Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
10 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
ไขปัญหาตาต้อ ตอน ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก

 

 

Article : ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์

“ต้อ”จัดเป็นกลุ่มของโรคตาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่อยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันดวงตา ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อของต้อเนื้อ ต้อลม และต้อกระจกได้ง่าย เมื่อเป็นแล้วก็ต้องรักษา แต่จะรักษาด้วยวิธีไหนนั้น บางทีก็เลือกยาก เพราะฉะนั้นลองมาหาคำตอบจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกัน

ถาม : ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดลอกต้อลม คือ ที่ดวงตาทั้ง 2 ข้างมีก้อนเนื้อสีเหลืองๆ ดูแล้วไม่สวยงามจึงอยากจะลอกออก ไม่ทราบว่าสามารถทำได้หรือไม่ หรือพอมีทางรักษาไหม แล้วค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร ใช้เวลาในการผ่าตัดนานไหมคะ
ตอบ : ต้อลมเป็นเพียงตุ่มก้อนเนื้อสีเหลืองบริเวณตาขาวชิดตาดำ โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดโทษมากนัก นอกจากมีอาการแดงและระคายเคืองเป็นบางครั้ง และแลดูไม่สวยงาม ควรรักษาโดยการใช้ยาหยอดตา และหลีกเลี่ยงแสงแดด ลม ควันบุหรี่ ด้วยการใส่แว่นตากันแดดช่วย ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะบางคนแม้ว่าไปลอกต้อออก แต่พอกลับไปสู่สิ่งแวดล้อมเดิมๆ และไม่มีการป้องกันดวงตา ต้อก็อาจกลับคืนใหม่ได้ และจากการสังเกตของพวกเราซึ่งเป็นจักษุแพทย์ก็พบว่า มักจะเป็นการกลับคืนใหม่ที่ใหญ่และแดงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


ถาม : ไปตรวจต้อเนื้อมาแล้วหมอบอกว่าควรทำการผ่าตัดโดยการเพาะเนื้อเยื่อ อยากทราบว่าเมื่อเทียบกับการลอกต้อเนื้อธรรมดา อย่างไหนจะให้ผลดีกว่ากัน รวมถึงอยากทราบค่าใช้จ่ายของการรักษาทั้งสองประเภท ปัจจุบันผมอายุ 41 ปี ใช้สายตามาก ต้องขับรถช่วงกลางคืนเป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน และใช้สายตากับคอมพิวเตอร์วันละ 3 ชั่วโมงครับ
ตอบ : การลอกต้อเนื้อในปัจจุบันที่ทำกันอยู่คือ ลอกต้อออกเฉยๆ กับลอกต้อออกร่วมกับการปลูกเนื้อเยื่อบริเวณที่ลอก เพื่อป้องกันการกลับคืนของต้อเนื้อ ซึ่งวิธีแรกจะทำได้ง่าย รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายถูก ส่วนวิธีที่ 2 จะขึ้นอยู่กับว่าเอาเนื้อเยื่ออะไรมาปลูก อาจเป็นเนื้อเยื่อบริเวณอื่นในตาคนไข้ หรือเนื้อเยื่อรก ซึ่งจัดเก็บจากรกเด็กหลังคลอด จึงมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
ส่วนจะเลือกรักษาด้วยวิธีใดนั้น ถ้าเป็นผู้ป่วยสูงอายุที่ต้อมีโอกาสกลับคืนน้อย อาจจะเลือกทำวิธีแรก แต่คุณเพิ่งอายุ 41 ปี โอกาสต้อกลับคืนยังมีสูงจึงควรเลือกใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนค่าใช้จ่ายของแต่ละวิธีคงต้องสอบถามจากสถานพยาบาลค่ะ

ถาม : อยากทราบถึงการรักษาต้อเนื้อว่ามีขั้นตอนอย่างไร ใช้เวลารักษานานไหม ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเปล่า และหายขาดไหม
ตอบ : ก่อนอื่นต้องขอแนะนำวิธีการป้องกันก่อน นั่นคือหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดต้อเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ลม ควันไฟ และสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเยื่อบุตา ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถทำได้ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวี
แต่ถ้าเป็นแล้ว หากเป็นต้อเนื้อขนาดเล็กเข้าใกล้ตาดำเพียงเล็กน้อยก็จะรักษาตามอาการ เช่น ถ้ามีอาการระคายเคือง แดง ก็มักใช้ยาหยอดแก้อาการ แต่ถ้าเป็นมาก ลามเข้าตาดำมาก แดง และระคายเคืองบ่อย หรือทำให้สายตามัวลงด้วย ก็ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการผ่าตัดลอกต้อเนื้อออก ซึ่งโดยทั่วไป การผ่าตัดลอกต้อเนื้อทำได้โดยไม่ต้องรับตัวไว้นอนในโรงพยาบาล ทำเสร็จคนไข้สามารถกลับบ้านได้เลยค่ะ


ถาม : ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นโรคต้อลม เพราะตาขาวมีสีน้ำตาลบริเวณหัวตาและหางตา รวมถึงตาเริ่มมีอาการระคายเคืองหลังตื่นนอน อยากทราบว่ามีวิธีรักษาให้ตาขาวใสเหมือนเดิมไหม ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด ใช้แสงเลเซอร์ หรือวิธีอื่นๆ และค่าใช้จ่ายในการรักษาประมาณเท่าไรคะ
ตอบ : ต้อลมเกิดเนื่องจากตาโดนแสง ฝุ่นละออง และสิ่งระคายเคืองต่างๆ เป็นเวลานานๆ จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้โดยการใช้แว่นกันแดด ต้อจะได้ไม่ลาม ซึ่งหากเป็นเพียงต้อลมก็จะมีอาการระคายเคืองเป็นบางครั้ง แต่ไม่ทำให้สายตามัวลง จึงไม่นิยมรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณรู้สึกกังวลกับมันมากก็ผ่าตัดออกได้ แม้ว่าจะไม่น่าทำนัก เพราะหลังผ่าตัดไปแล้วหากคุณยังกลับไปพบกับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ต้อก็อาจกลับมาเป็นใหม่ ซึ่งมักจะใหญ่และลุกลามเร็วกว่าเดิม (จากการสังเกตของจักษุแพทย์หลายๆ คน)

ถาม : คุณแม่อายุ 65 ปี ไปตรวจตามา คุณหมอบอกว่าเป็นต้อกระจก ให้ทำการผ่าตัดได้ อยากขอปรึกษาว่า
1.ถ้ายังไม่ผ่าตัดในทันทีจะทิ้งไว้ได้นานกี่ปีคะ
2.การผ่าตัดมีสิทธิ์ที่จะไม่ประสบความสำเร็จไหมคะ เช่น ทำให้มองไม่เห็น หรืออาการไม่ดีขึ้น
3.เลนส์มีกี่ยี่ห้อ และยี่ห้อไหนคุ้มกับราคาคะ
ตอบ : 1.คงต้องขึ้นอยู่กับระยะของโรคต้อกระจกว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน แก่หรือต้อสุกหรือยัง ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจคงจะบอกคุณได้ค่ะ แต่ถ้าต้อสุกก็ไม่ควรรอนาน ถ้ายังไม่สุกก็รอได้ค่ะ
2.ถ้าเป็นเพียงต้อกระจกอย่างเดียวโดยที่ประสาทตาปกติดี การผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จ คือ มองเห็นดีขึ้นมากกว่า 90% ขึ้นไปค่ะ
3.เลนส์เทียมมีหลายยี่ห้อ ต้องสอบถามแพทย์ที่จะผ่าตัดดูค่ะ


ถาม : ดิฉันเป็นทั้งต้อกระจกและต้อเนื้อ ไม่ทราบว่าจะเสียค่ารักษาประมาณเท่าไรคะ และสามารถรักษาได้ด้วยวิธีอะไรบ้างคะ
ตอบ : ในปัจจุบัน การรักษาต้อกระจกจะใช้วิธีการผ่าตัดที่เรียกว่าการสลายต้อเนื้อ (Phacoemulsification) ด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound) ร่วมกับการฝังแก้วตาเทียม ซึ่งทั่วไปการผ่าตัดทำได้โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาผ่าประมาณครึ่งชั่วโมง ฉะนั้นผู้ป่วยอาจเลือกผ่าตัดแบบไม่ต้องนอนที่โรงพยาบาล หรือนอนเพียง 1 คืน เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ป่วยก็ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงพยาบาลและชนิดของแก้วตาเทียม
แต่หากมีต้อเนื้อร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาลอกต้อเนื้อออกไปพร้อมกัน หรือถ้าเป็นเพียงเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้องเอาออก

ถาม : ถ้าจะทำการผ่าตัดต้อกระจกให้กับผู้สูงอายุประมาณ 70 ปี ควรจะเลือกใช้วิธีแบบไหน ถ้าใช้วิธีการทำอัลตราซาวนด์จะดีกว่าไหม ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณเท่าไรคะ
ตอบ : การผ่าตัดต้อกระจกด้วยอัลตราซาวนด์จะดีกว่า เพราะแผลมีขนาดเล็กกว่า ไม่ต้องเย็บ ไม่มีไหมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในตอนหลัง แต่อาจจะทำไม่ได้ในผู้ป่วยทุกคน เช่น ในกรณีที่ต้อกระจกแข็งมาก แก้วตาเคลื่อน หรือเยื่อยึดแก้วตาเสื่อม เป็นต้น

ถาม : รบกวนสอบถามรายละเอียดการรักษาต้อกระจกสำหรับผู้ป่วยผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน อายุประมาณ 60 ปีด้วยครับ
ตอบ : หลายๆ ท่านที่คิดว่า หากผู้ป่วยต้อกระจกที่ควรรับการผ่าตัด บังเอิญเป็นเบาหวานจะทำการผ่าตัดไม่ได้นั้น คงต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหากสามารถควบคุมเบาหวานให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระยะที่เหมาะสมก็สามารถผ่าตัดได้ โดยแผลผ่าตัดจะหายเร็วเช่นเดียวกับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นก่อนผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลก่อน ส่วนวิธีการผ่าตัดก็เหมือนกับต้อกระจกในคนทั่วไป คือ ทำการลอกต้อด้วยวิธีที่เรียกว่า phacoemulsification ตามด้วยการฝังแก้วตาเทียม ราคาค่าใช้จ่ายก็คล้ายกับผู้ป่วยต้อกระจกทั่วไป แต่มีข้อที่ควรระมัดระวังในผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมักมีแผลติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป คือ การรักษาความสะอาด เพราะฉะนั้นจึงควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด อีกประการหนึ่ง หลังผ่าตัดควรติดตามดูต่อไปด้วยว่าจะมีเบาหวานทำลายจอประสาทตาหรือไม่ เพราะบางคนหลังผ่าตัดตาจะมองเห็นดีไป 2-3 ปี แต่พอไม่สนใจเรื่องเบาหวาน ปล่อยให้เบาหวานทำลายจอประสาทตาก็จะทำให้ตามัวลงได้ในภายหลัง

ถาม : คุณแม่เป็นโรคเบาหวานมา 8-9 ปี ปัจจุบันการมองเห็นเริ่มพร่ามัว และมีเงาดำลอยไปมา จึงอยากทราบว่า ถ้าคุณแม่เป็นต้อกระจกจะมีวิธีการรักษาอย่างไร เหมือนหรือต่างจากโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาหรือไม่ และค่าใช้จ่ายในการรักษาจะอยู่ประมาณเท่าไรคะ ขอบคุณค่ะ
ตอบ : ต้อกระจกเป็นการเสื่อมของแก้วตา มักพบในผู้สูงอายุเกือบทุกคน โดยหากเสื่อมมากจะทำให้มัวจนมีปัญหาเรื่องการมองเห็นและการประกอบภารกิจประจำวัน สมควรรักษาโดยการผ่าตัด ส่วนเบาหวานขึ้นจอตาเป็นภาวะผิดปกติที่จอตาจากการเป็นเบาหวานมานาน และการคุมเบาหวานที่ไม่ดี ทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอตา คือ มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึมออกมา มีการตายของจอตาเป็นหย่อมๆ จากการขาดเลือดมาเลี้ยง วิธีรักษาจึงต่างจากต้อกระจกโดยสิ้นเชิง คือต้องควบคุมเบาหวานและรักษาจอตาที่ผิดปกติด้วยแสงเลเซอร์ (ซึ่งอาจต้องทำหลายครั้ง) แต่หากจอตาเสียมากจนเลเซอร์คุมไม่ได้ ก็ต้องรับการผ่าตัดน้ำวุ้นและจอตาค่ะ


ถาม : ปัจจุบันอายุ 30 ปี เป็นต้อกระจกที่ตาด้านซ้าย ซึ่งเคยผ่าตัดจอประสาทตามาก่อน ส่วนตาด้านขวารักษาโดยการยิงเลเซอร์เมื่อ 13 ปีที่แล้ว และมีโอกาสที่ตาข้างนี้จะเป็นต้อกระจกเหมือนกัน ตอนนี้กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเลนส์ชนิดไหนดีระหว่าง
1.เลนส์โมโนที่มีข้อดีเกี่ยวกับสภาพแสง แต่มองใกล้ไม่ชัด ทำให้ต้องใส่แว่นในการอ่านหนังสือ และไม่แน่ใจว่าหากเป็นวัตถุอื่นจะมองเห็นไม่ชัดด้วยหรือเปล่าหากมองจากระยะไกล
2.เลนส์ชนิดมัลติ ที่มีข้อดีตรงสามารถมองได้ชัดทั้งใกล้และไกล แต่ในสภาพแสงสลัวประสิทธิภาพของเลนส์จะลดลง จึงอยากทราบว่าแสงสลัวในที่นี้คือมืดขนาดไหน และแสงไฟบนถนนเวลาขับรถจะเพียงพอต่อเลนส์ชนิดนี้หรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยเองทำงานเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ซึ่งต้องถ่ายภาพทั้งระยะใกล้และไกล และบางงานต้องทำงานในสภาพแสงน้อยด้วย จึงขอเรียนถามและขอคำแนะนำ
ตอบ : เลนส์โมโนใช้กันมาหลายปีแล้ว ส่วนเลนส์ชนิดมัลติเพิ่งมีการใช้กันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยราคาเลนส์มัลติจะแพงกว่ามาก และผู้ป่วยที่เลือกใส่เลนส์ชนิดนี้ไปแล้วก็มีทั้งพอใจและไม่พอใจคละกันไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ใส่เลนส์มัลติมีความคาดหวังมาก ทั้งๆ ที่เลนส์มัลติอาจจะเหมาะกับบางคนที่ไม่ต้องการใส่แว่นเลยและไม่ได้ใช้สายตามาก (หมายถึงไม่ต้องการใช้ความชัดเจนของสายตาในการทำงานมากนัก) และควรจะเป็นผู้ป่วยที่คาดว่าต้องผ่าตัดตาทั้ง 2 ข้างในเวลาอันใกล้ โดยผู้ที่มีสายตายาวอยู่ก่อนมักจะพอใจกับการใส่เลนส์มัลติมากกว่าผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่ก่อน

ถาม : หลังผ่าตัดต้อกระจกประมาณ 1 อาทิตย์ แผลที่ผ่าจะเกิดการอักเสบได้เองโดยไม่มีการติดเชื้อหรือไม่ นอกจากนี้จักษุแพทย์ยังบอกว่า การที่เราเห็นจุดดำๆ เล็กๆ มากมายเต็มลูกตานั้น เกิดจากเม็ดเลือดขาวซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เลนส์ตาอักเสบ ไม่ใช่ในวุ้นน้ำตา เมื่อการอักเสบหายไป จุดดำๆ ก็จะหายไปเองในที่สุด ข้อคิดเห็นนี้ผิดหรือถูกอย่างไรครับ
ตอบ : ภายหลังการผ่าตัดทุกชนิด เนื้อเยื่อบริเวณผ่าตัดจะได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจึงมีปฏิกิริยาในการซ่อมแซมและรักษาแผลที่เกิดขึ้น (ซึ่งอาจเรียกง่ายๆ ว่าการอักเสบที่ไม่ได้ติดเชื้อ) แต่ถ้าแผลนั้นมีอาการติดเชื้อ คือ มีเชื้อโรคเข้าไปผสมจะเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว หรือมีอาการของการอักเสบมากขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะตรวจและบอกว่าอันไหนเป็นการอักเสบธรรมดาหรือเป็นการอักเสบเพราะติดเชื้อค่ะ คุณเข้าใจถูกแล้วว่าหลังผ่าตัดจะมีการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อทุกคน อันเป็นที่มาของการใช้ยาหลังผ่าตัด
สำหรับการเห็นจุดดำ ซึ่งหมายถึงตัวผู้ป่วยมองไปข้างหน้าแล้วเห็นจุดดำลอยไปมานั้น (แต่มักจะไม่มากมายอย่างที่คุณพูด) ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดปกติของน้ำวุ้นตา แต่ถ้ามีเม็ดเลือดขาวติดที่เลนส์แก้วตาเทียมมากมาย (มักจะเกิดจากการอักเสบติดเชื้อ เพราะถ้าอักเสบแบบไม่ติดเชื้อจะไม่ค่อยพบเม็ดเลือดขาวติดที่แก้วตาเทียม หรือถ้ามีก็เล็กน้อย) เจ้าตัวมักจะรู้สึกว่าตามัวลง เห็นไม่ชัด จะไม่ได้เห็นเป็นจุดดำลอยไปมา


ถาม : นัดกับคุณหมอว่าจะทำการผ่าตัดต้อกระจกเร็วๆ นี้ และได้ทราบว่าตอนมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านหลังการผ่าตัด เขาให้สวมแว่นพรางแสงเพื่อไม่ให้ดวงตาได้รับแสงมากเกินไป จึงขอความกรุณาคุณหมอแนะนำด้วยว่า แว่นที่ว่านี้จำเป็นจะต้องสีดำสนิทแบบแว่นกันแดดเท่านั้น หรือว่าเป็นแว่นสีชาหรือสีเขียวอ่อนที่พรางแสงได้ในระดับหนึ่งก็ได้ครับ เพราะแถวที่ผมอยู่ไม่มีร้านแว่นตา ขากลับจากโรงพยาบาลจะได้หาโอกาสซื้อมาเลย ขอบพระคุณที่กรุณาแนะนำครับ
ตอบ : หลังการผ่าตัดใหม่ๆ มักจะมีอาการอักเสบเล็กน้อย (ไม่ใช่ติดเชื้อนะคะ) เพราะแผลยังไม่หายสนิท ทำให้มีอาการตาแดง แสบตา สู้แสงไม่ได้ หมอจึงมักแนะนำให้ใส่แว่นกันแดด ซึ่งนอกจากทำให้สบายตาขึ้นแล้วยังป้องกันมิให้ฝุ่นละอองเข้าตาด้วย แว่นที่ว่านี้จะต้องดำสนิทหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับว่าหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะอยู่ในบ้านหรือออกไปทำธุระกลางแจ้งมากกว่ากัน ถ้าออกกลางแดดมากกว่าก็คงต้องเลือกสีเข้มหน่อย ถ้าอยู่แต่ในบ้านเลือกสีจางๆ ก็พอค่ะ

ที่มา : healthtoday.net




Create Date : 10 มิถุนายน 2557
Last Update : 10 มิถุนายน 2557 11:37:45 น. 0 comments
Counter : 376 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เอ็กซ์ซ่า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]








Friends' blogs
[Add เอ็กซ์ซ่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.