Welcome to my blog
3 วัน 2 คืน สุราษฎร์+นครฯ สัมผัสเสน่ห์เมืองเก่าและวัฒนธรรมแดนใต้ (ตอนที่ 2: จากบ้านดอนสู่ไชยา)


สถานที่ท่องเที่ยว : ตึกเก่า สะพานโค้ง, สุราษฎร์ธานี Thailand
พิกัด GPS : 9° 8' 39.30" N 99° 19' 28.57" E
 
วันที่หนึ่ง

เช้าวันนี้ ผมออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสุราษฎร์ธานีด้วยสายการบิน Air Asia เจ้าเก่าที่คุ้นเคย ไปถึงที่สุราษฎร์ธานีตอน 11.20 น. ครับ
 

 ท่าอากาศยานนานาชาติสุราษฎร์ธานี

เป็นสนามบินนานาชาติอยู่ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีเที่ยวบินของสายการบินต่างๆทั้งไทยและต่างประเทศไปลง ไม่ว่าจะเป็น Air Asia, Nok Air, Lion Air, Thai smile, Malindo air, Spring Airline และ China southern airline ซึ่งเชื่อมต่อกับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, จีน และมาเลเซีย

นักท่องเที่ยวหลายคนยังนิยมใช้สนามบินนี้ เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนเชี่ยวหลาน, เขาสก, เกาะสมุย, เกาะพะงัน และ เกาะเต่า ซึ่งมีรถรับส่งจากสนามบินนี้ให้บริการไปยังจุดหมายยอดนิยมเหล่านี้ด้วย เรียกว่าเดินทางสะดวกไม่ยากเย็นเลยครับ
 

 
การเดินทางจากสนามบินสุราษฎร์ธานีเข้าเมือง

การเดินทางจากสนามบินสุราษฎร์ธานีเข้าเมืองถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นๆของประเทศไทย เนื่องจากมีบริการค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ Taxi สนามบิน, รถสองแถว ไปจนถึง Airport bus 

 

สำหรับ Airport bus ของสนามบินสุราษฎร์ธานีเป็นของ บริษัท พันทิพย์ ดังนั้นพอลงจากเครื่องให้หาบูธของบริษัท แล้วซื้อตั๋วเข้าเมืองซึ่งราคาจะอยู่ที่ 100 บาท รถจะวิ่งไปสุดที่คิวรถตรงตลาดเกษตรในเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของผมที่จองไว้คือ โรงแรมราชธานี ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airport bus ดูได้ที่นี่ https://www.phantiptravel.com/

 
โรงแรมราชธานี (Rajthani Hotel)

เป็นโรงแรมใจกลางเมืองสุราษฎร์ธานีในราคาค่อนข้างย่อมเยา (600 บาทต่อคืน) ในด้านทำเลถือว่าดีมากคือ อยู่ใกล้กับคิวรถที่จะไปยังพระบรมธาตุไชยา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนในแง่การบริการก็ถือว่า อยู่ในระดับมาตรฐาน ห้องพักสะอาด ตกแต่งสวยงาม ถือเป็นโรงแรมที่ผมชอบมากอีกที่หนึ่งเลยครับ

 



 
เนื่องจากโรงแรมนี้สามารถเช็คอินได้ตอนบ่ายสอง แต่ผมมาถึงตั้งแต่ 11 โมงกว่า เลยยังเข้าห้องไม่ได้ ผมจึงไปฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วไปหาอาหารเที่ยงกิน ก่อนจะกลับมาเช็คอินอีกรอบในตอนบ่ายครับ

ร้านลำพู
3

ร้านนี้เป็นร้านที่ทางโรงแรมแนะนำมา และถือเป็นร้านที่ต้องห้ามพลาดของเมืองสุราษฎร์ธานีครับ ตัวร้านอยู่ริมปากแม่น้ำตาปี นอกเมืองออกไปเล็กน้อย (ผมเรียก Grab จากทางโรงแรมมาที่นี่)
 

 
ร้านนี้ก็ขายอาหารทะเลทั่วไป แต่สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาที่สุราษฎร์ธานีก็คือ หอยนางรมสดๆ ตัวใหญ่แบบนี้ครับ (หอยนางรมถือเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงขนาดเอาไปตั้งเป็นคำขวัญเลยทีเดียว)
 

 
พอทานอาหารเสร็จ ผมก็เรียก Grab กลับไปที่โรงแรม จัดการเช็คอิน แล้วก็ได้เวลาเที่ยวครับ

ที่เที่ยวในเมืองสุราษฎร์ธานี

จริงๆในเมืองสุราษฎร์ธานีไม่ค่อยมีที่เที่ยวอะไรเด่นๆเท่าไหร่ แต่ถ้าจะเที่ยวจริงๆก็พอจะมีที่เที่ยวอยู่บ้าง โดยสถานที่ๆจะมาแนะนำในวันนี้ทั้งหมดสามารถเดินได้จากโรงแรมราชธานี

คนสุราษฎร์แท้ๆ จะนิยมเรียกบริเวณตัวเมืองว่า บ้านดอน ซึ่งครอบคลุมสถานที่ทั้งหมดที่ผมจะมารีวิวในวันนี้ครับ


แผนที่ฉบับขยายของเมืองสุราษฎร์ดูได้ที่นี่ https://www.booking.com/hotel/th/rajthani.th.html

1. พระมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมแกรนิตขาว สูงที่สุดในประเทศไทย 

อยู่ใกล้กับโรงแรมราชธานีมาก เดินไปแค่ 1 นาที (160 เมตร) ตั้งอยู่ภายใน ศาลเจ้าของมูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน

 
 
องค์เจ้าแม่สลักจากหินแกรนิตขาว มีความสูงถึง 12 เมตร และถือว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี และใช้งบประมาณสูงถึง 40 ล้านบาท โดยได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดอื่นๆของไทย

ว่ากันว่า  ความสูง 12 เมตร ของพระมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม นั้นมีความหมายซ่อนไว้ นั้นก็คือ เลข 12 ซึ่งหมายถึง 12 ราศี กล่าวคือ ทุกราศีหากได้มาสักการะบูชาล้วนเป็นสิริมงคล 

 

2. วัดพัฒนาราม

เป็นวัดเก่าตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2439 มี หลวงพ่อพัฒน์ นารโท เป็นผู้สร้างวัดและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ด้วยเงินเพียง 6 บาท

วัดพัฒนารามเป็นวัดสำคัญที่มีประวัติการสร้างในในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ของทางราชการมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ. 2475 นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีความน่าสนใจ เพราะเป็นจิตรกรรมแบบไทยประเพณีที่แสดงเรื่องราวทางพุทธประวัติพร้อมกับข้อความอธิบายใต้ภาพแต่ละห้อง โดยสอดแทรกสภาพวิถีชีวิตของผู้คนสุราษฎร์ธานีในยุคสมัยนั้น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การปรากฏภาพของชาวต่างชาติและการแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ตรงกับประวัติของการสร้างพระอุโบสถแห่งนี้ อันเป็นสมัยที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เพื่อให้ทัดเทียมอารยประเทศ

 

 
หลวงพ่อพัฒน์ มรณภาพลงในท่านั่งสมาธิในปีพ.ศ. 2485 และได้มีการบรรจุศพของท่านเก็บไว้จนกระทั่งปี พ.ศ. 2491 เมื่อเปิดโลงที่บรรจุสังขารท่านอีกครั้งปรากฏว่าสังขารไม่เน่าเปื่อยแม้ว่าท่านได้มรณภาพลงไปหลายปีแล้วก็ตาม ยังความศรัทธาแก่ประชาชนไม่เสื่อมคลาย
 

 
3. ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี

ทุกจังหวัดของประเทศไทยต้องมีศาลหลักเมืองไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสักการะของประชาชนภายในจังหวัด ที่สุราษฎร์ก็เช่นเดียวกันครับ แต่ความพิเศษของศาลหลักเมืองที่นี่คือ มีการผสมผสานศิลปะแบบศรีวิชัย ซึ่งเป็นรากเหง้าของจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปด้วย

 



 
4. สะพานข้ามแม่น้ำตาปี และทางเดินริมฝั่งแม่น้ำตาปี

แม่น้ำตาปี เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราช และไหลสู่อ่าวไทยบริเวณบ้านดอน อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เนื่องจากแม่น้ำตาปี ไหลผ่ากลางเมืองสุราษฎร์ ดังนั้นทางเทศบาลเมืองจึงสร้างที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งทางเดินริมฝั่งแม่น้ำ สวนสาธารณะ รวมไปถึงสะพานที่จะใช้ข้ามแม่น้ำ ผมจึงแนะนำให้มาเดินเที่ยวตอนเย็น ชมพระอาทิตย์ตกดิน จะได้บรรยากาศดีมากครับ

 



 
ใกล้กับสะพานจะเป็นท่าเรือ เราสามารถขึ้นเรือจากที่นี่ไปยังเกาะต่างๆ ทั้งสมุย พะงัน และเกาะเต่าได้ด้วย
 

 
เกาะกลางแม่น้ำตรงนี้เรียกว่า เกาะลำพู เป็นสวนสาธารณะและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสุราษฎร์ธานีครับ
 

5. ตึกเก่า สะพานโค้ง

ถ้าใครเดินเที่ยวเมืองสุราษฎร์จนถึงตอนเย็น ผมแนะนำว่า ไม่ควรพลาดที่นี่ครับ

จริงๆ ในเมืองสุราษฎร์มีตึกเก่าๆ อายุมากกว่า 100 ปีในสไตล์ชิโนโปรตุกีสอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่ตึกที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นก็คงเป็นตึกที่ ถนนเศรษฐภักดี ซึ่งมีสะพานโค้งเชื่อมระหว่างตึก 2 แห่ง

 

บริเวณรอบๆนี้ยังเป็นที่ตั้งของตลาดขายของเก่า ผสมผสานกับความวินเทจของตึกรอบๆบริเวณนี้ ใครชอบถ่ายภาพสไตล์นี้แนะนำว่า ไม่ควรพลาดที่นี่เลยครับ
 



ที่นี่ยังมี Street art สวยๆ คล้ายๆกับที่ปีนัง หรือเบตงที่ผมเพิ่งไปมาก่อนหน้านี้ แม้จะมีไม่เยอะเท่า แต่ผมว่าก็สวยงามใช้ได้เลย ดังนั้น ถ้าใครมีเวลาแนะนำให้มาเที่ยวที่นี่กันเยอะๆนะครับ
 



ผมเที่ยวชมที่ตึกเก่า สะพานโค้งเป็นที่สุดท้าย จากนั้นก็กลับที่พักเพื่อไปพักผ่อนนอนเอาแรง สำหรับการเที่ยวในวันพรุ่งนี้ต่อไป 

วันที่สอง

แผนการเดินทางในวันนี้ ในตอนเช้าผมจะเดินทางออกนอกเมืองสุราษฎร์ไปยังอำเภอไชยา เพื่อสักการะพระบรมธาตุไชยา จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าตัวเมือง แล้วเดินทางต่อไปยังนครศรีธรรมราชในช่วงบ่ายครับ

เนื่องจากการเดินทางไปยังพระบรมธาตุไชยาในอินเตอร์เน็ตหาได้น้อยมาก ดังนั้นผมจะพามาลงรายละเอียดตรงนี้ให้มากขึ้นนะครับ เผื่อใครมีโอกาสจะไปตามรอย

 


การเดินทางจากเมืองสุราษฎร์ไปยังพระบรมธาตุไชยา

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระบรมธาตุไชยาไม่ได้อยู่ในเมืองสุราษฎร์ แต่อยู่ที่อำเภอไชยา ซึ่งห่างจากเมืองราวๆ 40 km และตัววัดก็ไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอ แต่อยู่ห่างออกมาประมาณ 2 กิโลเมตรครับ

วิธีการเดินทางไปยังที่นี่มีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 วิธี ได้แก่
 
(1) รถส่วนตัว ถ้าใครมาหลายคน การเช่ารถขับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเดินทางมาที่นี่ จากในเมือง มีป้ายมาที่นี่ชัดเจน ไม่มีหลงแน่นอน

(2) รถไฟ ใกล้ๆกับพระบรมธาตุไชยาจะมีสถานีรถไฟไชยา ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1.7 กิโลเมตร ซึ่งเราสามารถขึ้นรถไฟจากสถานีสุราษฎร์ธานีมาที่นี่ได้ แต่ปัญหาคือ สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานีมันอยู่ห่างออกไปนอกเมืองราว 16 กิโลเมตร ดังนั้น ถ้าจะเดินทางจากสุราษฎร์ ผมไม่แนะนำวิธีนี้ครับ (ยกเว้นว่า ใครจะแบกเป้เที่ยวมาจากกรุงเทพ หรือชุมพร การนั่งรถไฟมาที่นี่จะสะดวกกว่า)

(3) รถสองแถว/รถตู้ เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว โดยคิวรถสองแถวกับรถตู้จะอยู่ที่ตลาดเกษตร ใกล้ๆกับโรงแรมที่ผมพักเลย 

ในทริปนี้ผมเลือกรถตู้ครับ ค่ารถตู้ไปไชยาจะอยู่ที่ 70 บาท แต่เราต้องบอกคนขับว่า จะลงหน้าวัดพระบรมธาตุไชยา ไม่งั้นเค้าจะพาเราไปลงในเมือง ซึ่งต้องต่อรถออกมาอีกที

 

วัดพระบรมธาตุไชยา

เป็นปูชนียสถานและศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างขึ้นเมื่อราวๆ 1 พันปีก่อนในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย และเป็นพุทธสถานแห่งเดียวของไทยที่ยังคงศิลปกรรมแบบศรีวิชัยไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์


สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้ ได้แก่

(1) พระวิหารคต 
อยู่โดยรอบเจดีย์พระบรมธาตุไชยา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสกุลช่างไชยา ขนาดและปางต่างๆ รวมทั้งสิ้น 180 องค์ และมีพระเจดีย์, หอระฆัง, รูปปั้นพระชยา ภิวัฒน์ ผู้เป็นประธานในการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยราชการที่ 5 


(2) พระวิหารหลวง พระวิหารหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์พระบรมธาตุไชยา สร้างยื่นล้ำเข้าไปในพระวิหารคด ในพระวิหารหลวงมี พระพุทธใหญ่น้อยหลายองค์ 

(3) พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์เจดีย์พระบรมธาตุ นอกกำแพงพระวิหารคด เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 1335 แต่เดิมนั้นมีใบพัทธสีมาเพียงใบเดียวเรียงรายรอบพระอุโบสถ

จนถึงสมัยที่พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท แบบลังกาได้แผ่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 1800 พระสงฆ์ลังกาได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาซ้ำลงในที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้พระพุทธศาสนาบริสุทธิ์มีความมั่นคง และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ วัดพระบรมธาตุไชยาจึงมีใบพัทธสีมา 2 ใบ ดังปรากฎเห็นอยู่ในปัจจุบัน


(4) พระพุทธรูปศิลาทรายแดง 3 องค์ สร้างในสมัยอยุธยา โดยฝีมือสกุลช่างไชยา 
 

(5) วิหารหลวงพ่อโต
 

ใกล้ๆกับวัดยังมี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา อยู่ด้วย แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไปพิพิธภัณฑ์ปิดจึงพลาดการเข้าไปชมอย่างน่าเสียดายครับ

Note: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศไทยเกือบทุกแห่ง จะปิดในวันจันทร์และวันอังคาร ใครที่ตั้งใจจะมาชม ควรจะเช็คและวางแผนให้ดี ไม่งั้นจะพลาดแบบผมครับ


เดินทางกลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานี

การเดินทางไปที่ตัววัดไม่ยากหรอกครับ แต่มันยากตรงขากลับนี่แหละ ปัญหามันอยู่ที่ว่า วัดนี้อยู่นอกตัวอำเภอออกมา การจะรอรถกลับเข้าตัวเมือง เราจึงต้องออกมายืนรอที่หน้าวัด เพื่อรอให้รถตู้หรือรถสองแถวที่นานๆจะผ่านมาซักคัน แล้วก็ต้องลุ้นด้วยว่าที่นั่งจะเต็มไหม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ เราต้องหาวิธีเข้าไปขึ้นรถที่คิวรถในตัวอำเภอไชยาครับ

ปัญหาคือ เราจะเข้าไปที่ตัวอำเภอยังไง ในเมื่อวัดก็อยู่ห่างจากตัวอำเภอตั้ง 2 กิโลเมตร แถมช่วงที่ผมไปวัดก็เงียบมาก นอกจากผมก็มีคนมาเที่ยวแค่ 2-3 คน วินมอเตอร์ไซค์แถวนั้นก็ไม่มี ภายใต้ความมืดแปดด้านนั้น วิธีการเดียวที่ผมนึกออกคือ เดินกลางแดดร้อนๆตอน 11 โมงครับ

ความโชคดีของผมก็คือ ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ อยู่ดีๆ ก็เจอคุณลุงคนนึงขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมา พอถามเรื่องราวเสร็จ คุณลุงก็อาสาพาผมไปส่งให้ในตัวอำเภอให้ และเมื่อผมไปถึงที่คิวรถก็โชคดีอีกชั้นคือ ผมเป็นคนสุดท้ายของรถในรอบนั้น ไม่งั้นต้องรอไปอีกเป็นชั่วโมง (ถ้ามัวแต่เดินคงไม่ทันแน่) จากเหตุการณ์ในวันนี้ ทำให้ผมซาบซึ้งในน้ำใจของคนไชยามากครับ

Tip: ใครเดินทางมาพระบรมธาตุไชยาโดยรถตู้แบบผม แนะนำให้ขอเบอร์โทรศัพท์ของคนขับไว้ หรือนัดแนะกับคนขับเรื่องเวลาให้เรียบร้อย ไม่งั้นก็จะมีปัญหาแบบผมนี่แหละครับ

ผมเดินทางออกจากตัวเมืองไชยาตอน 11 โมงกว่าๆ กลับถึงตัวเมืองสุราษฎร์ธานีเกือบบ่ายโมง การเดินทางไปเยี่ยมชมพระบรมธาตุไชยาก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ


ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=02-04-2019&group=25&gblog=5
 
ตอนที่ 2: จากบ้านดอนสู่ไชยา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=06-04-2019&group=25&gblog=6
 
ตอนที่ 3: เรื่องเล่าจากเมืองคอน
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=08-04-2019&group=25&gblog=8
 
ตอนที่ 4: ไหว้พระวัดมหาธาตุ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-04-2019&group=25&gblog=9



Create Date : 06 เมษายน 2562
Last Update : 18 มกราคม 2564 22:16:48 น. 4 comments
Counter : 637 Pageviews.

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 7 เมษายน 2562 เวลา:3:15:54 น.  

 
ด้วยความยินดีครับ


โดย: เจ้าสำนักคันฉ่องวารี วันที่: 7 เมษายน 2562 เวลา:10:47:01 น.  

 
ตามไปเที่ยวสุราษฎร์ด้วยคนนะครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 7 เมษายน 2562 เวลา:21:32:41 น.  

 
ตามมาเลยครับ


โดย: เจ้าสำนักคันฉ่องวารี วันที่: 7 เมษายน 2562 เวลา:22:07:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.