินีลกสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่มีสีเขียว)
             ๓. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวิปุพพกสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม)
             ๔. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวิจฉิททก-
สัญญา (ความหมายรู้ซากศพที่ขาดจากกัน)
             ๕. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวิกขายิตก-
สัญญา (ความหมายรู้ซากศพที่ถูกสัตว์กัด)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]
๑. ญาณกถา ๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส


             ๖. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งวิกขิตตสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่กระจัดกระจาย)
             ๗. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งหตวิกขิตตก-
สัญญา (ความหมายรู้ซากศพที่ถูกสับเป็นท่อน)
             ๘. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งโลหิตกสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่มีโลหิต)
             ๙. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งปุฬุวกสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่มีหนอน)
             ๑๐. สมาธิที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอัฏฐิกสัญญา
(ความหมายรู้ซากศพที่มีแต่กระดูก)
             สมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๕๕ อย่าง
             [๔๔] อีกอย่างหนึ่ง สมาธิมีความหมาย ๒๕ อย่าง คือ
             ๑. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา
             ๒. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน
             ๓. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าสัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์
             ๔. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่ามีอารมณ์เดียว
             ๕. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน
             ๖. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ซ่านไป
             ๗. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ขุ่นมัว
             ๘. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่หวั่นไหว
             ๙. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าหลุดพ้นจากกิเลส
สรุปว่า ชื่อว่าสมาธิ เพราะจิตตั้งมั่นด้วยอำนาจปรากฏชัดในเอกัคคตารมณ์
             ๑๐. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าแสวงหาความสงบ
             ๑๑. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่แสวงหาธรรมที่เป็นข้าศึกแก่
ความสงบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]
๑. ญาณกถา ๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส

             ๑๒. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าแสวงหาความสงบแล้ว
             ๑๓. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่แสวงหาธรรมที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว
             ๑๔. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่ายึดมั่นความสงบ
             ๑๕. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ยึดมั่นธรรมที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว
             ๑๖. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่ายึดมั่นความสงบแล้ว
             ๑๗. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ยึดมั่นธรรมที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว
             ๑๘. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติความสงบ
             ๑๙. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ปฏิบัติความไม่สงบ
             ๒๐. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติความสงบแล้ว
             ๒๑. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ปฏิบัติความไม่สงบแล้ว
             ๒๒. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าเพ่งความสงบ
             ๒๓. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าเผาธรรมที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ
             ๒๔. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าเพ่งความสงบแล้ว
             ๒๕. ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าเผาธรรมที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว
             สรุปว่า ชื่อว่าสมาธิ เพราะสงบเกื้อกูลและเป็นสุข เหล่านี้เป็นความหมายแห่งสมาธิ ๒๕ ประการ
             ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการสำรวมตั้งจิตมั่น ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ

สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสที่ ๓ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๙}


ขอขอบคุณที่มาจาก https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=16









Create Date : 29 ธันวาคม 2560
Last Update : 2 มกราคม 2561 0:59:16 น.
Counter : 201 Pageviews.

2 comments
  
สุขสันต์ปีใหม่ครับ
โดย: สมาชิกหมายเลข 4149951 วันที่: 29 ธันวาคม 2560 เวลา:22:55:46 น.
  
สุขสันต์วันปีใหม่เช่นกันครับ ขอให้มีความสุข ชัย ชนะ สิทธิ ลาภ โภคทรัพย์สมบัติ อายุ วรรณ สุขะ พละครับ
โดย: สมาชิกหมายเลข 1075032 วันที่: 1 มกราคม 2561 เวลา:3:40:47 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



สมาชิกหมายเลข 1075032
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]