เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต (ตอนที่ 3)

พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


วันที่ ๒๑ ตุลาคม ย่ำรุ่งบรรทมตื่นตรัสว่า พระศอแห้ง แล้วเสวยพระสุธารสเย็น คณะแพทย์ไทยถวายพระโอสถแก้พระเสมหะแห้ง รับสั่งว่าอยากจะเสวยอะไรๆ ให้ชุ่มพระศอ สมเด็จพระบรมราชินีนาถถวายน้ำผลเงาะคั้นผล ๑ พอเสวยได้สักครู่เดียวทรงพระอาเจียนออกมาหมด สมเด็จพระบรมราชินีนาถตกพระทัยเรียกหมอทั้ง ๓ คนขึ้นไปตรวจพระอาการ หมอกราบบังคมทูลว่า ที่เสวยน้ำผลเงาะหรือเสวยอะไรอื่นในเวลานี้ไม่ค่อยจะดีเพราะพระกระเพาะว่างและยังอักเสบเป็นพิษอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเสวยพระกระยาหารหรือพระโอสถจึงทำให้ทรงพระอาเจียนออกมาหมด และเสียพระกำลังด้วย สู้อยู่นิ่งๆ ดีกว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกริ้วหมอว่า อาหารก็ไม่ให้กิน ยาก็ไม่ให้กิน ให้นอนนิ่งๆ อยู่เฉยๆ จะรักษาอย่างไรก็ไม่รักษา มันจะหายอย่างไรได้ และตรัสต่อไปว่าเชื่อถือหมอฝรั่งไม่ได้ ประเดี๋ยวพูดกลับไปอย่างโน้นอย่างนี้ไม่แน่นอนเป็นหลักฐานอะไรได้


สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ


เมื่อหมอกลับลงมาแล้ว มีรับสั่งกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่าให้ไปตามใครๆ เขามาพูดจาปรึกษากันดูเถิด สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จลงมารับสั่งกับข้าพเจ้าให้มหาดเล็กไปเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์ฯ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์

ในเวลาย่ำรุ่งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จลงมาทรงเล่าพระอาการให้เจ้านายทั้ง ๔ พระองค์ฟัง แล้วเจ้านายซักถามหมอๆ ก็ยืนยันว่าไม่เป็นอะไร บรรทมอยู่นิ่งๆ ดีกว่า เจ้านายพากันเห็นจริงตามหมอไปหมด รวมกันถวายความเห็นว่า ที่หมอรักษาอยู่เวลานี้ถูกต้องแล้ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จขึ้นไปกราบบังคมทูลว่า เจ้านาย ๔ พระองค์เสด็จมาแล้วได้ซักถามหมอ และเห็นด้วยตามที่หมอชี้แจง ทรงนิ่งอยู่มิได้รับสั่งอะไรต่อไป (บันทึกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ)

ในตอนเช้าฉัน (รัชกาลที่ 6 – รอยใบลาน) ได้ใช้นายวรการบัญชา (เทียบ อัศวรักษ์) เดี๋ยวนี้เปนพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง) ให้ไปสืบพระอาการของทูลกระหม่อม กลับไปรายงานว่าเมื่อเวลา นาฬิกาเศษเช้าวันนั้นเสด็จแม่ได้มีรับสั่งให้ไปเชิญเจ้านายบางองค์, คือน้องชายบริพัตร์, กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์, กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ, และกรมหลวงดำรงราชานุภาพ, เข้าไปปรึกษาในเรื่องทูลกระหม่อมทรงพระประชวร, เพราะหมอว่าไม่ให้เสวยทั้งพระโอสถและพระกระยา ถ้าทำให้ทรงพระอาเจียน. ทูลกระหม่อมกริ้วหมอว่าจะทิ้งไว้เฉยๆ อย่างองค์อุรุพงศ์ เจ้านายได้ตกลงกันว่าให้นิ่งๆ ไว้ก่อน, เพื่อให้พระอุทรได้มีโอกาสพัก (ประวัติต้นรัชกาลที่ 6)

เวลาที่เลี้ยงเครื่องอาหารเช้าเจ้านายและหมออยู่นั้น มีพระอาเจียนอีกครั้งหนึ่งเป็นน้ำสีเขียวเหมือนข้าวยาคู ประมาณ ๑ จานซุป หมอว่าสีเขียวนั้นเป็นน้ำดี ตั้งแต่นี้ต่อไปก็มีพระอาการซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จลงมารับสั่งเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “การเจ็บครั้งนี้จะรักษากันอย่างไร ก็ให้รักษากันเถิด” ตามที่รับสั่งเช่นนี้ข้าพเจ้ารู้สึกใจหาย ให้หวั่นหวาดหนักใจไปเสียจริงๆ

ตอนเที่ยง เจ้านายและหมอขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการข้าพเจ้าก็ตามขึ้นไปด้วย กลับลงมาได้ความว่า มีแต่พระอาการเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่ตลอดเวลา มีพระบังคนเบาครั้งหนึ่งประมาณ ๑ ช้อนกาแฟ สีเหลืองอ่อน สังเกตดูกิริยาอาการของหมอและเจ้านายยังไม่สู้ตกใจอะไรมากนัก สมเด็จพระบรมราชินีนาถรับสั่งให้เจ้านายผลัดเปลี่ยนกันประจำฟังพระอาการอยู่เสมอไป

ตอนบ่าย มีความร้อนในพระองค์ปรอท ๑๐๐ เศษ ๔ แต่เป็นเวลาทรงสร่างเพราะมีพระเสโทตามพระองค์บ้าง มีพระบังคนเบาเป็นครั้งที่ ๒ ประมาณ ๑ ช้อนกาแฟเหมือนคราวก่อน ในเรื่องพระบังคนเบาน้อยเป็นครั้งที่ ๒ นี้ เจ้านายออกจะสงสัย ทรงถามหมอๆ ก็ให้การว่าเป็นเพราะไม่ได้เสวยอะไร เสวยแต่พระสุธารสชั่ว ๒-๓ ช้อนเท่านั้นก็ซึมซาบไปตามพระองค์เสียหมด เพราะฉะนั้นพระบังคนเบาจึงน้อยไป ไม่เป็นอะไร เมื่อเสวยพระกระยาหารและพระสุธารสได้มากแล้ว พระบังคนเบาก็คงจะมีเป็นปกติ แต่พระอาการเซื่องซึมบรรทมหลับยังมีอยู่เสมอ (บันทึกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ)

เวลาบ่ายฉันได้ให้ไปฟังพระอาการอีกที ๑, ได้ความว่าพระบังคนหนักไม่มี, มีพระบังคนเบาบ้างเล็กน้อย, พระอาเจียนไม่มี (ประวัติต้นรัชกาลที่ 6)


สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต (พระยศในขณะนั้น) พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติจากพระนางเจ้าฯ พระราชเทวี


ตอนเย็น เมื่อเจ้านายและหมอขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าจึงได้ยินรับสั่งกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ ว่า

“การรักษาเดี๋ยวนี้เป็นอย่างใหม่เสียแล้ว” แล้วก็ไม่ตรัสสั่งอะไรอีก เมื่อเจ้านายและหมอกลับลงมาคราวนี้ พากันรู้สึกว่าพระอาการมาก ไม่ใช่ทางพระธาตุพิการอย่างเดียว เป็นทางพระวักกะ (คิดนี) เครื่องกรองพระบังคนเบาเสียแล้ว มีพระบังคนเบาอีกเป็นครั้งที่ ๓ ประมาณ ๑ ช้อนกาแฟ ตอนนี้หมอและเจ้านายแน่ใจทีเดียวว่าเป็นวักกะพิการ หมอได้รีบประชุมกันประกอบพระโอสถบำรุงพระบังคนเบาและเร่งให้มีพระบังคนเบา โดยเร็วและที่สุดใช้เครื่องสวนพระบังคนเบา แต่ไม่ได้ผล เพราะไม่มีพระบังคนเบาเลย

ตอนค่ำ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยเช่นเคย เห็นพระพักตร์แต่ห่างๆ เข้าไปใกล้พระแท่นไม่ได้เพราะข้างใน(เจ้านายผู้หญิง – รอยใบลาน)อยู่เต็มไปหมด ได้ยินเสียงหายพระทัยดังและยาวๆ มาก บรรทมหลับอยู่ ถ้าจะถวายพระโอสถพระอาหาร หรือพระสุธารสก็ต้องปลุกพระบรรทม หมอกลับลงมาได้ความว่าการหายพระทัยและพระชีพจรยังดีอยู่ ความร้อนในพระองค์ลดลงแล้ว เห็นจะไม่เป็นไร หมอประชุมกันตั้งพระโอสถแก้พระบังคนเบาน้อยอีก ประมาณ ๑ ทุ่มเศษมีพระบังคนเบาเป็นครั้งที่ ๔ ประมาณ ๑ ช้อนเกลือ และเป็นครั้งสุดท้ายด้วย (บันทึกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ)

เวลาค่ำ, เมื่อได้รอคอยจะให้เสด็จแม่รับสั่งให้หา แต่ไม่เห็นมีใครไปตาม, ฉัน(รัชกาลที่ 6)ทนอยู่ไม่ได้จึ่งได้ดันเข้าไปเองทั้งๆ ที่มิได้มีผู้ใดตาม. เมื่อเข้าไปแล้วได้ทราบพระอาการว่า บรรทมหลับๆ ตื่นๆ มีซึมและอ่อนเพลีย พระบังคนไม่มีทั้ง ๒ อย่าง.


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งต่อมาเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6


ค่ำวันนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยมาฟังพระอาการเต็มไปทั้งพระที่นั่ง (บันทึกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ)

เวลา ๘ ล.ท.เศษ หมอขึ้นไปตรวจพระอาการ, ว่ามีพระองค์ร้อนปรอดขึ้น ๑๐๑ เศษ. หมอปัวซ์ว่ามีทางที่ต้องระวังในเรื่องพระบังคนเบา, เพราะมีพระโรคไตพิการชนิดเรื้อรัง (chronic Nephritis) ซึ่งไม่เปนโรคร้ายแรงก็จริงอยู่, แต่ก็มีโรคอื่นมักพลอยซ้ำ หมอได้ตกลงกันถวายพระโอสถรักษาทางพระวักกะ (ไต). หมอปัวซ์ว่าในวันนั้นยังไม่ต้องวิตก เพราะแรกเริ่มเดิมทีประชวรด้วยพระธาตุเสียและพระบังคนผูก, เสวยพระโอสถระบายมาก พระบังคนหนักก็ออกมากเปนน้ำ, ทั้งมีทรงพระอาเจียนด้วย นับว่าน้ำได้ออกมากแล้วทั้ง ๒ ทางนี้ จึ่งไม่มีพระบังคนเบา. อีกประการ ๑ หมอว่าพระโลหิตฉีดขึ้นพระเศียรมาก, จึ่งไม่พอที่จะบังคับพระวักกะให้ทำการตามน่าที่

วันที่ ๒๒ เวลาเที่ยงคืนล่วงแล้วสักหน่อย ๑ ปวดพระบังคนหนัก, แต่หาได้มีพระบังคนออกมาไม่, มีแต่พระวาตะ, แต่ข้อนี้หมอกล่าวว่าเปนพยานอยู่ว่าพระอุทรทำงานแล้ว, จึ่งตกลงว่าให้ยอมถวายพระกระยาต้ม ถ้าจะโปรดเสวย. ฝ่ายหมอฝรั่งอยากให้ถวายน้ำสูปไก่, แต่เจ้านายเห็นกันว่า ทูลกระหม่อมได้ทรงบ่นอยากเสวยพระกระยา, ไม่ให้เสวยท่านก็ทรงบ่นว่าจะให้อด ฉนั้นถ้าได้เสวยพระกระยาอาจจะทำให้สบายพระราชหฤทัยขึ้นได้ และถ้าเสวยลงก็ต้องเข้าใจว่าไม่มีข้อเสียหายอันใด จะเปนเครื่องบำรุงพระกำลังดีขึ้นเสียอีก ในระหว่างเที่ยงคืนกับ ๑ ล.ท.เสวยสูปได้ ๒ ช้อน. ๑ ล.ท.เศษ ไปพระบังคนหนัก, ซึ่งหมอตรวจว่าไม่มีพิษสงอะไร หมอปัวซ์ออกไปผสมพระโอสถขับพระบังคนเบาอีก

ครั้นเวลา ๒ ล.ท. ฉันได้ปรึกษากับเสด็จลุง เห็นกันว่าการที่เสด็จแม่มิได้โปรดให้ไปตามฉันตั้งแต่เช้าวันที่ ๒๑ นั้น คงจะเปนเพราะทรงเกรงว่าคนจะตื่นว่าเปนการใหญ่โตมากไป, ฉนั้นในคืนนั้นก็ดึกอยู่แล้ว ควรฉันจะกลับออกไปเสียทีหนึ่ง เพื่อระงับความตื่นเช่นนั้น. เสด็จลุงได้เข้าไปทูลเสด็จแม่, ก็ทรงเห็นชอบด้วย, ฉันจึ่งตกลงกลับไปวังสราญรมย์ (ประวัติต้นรัชกาลที่ 6)

เจ้านายก็ยังเชื่อกันว่า พระบังคนเบาคงจะมีออกมามากแน่ ตั้งแต่ยามหนึ่งแล้วมีพระบังคนหนัก ๓ ครั้งเป็นสีน้ำดำๆ หมอฝรั่ง หมอไทยตรวจดูก็ว่าดีขึ้น คงจะมีพระบังคนปนอยู่ด้วย วันนี้เสวยน้ำซุปไก่เป็นพักๆ พักละ ๓ ช้อนบ้าง ๔ ข้อนบ้าง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ ชงน้ำโสมส่งขึ้นไปถวายให้ทรงจิบเพื่อบำรุงพระกำลัง หมอฝรั่ง หมอไทยไม่คัดค้านอะไร คืนนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการกลับดึกกว่าคืนก่อนๆ นั่ง (บันทึกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ)




Create Date : 23 ตุลาคม 2550
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 9:59:28 น.
Counter : 2567 Pageviews.

1 comments
  
เข้ามาอ่านค่ะ

ขอบคุณค่ะ
โดย: รักดี วันที่: 23 ตุลาคม 2550 เวลา:12:57:23 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

รอยใบลาน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]



สโมสรของอัศวินแห่งอินทรนคร
All Blog