นิยายสาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย ตอนที่ 9
9


เมื่อฉันและเจทีขับรถมาถึงโรงพยาบาล เจทีก็ตรงดิ่งไปยังห้องพักผู้ป่วยทันที ฉันวิ่งตามติดๆ พอถึงประตูห้องเจทีไม่รอช้า เขารีบเปิดเข้าไปก็พบว่าท่านประธานนอนอยู่บนเตียง สีหน้าและแววตาดูอิดโรย ฉันยกมือไหว้ท่านประธาน แล้วยืนหลบออกไปห่างจากเตียง แต่ท่านเรียกฉันไว้

“มายืนใกล้ๆ ก็ได้หนูน้ำพริก” ฉันปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนเจทีทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เตียง แล้วจับแทนของท่านประธาน
“คุณปู่เป็นยังไงบ้างครับ” ท่านประธานยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง


“ปู่ไม่เป็นอะไรมากหรอก ว่าแต่หลานเถอะ ไปไหนมา?”
“ผมไปที่บ้านพักชายทะเลมาครับ” เจทีตอบไม่ลังเล
“พาหนูน้ำพริกไปด้วยใช่มั้ย” ท่านประธานปรายตามามองฉันที่ยืนยิ้มแห้งๆ =_=’ “หนูน้ำพริกคงลำบากน่าดูสินะ เพราะปู่คิดว่าเราคงไม่ได้พาเค้าไปเที่ยวหรอกใช่มั้ย?” ประโยคหลังทำให้เจทีถึงกับอึกอักที่จะตอบคำถาม

“เจที..ปู่มีคำพูดบางอย่างที่จะบอกกับหลาน ~ การที่หลานจะเล่นสนุกไปวันๆ โดยคิดว่าสิ่งนั้นจะทำให้มีความสุขไปตลอด นั่นมันเป็นเพียงแค่ความสุขสั้นๆ และมันก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาในใจของหลานได้ ปู่คิดว่าหลานโตพอที่จะเรียนรู้ได้ว่าระหว่างอดีตกับปัจจุบัน หลานควรจะเลือกใช้ชีวิตตรงไหนถึงจะทำให้หลานมีความสุขอย่างแท้จริงที่สุด ~ เอาละ ปู่รู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอปู่นอนหลับสักหน่อยนะ”


ท่านพูดจบพร้อมขยับตัวลงนอน เจทีลุกขึ้นดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของท่านประธาน จากนั้นเจทีก็เดินหันหลังเปิดประตูกลับออกมาเงียบๆ ส่วนฉันพอจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านประธานพูดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด และทำให้เกิดความสงสัยถึงบางคำที่ท่านเอ่ยกับเจที


“ท่านประธานไม่เป็นอะไรมากหรอก ยังไงคุณหมอก็ต้องดูแลท่านเป็นพิเศษอยู่แล้ว นายสบายใจได้” ฉันสรรหาคำพูดปลอบใจออกมา เพราะเห็นเจทีทำท่าซึมจนผิดปกติวิสัย ตั้งแต่เดินพ้นห้องพักผู้ป่วย แต่เขาก็ไม่โต้ตอบอะไรออกมา จนเมื่อเราเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ไม้เล็กๆ บริเวณสวนหย่อมภายในโรงพยาบาลที่มีบ่อเลี้ยงปลาและน้ำพุจำลอง


“ฉันเข้าใจว่าคุณปู่หมายถึงอะไร” เจทีเปิดปากพูดขึ้น “ฉันรู้สึกอิจฉาเธอนะ”
“อิจฉาฉันเนี่ยนะ!” ฉันชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง +_+ “นายจะอิจฉาฉันทำไม ในเมื่อนายมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบ้านใหญ่โต รถยนต์ราคาแพง แถมนายยังเป็นนายแบบชื่อดังอีกด้วย ส่วนฉันก็เป็นคนธรรมด๊าธรรมดา ไม่เห็นมีตรงไหนที่นายจะมาอิจฉาฉันสักนิด”


“มีสิ!” เจทีหันหน้ามามอง “ก็ตรงที่เธอมีครอบครัวไง”
“นายเองก็มีเหมือนกันนี่”
“ตั้งแต่เล็กฉันอยู่กับคุณปู่มาตลอด..”
“อ๋อ ฉันพอเข้าใจ” ฉันแทรกขึ้น “ก็พ่อแม่ของเธอมีงานเยอะและต้องไปเมืองนอกบ่อยๆ ใช่มั้ย?”


“ฉันไม่มีพ่อแม่หรอก!” คำตอบของเขาทำให้ฉันอึ้ง -O- “ฉันเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวนี้ เพราะความจริงแล้ว พ่อแท้ๆ ของฉันเป็นลูกของเพื่อนรักของคุณปู่ พ่อของฉันต้องมาตายเพราะอุบัติเหตุรถชน ส่วนแม่ทนความเสียใจไม่ไหว จนกลายเป็นคนบ้า และหนึ่งปีต่อมาปู่แท้ๆ ของฉันก็มาจากไปด้วยโรคหัวใจ เมื่อตอนที่ฉันอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น” เจทีเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า จนทำให้ฉันรู้สึกสงสารเขาจับใจ T_T


“เธอได้ยินอย่างนี้แล้ว ยังคิดว่าคนอย่างฉันน่าอิจฉาอยู่ไหมล่ะ” เขาหันหน้ามามองฉันด้วยแววตาโศกและมีน้ำตาคลอที่เบ้าตา ก่อนที่เขาที่จะเอามือปาดน้ำใสๆ ออกจากดวงตาทั้งคู่


ฉันจับหัวไหล่ของเจทีบีบเบาๆ แล้วพูดด้วยความรู้สึกเข้าใจระคนเห็นใจ (ด้วยมาดของนางเอก) “แต่อย่างน้อยนายก็โชคดี ที่มีท่านประธานที่รักนายมาก ไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่ เธอพูดถูก ถึงแม้ฉันจะไม่ใช่คนในสายเลือด แต่ท่านก็รักและเมตตาฉันอย่างมาก และนั่นทำให้ฉันรู้สึกมาเสมอว่าในโลกนี้คงไม่มีใครที่รักและดีกับฉันเหมือนคุณปู่อีกแล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์วันนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมา กลัวว่าคุณปู่.. “

“นายอย่าคิดมากสิ” ฉันรู้ว่าเจทีจะพูดอะไรออกมาก็เลยรีบชิงตัดบทสักก่อน “ท่านต้องไม่เป็นอะไรเพราะท่านเป็นคนดี” ฉันให้กำลังใจกับเจที ^_^


“เธอคิดอย่างงั้นเหรอ”
“เชื่อฉันเถอะน่า” ฉันตอบ
เจทีกุมมือของฉันแล้วพูดขึ้น “ขอบใจเธอมากนะน้ำพริก ที่เธอทำให้ฉันรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีใครที่ฉันสามารถพูดคุยด้วยได้”


“อื้ม นายคุยกับฉันได้ทุกเรื่องเท่าที่นายอยากจะคุย ~ ขออย่างเดียว นายเลิกแกล้งฉันสักที เพราะไม่งั้นฉันก็คงไม่มีอารมณ์ที่อยากจะคุยด้วยหรอก”


“ได้สิ ต่อไปฉันจะไม่แกล้งเธอแล้ว ว่าแต่ฉันรู้สึกสนุกและมีความสุขมากนะ เวลาที่ได้แกล้งเธอและ เห็นเธอทำหน้าโกรธ ฉันชอบเวลาที่มีเธออยู่ใกล้ๆ” เจทียิ้มพร้อมส่งสายตาหวานมาให้ เขินจัง >///< และเจทีกระชับมือของฉันแน่นขึ้น

“น้ำพริก เธอรับปาก ว่าจะอยู่ใกล้ๆ ฉันเสมอ ไม่ว่าฉันจะเป็นยังไง ได้มั้ย?” เจทีทำเสียงอ้อนวอน

“ก็ถ้านายสัญญาว่าต่อไป ฉันจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบที่ผ่านมาอีก ฉันก็โอเค!”
“จริงนะ? ได้สิ! ฉันจะเลิกทำตัวแบบที่เธอไม่ชอบ ขอบใจนะ” เจทีฉีกยิ้มออกมาจนเห็นฟันขาว ฉันถือโอกาสรีบชักมือออกมา แล้วทั้งฉันและเจทีเราสองคนก็หน้าแดงขึ้นมาด้วยกันซะอย่างงงั้น >///<
“เอ่อ เจทีคือว่า..ฉันอยากถามเธอสักเรื่องได้ไหม” ฉันชั่งใจเล็กน้อยก่อนถามเขา


“ว่ามาสิ”
“คือว่า...ฉัน เอ่อ ฉัน” จะพูดดีไหมฟ่ะเนี่ย ที่จริงมันเรื่องส่วนตัวของเจทีนะ ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย
“เธออยากถามฉันเกี่ยวกับ ผู้หญิงที่ชื่อ นีน่า ใช่มั้ย” โอว ใช่ เจทีนายพูดแทงใจฉันเลย ฉันคิดในใจ


เจทียิ้มแห้งๆ ก่อนตอบ “นีน่า กับฉันเคยคบกันตอนที่ฉันอยู่เมืองนอก แต่ทุกอย่างมันเป็นอดีต และฉันก็ลบผู้หญิงคนนั้นออกจากใจของฉันไปนานแล้วด้วย ~ นี่ใช่มั้ยที่เธออยากได้ยิน” เขาหันมายิ้มให้ฉัน

“ก็ เปล่าซะหน่อย..ฉันแค่จะถามว่า..เย็นนี้เธออยากทานอะไร เดี๋ยวฉันจะได้ทำให้เมื่อเรากลับไปถึงบ้านแล้ว” ฉันโหกหน้าใสๆ ออกไปจนได้ และอีกอย่างเรื่องเจทีกับผู้หญิงคนนั้น มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับฉันสักนิด ฉันแสร้งทำหน้าลอยไปมา แต่ในใจรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก


“นั่นสินะ..ก็จริงอย่างที่เธอพูด งั้นฉันอาจเข้าใจอะไรผิดก็ได้ที่ คิดว่าเธออยากรู้เรื่องนี้” เจทีพูดน้ำเสียงตัดพ้อ ฉันยืนทำตาปริบๆ อยากจะอ้าปากบอกเขาจังว่า ใช่ ฉันอยากรู้มากๆ


“เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ วันนี้ฉัน ไม่กินมื้อเย็นนะ ไม่ต้องทำ เบื่อ!” เจทีพูดกระแทกเสียง แล้วเดินนำหน้าฉันไป โดยไม่เหลียวหลังมามองฉันสักนิด
“เป็นอะไรของเขาฟ่ะ จู่ๆ ก็พูดเสียงแข็งขึ้นมา” ฉันพึมพากับตัวเอง แล้วเดินตามไปด้วยความงุนงง

(ยังมีต่อ...แต่ขออภัยที่ไม่เอามาลงต่อจ้า เพราะตอนนี้ เรารอ การพิจารณาจากทาง สำนักพิมพ์อยู่ จ้า)



Create Date : 29 มิถุนายน 2554
Last Update : 12 มีนาคม 2555 11:56:41 น.
Counter : 671 Pageviews.

6 comment
นิยาย: สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย ตอนที่ 7 - 8
เข้าไปกดอ่านตอนอื่นๆ (1-6) ได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้

สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย


และช่วยๆกันโหวตแสดงความเห็นกันสักนิด นะจ๊ะ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนเขียนคนนี้ ขอบคุณจ้า

และต้องขอบอกเลยว่า นิยายเรื่องนี้ แต่งขึ้นเองล้วนๆ ไม่มีก๊อปปี้ที่ไหนเด็ดขาดค่ะ! และขอเตือนถึงผู้ที่ไม่หวังดี ที่จะก๊อปปี้ผลงานในบล็อคนี้ ว่าอย่าทำเด็ดขาดนะจ๊ะ!

สำหรับท่านที่สนใจจะติดตามอ่านนิยายของเรา เชิญอ่านที่นี่ในเวบแจ่มใสก็

//www.jamsai.com/Story/Part.aspx?PartID=291741



หรือเชิญอ่านเนื้อเรื่องด้านล่างนี้เลยจ้า...




7



หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ไม่รู้ว่าเพราะฉันกลัวโดน ‘ของจริง’
จากเจทีหรือเพราะฉันไม่อยากให้พ่อต้องเดือดร้อนตามคำขู่
ของหมอนั่นกันแน่ แต่มันทำให้ฉันลดการมีปากเสียงกับเจทีลง
ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียว ที่สำคัญหากวันไหนไม่มีคิวงาน
ฉันก็จะกลับบ้านไปหาพ่อกะแม่ จะว่าไปแล้วฉันพยายามที่
จะหลบหน้าและลดการเผชิญหน้า กับเจทีก็ว่าได้(น่าจะเรียกว่า
ต่อปากต่อคำ มากกว่า >_< ) และอย่างยิ่งในช่วงหลายวันมานี้
ฉันต้องทำงานชนิดที่เรียกว่า หัวหกก้นขวิด ทีเดียว


ด้วยความที่เจทีไม่ใช่เป็นนายแบบที่มีหน้าตาหล่อเหลา
สูงยาวเข่าดีเพียงอย่างเดียว แต่เขายังเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ไฟแรง
ที่มีฝีไม้ลายมือด้านการแสดงละครไม่เป็นสองรองใคร
ฉันคิดว่านายเจทีเป็นคนมีพรสวรรค์หรือเรียกว่า บอร์น ทู บี
จะว่าอย่างงั้นก็ได้ จึงไม่แปลกใจเลยที่หมอนี่จะมีกลุ่มแฟนคลับ
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากที่ฉันต้องคอยดูแล
ประสานงาน คิวงานต่างๆให้กับเจทีแล้ว


ฉันยังมีหน้าที่คอยรับน้ำใจจากพวกแฟนคลับที่หอบหิ้วทั้งขนม
ของฝากต่างๆมาให้ และนายเจทีก็ทำหน้าที่ของตัวเอง
ได้ดีซะเหลือเกินด้วยการแจกอ้อมกอดให้กับบรรดา
แฟนคลับทั้งหลายเพื่อเป็นการตอบแทน


เมื่อฉันทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต แขนซ้ายขาว
เป็นไขควงกับประแจ (ช่างเปรียบเทียบซะจริง..จริ๊ง =_=” )
ทำให้ฉันยังไม่มีโอกาสโทรศัพท์ไปหา คุณคอปเตอร์ สักที
ไม่รู้ว่าเขาจะคิดว่าฉันเป็นคนไร้สัจจะหรือเปล่านะ =_=”
แต่ลึกๆ แล้วฉันก็อยากเจอนะ ฉันชอบรอยยิ้มของเขา
มันดูอบอุ่นและเป็นมิตรดี >///<


เอาล่ะ ~ ตื่น ตื่น! ได้แล้วน้ำพริก -O- จะมามัวนั่ง
เพ้อเจ้ออยู่ได้ไง ลุกมา ทำงานซะที ~ ฉันไล่ความคิดไร้สาระ
ออกจากหัวสมองน้อยๆ แล้วรีบกุลีกุจอตระเตรียมอาหารว่าง
และของใช้ส่วนตัวของเจที เพราะวันนี้เจทีมีคิวถ่ายละคร
กับนางเอกใหม่ของวงการทีเดียวที่มาจากการประกวด
‘มิสทีนเดอะทาวน์ 2010’ ชื่อเล่นว่า ‘เอมมี่’ หรือ เอมพิกา


และแล้ว พี่โชติ คนขับรถส่วนตัวของเจทีใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
ก็มาถึงกองถ่ายละคร ส่วน พี่แจง ผู้จัดการตัวจริง
วันนี้โทรฯมาบอกว่า ขอไปหาหมอดูเพื่อเลือกฤกษ์
วันที่จะนัดผ่าคลอดและตั้งชื่อลูกด้วย จึงมอบภาระหน้าที่
ทั้งหมดให้ฉันเป็นผู้ดูแลแต่เพียงผู้เดียว
(ฉันควรจะดีใจดีมั้ยเนี่ย =_=” )



“เออ เจที วันนี้จะเป็นฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างพระเอกกับนางเอกนะ...
น้องเค้ามาใหม่ ยังไงก็ช่วยดูแลและฝากสอนน้องเค้าด้วยนะ”
ผู้กำกับเดินมาบอกกับเจที หลังจากเท้าของเขาเหยียบพื้นดิน
ได้เพียงสิบห้านาที
“อ่อ ได้ครับ...ว่าแต่น้องเค้ามารึยัง” เจทีถามเพราะเป็นวันแรก
ที่พระนางมีคิวถ่ายทำด้วยกัน

“มาแล้วกำลังแต่งตัวอยู่ อ่ะ มาโน้นแล้ว..” ผู้กำกับพยัก
หน้าหงึกๆเมื่อเห็นนางเอกละครกำลังเดินมา


“สวัสดีค่ะพี่เจที...เอมมี่รู้สึกดีใจมากเลยค่ะที่มีโอกาส
ได้ร่วมงานกับพี่เจที” นางเอกใหม่พูดทักทายพร้อม
หยอดน้ำผึ้งเดือนห้าให้กับเจที (แหม ~หวานเลี่ยนเหลือเกิ๊น)
พี่แซมจึงถือโอกาสฝากฝังเอมมี่ให้ซ้อมบทร่วมกับเจที
ฉันเห็นเอมมี่ชวนเจทีคุยท่าทางเหมือนกับสนิทสนม
กันมาตั้งอดีตชาติก็ไม่ปาน =_=”


ฉันเดินปลีกตัวออกห่างจากคนทั้งคู่ เพราะขี้เกียจไปยืน
ฟังเรื่องที่เอมมี่คุยแต่เรื่องของตัวเองล้วนๆ ฉันหาที่นั่งมุม
เงียบสงบเพื่อที่จะได้ควักหนังสือนิยายที่อ่านอย่างติดพัน
ขึ้นมาอ่านต่อ เมื่อก้นงามๆ ของฉันสัมผัสกับเก้าอี้
ได้เพียงสิบนาที ก็มีเสียงกระแอมดังขึ้น ฉันหันหน้าไปทางต้นเสียง
ว้ายยย! ^O^ ไม่อยากจะเชื่อสายตา คุณคอปเตอร์ นั่นเอง


“สวัสดีค่ะ คุณคอปเตอร์” ฉันยกมือไหว้สวยราวกับนางงามโลก
“ไม่อยากเชื่อเลยค่ะว่าจะพบกันที่นี่ ว่าแต่มาทำอะไรที่
กองถ่ายละครนี้หรือคะ” ฉันอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
เมื่อคอปเตอร์รับไหว้แล้วเขาก็หย่อนตัวลงนั่งข้างๆฉัน
ยิ่งทำให้ฉันเห็นความหล่อเนียนจนถึงรูขุมขนบนหน้าของเขา
ได้ถนัดตามากขึ้น โอววว ~ แม่เจ้า เขาช่างขาวหล่อสูง
อบอุ่นนุ่มนวลชวนฝันซะจริง...จริ๊ง ^_~


“ฉันพาน้องสาวมาส่งน่ะ..เพิ่งจะได้เล่นละครครั้งแรก
ก็เลยมาเป็นกำลังใจให้ซะหน่อย” เขาตอบ
“หรือว่า...คุณเอมมี่ จะเป็น?”
เขายิ้มให้แทนคำตอบ “ส่วนน้ำพริกคงมาคอยดูแลเจทีสินะ”
“ค่ะ ก็ถ้าเจทีไปไหน น้ำพริกก็ต้องไปด้วยค่ะ ก็มันเป็นหน้าที่ของน้ำพริกนี่คะ...อ้อ คุณคอปเตอร์คะ..”
“ฉันว่าเธอเรียกฉันว่า พี่ ดีกว่านะ ดูเป็นกันเองมากกว่า”
เขาพูดพลางยิ้มให้


“ก็ได้ค่ะ...คือ น้ำพริกจะบอกกับพี่ว่า ที่น้ำพริกยังไม่ได้
โทรศัพท์ไป ไม่ใช่ว่าลืมหรือไม่รักษาคำพูดนะคะ
เพียงแต่น้ำพริกงานยุ่งมากๆเลยค่ะ” ฉันทำเสียงหวานปนหน้าเศร้า
เพื่อขอความเห็นใจ T_T


“เรื่องนั้นนะเหรอ...พี่ไม่ได้คิดมากซะหน่อยเพียงแต่พี่
ก็รอโทรศัพท์ของน้ำพริกอยู่เหมือนกัน ~ เพราะพี่ก็อยากคุย
กับน้ำพริกอีก ~ แต่วันนี้ถือว่าโชคดีที่เราได้เจอกันที่นี่”


อ๋ายยย ~ >///< พี่เค้ากำลังจะบอกว่า...เค้าก็ คิดถึงฉัน ^O^
ถ้าเป็นอย่างงั้นหมายความว่า..พี่เค้าอาจปิ๊งฉันรึเปล่าเนี่ย!
คำพูดของพี่คอปเตอร์ทำเอาฉันเขินจนทำหน้าไม่ถูกเลย >///<


“อ่ะ อ่ะ ค่ะ” ฉันได้แต่ตอบอึกอักไป
“ว่าแต่วันนี้มีคิวงานที่ไหนอีกไหมล่ะ” เขาถามขึ้น
“ไม่มีค่ะ วันนี้เจทีถ่ายละครอย่างเดียวค่ะ” ฉันตอบ
“ถ้างั้นระหว่างรอ...พี่ว่าเราไปหาของอร่อยๆ แถวนี้ทานกันมั้ย?”
พี่คอปเตอร์ออกไอเดีย


โอวววว ^O^ มันช่างเป็นความคิดที่บรรเจิดซะนี่กระไร
หาของอร่อยหม่ำให้พุงกาง เป็นเรื่องที่ถูกใจฉันจริงๆ หุหุ ^_~
ใช่ว่าฉันจะเป็นคนตะกละอ่ะนะ แต่เพราะตั้งแต่เช้า
กระเพาะน้อยๆ ของฉันยังไม่มีสารอาหารอันใดร่วงหล่น
ลงไปให้ได้ดูดซึมเลยนี่หน่า T_T เพราะฉันต้องทำงาน
แข่งกับเวลา ยังดีหน่อยที่ฉันพกขวดน้ำมาด้วย
พอจะกล้อมแกล้มประทังหิวไปได้บ้าง


“จะว่าดีก็ดีค่ะ เพราะตอนนี้บ่ายสองแล้ว น้ำพริกก็ยังไม่ได้
ทานอะไรมาตั้งแต่เช้า~ เริ่มแสบท้องอยู่เหมือนกันค่ะ”
ฉันรู้สึกแสบท้องขึ้นมาจริงๆ


“ถ้างั้นพี่ว่า เรารีบไปดีกว่า” พี่คอปเตอร์รีบลุกขึ้นยืนเต็มตัวทันที
“แต่ว่า ~ น้ำพริกยังไม่ได้บอกคุณเจทีเลยค่ะ”
ฉันให้เกียรติเจ้านายหนุ่มหล่อด้วยการเรียกว่า คุณเจที
เฉพาะเวลาที่ต้องอยู่ต่อสาธารณะชนเท่านั้น
“พี่ว่ากว่าเจทีถ่ายละครเสร็จคงอีกนาน ~
ที่สำคัญบรรดาแฟนคลับที่ยืนอยู่นั่นก็คงอยากดูแลเจทีบ้างแหล่ะ”
พี่คอปเตอร์ชี้นิ้วไปทางกลุ่มแฟนคลับของเจที
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน้ำพริก”


“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงแล้วลุกยืน อาจเพราะลุกเร็วไปหน่อย
หรือเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องก็ไม่รู้ ทำให้ฉันรู้สึกหน้ามืด
โลกมันหมุนติ้วๆ ชอบกล @_@’

“น้ำพริก! เป็นไงบ้าง” พี่คอปเตอร์รีบปราดเข้ามาประคอง
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ใกล้ๆกับแก้มนวลของฉัน

หวายยย ~ >///< ใกล้ไปแล้วมั้งเนี่ย
อึ๋ยยยย ~ นี่ฉันกำลังถูกหนุ่มหล่อที่แสนอบอุ่นคนนี้กอดรึเนี่ย!

โอยยย ~ อยากเป็นลมล้มทั้งยืนไปตรงนี้จริง..จริ๊ง @0@


“เอ่อ น้ำพริก ไม่เป็นไรแล้วค่ะ” เมื่อฉันทรงตัวได้แล้ว
จึงเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของพี่คอปเตอร์ และเหมือนเขาจะรู้ตัว
“พี่ขอโทษด้วย พอดีเห็นว่าน้ำพริกจะล้ม ก็เลย...”
“ขอบคุณค่ะ แต่ตอนนี้น้ำพริกหายดีแล้วค่ะ” ฉันตัดบท
เพราะเริ่มรู้สึกว่าต่างคนก็ต่างเขินและ
กระอักกระอ่วนที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น


“พวกเธอทำอะไรกัน!” น้ำเสียงแข็งกระด้างดังขึ้นจากด้านหลังของฉัน
ฉันจึงหันกลับไปมองก็เห็นเจทีเดินนำหน้าโดยมีเอมมี่ตามติดมาด้วย “น้ำพริก! เธอกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องให้นายคนนี้กอดเธอด้วย!
เจทีคาดคั้นเสียงดุพลางขมวดคิ้วชนกัน
“อุ๊ย! กอดกันด้วยรึคะ แหมเอมมี่ดูไม่ทัน...
อ้าว! พี่คอปเตอร์ ทำไมมาอยู่ตรงนี้คะ” ประโยคหลังเอมมี่อุทาน
ด้วยความฉงนที่เห็นพี่คอปเตอร์ยืนอยู่กับฉัน
“พี่เจทีคะ นี่พี่คอปเตอร์ เป็นพี่ชายของ...”


“เราเคยพบกันแล้ว” เอมมี่ต้องค้างคำพูดต่อทันทีเมื่อเจทีตัดบท
“ฉันรอคำตอบอยู่นะน้ำพริก” ประโยคสุดท้ายเขาหันมาพูดกับฉัน
“อะ คือว่า..” ฉันอ้าปากจะอธิบาย แต่พี่คอปเตอร์ ชิงพูดก่อน
“ฉันว่านายเข้าใจผิดแล้วล่ะ ~ น้ำพริกจะล้ม ฉันจึงช่วยพยุงไว้ก็เท่านั้น
ทำตื่นเต้นโอเว่อร์กันไปได้” ท้ายประโยคคนพูดเหลือบตามองเจที
ด้วยแววตาขบขัน
“เจที..นายมาก็ดีแล้ว..ฉันอยากจะพาน้ำพริกไปทานข้าวด้วย
หวังว่านายคงไม่ขัดข้องนะ” พี่คอปเตอร์พูดต่อ


“อ๊ะ ผู้หญิงคนนี้เป็น..” เอมมี่พุ่งความสนใจมาที่ฉันทันที
ด้วยการจ้องมองและชี้นิ้วใส่
“ฉันชื่อ น้ำพริก มาคอยดูแลคุณเจทีค่ะ” ฉันตอบเต็มเสียง
“อ๋อ..คนรับใช้นั่นเอง!” ฉันชักสีหน้านิดๆ รู้สึกไม่สบอารมณ์
ในคำพูดของเอมมี่
“น้ำพริกเค้าเป็นผู้ช่วยผู้จัดการน่ะเอมมี่” พี่คอปเตอร์พูดพลาง
มองหน้าเอมมี่เป็นเชิงตำหนิ


“งั้น ~ ก็เป็นลูกจ้าง..ว่าแต่ มันเรื่องอะไรกันคะ พี่คอปเตอร์
แล้วทำไมพี่ต้องไปกอดแม่คนนี้ด้วย” ยัยเอมมี่พูดแล้ว
ใช้มืออีกข้างจับแขนพี่ชายตัวเอง ส่วนอีกข้างยังจับแน่น
อยู่ที่ท่อนแขนของเจที ติดหนึบเป็นเหมือนเจ้าปลิงกระบือ
ก็ไม่ปาน (ก็เจ้าปลิงควาย นั่นแหละค๊า ~ =_=’)


“พี่ตอบคำถามไปแล้วนะเอมมี่ ~ ว่าไงล่ะ เจที เป็นอันว่านายโอเคแล้วนะ?”
พี่คอปเตอร์สรุปเมื่อเห็นเจทีนิ่งเงียบ

“น้ำพริกเค้ากินข้าวในกองถ่ายก็ได้นี่..ไม่เห็นต้องลำบากนายเลย...
เดี๋ยวฉันก็จะกินที่นี่เหมือนกัน” เจทีแย้งขึ้น


“อี๋ ~ไม่เอาค่ะ เอมมี่ไม่ชอบกินข้าวในกองละคร...
เอมี่อยากไปกินข้าวข้างนอกเหมือนกันค่ะ”
ว่าแต่ไม่มีใครเค้าถามความเห็นหล่อนสักนิดนะยัยเอมมี่ =_=’

ฉันคิดในใจ

“เอมมี่ว่าเราไปด้วยกันเลยดีมั้ยคะ นะคะพี่เจที..นะคะ”
เอมมี่เขย่าแขนเจทีพร้อมออดอ้อนทั้งน้ำเสียงและแววตา
“เอมมี่...พี่ว่าเราอย่าไปกวนเจทีเค้าดีกว่า...
เธอไปด้วยกันกับพี่ก็ได้..ใช่มั้ยครับ น้ำพริก?”
พี่คอปเตอร์หันมาถามความเห็นจากฉัน


“อืม ค่ะ ..ไม่มีปัญหาค่ะ เชิญคุณเอมมี่ไปด้วยกันค่ะ”

ฉันยิ้มให้ เฮ้อ ~วันนี้ตรูจะได้กินข้าวมั้ยฟะเนี่ย >_<
โครกกก ครากกก ~ กระเพาะเจ้ากรรม ก็ดันส่งเสียงเตือนขึ้นมา
ฉันเอามือกุมท้องไว้ เริ่มทำหน้าเหยเกเพราะความหิว TOT
เจทีหันมาเห็นเข้าพอดี


“น้ำพริกเธอเป็นอะไร..”
“เอ่อ คือ ฉัน...ฉัน หิวข้าว”
“ก็น่าจะบอกตั้งแต่แรกว่า หิวข้าว ไม่ใช่ยืนบื้อเป็น
ต้นกระบองเพชรบวมน้ำ อยู่ได้” อะไรฟ่ะ! >_< ไอ้หมอนี่
จู่ๆ ก็มาว่าฉันเป็น ต้นกระบองเพชรบวมน้ำ
ฉันว่านายต่างหากที่มาเกะกะขวางทางเท้าฉันมากกว่า
ไม่งั้นป่านนี้ฉันคงได้สวาปามราดหน้าหมูนุ่มสักจานไปตั้งนานแล้ว ~
ไอ้มารคอหอย ฮืออออ ฮืออออ TOT


“อ่ะ ถ้างั้นเราก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”
เจทีพูดจบจะเดินเข้ามาหาฉัน แต่กลับถูกมือกาวตรา
ช้างหลายโขลง อย่างเอมมี่คว้าหมับรั้งเอาไว้
“พี่เจทีต้องเดินกับเอมมี่และนั่งกินข้าวใกล้ๆ กับเอมมี่เท่านั้นค่ะ”


โห -O- คุณเธอประกาศเจตนาแสดงความเป็นเจ้าของ
อย่างแรงแกล้าซะขนาดนั้น เจทีได้แต่ทำท่าทางอึดอัด
บวกอาการหงุดหงิดเล็กๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ต้องจำใจทำตาม
เพราะไม่อยากมีปัญหาด้วยตราบใดที่เอมมี่
ยังต้องถ่ายละครร่วมงานกันอยู่
(หมอนี่ก็เป็นแบบนี้แหละ อยู่ข้างนอกวางตัวดี๊ดี...
ดูเป็นสุภาพบุรุษ แต่หลังฉากเวลาอยู่กับฉัน
กลายเป็นอสุรกายได้ทันที เกลียดจริง จริ๊ง พวกสร้างภาพเนี่ย >_<)


จากนั้นพวกเราทั้งสี่ก็แยกย้ายกันขับรถไปยังร้านอาหาร
ที่พี่คอปเตอร์เป็นผู้แนะนำ โดยที่ฉันเป็นนางงามหน้ารถ
ของพี่คอปเตอร์ ส่วนยัยคุณหนูเอมมี่มือกาวนั้น
เจ้าหล่อนขอเกาะหนึบอยู่ในรถของเจที
ฉันรู้สึกสะใจนิด ๆที่เห็นหมอนั่นโดน ‘โรคติดหนึบ’
จากยัยเอมมี่เล่นงานเข้าให้ ^_^



ใช้เวลาเพียงสิบยี่สิบห้านาที พวกเราทั้งสี่คนก็มาถึงร้านอาหาร
บรรยากาศเกาหลี ซึ่งพี่คอปเตอร์บอกว่าร้านนี้อร่อยมากๆ
และดูท่าทางพี่คอปเตอร์คงมาอุดหนุนร้านนี้บ่อยแน่นอน
เพราะขนาดผู้จัดการร้านยังออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว
หลังจากที่บริกรนำเมนูอาหารมาให้ พี่คอปเตอร์ก็ส่งให้ฉัน
กับเอมมี่ ฉันพลิกดูทีละหน้าอย่างสนใจเพราะรายการอาหาร
ละลานตาไปหมด ฉันพูดคุยกับพี่คอปเตอร์ถึงชื่อของอาหาร
ที่อยู่บนเมนู เมื่อเลือกได้แล้วฉันหันไปสั่งกับบริกร



จากนั้นหันกลับมาส่งยิ้มหวานกับพี่คอปเตอร์
แต่ก็ไม่วายมีเสียงก่อกวนประสาททั้งห้า
ดังออกจากปากของนายเจที หลังจากที่บริกรเดินผ่านพ้นไปจากโต๊ะ
“ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ก็แค่อาหารเกาหลีธรรมดาๆ ~
อย่างว่าแหละเธอมันพวก สติวเด่นท์ โฮมเอ้าท์”

“อะไรหรือคะพี่เจที ไอ้ สติวเด่นท์ โฮมเอ้าท์ เนี่ย”
เอมมี่ถามอย่างสงสัย

“ก็แปลว่า..พวก เด็กบ้านนอก ไงครับน้องเอมมี่”
เจทีตอบพลางยักคิ้วใส่ฉัน



กรอดดด ~ ไอ้บ้าเจที! ใช้วาจาเฉือดเชือนความรู้สึกฉัน
ถึงขนาดนี้เชียวรึเนี่ย! มาว่าฉันเป็น ‘เด็กบ้านนอก’
ที่ไม่เคยกินอาหารเกาหลี (ก็ไม่เคยกินจริง..จริงนั่นแหละ >_<)


“ใช่ค่ะ...น้ำพริกเป็นแค่ เด็กบ้านนอก ก็เลยกินเป็นแต่อาหารธรรมดา
ไม่ได้เป็น เด็กเมืองนอก อย่างคุณเจทีนี่คะ...ที่วันๆ กินแต่ขยะ
อุ๊ย! พูดผิดค่ะ..ต้องเรียกว่า ‘กินอาหารขยะ’ ใช่มั้ยคะ?
ฉันโต้ตอบด้วยน้ำเสียงกวนไม่แพ้กัน
พี่คอปเตอร์ชอบใจในคำพูดของฉัน เขาหัวเราะออกมาทันที

ได้ผล! ^O^ ควันออกหูนายเจทีทันที
แต่หมอนั่นเก็บอาการโกรธเอาไว้ แล้วโต้ฉันกลับมา




“มิน่าล่ะ เธอถึงไม่ค่อยรู้จักเทรนด์การแต่งตัวของสาวๆ
สมัยใหม่ ~ ดูอย่างน้องเอมมี่เป็นตัวอย่างสิ!”
เอมมี่ยิ้มหน้าบานจนปากจะฉีกถึงใบหูเมื่อเจทีพูดชื่นชม

“ไม่ใช่เอาแต่งตัวเป็นโคบาลมัยซิน ที่นุ่งแต่กางเกงยีนส์
กับเสื้อเชิ้ตราคาถูกๆ ~ ว่าไปแล้วดูๆ เหมือนพวกต้อนวัว
ต้อนควายเข้าคอกนะเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า” เจทีกับเอมมี่หัวเราะร่วน


ฉันกัดฟันกรอด กำหมัดแน่น แล้วก้มหน้าลงมองชุดที่ตัวเองใส่มา
ซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงยีนส์ทรงเดฟสีดำ
ฉันหน้าแดงรู้สึกอายขึ้นมาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งตัว


“แต่ฉันว่าน้ำพริกดูดีในชุดทะมัดทะแมงแบบนี้
มากกว่าใส่กระโปรงสั้นตามสมัยนิยม ~ ฉันชอบผู้หญิงที่ดูลุยๆ
แบบนี้ซะด้วยสิ” พี่คอปเตอร์พูดกับเจทีแล้วหันมายิ้มให้กับฉัน
ทำให้ฉันสงบความพิโรธที่มีกะนายเจทีได้ทันควัน
ฉันจึงส่งสายตายิ้มเยาะ ๆไปให้เจที
แต่แล้วฉันก็เกือบจะช๊อคกลางอากาศ เมื่อได้ยินประโยคถัดมานี้


“พี่ชอบน้ำพริก...” พี่คอปเตอร์พูดค้างทำเอาเจทีสำลักน้ำ
ที่เพิ่งยกขึ้นดื่ม “ที่ใส่กางเกงยีนส์กับเชิ้ตสีขาวแบบนี้”
พี่คอปเตอร์พูดต่อแล้วยิ้มให้ฉันอย่างอบอุ่น


โอววว ~ พี่คอปเตอร์คะ >///<

พี่เกือบทำให้น้ำพริกหัวใจวายแล้วนะคะที่เล่นพูดค้างซะะขนาดนั้น
แต่พอฉันได้ฟังแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกประทับใจ
ในตัวพี่เค้ามากขึ้นไปอีกผู้ชายอะไร๊ ~ นอกจาก
หล่อ ใจดีแล้ว ยังนิสัยดีมั่ก มั่ก อีกต่างหาก ^_^
และวันนี้พี่คอปเตอร์ช่วยกู้หน้าให้ฉันซะด้วย



“อะ แฮ่ม..” เสียงกระแอมของเจทีเบรคความคิด
ในหัวของฉันให้สะดุดลง
“ฉันไม่เห็นนายพูดเกี่ยวกับตัวเองบ้างเลยนะ ~
ว่าแต่นายทำงานอะไร หรือว่าเป็นพวกว่างงาน ที่ดีแต่ลอยไปลอยมา”
เจทียังไม่ยอมหยุด หมอนั่นหาเรื่องกับพี่คอปเตอร์ต่ออีก

“ว๊าย! พี่เจที พูดอะไรคะเนี่ย..พี่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งอำคะเนี่ย”
เอมมี่พูดขึ้นหลังจากยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบ

“พี่คอปเตอร์เนี่ย เค้าเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังผู้เป็นเจ้าของแบรนด์
ไฮโซไฮคลาส ไงคะ”

“อ๊ะ เหรอคะ ~ งั้นหมายความว่า งานแฟชั่นโชว์คราว
ที่แล้วพี่คอปเตอร์เป็นคนจ้างเจทีหรือคะ”
ฉันอึ้งกับคำตอบก่อนถามออกไป



“พี่ฟ้าน่ะครับ ซึ่งเป็นพี่สาวของผมเค้าชอบเจที..
เค้าบอกว่าเจทีเหมาะกับเสื้อผ้าที่ผมออกแบบ
จึงอยากให้เจทีมาเดินแบบให้” เขาตอบพลางยิ้ม
“แหม..ไม่ใช่แค่พี่ฟ้าที่ชอบ...เอมมี่เองก็ประทับใจ
และชื่นชอบพี่เจทีเหมือนกันนะคะ”
เอมมี่พูดพร้อมกับหันหน้าไปส่งสายตาหวานเยิ้มให้เจที
เจทีได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่บริกรยกอาหารมาเสริฟ


พวกเราทั้งสี่จึงหยุดการบรรเลงฝีปากลงชั่วคราว
ส่วนฉันไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
เพราะตอนนี้ต่อให้เอาช้างทั้งจังหวัดมาฉุด
ฉันก็ไม่ลุกไปจากโต๊ะแน่ๆ วันนี้ต้องฟาดให้เรียบ
ในเมื่อมีพี่คอปเตอร์เป็นเจ้ามือจ่ายค่าอาหารอยู่ทั้งคน ^_^




เมื่อจานหมูทอดแบบเกาหลีที่มีหน้าตาน่าหม่ำ ^O^
ช่างยั่วน้ำลายสอของฉันให้ไหลเยิ้มนั้น ถูกบริกรวางลงบนโต๊ะ
พี่คอปเตอร์กุลีกุจอคีบเจ้าหมูทอดมาให้ฉันหนึ่งชิ้น
พร้อมตักซอสเหยาะใส่ให้อีก ก็พอดีที่สายตาของฉัน

เหลือบไปมองเจที เห็นเขาทำท่าแบะปากเล็กน้อย
เป็นเชิงหมั่นไส้ที่พี่คอปเตอร์เอาอกเอาใจฉัน
เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นแล้ว ฉันยิ่งอยากกลั่นแกล้ง
หมอนั่นขึ้นมา ด้วยการทำเสียงหวานแล้วพูดชมพี่คอปเตอร์



“อื้ม ~ อร่อยจังเลย พี่คอปเตอร์คะหมูทอดร้านนี้อร่อยมากๆ
เลยค่ะ พี่คอปเตอร์เนี่ยเก่งหลายอย่างจังเลยนะคะ
ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องอาหารการกิน เห็นทีน้ำพริกต้องเรียนรู้
จากพี่บ้างแล้วละค่ะ”
“ถ้าน้ำพริกชอบ พี่จะพามาทานบ่อยๆ นะครับ”
พี่คอปเตอร์ยิ้มตาเป็นประกาย


“ชิ หมั่นไส้! ~ แหม ทีกับน้องตัวเองไม่เห็นพี่จะพามาบ้างเลยนะคะ”
เอมมี่พูดกระแหนะกระแหน
“พี่ว่าให้เจทีเป็นคนพามาทานไม่ดีกว่าเหรอ “
พี่คอปเตอร์โบ้ยไปทางเจที แล้วรู้สึกว่าจะเป็นที่พอใจต่อเอมมี่
เพราะคุณเธอรีบคว้าแขนเจทีแล้วทำเสียงออดอ้อนใส่


“จริงด้วยค่ะ...เป็นพี่เจทีดีกว่า เอมมี่เองก็เบื่อหน้าพี่ชายตัวเอง
แล้วล่ะค่ะ..นะคะพี่เจทีว่างๆ เราไปหาร้านหรูๆ
อาหารอร่อยๆ ทานกันนะคะ” เจทีทำหน้าเลี่ยนๆ

แต่ก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วส่งสายตาพิฆาตเป็นเชิงไม่พอใจที่พี่คอปเตอร์โยนภาระมาให้ตนเอง


“อ๊ะ นี่ค่ะ เอมมี่ป้อนให้นะคะ..อร่อยมั้ยคะ”
เจทีจำใจอ้าปากรับหมูทอดที่เอมมี่เป็นคนคีบให้
หลังจากเคี้ยวและกลืนลงท้องไปแล้ว เขาจึงพูดออกมา
พร้อมกับมองหน้าของพี่คอปเตอร์ตรงๆ



“พี่ว่ารสชาดก็แสนจะธรรมดา สู้อาหารไทยไม่ได้ ~
เอ่อ...เอมมี่ครับ วันนี้พี่มีคิวต้องเข้าฉากทั้งวัน
คงต้องขอตัวกลับไปที่กองละครก่อน ~
น้ำพริก เธอควรจะหยุดกินแล้วไปทำงานกับฉันได้แล้ว”
พูดจบเจทีลุกขึ้นแล้วมองฉัน

ฉันต้องอ้าปากค้างชะงักทันที ก็ในเมื่อฉันเพิ่งจะได้สัมผัส
อาหารอันโอชะนี้เพียงแค่สองสามคำเท่านั้น จู่ๆ หมอนี่มา
บอกให้ฉันหยุดกระทันหัน มันแกล้งกันชัดๆ นี่ฟ่า >_<


“แต่ผู้กำกับบอกว่า มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า วันนี้ขอ
งดถ่ายทำหนึ่งวันไม่ใช่เหรอคะ” เอมมี่แย้ง
“อะ อ๋อ พอดีทางทีมงานเค้าเพิ่งส่งข้อความาบอกพี่ว่าแก้ไขเสร็จแล้ว ~ น้ำพริก เธอไม่ได้ยินที่ฉันสั่งรึไงอย่าลืมสิว่าเธอกำลังทำงานอยู่นะ!”


ประโยคหลังเจทีพูดกับฉันด้วยเสียงค่อนข้างดุดัน
นั่นก็คงเพียงพอที่จะทำให้ฉันต้องวางตะเกียบลงแล้ว
ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มสองอึกใหญ่ๆ

“แต่น้ำพริกเพิ่งจะได้กินเองนะ ถ้านายไม่หิวฉันว่านาย
กลับไปที่กองละครก่อนก็ได้ ส่วนน้ำพริกเดี๋ยวฉันขับรถไปส่งให้เอง”
พี่คอปเตอร์พูดคัดค้าน

“น้ำพริกเป็นคนของฉันและกำลังทำงานให้ฉัน...ไม่ใช่นาย!”
เจทีโต้กลับด้วยเสียงดังขึ้น ทำให้ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ
หันหน้ามามองกันเป็นแถว

“นายทำเกินไปแล้ว เจที!” พี่คอปเตอร์ผุดลุกขึ้น
ฉันเห็นท่าไม่ดีแน่จึงรีบลุกปรามพี่คอปเตอร์ไว้


“มะ ..ไม่เป็นไรค่ะพี่คอปเตอร์ น้ำพริกว่าป่านนี้ทางผู้กำกับคงกำลังรอเจทีอยู่ก็ได้ค่ะ เพราะเราออกมานานแล้ว ~
ถ้างั้นน้ำพริกขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ
ขอบคุณค่ะสำหรับอาหารมื้อนี้”
ฉันยกมือไหว้แล้วรีบหันหลังเดินตามเจทีออกไป
โดยมียัยเอมมี่นั่งทำหน้าเหรอหรางุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



เมื่อฉันตามเจทีขึ้นมานั่งในรถแล้ว
เขาก็บึ่งเจ้าสี่ล้อคู่ชีพราคาสิบล้านแล่นไปตามถนน
แต่เส้นทางที่เขาขับไม่ได้ไปยังกองถ่ายละคร
ทำให้ฉันถามขึ้นด้วยความสงสัย


“อ้าว ไหนนายบอกว่าจะกลับไปถ่ายละครต่อไง”
“เงียบเถอะน่า!” เขาดุฉัน ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทร เพียงครู่เดียวเสียงปลายสายก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล ลุงชุ่มครับ ไม่เกินชั่วโมงครึ่งผมจะไปถึง
ช่วยเตรียมทุกอย่างไว้ให้ด้วยนะครับ”

พูดจบเขาวางโทรศัพท์ลงโดยสายตายังจับจ้องอยู่บนถนน
ฉันอยากรู้ว่าเจทีกำลังจะพาฉันไปไหนกันแน่
จึงอดที่จะเปิดปากถามขึ้นไม่ได้


“ตกลงนายจะพาฉันไปไหน ~ รึนายกำลังคิดมิดีมิร้ายกับฉัน O_O”
ฉันขยับตัวเบียดชิดประตูรถ
“อาการเพี้ยนกำเริบรึไงแม่คุณ ถึงถามแบบนี้ ~
ว่าแต่ เธอยังไม่อิ่มใช่มั้ย” เขาย้อนถามฉัน
“แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ =_=” ฉันพูด

“ฉันอยากจะกินอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารเกาหลี ~
และเผื่อเธออยากจะกินข้าวต่อ” เขาตอบ
“ก็ยังไม่อิ่มหรอก ว่าแต่บอกได้รึยังเรากำลังจะไปที่ไหน”
ฉันถามเพราะไม่คุ้นกับเส้นทาง
“ไปทะเล!”


“ห๊า!..ทะเล ไปทะเลตอนนี้เนี่ยนะ!” O_O
ฉันตกใจกับคำตอบแล้วถามต่อ “ทำไมต้องให้ฉันไปกับนายด้วยล่ะ”

“ก็เพราะเธอเป็น สาวใช้ประจำตัวของฉัน ในเมื่อฉัน
ซึ่งเป็นเจ้านาย จะไปที่ไหนเธอก็ต้องตามไปดูแลฉัน ถูกมั้ย! ~

แล้วก็อีกเรื่องที่ฉันอยากบอกเธอว่า...อย่าได้สำคัญตัวผิด
ฉันไม่เคยคิดจะพิศวาสเธอเลยเพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิง
ในสเปคของฉัน จำไว้ด้วยนะยัยเพี้ยน!


“งั้นก็ดี เพราะฉันเองก็อยากบอกนายเหมือนกันว่า..
นายเองก็ไม่ใช่ผู้ชายในสเปคของฉัน
และที่ฉันยังต้องมาทำงานกับนายเพราะ
ไม่อยากให้พ่อของฉันเดือดร้อนจากคำขู่บ้า ๆ
จำไว้ด้วยนะคนงี่เง่าบ้าอำนาจ! >_<”


“เธอนี่มัน..มัน” เขาพยายามจะสรรหาคำพูด
“มันอะไร?..” ฉันถาม
“มัน..เฮ้ย! ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจต่อปากกับเธอแล้ว ~
เอาล่ะ เธอช่วยนั่งเงียบๆ แล้วก็อย่ากวนประสาทเวลาฉันขับรถก็พอ”
เจทีพูดแล้วหันมามองฉันแว่บหนึ่ง
ก่อนหันสายตาไปจับจ้องที่ถนนเหมือนเดิม

แหว่ะ >_< ใครกันแน่ที่เป็นคนกวนประสาท
ฉันว่านายต่างหากนะเจที


ฉันเองก็เบื่อที่จะโต้เถียงกับเขา จึงนั่งมองวิวข้างทาง
ผ่านกระจกรถได้สักพัก แล้วจึงถือวิสาสะเปิดเพลงฟัง
เจทีเหลือบตามองฉัน แต่เขาก็ไม่พูดอะไร
ส่วนฉันถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น
ที่จะได้ไปเที่ยวทะเลอีกครั้ง เพราะฉันเป็นโรคทรัพย์จางอ่ะนะ
บวกกับต้องทำงานช่วยทางบ้าน ฉันจึงไม่มีโอกาสได้ไปทะเลบ่อยนัก
เสียงเพลงซึ้งๆ ช่วยทำให้ฉันผ่อนคลายขึ้น
และเริ่มรู้สึกว่าหนังตาของตัวเองลดต่ำลงเรื่อยๆ
และแล้วสติของฉันก็ดับวูบลงไป -__- zzz





8


ในที่สุด ฉันก็ตื่นมาพร้อมกับการเลี้ยวรถของนายเจที
เข้ามาจอดนิ่งยังบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ โดยรอบๆ
บริเวณบ้านมีต้นลีลาวดี ปลูกเรียงรายไปตามความยาวของรั้วบ้าน
..สงสัยคนบ้านนี้คงชอบต้นลีลาวดีเป็นพิเศษมั้ง ฉันคิดในใจ


“เอ้า เอ้า แม่คู๊ณ...นั่งนิ่งเป็นหุ่นสต๊าฟอยู่ได้..
ลงจากรถไปได้แล้ว ~ โน่น ไปขนของที่อยู่ท้ายรถ
แล้วเอาเข้าไปเก็บให้เรียบร้อย”

เจทีหันหน้ามาพูดกับฉัน ก่อนที่เขาจะเปิดประตูลงจากรถ
แล้วก้าวออกไปยืนอยู่บนทางเดินเข้าบ้าน

จากนั้นเขาได้รับไหว้ ชายแก่ผมสองสีอายุประมาณห้าสิบเศษ
ที่ยกมือไหว้เขาในทันทีที่เห็นเจ้าของบ้าน

ส่วนฉันก็รีบลงจากรถเดินไปเปิดท้ายรถขนสัมภาระออกมาจนครบ
และกำลังคิดว่าคงต้องเดินหลายเที่ยวแน่กว่าจะขนหมด
ก็พอดีได้ความช่วยเหลือจากคุณลุงที่ชื่อว่า ลุงชุ่ม นี่แหละ
ที่ช่วยหอบของพะรุงพะรังพาฉันไปยังห้องพักของนายเจที



หลังจากที่ฉันจัดของเข้าที่จนเรียบร้อยแล้ว
จึงอาศัยช่วงว่างงาน ออกมานั่งเล่นใกล้ๆ
กับชายหาดส่วนตัวของบ้านพัก ที่มีเก้าอี้ชายหาดวางคู่กันอยู่
และใกล้ๆ นั้นก็มีโต๊ะไม้สีขาวตัวเล็กๆ เพื่อไว้วางเครื่องดื่ม
สายลมเย็นๆ ผสมกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง
ชวนให้เคลิบเคลิ้มจนหลงนึกว่าตัวเองมาเที่ยวซะงั้น

“ฉันพาเธอมาที่นี่ไม่ได้ให้เธอมานั่งชื่นชมทะเลเฉยๆ
หรอกนะ อย่าเข้าใจผิด” ว๊ากกก! ตัวทำลายบรรยากาศมาแล้ว
ฉันลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อสิ้นเสียงของเจที
และคิดจะก้าวเท้าเดินกลับไปยังบ้านพัก


“นั่นเธอจะไปไหน?” เจทีถามขึ้น
“จะกลับเข้าไปเพื่อรอคำสั่งจากเจ้านายไงคะ”
ฉันตอบพร้อมทำหน้าทำตายียวนออกไป
“ก็ยังดีที่มีสำนึกรู้จักหน้าที่ตัวเอง บลา บลา บลา...”

เจทีพูดต่อ แต่ฉันไม่สนใจฟังและสาวเท้าฉับๆ ไปทางบ้านพัก

“เดี๋ยวสิ! เฮ้ยยัยน้ำพริก! รอฉันก่อน”
เจทีร้องเรียกแล้ววิ่งมาขวางฉันไว้

“อะไรอีกล่ะ ถ้าคิดจะพร่ำบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ฉันขอตัวนะ”
ฉันพูดเสียงรำคาญ


“ฉันก็แค่หิวน้ำ เธอไปเอาน้ำมาให้ฉันดื่มทีสิ”
ฉันมองหน้าเจทีพยักหน้ารับรู้สิ่งที่เขาต้องการ


“เอ่อ อย่าลืมขนมด้วยนะ“ ฉันก้าวเท้าได้เพียงสองคืบเขาก็สั่งอีก
ฉันพยักหน้ารับอีกครั้งแล้วรีบเดินไปทางครัว

ฉันหายไปไม่กี่นาทีก็กลับออกมาพร้องจานขนมหวาน
และน้ำดื่มหนึ่งขวด ฉันหันซ้ายแลขวา
มองไปมองมาก็ไม่เห็นร่างของเจที “หายไปไหนของเค้ากันนะ”
ฉันพึมพำออกมา


และแล้วก็มีเสียงเรียกชื่อฉันดังโหวกเหวกมาจากทางทะเล
ฉันเพ่งสายตาออกไปสู้กับแสงแดด
ที่ส่องมาแยงลูกตากลมโตของฉัน


“เอ้า! นายเจทีลงไปเล่นน้ำอยู่นั่นเอง”
ฉันจึงวางจานขนมกับขวดน้ำไว้บนโต๊ะไม้
ในขณะที่ฉันจะหันหลังกลับเดินไปจากตรงนั้น
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”


ฉันหันกลับไปทางต้นเสียง ก็เห็นเจทีทำท่าทางเหมือนจะจมน้ำ
“แย่แล้ว สงสัยเจทีเป็นตะคริว!”
ไม่รอช้าฉันรีบสปีดฝีเท้าเร็วยิ่งกว่าม้าพันธุ์ใดในโลก (โอเว่อร์ซะไม่มี =_=’)


“เจที! รอเดี๋ยวนะ ฉันกำลังจะไปช่วย!”


ฉันรีบวิ่งลงไปในทะเลทันที และเมื่อใกล้จะถึงตัวของเจที
ฉันก็รู้สึกถึงบางอย่าง ทำไมมันตื้นจังฟะ
และแล้วไม่ต้องรอคำตอบจากสมองของตัวเอง
นายเจทีก็ปล่อยเสียงหัวเราะอย่างสะใจชนิดน้ำหูน้ำตาเล็ดทีเดียว


ก๊ากกกก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ยัยบ๊อง! น้ำสูงแค่เข่า
จะจมได้ยังไง๊ ก๊ากกกก ขำฟ่ะ




ในเวลานี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของฉันเปียกโชกยิ่งกว่าโดนสาดน้ำวันสงกรานต์ซะอีก ไม่แค่นั้น อารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้นมาราวกับภูเขาไฟระเบิดและมือที่กำแน่นด้วยความโมโหสุดขีด ทำให้ฉันพุ่งเข้าหาเจทีอย่างกับวัวกระทิง



“ไอ้คนบ้า นายมันบ้า เอาความเป็นความตายมาล้อเล่นได้ไง นายมันคนไม่มีหัวคิด ฉันเกลียดนาย! ได้ยินไม๊! ฉันเกลียดนาย!” ฉันตะโกนใส่หน้าเจทีพร้อมทั้งฟูมฟายไม่หยุด น้ำตาน้ำมูกไหลเปรอะไปทั่วหน้า จากนั้นหันหลังวิ่งตรงไปทางบ้านพัก โดยไม่สนใจเสียงเรียกของเจที



ฉันวิ่ง วิ่ง วิ่ง อย่างไม่ลืมหูลืมตา (ไม่ใช่วิ่งสู้ฟัดนะ =_=’) จนไปเหยียบถูกเศษแก้วที่โผล่ขึ้นมาจากหาดทราย ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่าเท้าทำให้ฉันทรุดตัวลง


“โอ๊ย! เจ็บอ่ะ! ทำไมวันนี้ถึงซวยซ้ำซวยซ้อนอย่างงี้นะเรา” ฉันบ่นออกมา แล้วมองดูแผลที่ฝ่าเท้า เห็นเลือดสีแดงสดไหลเปรอะเปื้อนบาดแผล ก็พอดีกับที่เจทีวิ่งมาเจอฉัน เขาทรุดตัวลงใกล้ๆ และเอื้อมมือมาจับฝ่าเท้าของฉันเพื่อดูบาดแผล


“ไม่ต้องมายุ่ง!” ฉันตวาดออกไปพร้อมกับชักเท้าหนี


“แต่เท้าของเธอเลือดออกนะ ฉันจะพาเธอไปทำแผล” เจทีขยับกายจะพยุงฉันลุกขึ้น แต่ฉันปัดมือของเขาออก แล้วแสดงความอวดเก่งของตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นยืนเอง


“นายอย่ามาแตะต้อง ฉันรังเกียจผู้ชายที่นิสัยแย่ๆ แบบนาย ไม่ต้องยุ่ง! หลีกไป! ฉันเดินเองได้” พอฉันก้าวเท้าไปได้แค่ครึ่งก้าวเท่านั้น ฉันก็เสียวแปล๊บที่แผลทันที



อุ๊ย! โอ๊ย! ฉันร้องขึ้นด้วยความเจ็บ T_T



เจทีรีบเข้ามารวบตัวของฉันไว้ในอ้อมแขนของเขา ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดใบหน้าของฉันที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาผสมกับน้ำมูก


“ให้ฉันช่วยเธอเถอะนะ แล้วหลังจากนั้น เธอจะต่อว่าฉันยังไงก็ได้” พูดจบเจทีก็ช้อนร่างฉันขึ้น เขาอุ้มเดินตรงมาที่เก้าอี้นั่งบริเวณส่วนรับแขกของบ้านพัก แล้วรีบตะโกนสั่งให้ลุงชุ่มเอากล่องยามาให้เขาโดยเร็ว




“เอาล่ะ เสร็จแล้ว ดีนะที่แผลไม่ลึก ไม่งั้นฉันคงต้องพาเธอไปโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผล ..ว่าแต่เป็นไงบ้างล่ะ ฝีมือทำแผลของฉัน” เจทีพูดขึ้น หลังจากที่เขาปิดฝากล่องปฐมพยาบาลลง

“ก็งั้นๆ “ ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเขา

“เอ่อ อ่า คือว่า..น้ำพริก..คือ ฉันอยากจะ เอ่อ...” เจทีอึกอักท่าทางลังเลที่จะพูดบางอย่างกับฉัน



กรี๊ด! เจที เจทีจริงๆ ด้วย!



เจทีต้องชะงักคำพูดเมื่อมีเสียงแหลมปี๊ดขึ้นสมองพร้อมกับร่างที่ก้าวเข้ามาในชุดเกาะอกสีน้ำเงินคู่กับกากางขาสั้นสีขาวที่ปิดแก้มก้นเพียงแค่คืบเท่านั้น



“นีน่า!” เจทีอุทานออกมาด้วยสีหน้าแววตาตกใจระคนสงสัย “เธอมาได้ไง”

“แหม แหม เจทีคะ มีอะไรที่เกี่ยวกับเจที แล้วนีน่าจะไม่รู้บ้างคะ” นีน่าพูดฉอเลาะปากหวานแล้วเดินเข้ามาโอบกอดเจที โดยเจ้าหล่อนไม่สนว่าฉันยืนอยู่ต่อหน้าต่อตา



“ฉันถามจริงนะ นีน่า ~ แต่ถ้าให้เดาเธอคงไปคาดคั้นหรือใช้อุบายสักอย่างกับพี่จุ๊บแจง จนพี่เค้าใจอ่อน ยอมบอกว่าฉันมาอยู่ที่นี่ใช่ไม๊!” เสียงเจทีพูดห้วนขึ้นแสดงความไม่พอใจ


“ก็นีน่าคิดถึงเจทีนี่คะ ตั้งแต่เจทีบินกลับมาเมืองไทยก็ไม่ยอมติดต่อกับนีน่าเลย อย่าลืมสิคะว่าเราเป็นแฟนกัน” ท้ายประโยคนีน่าหันมามองฉันด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเอาซะเลย



เจทีจับท่อนแขนของนีน่าออกจากเอว แล้วเดินออกห่างมาหยุดยืนคู่กับฉัน “มันก็แค่เคยเป็น ~ อีกอย่างเรื่องของเรามันจบลง ตั้งแต่วันที่เธอนอกใจฉัน”



“นีน่าอยากจะมาขอโทษเจทีนะคะ นีน่าผิดไปแล้ว” นีน่าทำเสียงออดอ้อน


“หมดธุระของเธอแล้วใช่ไม๊ กลับไปได้ ฉันอยากพักผ่อน” เจทีพูดตัดบททันที



“เจที! ทำไมถึงทำเย็นชากับนีน่าแบบนี้” เจ้าหล่อนเสียงดังขึ้นแล้วหันมาเผชิญหน้ากับฉัน “หรือว่าเพราะเจทีมียัยคนนี้เป็นกิ๊กใหม่ใช่ไม๊” นีน่าจ้องมองฉันอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ บรื๋อ ~



“ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้เป็น..” ฉันรีบปฏิเสธทันที ก่อนที่ความซวยจะมาเยือน

“เธอไม่ต้องพูดอะไร” เจทีพูดขึ้นมา “แล้วถ้าใช่.. มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอ” ประโยคหลังเขาหันมาพูดกับนีน่า


“กรี๊ด! นีน่ารับไม่ได้” นี่น่าพูดพลางสำรวจฉันตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า “คนอย่างเจที ไม่น่าตาต่ำจะไปคว้าผู้หญิงที่โลว์คลาสมาเป็นแฟนได้”




ฉันเหลืออดกับคำพูดของเจ้าหล่อนซะจริงๆ >_< ยัยคนนี้นอกจากจะนิสัยเสียชอบดูถูกคนแล้ว สงสัยเคยจ้างกรี๊ดตามงานเกมส์โชว์มาแหงๆ เอะอะอะไรก็กรี๊ด กรี๊ด หรือไม่เจ้าหล่อนคงกิน นกหวีด เป็นอาหารว่างซะละมั้ง



“จะโลว์คลาสหรือไฮส์คลาสก็ช่าง ขอเพียงฉันพอใจ นั่นก็ไม่ใช่กงการของเธอ หมดเรื่องแล้วใช่ไม๊ โน่นประตู! ฉันไม่ส่งนะ!” เจทีพาฉันเดินหันหลังออกห่างจากบริเวณที่นีน่ายืนอยู่ แล้วกระซิบเบาๆ “ฉันขออุ้มเธอขึ้นไปส่งที่ห้องนะ“ ทีแรกฉันแข็งขืนไม่ยินยอมแต่เจทีกระชับตัวฉันไว้แน่นแล้วพูดต่อ “ให้ความร่วมมือกับฉันซะ ถ้าเธออยากพักผ่อนจริงๆ”



“กรี๊ด! เจที เธอกล้าไล่ฉันเหรอ?” นีน่ายืนเต้นเร่าๆ เจทีหันมาเผชิญหน้ากับยัยตัวปัญหาอีกครั้ง



“ถ้าเธอฉลาดก็น่าจะคิดเองได้ ~ เอาล่ะ ฉันกับแฟนจะขึ้นไปพักผ่อนข้างบน ส่วนเธอจะออกไปดีๆ หรือจะให้ฉันเรียกคนมาลากเธอออกไป เธอเลือกเอาเอง!”



พูดจบเจทีก็อุ้มฉันขึ้นบันได ฉันอดเหลียวมองใบหน้าของนีน่าไม่ได้ แล้วฉันก็เห็นสายตาทั้งชิงชังทั้งโกรธเคืองฉายแสงความริษยาอย่างชัดเจน ถ้าเจทีพอที่จะอ่านปากของนีน่าได้เหมือนที่ฉันมีความสามารถพิเศษเล็กน้อยตรงนี้ เจทีคงรู้เหมือนที่ฉันรู้ว่า นีน่าพูดว่า “ฝากไว้ก่อนแล้วเธอเจอดีแน่” เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนหมายถึงใครกันแน่ระหว่างฉันกับเจที แต่อย่างน้อย ฉันรู้ดีว่าฉันมีศัตรูแน่ๆ งานนี้ เฮ้อ ~ น้ำพริกเอ๊ย น้ำพริก ทำไมถึงมีแต่เรื่องให้ปวดขมองได้ไม่หยุดหย่อนสักที ทั้งเบื่อทั้งโค-ตะระเซ็งจริงๆ T_T




พอมาถึงห้องนอน เจทีก็วางฉันลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เขามองหน้าของฉันแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง สุดท้ายเขาคงทนความรบเร้าในใจไม่ไหวจึงต้องพูดออกมา



“น้ำพริก ฉันอยากขอโทษเธอจริงๆ สำหรับเรื่องที่ฉัน..เอ่อ เรื่องที่ฉันแกล้งเธอ แต่ฉันอยากให้เธอรู้ว่า ฉันไม่เคยคิดที่จะทำอันตราย หรือทำให้เธอเจ็บตัวแบบนี้ มันคงเป็นนิสัยแย่ๆ ของฉันเหมือนที่เธอเคยว่าฉันมาตลอดและฉันขอรับปากกับเธอว่า นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะแกล้งเธอ เธอพอยกโทษให้ฉันได้ไหมน้ำพริก”



นี่คงเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นสีหน้าแววตาบวกกับน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนจากเขา >///< มันทำให้ฉันใจเต้นแรงอย่างมาก ฉันรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นมา จนไม่กล้าสบตากับเขาจึงต้องเบือนหน้าไปทางอื่น



“ตกลงเธอยกโทษให้ฉันได้ไหม” เจทีถามย้ำ

“ก็ถ้าเธอสัญญาอย่างงั้นจริงๆ ...ฉันก็จะยกโทษให้” ฉันพูดไม่ยอมสบตา



“นี่เธอพูดจริงๆ นะ” เจทีดีใจจนลืมตัว เขาเอื้อมมือมาจับมือข้างซ้ายของฉันไว้ ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาของเราสองคนประสานกัน ฉันรู้สึกว่าภายในหัวกลมๆ โตๆ ของฉันมันโหวงเหวงชอบกล แถมหัวใจยังเต้นแรงอีกต่างหาก ยิ่งตอนนี้เจทีขยับตัวมาใกล้ๆ ฉันได้กลิ่นน้ำหอมของเขา มันยิ่งทำให้ฉันคิดฟุ่งซ้านถึงบางอย่าง >///< ว๊ายยย! เจทีจับไหล่ทั้งสองข้างของฉัน แล้วเขาเลื่อนตัวเข้ามาใกล้เหลือเพียงไม่ถึงสิบเซนติเมตร อย่าบอกนะว่าเขาคิดว่า จุ๊บ ฉันขึ้นมา



หวายยย >///< ไม่ได้นะ! เพราะฉันไม่รู้ตอนนี้มีกลิ่นปากรึเปล่านะสิ ทำไงดี! ถ้าจะจุ๊บฉันจริงๆ ฉันอยากจะบ้วนปากสักหน่อยเพื่อความมั่นใจ >_< (สำหรับการจุมพิตครั้งแรก!)



“เอาล่ะ ฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวจะให้ป้าแช่ม (เมียของลุงชุ่ม) เอายาแก้ปวดมาให้ ~ กินยาเสร็จแล้วเธอก็รีบพักผ่อนด้วยล่ะ” เจทีผุดลุกขึ้น หลังจากที่เขาพูดจบลง แล้วเดินออกจากห้องไป



แป่ววว!! นี่ฉันต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ คิดได้ไง ว่าเจทีจะจุมพิต ตายแล้ว! ยัยน้ำพริก ฉันอายตัวเองจังเลย ฮือ ฮือ เราคิดยังไงกับนายนั่นกันแน่นะ หรือว่า..เราจะชอบเจที...ไม่จริงอ่ะ ฉันเกลียดผู้ชายนิสัยแย่ๆ แบบนั้นที่สุด จะชอบเข้าไปได้ไง ไม่จริ๊ง! ฉันพูดกับตัวเองในใจก่อนที่ฉันจะรีบเอามือลูบหน้าไปมาเพื่อสลัดภาพในจินตนาการของตัวเอง แล้วซุกหน้าลงบนหมอนเอากำปั้นทุบกับเตียงนอนด้วยความหงุดหงิดตัวเองที่เพี้ยนได้มากมายขนาดนี้





หลังจากที่ฉันกินยาแก้ปวดแล้วผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่าแล้ว ฉันค่อยๆ ชันกายลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินลงมาที่ชั้นล่างสายตาก็สอดส่ายหาใครสักคน ฉันเดินย่างเท้าไปตามห้องต่างๆ ที่อยู่ภายในบ้านก็ไม่พบวี่แววของเจที ส่วนยัยนีน่านั้น คงสะบัดก้นงอนๆ ของหล่อนออกจากบ้านไปตั้งแต่ที่โดนเจทีไล่ส่งนั่นแล้ว



“ลุงชุ่มคะ ป้าแช่มคะ “ ฉันลองเรียกชื่อ ไม่มีเสียงตอบรับ

“หายไปไหนกันหมดนะ คนบ้านนี้” โครก คราก “อูย ~ สงสัยจะหิว” ฉันเอามือกุมท้องไว้ U_U


ในครัวอาจมีของกินอยู่บ้างก็ได้นะ! ฉันคิดแล้วเดินไปทางห้องครัว ก็ได้กลิ่นหอมๆ ของอาหารลอยโชยออกมาแตะปลายจมูกรั้นๆ



โครม เพล้ง! มีเสียงคนทำของตกในครัว


“ป้าแช่มหรือคะ” ฉันถามขึ้น เมื่อก้าวเข้าไปในครัว แต่กลับเป็นว่า คนที่หันหน้ามา กลายเป็นนายเจที ฉันเลิกคิ้วด้วยความสงสัยที่เห็นเขาอยู่ในนี้


“ลุงกับป้าไม่อยู่หรอก แกขอลาไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล พรุ่งนี้เช้าถึงจะกลับเข้ามา ฉันคิดว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมาคงจะหิว ก็เลยมาหาอะไรไว้ให้ แต่ว่า ~ มันมีแค่โจ๊กสำเร็จรูปเท่านั้น” เขาพูดพร้อมโชว์ซองเปล่าให้ดู


“นี่นายตั้งใจทำอาหารให้ฉันหรือนี่” ฉันแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง


“ก็ถ้าเธอไม่อยากกิน ฉันจะเททิ้งเดี๋ยวนี้แหละ” เจทียกหม้อที่มีโจ๊กอยู่ จะเดินไปที่ถังขยะที่ตั้งอยู่มุมห้องครัว ฉันรีบเข้าไปปราม


“อย่า! อย่าเทนะ! ฉันจะกินโจ๊กนั่น ตอนนี้ฉันหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว T_T ” ไม่รอช้า ฉันรีบเดินไปเทโจ๊กลงในชามแล้วยกออกมาวางบนโต๊ะอาหาร แล้วใช้ปากเป่าพลางเอาช้อนคนไปคนมาเพื่อให้โจ๊กคลายความร้อนอยู่สักครู่แล้วรีบตักใส่ปาก


“กินช้าๆ ก็ได้ฉันไม่แย่งเธอหรอก” เจทีทักขึ้น เมื่อเห็นฉันกินอย่างกับตายอดตายอยากมาหลายสิบปี


“ดูเธอสิ กินมูมมาม ~ อ่ะนั่นข้าวติดหน้าแล้ว”


“ไหน ไหน” ฉันเอามือป้ายไปที่แก้มและหน้าของตัวเอง


“ไม่ใช่ ตรงนี้ต่างหาก” เจทีพูดพลางเอานิ้วมาแตะที่มุมปากด้านบนของฉันอย่างแผ่วเบา สายตาของเจทีมองฉันอย่างเอ็นดูแกมยิ้มน้อยๆ ออกมาอย่างขบขำ ส่วนฉันกลับรู้สึกเขินจนบอกไม่ถูก >///<



กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เสียงโทรศัพท์ดังช่วยชีวิต ไม่งั้นฉันคงเขินจนไม่เป็นอันกินโจ๊กแน่ๆ >///< หายใจหายคอไม่โล่งเลย ยิ่งเวลาที่เจทีอยู่ใกล้ๆ ด้วยแล้ว


“ฮัลโหล!” เจทีกรอกเสียงลงไป

“อะไรนะครับ! ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้! เจทีพูดจบ เขารีบเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิมแล้วหันมาพูดกับฉันด้วยความร้อนรน


“น้ำพริก เราต้องรีบกลับกรุงเทพฯ กันเดี๋ยวนี้เลย!

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ฉันพลอยตื่นเต้นไปด้วย

“คุณปู่โรคหัวใจกำเริบ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล!” ฉันตกใจไม่น้อยไปกว่าเจที O_O


“เธอรีบไปเก็บของนะ ส่วนฉันจะโทรไปบอกลุงชุ่มว่าเราจะเดินทางกลับกันแล้ว”


“ได้ค่ะ! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” พูดจบฉันสปีดเท้าขึ้นไปเก็บข้าวของสัมภาระทุกชิ้นจนครบ แล้วนำมาใส่ท้ายรถของเจที เมื่อทุกอย่างพร้อม เจทีล็อคประตูบ้านแล้วขึ้นรถใส่เกียร์ตะบึงออกจากบ้านพักตากอากาศ เราสองคนนั่งเงียบกันมาตลอดทาง ฉันรู้ดีว่าเจทีคงเป็นห่วงท่านประธานอย่างมากทีเดียว ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งสวดภาวนาอยู่ในใจเงียบๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้กับท่านประธานด้วยเถิด


..........................................................

จบตอน 8 แล้วจ้า โปรดติดตามต่อตอนที่ 9 นะจ๊ะ






Create Date : 28 มีนาคม 2554
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 10:12:58 น.
Counter : 1086 Pageviews.

49 comment
นิยาย : สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย ตอนที่ 4 - 6 + เพลงนี้ชื่อเธอ






กดตรงชื่อเรื่องที่อยู่ด้านล่างนี้ แล้วตามเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ

สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย



Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 10:13:25 น.
Counter : 384 Pageviews.

0 comment
อ่านบทกลอน +MV อยากมีใครสักคนให้กอด









อยากจะเอาความผูกพันที่เรามี
มาถักทอเป็นผ้าห่มดีดี
ให้เธอคนนี้ห่มนอนยามค่ำคืน





หอบความคิดถึงมาแสนไกล
พร้อมกลิ่นไอแห่งความอบอุ่น
น้ำเสียงอ่อนโยนหวานละมุน
บอกคนเคยคุ้นว่า...คิดถึงจัง





คิดถึงเธอและอยากกอด
อยากหอมสักฟอดรู้ไหม
คนทางนี้เหงาหัวใจ
อยากให้คนไกลกลับมาใกล้
ปลอบหัวใจด้วย..จูบ..สักที

















Create Date : 11 มิถุนายน 2553
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2553 11:58:41 น.
Counter : 336 Pageviews.

0 comment
นิยาย : สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย ตอน1-3 (มีอีโมติค่อนนะจ๊ะ)+S.ไม่เคยมีใครมารัก






นิยายที่เขียนไว้ ชื่อเรื่อง : สาวแกร่งสยบหัวใจนายตัวร้าย



1


เรื่องราวทั้งหมดคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นเพราะพ่อแม่บังเกิดเกล้าของฉัน ค้างค่าผ่อนบ้านมาเกือบสามเดือนแล้ว และถ้าไม่เป็นเพราะเขาย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ฉันก็คงไม่ต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายหัวใจแบบนี้ ถ้าอยากรู้ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตหญิงสาวผู้น่ารักอย่างฉันก็ติดตามมาสิคะ!!


ฉันขอแนะนำตัวเองก่อน ฉันชื่อจริงว่า ‘นัชชา’ มีชื่อเล่นว่า ‘น้ำพริก’ และมีน้องชายที่อายุห่างกันห้าปีชื่อ ‘น้ำตาล’ ฉันเป็นนักศึกษาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านชานเมือง ซึ่งฉันก็ชื่นชอบบรรยากาศโดยรอบๆ ของมหาวิทยาลัยฯ ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า นกกระยางและทุ่งนา (บางวันฉันยังมองเห็น ‘บุญโชค’ ซึ่งเป็นชื่อที่ฉันตั้งให้กับเจ้าทุยที่ยืนเล็มหญ้าอยู่ข้างรั้วสนามฟุบอลของมหาวิทยาลัยฯ อีกด้วย)


ในตอนเช้าของทุกวันที่ฉันต้องหย่อนก้นลงที่เก้าอี้เพื่อนั่งหม่ำมื้อเช้าพร้อมกับพ่อแม่และน้ำตาล เพียงแต่วันนี้ฉันรู้สึกถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดแปลกๆ ชอบกล ในที่สุดฉันอดใจไม่ไหวที่จะถามพ่อออกไปตรงๆ หลังจากได้ยินเสียงถอนลมหายใจของพ่อเป็นครั้งสิบพอดี


“พ่อ พ่อมีเรื่องกลุ้มใจอะไรรึเปล่า พริกเห็นพ่อถอนใจเป็นสิบๆ ครั้งแล้วนะคะ”
พ่อมองหน้าฉันสลับกับใบหน้าของน้ำตาล ที่กำลังตักโจ๊กหมูสับฝีมือมารดาสุดที่รักเข้าปาก พ่อถอนหายใจเป็นครั้งที่สิบเอ็ดก่อนตอบด้วยเสียงหม่นๆ ปนเศร้า

“คือว่า...พ่อไม่ได้จ่ายค่าผ่อนบ้านมาสามงวดแล้ว และเดือนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะมีเงินพอไปจ่ายรึเปล่า”

“ทำไมละคะ มันเกิดอะไรขึ้น!” ฉันตกใจปนสงสัยเพราะปกติแล้วถึงบ้านของฉันไม่ใช่คนร่ำคนรวย แต่ก็อาศัยประหยัดมัธยัสต์ ไม่เคยมีปัญหาขัดสนทางการเงินจนถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่าบ้าน

“เป็นความผิดของแม่เองแหละพริก น้ำตาล...แม่หลงเชื่อเพื่อน โดนหลอกให้เอาเงินมาลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอางค์ แต่สุดท้ายเพื่อนของแม่ก็เชิดเงินหนีไป”

“แม่โดนโกงไปเท่าไรครับ?” น้ำตาลเอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้

“เงินที่พ่อให้แม่เป็นคนเก็บไว้ทั้งหมดก็...สะ สอง สองแสนจ๊ะ” แม่ตอบเสียงตะกุกตะกัก

“ห๊า!! สองแสน OoO!!” ฉันกับน้ำตาลส่งเสียงพร้อมกัน

“แม่ขอโทษจริงๆ ฮือ ฮือ” แม่ของฉันพูดน้ำตาคลอเบ้าแล้วสะอื้นออกมา

“ช่างมันเถอะ ถือว่าทำทานไปซะ ต่อไปคุณจะทำอะไรก็ระมัดระวังมากขึ้น อย่าหลงเชื่อคนอื่นง่ายๆ แบบนี้อีก” พ่อของฉันพยายามปลอบใจแม่

“แล้วเราจะทำยังไงต่อไป เราจะถูกไล่ออกจากบ้านหรือเปล่าครับ” น้ำตาลเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลว่าจะไม่มีบ้านอยู่

“ไม่หรอกน่า พี่ว่ามันต้องมีทางออก...มันต้องมีทางใช่ไหมคะพ่อ” ฉันถามเพื่อขอคำยืนยัน

“พ่อจะพยายามนะลูก!” พ่อเอื้อมทั้งสองข้างมาลูบหัวของฉันกับน้ำตาลพลางยิ้มแห้งๆ ให้ ซึ่งฉันรู้ดีว่าพ่อคงต้องหาหนทางที่ดีที่สุดได้ ฉันเชื่อมั่นในตัวของพ่อมาโดยตลอด

หลังจากที่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นของครอบครัว ฉันก็เดินมาขึ้นรถประจำทางเพื่อไปเรียน ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีเท่านั้น ร่างของฉันก็มาอยู่ที่ประตูด้านหน้าของมหาวิทยาลัยฯ (แหม! ช่างรวดเร็วดีจริง ไม่ต้องเสี่ยงรถติดในเมือง)

“น้ำพริก น้ำพริก! รอด้วย รอด้วย!” เสียงตะโกนโหวกเหวกของยัยริบบิ้น ดังลั่นจนนักศึกษาคนอื่นๆ หันมาหน้ามามองฉันเหมือนกับตำหนิว่าฉันเป็นตัวต้นเหตุของมลภาวะทางหูของพวกคุณๆ เหล่านั้น

“นี่เบาๆ หน่อยไม่อายคนรึไง” ฉันเอ็ดใส่ริบบิ้น เมื่อเจ้าหล่อนวิ่งมาถึงยังจุดที่ฉันยืนด้วยอาการหอบเป็นสุนัขหอบแดดทีเดียว

“อุ๊ย โทษที ก็กลัวว่าจะตามแกไม่ทันนี่หน่า ~ เออ ว่าแต่ทำไมวันนี้เพิ่งมา ทุกทีแกจะมาก่อนเวลาเรียนเป็นชั่วโมง” ยัยริบบิ้นลูกสาวของนักธุรกิจผู้มีอันจะกิน แต่บุคลิกของเจ้าหล่อนไม่ได้เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เหมือนคุณหนูบ้านอื่นๆ ริบบิ้นเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น หล่อนถามขึ้นพลางจัดผมเผ้าให้เข้าที่หลังจากที่หลุดลุ่ยออกมาปรกใบหน้า แล้วเดินเคียงคู่กับฉันเข้ามายังตึกเรียน

“ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย” ฉันพูดไม่เต็มเสียงแต่นั่นดังพอให้ริบบิ้นได้ยิน

“ปัญหา ปัญหาอะไร ถึงทำหน้าเครียดได้แบบนี้”

“เฮ้อ...เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกเป็น...’เรื่องเงิน’ ~ แม่ฉันโดนเพื่อนโกงเงินไปสองแสน ทำให้ค้างค่าบ้านมาสามงวดแล้ว และไอ้งวดที่สี่เนี่ย ยังไม่รู้เลยจะมีจ่ายรึเปล่า”

“เฮ้ย ! ทำไมโชคร้ายอย่างงี้ แล้วนี่พ่อของแกว่าไงบ้าง

“พ่อฉันจะว่าไงได้...พ่อบอกว่าจะพยายามหาเงินมาจ่าย -_- ^ “

“ฉันเห็นใจแกนะ พ่อทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท เงินเดือนก็ต้องจำกัดจำเขี่ย ส่วนแม่ก็มีปัญหาสุขภาพ ไม่งั้นทางบ้านของแกก็คงมีเงินเหลือเก็บมากกว่านี้ ~ ว่าแต่ ฉันจะช่วยอะไรได้บ้างละ”

“ไม่ต้องหรอกขอบใจ แค่แกเป็นเพื่อนที่ดีของฉันก็พอ ~ เฮ้อ พูดก็พูดเถอะ หลังจากที่แม่คลอดน้ำตาลออกมา แม่ก็สุขภาพแย่มาตลอด พ่อจึงให้ทำงานเป็นแม่บ้านแทน แต่แม่ฉันก็ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ซะด้วยสิ ก็เลยรับจ้างซักรีดเสื้อผ้าบ้าง รับทำขนมบ้าง ทำให้พอมีเงินมาแบ่งเบาภาระของพ่อ” ฉันอดไม่ได้ที่จะพูดถึงภูมิหลังทั้งๆ ที่ยัยริบบิ้นรู้ดี หลังจากที่ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ม้ายาวที่ใต้ต้นปาล์มที่ยืนเด่นอยู่ข้างตึกเรียน

“ใช่ ใช่ ฉันว่าขนมของแม่แก อร่อยมากเลย ว่าแต่ วันนี้ไม่ได้เอามาขายด้วยเหรอ

“เกิดเรื่องแบบนี้ แม่ไม่มีกะจิตกะใจนั่งทำขนมหรอก ฉันว่าคงยังไม่ได้เอามาขายอีกหลายวัน จนกว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าบ้านได้”

ริบบิ้นบีบไหล่ของฉันเพื่อปลอบใจ ฉันจึงส่งยิ้มตอบกลับไปด้วยความซึ้งใจเพื่อนเลิฟ

“ฉันคิดว่าคงต้องหาทางช่วยพ่ออีกแรง” ฉันพูดโพล่งออกมา

“แล้วแกจะช่วยยังไง” ริบบิ้นถาม

“นั่นสิ ว่าแต่ฉันจะช่วยยังไงดีละ จะหาเงินได้ที่ไหน โอ๊ย! ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว T_T”

กรี๊ดดดดดด!! ว้ายยยยย!!

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่นั้น คลื่นเสียงขนาดหนึ่งพันแปดสิบเดซิเบล ก็ดังลั่นขึ้นไม่ไกลจากที่ฉันนั่งอยู่ ฉันลุกขึ้นยืนเพราะตกใจกับเสียงวี๊ดว้ายของบรรดากลุ่มสาวๆ ที่กำลังรุมล้อมอะไรสักอย่าง (ใช่ ! อะไรสักอย่างที่แปลกประหลาด O_o)

“เฮ้ย! ริบบิ้น มันเกิดอะไรขึ้น! หรือว่าใครเป็นอะไร!”

“ถ้าแกหมายถึง กลุ่มที่อยู่ตรงนั้นละก็...ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก” ริบบิ้น ตอบแล้วชะเง้อคอมอง

“ไม่เป็นอะไร แล้วร้องกรี๊ดกร๊าดกันทำไม...ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่าวะแก?”

“ก็เมื่อวานแกลาหยุด...เลยไม่รู้ว่ามหา’ลัยฯ ของเรามีนักศึกษามาใหม่ เป็นนายแบบที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้เลยเชียวนะ...ที่สำคัญหล่อมั่ก มั่ก รวย โคตรๆ เท่ห์สุดๆ อีกต่างหาก”

“โอ้โห! แกนี่ ทำไมรู้ละเอียดจังวะ”

“จะไม่รู้ได้ไง~ ก็ยัยส้มโอ มาจาระไนคุณสมบัติของนักศึกษาใหม่ให้ฟังซะยืดยาว ฉันก็เลยถึงได้รู้นี่ไง”

“อย่าบอกนะว่า...ยัยส้มโอ ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย” ฉันเอ่ยถึงเพื่อนหญิงที่เรียนอยู่สาขาเดียวกัน

“แม่นแล้ว!” ริบบิ้นตอบ แล้วพยักหน้าหงึกๆ

“ว่าแต่~ แกไม่ไปร่วมกรี๊ดด้วยเหรอ?” ฉันกระเซ้าแหย่ออกไป

“จะบ้าเหรอ พริก...ในสายตาของฉันมีเพียงพี่ก้องคนเดียวเท่านั้นที่ทั้งแสนดี เท่ห์ และเก่งที่สุด”

“แหว่ะ! ฉันอยากจะอ้วก!...เออ พี่ก้องของแกดีที่สุด” ฉันหัวเราะที่เห็นเพื่อนสนิทปลื้มอกปลื้มใจในตัวรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฬาเทควันโด้ของมหา’ลัยฯ

ฉันมองไปยังกลุ่มสาวๆ ที่ยังคงล้อมหน้าล้อมหลังชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวที่สวมหมวกแก๊ปสีดำ (เหมือนภาพแมลงวันตอมอะไรสักอย่าง!) จึงทำให้ฉันมองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจน...ว่าแต่นายคนนั้น จะหล่อขนาดไหนกันเชียว ถึงได้มะรุมมะตุ้มกันจนแทบจะแห่กันรอบตึกอย่างนี้ เฮ้อ ~ เว่อร์ซะจริงๆ ฉันส่ายหัวไปมาให้กับอาการคลั่งไคล้คนหล่อของกลุ่มสาวกของเขา

เมื่อถึงชั่วโมงเรียน ฉันเข้ามานั่งอยู่ที่เก้าอี้แถวที่สองบริเวณกลางห้องเรียน ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียนอย่างมาก และฉันก็ทำคะแนนได้ดีในทุกวิชาซะด้วยสิ...แน่นอนว่าเกรดเฉลี่ยของฉันไม่เคยต่ำกว่าสามจุดศูนย์ๆ เชียวนะ ^O^


และวันนี้ฉันก็จะได้พบกับอาจารย์สุดหล่อของฉัน ที่ตลอดทั้งสัปดาห์ฉันมีโอกาสได้พบหน้าอาจารย์ ณภัทร เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น...นั่นไงอาจารย์ณภัทร เดินเข้ามาแล้ว


ว้าววว! วันนี้ตัดผมทรงใหม่ซะด้วย หล่อโคตรๆ ได้ใจฉันไปเต็มๆ เลยอาจารย์ณภัทร สุดหล่อ ^O^


“เอาละ ทุกคนวันนี้ผมมีข่าวมาแจ้งให้นักศึกษาทุกคนได้ทราบกัน” อาจารย์ณภัทร หยุดพูดไปชั่วขณะหนึ่งก่อนที่เอ่ยประโยคที่สร้างความสะเทือนใจให้ฉันเป็นอย่างยิ่ง “คือวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะสอนพวกคุณ เพราะผมกำลังจะแต่งงานและช่วยงานธุรกิจทางบ้านของว่าที่ภรรยา” จบประโยคก็มีเสียงอื้ออึงฮือฮาของเหล่าบรรดาศิษย์ บางคนก็ตะโกนแซวอาจารย์จนเห็นได้ชัดว่าอาจารย์เขินจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงพันชั่งที่สุกซะอีก


โอ! ไม่นะ ไม่! โลกของฉันมันกลายเป็นสีเทาในพริบตา ฮือ ฮือ TOT และแล้ว! ในชั่วโมงสุดท้ายของการสอนของอาจารย์ณภัทร ก็ไม่มีอะไรไหลเข้าสมองของฉันเลยสักอย่าง...โอยยยย! ไม่ไหวแล้ว! ฉันอยากจะแหกปากร้องดังๆ ตะโกนความอัดอั้นออกมา T_T ใช่สิ! ฉันต้องไปหาที่ระบายอารมณ์สักแห่ง คิด คิดสิ ใช่แล้ว! ดาดฟ้าของตึก!


ฉันไม่รอช้าหลังจากที่ออกจากห้องเรียนเป็นคนแรก ฉันผลุนผลันเดินลิ่วตัวปลิวไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปที่ดาดฟ้าทันที โดยที่ฉันไม่ทันได้บอกอะไรกับยัยริบบิ้นที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกเหมือนโดนเขาทรายสวนหมัดขวาเข้าเต็มเบ้าตา ฉันวิ่ง วิ่ง วิ่งแล้วก็วิ่ง ในที่สุดก็มาถึงชั้นดาดาฟ้า!...ฉันเปิดประตูผลัวะออกไป เดินไปยืนอยู่กลางลานกว้าง ยืดตัวตรง สูดหายใจเข้าเต็มปอด จากนั้นฉันตะโกนมันออกมาเต็มที่


เฮงซวยยยยยย !! ห่วยแตกกกกกก !! บ้าบออออออออ !! เฮงซวยยยยยย !! ห่วยแตกกกกกก !! บ้าบออออออออ !! TOT


“นี่! ยัยบ้า เธอมายืนตะโกนแหกปากอะไรบนนี้! หา!” เสียงตวาดของใครคนหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลังของฉัน ฉันรีบหันขวับไปเผชิญหน้าทันที (เฮ้ย! มีคนอยู่ด้วยรึนี่! ตายละ ฉันคิดว่าบนนี้มีฉันแค่คนเดียว >O< )

โอ ~ ผู้ชายอะไรฟะ หน้าตาหล่อมากๆ ตาก็โต จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม ขนตางอนเป็นแพ และมีผิวขาวอมชมพูอีกต่างหาก...เรียกได้ว่า ‘หล่อขั้นเทพ’ (คนละคนกับเทพ โพธิ์งามนะยะ)

“นายนั่นแหละ มาทำบ้าอะไรบนนี้” ฉันรีบปรับอารมณ์แล้วแว้ดกลับไป

“ฉันก็มาหาที่สงบๆ นอนนะสิ แต่ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงเพี้ยนๆ มายืนแหกปากส่งเสียงโหวกเหวก จนแสบแก้วหูไปหมด ~ รึว่าเธออกหัก ก็เลยคิดสั้น ถ้าจะคิดสั้นนะ ฉันขอแนะนำให้เลือกทำเลหน่อย กระโดดลงไป รับรองศพไม่สวยนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”

อ๊ายยย >O< ฉันอยากจะกรี๊ดดังๆ แล้วกระโดดเตะปากตามด้วยกระทืบซ้ำให้หมอนี่จมพื้นซีเมนซ์ไปเลย ผู้ชายอะไรฟะ ปากสุนัขชะมัด!

“นี่นาย! จะบ้ารึไง! ใครคิดสั้น...ถ้าจะมีคนคิดสั้น ควรจะเป็นนายมากกว่า...มิน่าล่ะถึงแอบหนีเรียนมานอนตรงนี้ ถ้าหากนายเป็นคนที่คิดยาวมากกว่าฉันจริง อย่างน้อยนายคงนึกเสียดายเงินของพ่อแม่บ้างที่ต้องขายวัวส่งควายมาเรียน!” ฉันตอบโต้เขาอย่างไม่ลดลาวาศอก เรื่องอะไรมาหาว่าฉันจะทำเรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้น โง่บรม!

“นี่เธอ! เธอกล้าว่าฉันเป็นควายเชียวเหรอ จะมากไปแล้วนะ ยัยบ้า!”

“ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากรับก็เรื่องของนาย..ฉันไม่อยากเสียเวลามาเสวนากับควาย เอ๊ย! คนแบบนาย ไปดีกว่า!” พูดจบฉันก็เดินไปเปิดประตูชั้นดาดฟ้าเพื่อจะกลับไปยังชั้นล่าง โดยไม่ลืมที่จะหันหลังกลับมาแลบลิ้นใส่หมอนั่นที่กำลังยืนหน้ามุ่ย คิ้วชนกันและขบกรามกรอดๆ ด้วยความโกรธ

ฉันเดินลงมาถึงที่บันไดชั้นล่าง แล้วเดินออกมาจากตึกเรียนได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอกับยัยริบบิ้นที่ปรี่เดินเข้ามาเกาะแขนพลางถามอย่างห่วงใย

“พริก แกไปไหนมา ฉันเดินหาซะทั่วเลย..คิดว่าแกจะเฮิร์ทเรื่องของอาจารย์ณภัทรจนสติแตกไปซะอีก”

ฉันยิ้มให้ริบบิ้นก่อนตอบ “ฉันไม่ได้เป็นอะไรและไม่ได้เศร้าขนาดนั้นหรอกน่า แกอย่าห่วงเลย มันก็แค่ตกใจนิดหน่อยเอง”

“แล้วสรุปว่าแกไปไหนมา” ริบบิ้นคาดคั้น
ฉันนึกถึงเจ้าหมอนั่น ผู้ชายหล่อแต่ปากร้ายที่อยู่บนดาดฟ้าขึ้นมา “ฉันไปเดินเล่นมา พอดีไปเจอเพื่อนของบุญโชคเข้า”

“เพื่อนของบุญโชค...ควายเหรอ” ริบบิ้นเลิกคิ้วถาม
“เออ นั่นแหละ...ว่าแต่ตอนนี้ฉันหิวแล้ว ไปหาอะไรอร่อยๆ ยัดเข้ากระเพาะกันดีกว่า ตอนบ่ายมีเรียนอีกจะได้มีแรง...”

“งั้นไปร้านเจ้าประจำของเรา” ฉันกับริบบิ้นเดินไปยังร้านอาหารเจ้าประจำที่อยู่ในบริเวณโรงอาหารของมหาลัยฯ เอาเถอะ..ถึงแม้วันนี้โลกจะเป็นสีเทา แต่อย่างน้อย ท้องฉันก็ต้องอิ่มไว้ก่อน ^ _ ^



2


สองสามวันต่อมา พ่อบังเกิดเกล้าของฉันก็เรียกสมาชิกในครอบครัวมานั่งร่วงวงประชุมหลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารค่ำฝีมือแม่ครัวคนเดิมประจำบ้าน

“เอาละ ทุกคน พ่อมีข่าวดีจะบอก”

“ข่าวดีอะไรครับ หรือว่าพ่อได้เลื่อนตำแหน่ง” น้องชายวัยสิบห้าปีของฉันถามขึ้น

“หรือว่าพ่อถูกล็อตเตอรี่จ๊ะ” แม่เดาบ้าง

“ไม่ใช่...ไม่ต้องมาเดากันเลย ที่พ่อบอกว่ามีข่าวดี ก็คือ พ่อหาเงินมาจ่ายค่าบ้านได้แล้วต่างหาก”

“จริงเหรอคะพ่อ พริกดีใจจังเลย” ฉันตื่นเต้นยิ้มอย่างอารมณ์ดี ^_^

“ใช่จ๊ะ ~ เพียงแต่...” พ่อชะงักคำพูด

“เพียงแต่อะไร...คุณบอกมาสิคะ” แม่รบเร้าด้วยความอยากรู้

“เพียงแต่...ต้องมีใครในบ้านนี้ไปทำงานเป็นคนรับใช้ที่บ้านท่านประธานในวันเสาร์กับอาทิตย์”

“คนรับใช้ OoO!!” ทั้งฉัน น้ำตาลและแม่ พวกเราต่างอึ้งไปชั่วขณะ

“ใช่!...คือบังเอิญท่านประธานมาเจอพ่อ ที่กำลังนั่งหน้าเครียด ท่านเรียกเข้าไปถาม พอพ่อเล่าเรื่องที่เรากำลังประสบปัญหาเรื่องเงิน ท่านก็บอกว่าท่านเห็นแก่ที่พ่อเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัทมานาน ท่านยินดีที่จะช่วยโดยจ้างให้ไปทำงานพิเศษ...คือไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านของท่านเฉพาะวันเสาร์กับอาทิตย์ เพราะว่าคนรับใช้ของท่านที่มีอยู่เกิดป่วยกะทันหันส่วนอีกคนก็ขอลากลับไปทำนาที่บ้าน ท่านก็เลยขาดคนงาน...ซึ่งท่านยินดีจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้สามเดือน เดือนละสองหมื่นบาทเลยนะ” พ่อยิ้มแก้มแทบปริหลังจากที่พูดจบ

“พ่อตกลงไปแล้วใช่ไหมจ๊ะ” แม่ถามทั้งที่รู้คำตอบ
“ก็พ่อไม่มีทางเลือกและเห็นว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย...”

“ใช่! แม่รู้ว่าไม่เสียหายอะไร..เพียงแต่คนที่จะไปทำงาน...นี่ต่างหากที่แม่กำลังกังวล ถ้าจะเป็นพ่อกับแม่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว...เพราะบางทีพ่อก็ต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ส่วนแม่ก็โหมทำงานหนักๆ มากก็ไม่ไหว...แล้วเราจะทำยังไงละทีนี้ เฮ้อ~” ท้ายประโยคแม่ถอนลมหายใจออกมา

ฉันมองดูสถานการณ์แล้วก็คงไม่เหลือใครที่เหมาะสม (ที่จริงฉันก็ไม่ค่อยมีคุณสมบัติครบถ้วนเท่าไรนักหรอก -_-^ )

“ถ้าอย่างนั้น พริกไปทำงานเองค่ะ” ฉันพูดโพล่งออกมาด้วยแววตาแน่วแน่ “พริกทำอาหารเป็น ทำงานบ้านได้ จะให้น้ำตาลไป น้องก็เป็นผู้ชายอีกอย่าง น้ำตาลต้องเรียนพิเศษวันเสาร์อีก พริกคิดว่าพริกเหมาะที่สุดกับงานนี้ค่ะ”

“ลูกพูดจริงๆ เหรอพริก” พ่อดึงฉันเข้ามากอดด้วยความยินดี
“จริงค่ะ พ่อไปบอกท่านประธานได้เลยค่ะ ว่าพริกจะไปทำงานที่บ้านของท่านตั้งแต่วันเสาร์นี้เลยค่ะ”

“ขอบใจลูก” พ่อกอดกระชับฉันแน่นขึ้น แล้วอ้าแขนอีกข้างเพื่อให้น้ำตาลเข้ามาสวมกอด แม่ยืนมองแล้วยิ้มตื้นตันด้วยน้ำตา ในที่สุดครอบครัวก็สามารถหาทางฝ่าวิกฤติเลวร้ายไปได้

ฉันรู้สึกดีจริงๆ ที่อย่างน้อยฉันก็สามารถทำตัวเป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวและตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ได้...รู้สึกตัวเองเป็นลูกกตัญญูจังเลย หุหุ ^_^


วันเวลาก็ผ่านไปทีละวันทีละวัน จนกระทั่งมาถึงเช้าวันเสาร์ พ่อขับรถมาส่งฉันที่บ้านท่านประธาน แต่พ่อต้องรีบไปทำงานสำคัญที่ยังค้างคาอยู่ที่บริษัท ฉันจึงเดินเข้าไปในบ้านคนเดียวด้วยความกลัว กังวล และโอ๊ย! สารพัดความรู้สึกในเวลาแบบนี้ (โธ่พ่อ! มาทิ้งกันได้ T_T )

โอ้โห! OoO บ้านหรือวังฟะเนี่ย ช่างตกแต่งได้หรูหราใหญ่โตซะเหลือเกิน แต่แล้ว! ฉันก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงมาจากทางด้านหลัง ฉันหันไปมองทางต้นเสียง (หัวใจเกือบหยุดเต้นแน่ะ)


“เธอที่จะมาทำงานเป็นคนใช้ใหม่ใช่ไหม” เสียงแหบแกมมีอำนาจ บวกกับสายตาที่บ่งบอกถึงความเฉียบขาด และคิ้วโก่งที่ถูกเขียนขึ้น เหมือนกับแม่มดในเทพนิยายของหญิงวัยประมาณหกสิบและมีผมสีดอกเลา ที่อยู่เบื้องหน้าฉันเวลานี้ ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที

“ชะ ใช่ ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะ หนูชื่อ น้ำพริกค่ะ” ฉันยกมือขึ้นไหว้ เจ้าของเสียงดุมองพิจารณาฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยออกมา

“เอาละ ตามฉันมา” คำสั่งเฉียบขาดทำให้ฉันค่อยๆ ก้าวเท้าเดินตามไปอย่างนอบน้อม


ฉันเดินมาทางด้านหลังของตึกใหญ่ ผ่านแมกไม้และบ่อน้ำพุที่มีปลาคราฟตัวยาวว่ายไปมา ฉันเดินเลี้ยวมาทางซ้ายห่างจากบ่อปลาไม่ไกลนัก ก็พบกับอาคารชั้นเดียวขนาดเล็ก ที่แบ่งสัดส่วนเป็นห้องนอนสี่ห้องห้อง ห้องครัวขนาดเล็ก และมีมุมสำหรับทานอาหาร

“นี่เป็นห้องพักของเธอ เข้าไปดูสิ” ฉันเปิดประตูก้าวเข้าไปแล้วกวาดสายตามองโดยรอบ

“ในห้องนี้มีห้องน้ำในตัว เธอไม่ต้องห่วง ตึกนี้เราเรียกว่า ‘เรือนแม่บ้าน’ จะมีทั้งหมดสี่ห้องนอน ซึ่งอีกไม่นานเธอก็จะได้พบกับคนอื่นๆ แล้วก็มีห้องครัวกับโต๊ะกินข้าวนั่น” แม่บ้านใหญ่ชี้นิ้วไปทางโต๊ะอาหารที่เป็นโต๊ะไม้ยาวพร้อมม้านั่งยาวเช่นกัน...”ที่ฉันรู้จากคุณท่าน เธอจะนอนค้างเฉพาะคืนวันเสาร์ใช่ไหม”

“ค่ะ“ ฉันตอบสั้นๆ

“เอาละ เธอรีบจัดเก็บของซะ แล้วไปพบฉันที่ห้องโถงใหญ่ ฉันจะมอบหมายงานให้เธอ อ้อ..ฉันเป็นแม่บ้านใหญ่และเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ เธอต้องเรียกฉันว่า ‘ป้าทับทิม’ เข้าใจไหม!”

“ค่ะ เข้าใจค่ะ..คุณป้าทับทิม”

หลังจากที่ป้าทับทิม ออกไปจากห้องแล้ว ฉันถึงรู้สึกหายใจโล่งปอดขึ้นมาทันที เฮ้อ ~ มาวันแรกก็ทำเอาฉันตัวเกร็งซะแล้วสิ! ตกลงว่าฉันเข้ามาอยู่ในเงื้อมือของยัยแม่มดหรือเปล่าเนี่ย -_ -^


หลังจากที่ฉันวางกระเป๋าเป้สีขาวใบโต ที่บรรจุชุดนอนผ้ายืดและชุดทำงาน ก็คือ เสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงขาสามส่วนธรรมด๊า ธรรมดาเท่านั้น ฉันก็รีบเดินไปพบคุณป้าทับทิมที่ยืนคอยท่าอยู่ในห้องโถงพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ (ขืนไปช้าฉันกลัวโดนแม่มดสาปนะสิ!)


“นี่คือรายการที่เธอต้องทำ...เอาไปอ่านดู สงสัยตรงไหนมาถามฉัน..และนี่” แม่บ้านจอมดุหันไปทางหญิงสาววัยแก่กว่าฉันไม่กี่ปี “นี่ยัยจุ๊บจิ๊บ หล่อนจะเป็นคนสอนงานให้เธอเอง” พูดจบป้าทับทิมก็หันหลังเดินกลับเข้าไปข้างในโดยปล่อยให้ฉันอยู่กับพี่จุ๊บจิ๊บสองคน

“สวัสดีค่ะพี่ น้องชื่อ น้ำพริกค่ะ” ฉันแนะนำตัว
“พี่ชื่อจุ๊บจิ๊บนะ เราคงอายุห่างกันไม่มาก” พี่จุ๊บจิ๊บพูดขึ้นแล้วยิ้มให้ “เอาละเดี๋ยวพี่จะบอกรายละเอียดให้กับน้ำพริก ว่าต้องทำอะไรบ้าง ตามพี่มาทางนี้” พูดจบพี่จุ๊บจิ๊บก็พาฉันเดินไปตามห้องต่างๆ สอนงานและฉันก็เริ่มทำงานตามที่แม่บ้านใหญ่เขียนไว้ในกระดาษ




3



“โอยยย! ปวดเมื่อยไปหมดเลย ทำงานเป็นคนรับใช้ มันหนักเอาการเหมือนกันนะเนี่ย T_T” ฉันนวดตามแขนขาเพื่อไล่ความเมื่อยออกจากตัว

“ก็ใช่นะสิ ถึงไม่ค่อยมีใครอยากมาเป็นคนรับใช้กันหรอก...ว่าแต่งานที่ตึกใหญ่ก็เสร็จหมดแล้ว พี่ว่าพริกไปอาบน้ำดีกว่าอีกเดี๋ยว เราจะได้กินข้าวพร้อมกัน”

“ก็ดีเหมือนกัน เหม็นตัวเองจะแย่อยู่แล้ว งั้นพริกไปก่อนนะ” พูดจบฉันก็เดินไปยังเรือนแม่บ้าน เฮ้อ ~ จะได้อาบน้ำสักที เดี๋ยวจะขัดขี้ไคลให้ตัวเรี่ยมสักหน่อย ลัล ลัล ล้า ลัล ลัล ล้า ด้วยความอารมณ์ดีฉันหลับหูหลับตาร้องเพลงอย่างเพลินใจที่จะได้อาบน้ำเย็นๆ จนไม่ทันระวังตัวชนโครมอย่างจังเข้ากับอะไรบางอย่าง

ปั๊ก! โอ๊ยยยย! จมูกฉัน จะหักไหมเนี่ย ยิ่งโด่งน้อยๆ อยู่ด้วย >O< ฉันเอามือจับจมูกรั้นๆ

“นี่เธอ เดินประสาอะไร ไม่มองดูทางซะบ้าง” ผู้ชายร่างสูงเอ็ดตะโรใส่ฉัน หลังจากที่ฉันเงยหน้าขึ้น

“นายนั่นแหละที่...เฮ้ย! นาย คนที่อยู่บนดาดฟ้านี่หน่า...นายมาทำอะไรที่นี่!” ฉันจำหน้าเขาได้

“ฉันควรจะเป็นฝ่ายถามเธอมากกว่า...ว่ามาทำอะไรที่บ้านของฉัน!”
“ห๊า! อะไรนะ...เมื่อกี้นายบอกว่านี่เป็นบ้านของนายงั้นเหรอ” ฉันย้อนถามเขา
“เยส! ชัวร์! ทีนี้หายงงรึยังละ”


อยากจะบ้าตายยย >O< นี่ฉันดันมาเจอคู่อริที่สำคัญ ยังมาเป็นเมดรับใช้ของบ้านเจ้าหมอนี่อีก


“เธอยังไม่ตอบฉันเลยนะว่ามาทำอะไรที่นี่ ห๊า! ยัยเปี๊ยกสติแตก!”

“นี่นายเรียกใคร ว่ายัยเปี๊ยกสติแตก!” ฉันเสียงแข็งใส่คนที่ตั้งฉายาให้โดยที่ฉันไม่เต็มใจสักหน่อย

“ก็เรียกเธอนั่นแหละ คนสติดี ใครเขาจะขึ้นไปยืนตะโกนแหกปากบนดาดฟ้า...แล้วตกลงจะตอบฉันได้รึยังว่ามาทำอะไร แล้ว...อื๋อ ~ ทำไมเธอดูมอมแมมเหมือนลูกหมา..เอ๊ย ลูกแมวคลุกขี้เถ้า แถมเหม็นตุๆ อีกต่างหาก”
อีตาหมอนี่ ปากร้ายไม่ลดละ “ฉันมาทำงานที่นี่และกำลังจะไปอาบน้ำ นายมีปัญหารึไงไม่ทราบ”

“ทำงาน? ทำงานอะไร รึว่า..อ่อ ฉันรู้แล้ว ที่แท้เธอก็เป็นเมดคนใหม่ที่คุณปู่จ้างมานั่นเอง ~ อืม ดูๆ ไปบุคลิกเธอก็เหมาะสมดีนะกับงานแบบนี้..ดีๆ งั้นเธอก็ต้องทำงานให้มันคุ้มค่ากับเงินที่จ้างด้วยสิ”

“ฉันทำคุ้มค่าอยู่แล้ว...ว่าแต่นายหลีกทางซะทีได้ไหมยืนขวางอยู่ได้” ฉันตัดบทสทนาเพราะเหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว

“เชิญคร้าบบบ” เขาผายมือทำท่าทางกวนประสาทใส่ฉัน “อ้อ..ฉันลืมบอกเธอไปนะว่าฉันชื่อเจที เป็นเจ้านายของเธอเหมือนกัน”

“แล้วไงต่อมิทราบ - _ -?”

“เพราะเธอควรรู้ว่าการปรนนิบัติเจ้านายให้เป็นที่พอใจต้องทำอะไรบ้าง อย่างเช่น..”

“เช่นอะไร?” แทนคำตอบนายเจอาร์ ทำหน้าตากรุ้มกริ่มกระลิ้มกระเหลี่ย แววตาเจ้าเล่ห์พิกล แถมยังขยับตัวเดินเข้ามาใกล้แล้วเอามือมาจับปลายคางของฉันอีก


“นี่นายจะทำอะไร..อย่าเข้ามานะ >O<” ฉันถอยหลังออกไป

“อ้าว ไม่เคยดูละครเหรอ..เป็นคนรับใช้ก็ต้องตามใจเจ้านาย โดยเฉพาะเรื่องอย่างว่าแบบนั้น..”

หนอยยย! >O< ไอ้คนสัปดน นี่แน่ะ ตุ๊บ! ฉันใช้เท้าข้างขวากระทืบลงบนเท้าของนายเจทีเต็มแรง

“โอ๊ยยย!” เจทีร้องออกมา

“แค่นี้ไม่พอมั้งเจ้านาย..ฉันแถมนี่ให้ด้วย”


พลั่ก! หมัดล้วนๆ จากฉันพุ่งเข้าไปที่เบ้าตาของนายสัปดนทันที เจทีไม่ทันระวังตัวจึงโดนเข้าเต็มเปา เขารีบเอามือกุมที่ดวงตาข้างซ้ายหลังจากที่ลิ้มรสชาดหมัดพิฆาตของฉัน


“โดนแบบนี้ นายจะได้จำไว้ว่า..ผู้หญิงไม่ใช่ของเล่นของผู้ชาย ถึงฉันจะมาเป็นคนรับใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่า นายจะมาทำแบบนี้กับฉันได้!” พูดจบฉันผลักร่างนายเจทีให้พ้นรัศมีเท้า แล้วรีบเดินลิ่วกลับเรือนแม่บ้านด้วยความโกรธที่เดือดปุด..ปุด โดยไม่สนใจว่าตอนนี้นายนั่นจะเป็นอย่างไรบ้าง


เช๊อะ! ผู้ชายปากชักโครก นิสัยสัปดนแบบนั้น ต้องโดนซะบ้าง จะได้รู้ว่า น้ำพริกคนนี้ไม่ใช่จะมารังแกได้ง่ายๆ หุหุ ~ ว่าแต่...ถ้านายนั่นเอาเรื่องที่เกิดขึ้น ไปฟ้องท่านประธานล่ะ ถ้าหากท่านโกรธแล้วมาต่อว่าพ่อของฉันหรือไม่ท่านอาจเอาเงินคืนก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้ฉันจะทำยังไงดี >O< ตายแล้ว! ยัยน้ำพริก เธอทำอะไรลงไป ทำไมไม่มีสติยับยั้งอารมณ์ ฮือ ฮือ TOT พ่อแก้ว แม่แก้ว ได้โปรดช่วยลูกช้าง ลูกหมา เอ๊ย ลูกนกลูกกาตัวน้อยๆ ด้วยเถิ๊ด เจ้าประคู๊ณ...ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆ กับน้ำพริกเลย ฉันวิงวอนยกมือขึ้นท่วมหัว หวังว่าคำอ้อนวอนจะได้ยินไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน


ตลอดทั้งคืนฉันอดเป็นห่วงกังวลใจไม่ได้ จนเช้านี้ทำเอาฉันหาวหวอดๆ อยู่หลายรอบในห้องครัว แถมขอบตายังคล้ำเหมือนหมาแพนดี้ เอ๊ย หมีแพนด้าอีกต่างหาก หมดสวยไปหนึ่งวัน ฮือ ฮือ T_T


“หาวปากกว้าง เป็นอุโมงค์รถไฟใต้ดินเชียวนะ” เสียงคุ้นหูดังมาจากทางด้านหลัง ฉันหันขวับไปทางต้นเสียงก็เจอเจที ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ ร่างสูง ผิวขาว ดวงตากลมสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจ้องมาทางฉัน วันนี้เจทีแต่งตัวด้วยชุดลำลองเสื้อยืดคอปกสีขาวกับกางเกงยีนต์สีซีด จะดูหล่อแบบคูณสองมากกว่านี้ ถ้าหากนายนี่พูดจาดีๆ แบบคนอื่นบ้าง ฉันไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย จึงหันหลังกลับมาสาละวนกับการล้างถ้วยกาแฟของท่านประธานและชามข้าวต้ม ที่เป็นมื้อเช้าของวันนี้


“นี่ยัยเปี๊ยก ฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอเลย..”

“ฉันชื่อ น้ำพริก” ฉันตอบโดยไม่หันหน้าไป

“ชื่อน้ำพริก เหรอ ชื่อแปลกดีนะ..ว่าแต่เผ็ดเหมือนชื่อรึเปล่าล่ะ” ฉันเริ่มรู้สึกรำคาญนายเจที แต่ก็อดกลั้นเอาไว้

“ว่าแต่เช้านี้นายจะทานอะไร ป้าทับทิมทำข้าวต้มกระดูกหมู นายจะรับรึเปล่า ฉันจะได้จัดการให้”

“วู่ๆๆ” เจทียกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วโบกไปมา “ไม่ได้ ไม่ได้ เธอจะมาพูดกับฉันห้วนๆ ได้ยังไง ในเมื่อฉันเป็นเจ้านายของเธอ เธอก็ต้องพูดจาให้น่าฟังลื่นหูหน่อย ควรจะมีหางเสียงด้วย ไหนลองพูดใหม่ทีสิ”

เฮ้อ ~ ฉันถอนลมหายใจก่อนทำตามที่เขาบอก “เช้านี้มีข้าวต้มกระดูกหมู ไม่ทราบว่าคุณเจทีจะรับไหมคะ”

“อื้ม พอใช้ได้..ก็ได้ ตกลงว่ามื้อเช้านี้ ฉันจะกินที่ห้องของฉัน เธอยกไปเสริฟด้วย อ้อ ขอกาแฟด้วยนะ ชงอร่อยๆและเร็วๆ ด้วยนะ ฉันหิวแล้ว” เจทีสั่งแล้วหมุนตัวเดินกลับขึ้นข้างบนไป

โห จะกินทั้งที ต้องให้ไปเสริฟถึงห้อง ~ คุณชายซะจริงๆ ว่าแต่ ~ ให้ไปเสริฟที่ห้องนอน ถ้าหากนายนั่นมีแผนร้ายคิดไม่ดีกับฉันละก็ รับรองเจอดีแน่!


ฉันใช้เวลาไม่นาน ข้าวต้มร้อนๆ กับกาแฟหนึ่งถ้วย ก็วางอยู่ตรงหน้าของเขาเป็นอันเรียบร้อย ฉันเห็นว่าหมดหน้าที่แล้วก็จะเดินกลับลงไปยังห้องครัว เจทีรั้งฉันไว้ด้วยน้ำเสียงเข้ม

“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน...ฉันอยากกินไข่ดาว ไส้กรอก แฮมทอด ด้วย เธอไปจัดมาให้ที แล้วไข่ดาวต้องไม่สุกมากนะ เอาแบบกลางๆ เร็วๆ ด้วยล่ะ”
อะไรฟะ! -_-+ ข้าวต้มยังไม่ทันจะไหลเข้ากระเพาะ สั่งเมนูเพิ่มอีก ถือเป็นเจ้านาย สั่งได้สั่งดี ฮึ่ม ฮึ่มอดทนไว้น้ำพริก อย่าลืมสิว่าเธอยังมีคดีอยู่นะ ใจเย็นและเอาใจเจทีเข้าไว้ เผื่อหมอนี่จะไม่ไปฟ้องท่านประธาน


ฉันกลับลงมาทำตามออร์เดอร์ของเจที จากนั้นก็ยกขึ้นไปเสริฟให้ที่โต๊ะทานอาหารเล็กๆ ที่ถูกจัดไว้ตรงบริเวณระเบียงของห้องนอน (ห้องนอนของคนรวยอ่ะ~ ก็กว้างขวางมากพอให้ตีลังกากันได้เป็นสิบๆคน) ฉันเหลือบตามองก็เห็นว่าข้าวต้มพร่องลงไปตั้งเยอะจวนเจียนใกล้หมด

“นี่ค่ะ ที่คุณเจทีสั่ง”

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป น้ำพริก” เขารั้ง

อะไรอีกละทีนี้ -_-+ “มีอะไร เอ่อ มีอะไรคะคุณเจที” ฉันรีบปรับเสียงพูดให้นุ่มนวล

“ไข่ดาวสุกไป..ฉันไม่กิน เธอไปทำมาใหม่”

“แต่ฉันว่ากำลังพอดีตามที่คุณสั่งนะคะ” ฉันเถียงน้ำเสียงนุ่มนวล

“ฉันว่าสุกไปก็สุกไปสิ...รึเธอมีปัญหา เอ~ ว่าแต่ เรื่องที่เธอต่อยฉัน..ฉันสามารถทำให้เธอไม่ได้ทำงานที่นี่ได้เลยนะ” ว่าแล้วเชียว ต้องเอาเรื่องนี้มาขู่ ที่ว่าไข่ดาวสุกไปก็คงแกล้งกันมากกว่า -_-+

“ค่ะ ฉันจะไปทำมาให้ใหม่” อ๊ายยย >O< เจ็บใจจังเลย นี่ฉันต้องอดทนยอมให้แกล้งกันไปถึงไหนเนี่ย ฉันหายไปสักครู่ แล้วกลับมาพร้อมกับไข่ดาว หวังว่าคงพอใจนายแล้วนะทีนี้ ฉันนึกในใจ

“นี่อะไรของเธอ น้ำพริก” เขาถามเมื่อเห็นไข่ดาวที่อยู่ในจาน

“ก็ไข่ดาวที่คุณสั่งให้ฉันไปทำมาใหม่ ไม่สุกมาก แบบกลางๆ ก็นี่ไงคะ”

“ใช้ไม่ได้ ฉันไม่กิน เธอไปทำมาใหม่” เขาแบะปากแล้วทำเมิน

โอยยยย! ฉันทนไม่ไหวแล้ว >O< “นี่นายเจที จะมากไปแล้วนะ นายกำลังแกล้งฉันอยู่ใช่ไหม?”

“ใช่! เธอ เพิ่งรู้เหรอ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” เขาปล่อยก๊ากออกมา


ฉันทั้งโกรธเขาและทั้งหงุดหงิดที่เมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่มด้วย แต่ไม่อยากมีปัญหากับคนแบบนี้ เพราะฉันกลัวว่าพ่อจะเดือดร้อนไปด้วย ก็เลยต้องข่มความโมโหของตัวเองที่กำลังพลุ่งพล่านเป็นภูเขาไฟ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเดินหันหลังกลับโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเจ้านายตัวแสบ


“นี่ นี่เธอ เดี๋ยวสิ” เขาวิ่งมาดักหน้า “เธอต้องไปทำไข่ดาวมาให้ฉันใหม่ จะเดินหนีไปแบบนี้ไม่ได้”

“ถ้านายอยากกินมากนัก..ก็ไปทำเองสิ!” ฉันบอกเสียงขุ่น

“แต่เธอเป็นคนรับใช้นะ จะมาขัดคำสั่งได้ไง ต้องทำเดี๋ยวนี้!”

“ฉันไม่ไป! ไม่ทำ!” ฉันปฏิเสธเสียงดัง

“เธอต้องทำ!” เจทีพูดเสียงแข็งหนักแน่น

“ไม่ทำ! ไม่..” โอย~ ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมโลกมันหมุนแบบนี้ @_@ เวียนหัวจังเลย เกิดอะไรขึ้นกับฉัน เสียงหมอนั่นเรียกชื่อฉันทำไม...ฉันได้ยินเสียงชื่อของตัวเองเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างของฉันมันจะดับสนิทลง หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกเลย



“น้ำพริก น้ำพริก” เสียงใครเรียกชื่อฉันอยู่นะ


-_O ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดเพราะรู้สึกว่าใบหน้าอันขาวผ่องเป็นยองใยของฉันสัมผัสกับความเย็นจากผ้าที่เปียกชื้นที่กำลังลูบไล้วนไปมา

O_o ฉันเบิกตาตื่น (ก็มันเย็นนี่หว่า)

และต้องตกใจสุดขีด O_O เมื่อเห็นหน้านายเจทีอยู่ใกล้ๆ ลมหายใจของนายนั่นกำลังเป่ารดใบหน้าฉันอยู่นะ! (เฮ้อ~ แต่หอมชะมัดเลย)


“นี่นายกำลังทำอะไร!” ฉันขยับตัวลุกขึ้น แต่ยังรู้สึกมึนหัวอยู่ไม่น้อย เจทีจึงใช้สองมือของเขาเข้ามาประคองร่างของฉันให้เอนนอนลงเหมือนเดิม

“เธอเป็นลม..ฉันก็เลยอุ้มเธอมานอนที่เตียง แล้วเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้เธอ..รู้สึกว่าตัวเธอรุมๆ เหมือนกำลังจะเป็นไข้ อ่ะนี่ ยาลดไข้ กินซะ“ เจทีตอบแล้วส่งยาเม็ดสีขาวสองเม็ดให้ฉันพร้อมกับแก้วน้ำ แต่ฉันยังลังเลที่จะยัดยานั่นเข้าปาก และเหมือนเจทีจะรู้ เขาจึงพูดออกมา


“ยานั่นเป็นยาลดไข้ ฉันไม่ได้ชั่วช้า ถึงขนาดจะวางยาทำอะไรมิดีมิร้ายกับเธอหรอกนะ...” เขาชะงักคำพูด แล้วไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แล้วเอ่ยต่อ... ”ยิ่งเป็นเธอด้วย ฉันไม่เกิดอารมณ์ ขอบายดีกว่า” ท้ายประโยคเขาส่ายหน้าแบะปาก เล่นเอาอารมณ์ฉันเดือดปุด ปุด หนอย >O< ดูถูกกันชะมัด เช๊อะ! ฉันก็มีของดีนะยะ..อีตาบ้า ฉันต่อว่าเขาในใจ


ฉันกลืนยาพร้อมดื่มน้ำจนหมดแก้ว แล้วกำลังจะชันกายลุกขึ้น เจทีรีบปราดมาห้ามทันที

“ฉันว่าเธออย่าลุกขึ้นเลย นอนพักอีกสักหน่อยดีกว่า”
“แต่ฉันมีงานต้องทำ” ฉันแย้งขึ้นและพยายามจะลุกให้ได้ แต่เขาก็จับไหล่สองข้างของฉันกดให้นอนลง

“เรื่องงานช่างมันเถอะ...เธอไม่สบายนอนพักดีกว่า ฉันอนุญาต..อย่าดื้อสิ” เจทีเอ่ยเสียงนุ่มนวล จนในที่สุดฉันก็จำต้องเชื่อฟังเขา แต่ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเวียนหัวและร้อนๆ หนาวๆ เหมือนเป็นไข้จริงๆ นั่นแหละ และแล้วเพราะฤทธิ์ยาหรือพิษไข้ก็ไม่รู้ว่าที่ทำให้ฉันงีบหลับไป



หลังจากที่ฉันนอนหลับไปนานหลายชั่วโมง จนเริ่มรู้สึกตัวว่าอาการไข้ของตัวเองทุเลาขึ้นแล้ว ฉันก็ขยับร่างกายลุกขึ้นนั่ง แล้วก็ต้องช๊อคสุดขีด OoO เมื่อก้มลงมองที่เสื้อผ้าของตัวเอง มันไม่ใช่ชุดเดิมที่ใส่มื้อเช้า แต่เป็นเสื้อกับกางเกงนอนสีขาวของฉัน อยู่ดีๆ มันจะอยู่บนร่างกายของฉันได้ไง ถ้าไม่มีคนถอดเปลี่ยน หรือว่า เจ้าหมอนั่น แอบถอดเสื้อผ้าของฉันออก ถ้างั้น เจทีก็เห็นเนื้อ นม ของฉันทุกซอกทุกมุมทั้งหมดเลยสิ ไม่ ไม่ ไม่! กรี๊ดดดดด!! >_< เสียงร้องตกใจของฉันดังมากพอที่จะทำให้เจทีโผล่หน้าตาตื่นเข้ามาที่ห้องนอน



“น้ำพริก เกิดอะไรขึ้น!” เขาถามเป็นประโยคแรกทันทีที่เข้ามาประชิดตัวฉัน ด้วยความโกรธผสมกับความอายฉันไม่รอช้ายกหมัดขวาเพชรฆาตพุ่งใส่ไปที่จมูกของเขาอย่างจัง

“โอ๊ยยยย! เธอชกฉันทำไม” เขาถามพลางกุมจมูกเอาไว้

“ยังจะมาถามอีก ไอ้ลามก คนฉวยโอกาส นายถอดเสื้อผ้าตอนฉันนอนหลับ..ฉันจะฆ่านาย ไอ้บ้า!” ฉันลุกขึ้นอาละวาด หยิบหมอนฟาดไปที่เจทีไม่ยั้ง (บางทีฉันอาจเป็นพวกซาดิสถ์นิดๆก็ได้)


ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก!

“เดี๋ยวๆ น้ำพริก มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้น!” เจทียกแขนขึ้นปกป้องส่วนปากก็พร่ำปฏิเสธ

“ไม่ได้ทำเหรอ..นายยังกล้าพูดอีก นี่แน่ะ >_<* ”


ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก! เสียงหมอนที่ฉันยกฟาดใส่เขาแรงมากพอ จนทำให้หมอนปริขาด จนไส้ในที่เป็นใยสังเคราะห์ทะลักออกมา


“เมื่อไม่ฟังกันดีๆ ก็ต้องใช้วิธีนี้” เจทีถลาเข้ามาหาฉันแล้วใช้แขนที่แข็งแรงของเขาโอบกอดฉันไว้ ฉันพยายามดิ้นรนแกะมือของเขาให้ออกแต่ก็ไม่เป็นผล ( แขนหรือคีมล๊อคกันแน่ฟะ) ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ทางด้านหลังของบริเวณต้นคอของฉัน หว๋าย >///< ฉันรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาซะงั้น


“นี่ น้ำพริก เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ ~ ฉันเห็นว่าหลังจากเธอกินยาแล้วนอนหลับไป เหงื่อเธอออกมามากจนเปียกชุ่มชุดที่เธอใส่ ฉันก็เลยให้จุ๊บจิ๊บ เป็นคนมาเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้กับเธอ..ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามจุ๊บจิ๊บเอาเอง” เจทีเล่าความจริงให้ฟัง แต่แขนของเขายังคงโอบกอดฉันอยู่ในท่าเดิม ฉันยืนชั่งใจในคำพูดของเขา จนคิดว่าเขาคงพูดความจริง (ถ้าสะตอ ละก้อ...นายโดนดีแน่!)


“ฉันเชื่อก็ได้..ว่าแต่ นายจะปล่อยฉันได้รึยัง” ฉันถามขึ้นด้วยอาการอายแกมเขิน นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม (ที่สำคัญหล่อ ม้ากมากอีกด้วย)

“เอ่อ ฉัน เอ่อ โทษที” เจทีรีบคลายแขนของเขาออกพลางพูดตะกุกตะกัก ฉันสังเกตุเห็นว่าเขาเองก็มีอาการเขินนิดๆ เหมือนกัน

“เธอนี่ เอ๊ะอ๊ะก็บ้าใช้แต่กำลังลูกเดียวเลย” เขาบ่นออกมา ส่วนฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ

“เอ่อ ตอนนี้ฉันก็หายดีแล้ว ฉันคิดว่าควรจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง ถ้าคุณไม่ว่าอะไร” ฉันเอ่ยบอกเจทีที่กำลังยืนเอามือซุกในกระเป๋ากางเกงยีนส์

“ตามสบาย ตอนนี้ฉันก็ไม่มีงานให้เธอทำ” เขาตอบ แล้วเดินไปที่ประตูห้องนอนยกมือหมุนลูกบิด ฉันวางหมอนที่อยู่ในสภาพยับเยินจากการที่ถูกฉันใช้เป็นอาวุธเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นลงบนเตียง แล้วเดินไปที่ประตู ฉันมองหน้าของเจทีแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสำนึกผิด (สำนึกจริงๆ T_T)

“เอ่อ ฉัน..ฉันขอโทษนะที่เข้าใจคุณผิดไป”

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ..แค่เธอรู้ความจริงว่าฉันไม่ใช่พวกบ้ากามหรือพวกฉวยโอกาส ฉันก็พอใจแล้ว”

“แล้วก็ขอบคุณนะที่ช่วยตอนฉันเป็นลม” ฉันส่งยิ้มให้เจทีเขายิ้มตอบมา (โอววว~ น่ารักมาก ^O^) ฉันก้าวเท้าออกจากห้องนอนของเจที จากนั้นเขาปิดประตูลงแล้วกดล๊อค ส่วนฉันก็เดินกลับไปที่เรือนแม่บ้าน ก็พอดีเห็นพี่จุ๊บจิ๊บกำลังนั่งรอฉันอยู่ที่มุมนั่งเล่น พอเห็นฉันเท่านั้น พี่จุ๊บจิ๊บก็แสดงน้ำใจไปตักข้าวต้มร้อนๆ มาให้หม่ำเพราะคิดว่า ป่านนี้ฉันคงหิวแย่แล้ว ซึ่งฉันก็หิวจริงๆ นั่นแหละ





Create Date : 11 มิถุนายน 2553
Last Update : 12 มีนาคม 2555 12:06:41 น.
Counter : 555 Pageviews.

1 comment

radakorn
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมค่ะ

เจ้าของบล็อคนี้ชอบอ่านหนังสือทุกแนว จึงทำให้เขียนนิยายหลายแนวไปด้วย และสนใจถนัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย รูปร่าง ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หน้าตาผิวพรรณ ความงามต่างๆ พร้อมยังมีสินค้าอาหารเสริมทุกชนิดและเครื่องสำอางของแท้ ของดี ราคาย่อมเยาอีกด้วยค่ะ

ติดต่อ หรือ สั่งซื้อสินค้า ได้ที่ 087 - 6811455
อีเมล cakecareshop@gmail.com

งานเขียนในเวบนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ห้ามคัดลอกดัดแปลง เผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นอาจมีความผิด ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

เพื่อนๆ สามารถเข้าชมใน Facebook ได้ค่ะ