"เจ้านาย" ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ เมื่อปี พ.ศ. 2477 (ตอนที่ 4)
ตอนที่ 4 เมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 6


"ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ"


“...ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ และพระชายาเสด็จอยู่ในเมืองฝรั่งเศสแล้วทรงเข้าโรงเรียนเสนาธิการ Ecole de Guerre ของฝรั่งเศสจนจบ. เสด็จอยู่ในเมืองฝรั่งเศสถึง ๔ ปีเศษ. ...

เสด็จกลับมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก(ทูลกระหม่อมจักรพงศ์) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ฯ(ทูลกระหม่อมจุฑาธุช) พระเชษฐาเสด็จสิ้นพระชนม์ไปแล้วทั้ง ๒ พระองค์. ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เสด็จกลับมาเป็นผู้บังคับบัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ มีพระยศเป็นนายพันเอกจนเสด็จขึ้นเสวยราชย์. แต่ถูกอากาศร้อนในกรุงทำฯ ได้สักหน่อยก็กลับไม่ทรงสบายอีก. พระฉวีสีสันเหลืองเป็นสีขี้ผึ้งขึ้นทุกที จึงเป็นเรื่องรู้กันดีว่าไม่ทรงแข็งแรง.

ต่อมาอีกไม่กี่เดือน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา(ทูลกระหม่อมอัษฎางค์) ก็ประชวรโรคไตสิ้นพระชนม์. ตำแหน่งรัชทายาทก็เริ่มตกมาเป็นของทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ทางสายสืบสันตติวงศ์ และทุกคนรวมทั้งทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เองก็เริ่มเห็นว่าพระองค์จะต้องทรงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ต่อไป. ในไม่ช้าก็ได้เสด็จเข้าไปประทับในที่ประชุมเสนาบดีสภาในตำแหน่งยุพราชดังเล่ามาแล้ว และได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เสด็จอยู่, และโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จพ่อทรงเป็นที่ปรึกษาอย่างเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา.


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา


…

ในเวลาเดียวกันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้นึกไปถึงเหตุการณ์ทางฝ่ายหน้าเลย. จนเสด็จขึ้นเสวยราชย์เรียบร้อยแล้วจึงได้ฟังจากเสด็จพ่อว่า-พอรู้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ประชวรมากแน่แล้ว, ทางราชการก็เชิญเสด็จทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ยุพราช เข้าไปประทับในพระฉากที่พระที่นั่งอมรินทร์ฯ ตามราชประเพณี, ทรงบรรทมค้างอยู่ในนั้นพระองค์เดียวกับมหาดเล็กรับใช้, และเสด็จเข้าไปเฝ้าเยี่ยมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระที่และเสด็จออกมาประทับเป็นประธานในที่ประชุมเจ้านานและข้าราชการผู้ใหญ่ในตอนที่จัดไว้เป็นห้องรับแขกในพระที่นั่งอมรินทร์ฯ นั้นตลอดเวลา. ทุกครั้งที่เสด็จกลับออกมาจากเฝ้าเยี่ยมสมเด็จพระเชษฐา ทรงบ่นว่าการถวายพยาบาลไม่ดีเพียงพอ, ซ้ำพวกมหาดเล็กบางคนยังมีแก่ใจนั่งเล่นไป่กันอยู่ได้เป็นวง. จะชี้แจงแนะนำอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์เพราะเขาตอบกันว่า-ในหลวงที่ประชวรท่านโปรดให้เล่นให้ทำเช่นนั้น. ...



พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง


มีผู้ทูลเสด็จพ่อในเวลาเสด็จเข้าไปฟังพระอาการอยู่นั้นว่า-ในหลวงทรงทำพระราชพินัยกรรมไว้ว่า ถ้าเจ้าฟ้าของพระองค์ท่านเป็นพระองค์หญิง, ก็ให้ราชสมบัติตกไปตามสายสืบสันตติวงศ์. แต่ถ้าเป็นพระองค์ชายก็ให้ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เป็นผู้สำเร็จราชการไปจนกว่าจะมีพระชันษาครบครองราชย์สมบัติได้ และมีแถมท้ายว่าทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ไม่มีพระชนม์ (เพราะไม่แข็งแรงอยู่แล้ว) ก็ให้เลือกผู้สำเร็จราชการกันตามควร ขอแต่อย่าให้เลือกเอาเสด็จพ่อขึ้นเป็นผู้สำเร็จก็แล้วกัน-เพราะเป็นผู้ที่ขายเมืองมาแล้ว

เรื่องนี้จะเป็นความจริงที่ทรงเขียนในเวลาที่กริ้วหรือไม่ก็ตาม. เสด็จพ่อได้ทุลกระหม่อมบริพัตรฯ ไว้ว่า-ถ้าเป็นเรื่องจริงและอ่านในที่ประชุมแล้ว, เสด็จพ่อจำเป็นที่จะต้องลาออกทันที จึงได้ทูลไว้ให้ทรงทราบเสียก่อน. ถึงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เจ้าฟ้าหญิงก็ประสูติ เสด็จพ่อทรงเล่าว่า-วันนั้นกำลังนั่งกันอยู่ที่โต๊ะใหญ่, เห็นพระองค์หญิงอาภาฯ เดินยิ้มออกไปแล้วร้องบอกไปว่า-“ประสูติแล้ว-เป็นองค์หญิง!” ทุกคนที่นั่งอยู่นั้นก็รู้สึกโล่ง. สมเด็จพระราชปิตุลาฯ ถึงทรงหันมายิ้มกับเสด็จพ่อ. ต่อนั้นมาก็เป็นอันแน่ว่า-ราชสมบัติตกถึงทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตามทางการ


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ต้นราชสกุล "บริพัตร"


ฉะนั้น ในเวลาที่กำลังใจคนคนยุ่งอยู่นี้, ทุลกระหม่อมบริพัตรฯ ผู้ซึ่งมีคนนับถือมากอยู่ในเวลานั้น (เพราะกำลังเกลียดในหลวง ร.๖) ทั้งทรงเป็นพี่ผู้ใหญ่ที่ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ทรงนับถือเองด้วย, ก็เชิญเสด็จทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ไปที่มุมพระที่นั่งอมรินทร์ฯ ทางหนึ่ง แล้วตรัสถามตรงๆ ว่า-“จะให้...มีอำนาจเพียงไร?” ทุลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตอบว่า-“ไม่ได้คิดว่าจะให้อำนาจ, หรือให้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไรเลย!” ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ตรัสย้ำว่า “แน่หรือ?” ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตรัสรับว่า-“แน่!” ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ก็ทูลว่า-“ถ้าเช่นนั้นก็ยอมเป็นข้า!” แล้วก็ทรุดลงพระองค์ลงหมอบกราบ. เป็นอันว่าทั้งสองพระองค์พี่น้องซึ่งแก่กว่ากันถึง ๑๒ ปีได้เป็นที่ปรองดองกันแล้ว. ส่วนเสด็จพ่อนั้นยังไม่ทรงทราบเรื่องตอนนี้เพราะไม่อยู่ในเวลานั้น, แต่มีความหนักพระทัยเท่ากับทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ถึงเวลาที่ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เสด็จเข้าไปพักในพระฉาก, เสด็จพ่อตามไปเข้าเฝ้า, กราบทูลเรื่องราวที่ใจคนกำลังระส่ำระสายอยู่ให้ทรงทราบ. ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ บรรทมเศร้าอยู่ในพระที่, ตรัสตอบว่า-“หม่อมฉันทราบและเข้าใจแล้ว, ตั้งใจว่าไม่ให้มีเรื่องอะไรขึ้นได้!” เมื่อเป็นที่เข้าพระทัยกันดีแล้ว, เสด็จพ่อก็เสด็จกลับออกมา. ตกดึกคืนนั้นสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็เสด็จสวรรคต. ...” (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น : ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล)




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล



Create Date : 29 เมษายน 2549
Last Update : 30 เมษายน 2549 11:05:26 น.
Counter : 3828 Pageviews.

4 comments
  
อ่านแล้วน่าติดตามครับ ผมก็ศึกษาอยู่บ้าง ขอบคุณมากนะครับที่เอามาให้อ่านกัน ขออนุญาตแอดเฟรนส์นะครับ
โดย: Luckpong วันที่: 29 เมษายน 2549 เวลา:22:12:05 น.
  
ขอแต่อย่าให้เลือกเอาเสด็จพ่อขึ้นเป็นผู้สำเร็จก็แล้วกัน-เพราะเป็นผู้ที่ขายเมืองมาแล้ว

งง งง ครับ ไม่ค่อยรู้เรื่องช่วงนี้เท่าไหร่ครับ อยากรบกวนท่านที่รู้ ช่วยขยายความ ครับ

ขอบคุณครับ
โดย: 123 IP: 202.44.231.8 วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:11:36:21 น.
  
เสด็จพ่อ - ในที่นี้หมายถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล

สำหรับเรื่องที่รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการห้ามมิให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะเป็น "ผู้ที่ขายเมือง" มาแล้วนั้น เพราะเมื่อปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้มีการปักปันเขตแดนทางใต้กับอังกฤษแต่ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเสียดินแดนบางส่วนไป รัชกาลที่ 6 ขณะที่ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เข้าพระทัยว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงคอรับชั่น จึงเป็นเรื่องทีทำให้ไม่พอพระราชหฤทัยตลอดมาครับ
โดย: เคน IP: 203.118.110.54 วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:21:27:08 น.
  
ไม่ทราบว่า นำข้อมูลเหล่านี้มาจากที่ใดกัน อยากได้ข้อมูลโดยละเอียด
โดย: berry IP: 203.144.187.62 วันที่: 1 กรกฎาคม 2549 เวลา:4:42:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

รอยใบลาน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]



สโมสรของอัศวินแห่งอินทรนคร
All Blog