Group Blog
ธันวาคม 2558

 
 
2
3
4
5
7
8
9
10
11
14
15
16
18
19
21
22
24
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
บันทึกกรรมฐานวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ทางเจริญกสินแสง และ ธรรมคู่อันงาม ทมะ อุปสมะ





กรรมฐานวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ทางเจริญธรรมคู่อันงาม ทมะ อุปสมะ

จากการปฏิบัติกรรมฐานทั้งปวง เราได้ใครครวญเสมอๆว่า ทมะ อุปสมะคืออะไร เหตุทำอย่างไร เข้าอย่างไร ถึงอย่างไร จนแจ้งชัดขึ้นมาบ้างตามที่ปุถุชนผู้มีปัญญาน้อยอย่างเราจะเข้าถึงได้ว่า ธรรมพระพุทธเจ้ามี ๓ ระดับ ขั้นต้น ขั้นกลาง และที่สุด

ขั้นต้นของ ทมะ อุปสมะ
อยู่ที่ เมตตา ศีล ทาน


ขั้นกลางของ ทมะ อุปสมะ อยู่ที่ จาคะ สมาธิในพรหมวิหาร ๔ (พรหมวิหาร ๔ ทั่วไปไม่ใช่เจโตวิมุตติ)



ส่วนในขั้นสุดที่ปัญญหาแห่งปุถุชนไม่ถึงของจริงอย่างพระอริยะท่าน จะพอรู้เห็นได้ในโลกียะฌาณ ซึ่งมีทั้งจริงบ้างปลอมบ้าง และปฏิบัติให้ผลได้บ้างแล้ว แต่จิตก็ยังกลับกลอกกลับมายึดกิเลสเหมือนเดิมอยู่โดยยังไม่สิ้นไป คือ "สติ เจตนา มนสิการ สมาธิ ปัญญา วิมุตติ" ดังนี้

ทมะ     :   มีอาการที่เจตนาเข้าไปทำใจไว้ในอารมณ์แห่งกุศล ทำไว้ในใจถึงกุศล ทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงความไม่ยึด ความไม่ติดใจข้องแวะในสิ่งไรๆทั้งภายนอกทั้งภายใน ความว่าง เป็นที่ว่าง ความไม่มี
มีสติตั้งอยู่เป็นเบื้องหน้า ขันติ โสรัจจะ ให้สติสังขารอยู่โดยรอบ

อุปสมะ  :   ความสิ้น ความดับ ความสละคืน เป็นผลอันเกิดจากทมะนั้น
มีสมาธิ ปัญญา วิราคะ วิมุตติ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดผล




การเพ่งกสินแสง อาโลกกสิน อาโลกสัญญา

"เอาจิตกำหนดนิมิตความจำได้ในดวงแสง..จิตจับที่ดวงแสงสว่าง" ดวงแก้ว ดวงแสงไฟที่สว่างไสว "แต่ให้จิตเพ่งที่ประกายแสงที่ทอเป็นประกายออกมาจากดวงแสงสว่างนั้นๆเท่านั้น ด้วยรู้ว่านี้คือแสง" บริกรรม อาโลกังกสินัง แสงๆ หรือทำไว้ในใจให้รู้ว่าแสงก็ได้


**แต่หากทำอาโลกสัญญาในอิทธิบาท ๔ คือ จิตที่สว่างไสว ให้นึกถึงดวงจิตที่สว่างไสวเป็นสีทองเป็นประกายจ้าที่เราเคยเห็นในสมาธิ หากลืมแล้วระลึกไม่ได้แล้ว ก็ให้เอาจิตกำหนดรูปที่จำได้ถึงที่ดวงแก้ว ดวงไฟ หลอดไฟสปอร์ตไลท์สีขาวหรือเหลืองทอง ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ที่สว่างไสว แล้วเพ่งในอารมณ์นั้นไปเรื่อยๆ เอาจิตเพ่ง ทำว่าจิตเรานี้แหละปกติสว่างไสวเป็นเหมือนดวงไฟที่สว่างไสวนั้น เวลาเราใช้จิตเพ่งเรากำหนดทำอยู่ 2 จุดที่เป็นสติ คือ

1. หลับตามองออกไปที่เบื้องหน้ากำหนดระลึกถึงดวงไฟที่สว่างไสวนั้น

2. หลับตากำหนดว่าจิตเป็นดวงไฟ เอาจิตเพ่งดวงไปสภาวะที่สติจับเป็นฐานที่อาศัยจิตคือเหนือสะดือขึ้นมานิดหน่อย สังเกตุรู้โดยจุดพักลม จุดที่ลมผัสสะที่ท้องที่รู้สึกได้ในอานาปานสติ

3. กำหนดว่าดวงไฟที่สว่างไสวเหล่านั้นคือ ดวงจิต คือ มโน คือ ปฏิสนธิวิญญาณของเรา ที่ปกติมันสว่างไสวเพราะไม่มีกิเลส อาศัยกิเลสที่จรมาให้หม่นหมองเหมือนหมอกบังจันทร์ ดังนั้นก็ทำให้ดวงจิตนั้นสว่างไสว คือ กำหนดดวงไฟนั้นแหละเอาจิตจับจำเพาะดวงไฟที่สว่างไสวนั้นโดยไม่สน ไม่ยึดความคิดทั้งปวง กิเลสทั้งปวง พึงตั้งว่าจิตไม่มีกิเลส ดวงจิตจึงสว่างไสว ทำใจให้ไม่มีกิเลสนิวรณ์ก็คือเอาจิตจับแต่ดวงไฟที่สว่างไสวเท่านั้น ไม่ทำให้ดวงไฟนั้นหม่นหมอง ทำไปเรื่อยๆ บ้างดวงไฟแยยกร่างย้ายไปมุมบน ล่าง ซ้าย ขวา หรือซ้อนกัน ก็แค่ให้รู้ ทำใจให้เฉยรู้แค่เป้นดวงแสง มันจะไปที่ไหนก็ช่างก็คือดวงจิตที่สว่างไสว คือดวงแสง แต่ไม่เอาจิตวิ่งไปตามมัน ปักหลักตัวรู้ไว้กับที่ มันจะเกิด จะดับก็ช่างมัน ปักหลักตัวรู้ให้อยู่กับที่ไว้ เดี๋ยวมันก็ปรากฏมาใหม่เอง อยู่เบื้องหน้าเลย ภาวะนี้ถ้าจิตวูบ มันดิ้งลงไปในนิมิต รู้แต่อยู่ไม่มีความคิดเหมือนคลับคล้ายคลับคลาลางๆ เหมือนจะจำอะไรไม่ได้ เหมือนจะวูบไห เหมือนจะหลัง จะดิ่งไปในนิมิตก็ช่างมันปล่อยมันไปให้สุดนั้นแหละ มันจะเข้าฌาณเอง








Create Date : 25 ธันวาคม 2558
Last Update : 11 ตุลาคม 2559 22:58:29 น.
Counter : 631 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 1075032
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]