หัวใจพระพุทธศาสนา


🌷 หัวใจพระพุทธศาสนา

วันเสาร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘  (สองหน) 
เจริญสุขสวัสดี ให้พากันตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อวิมุตติหลุดพ้น 

เรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา 
เรียบเรียงโดย
อาจารย์ไชยทรง จันทรอารีย์ 
รวบรวมโดย
เภสัชกรหญิงณัฏฐิยา ปันภัทรทรัพย์


🌺 คำนำ

ในปัจจุบันนี้ พอเอ่ยถึงพระพุทธศาสนาแล้ว ต่างคนต่างก็เข้าใจกันไปคนละทางสองทาง เด็กเล็กๆ มักจะเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องการฟังพระเทศน์ในวัด และตนจะต้องถูกนำไปนั่งพับเพียบฟังด้วยความปวดเมื่อยเป็นเวลานานๆ แทนที่จะได้วิ่งเล่นตามความพอใจ เด็กวัยรุ่นหน่อย ก็นึกถึงวันที่บิดามารดาจะจัดงานบวชให้ตนอย่างอึกทึกใหญ่โต เพื่อบวชเพียง ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง หรืออย่างมากก็ ๑ พรรษา ส่วนผู้บวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ก็นึกถึงการออกบิณฑบาต สวดมนต์ ทำวัตร และท่องหนังสือสวดมนต์บ้าง นวโกวาทบ้าง ผู้ที่บวชนานกว่านี้ ก็อาจคิดเรียนนักธรรม - บาลี ต่อไปบ้าง 

ผู้ที่เป็นสมภารเจ้าวัด ก็มักจะนึกถึงเรื่องการหาเงินมาก่อสร้างวัดให้ใหญ่โต สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม จึงต้องคิดหาวิธีปิดป้ายโฆษณาตามที่ชุมนุมชน เพื่อแจ้งกำหนดงานมหกรรมในวัดของตน ให้คนมาเที่ยวและบริจาคเงินมากๆ บางทีก็สร้างตะกรุดเครื่องรางของขลังไว้สำหรับแจกด้วย เวลาแจกก็ให้ศีลให้พร พร้อมกับแนะนำว่าให้เอาเก็บติดตัวไว้ให้ดี เวลาเขายิง ต้องไม่ออก (จากบ้าน) เวลาเขาฟัน ต้องไม่เข้า (ไปยุ่งเกี่ยวกับเขา) แต่พอพูดต่อๆ กันมาหลายปากเข้า ก็กลายเป็นว่า ตะกรุดเครื่องรางของขลังที่ได้รับแจกมานั้น “ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า” ไปเลยก็มี คนที่ฟังในภายหลังก็แตกตื่นพากันแสวงหามาติดกับสายสร้อยเพื่อคล้องคอไว้คนละพวงโตๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ รวมความว่าทุกคนต่างมีความเข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน

สมมุติว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกลับอุบัติ ฟื้นพระชนม์ชีพขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งในยุคนี้ หากทรงเห็นสภาพพระพุทธศาสนาดังรายละเอียดที่กล่าวมานี้แล้ว คงจะทรงรู้สึกแปลกพระทัยมาก ที่นอกจากจะไม่มีการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้พ้นทุกข์กันจริงจังและกว้างขวาง เหมือนเมื่อครั้งที่ทรงประกาศพระศาสนาใหม่ๆ แล้ว ชาวพุทธส่วนใหญ่กลับพากันนิยมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้เลย ซึ่งทำให้มีผลต่อต้านและสวนทางกับสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ อย่างตรงกันข้าม เช่นเกิดปัญหายุ่งยากทางสังคม ฆ่าฟันกัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องศึกษาหัวใจพระพุทธศาสนา แล้วมาช่วยกันแก้ไข คัดเอาสิ่งที่ไม่ใช่พุทธบัญญัติออกไปให้หมด


🌺 บทนำ

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่โลกยังมีผู้คนพลเมืองไม่มากนั้น ชาวโลกทุกคนต่างก็มีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลธรรมและมีคุณธรรมอย่างสูง ทุกคนต่างก็ประพฤติตนอยู่ในกรอบแห่งคุณงามความดี และทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเอง ครอบครัวและบริวาร บนพื้นฐานของศีลธรรม จึงไม่มีปัญหาและได้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตามลำดับ หมายความว่า ใครเคยทำงานหาเลี้ยงชีพกันมาอย่างไร ก็ทำกันอย่างนั้นสืบต่อไป ไม่คิดเบียดเบียนกันเลย ทุกคนจึงมีสุขภาพจิตที่แจ่มใส มีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน จิตใจของคนในสมัยนั้น จึงเป็นธรรม ดังที่เรียกว่า ธรรมกาย แสดงการกระทำออกมาด้วยความเมตตากรุณาเหมือนพระพรหม
ดังที่เรียกว่า พรหมกาย เหล่านี้เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของจิตใจ พระพุทธองค์ทรงเรียกธรรมกายและพรหมกายเหล่านี้ว่า ล้วนแต่เป็นชื่อของตถาคตทั้งสิ้น (อัคคัญญสูตร)

ครั้นกาลเวลาได้ล่วงเลยไปนานเข้า จำนวนผู้คนพลเมืองก็ได้เพิ่มทวีมากขึ้น ทำให้การทำมาหากินแผ่ขยายออกไป เพื่อเพิ่มจำนวนอาหารสำหรับบริโภคให้เพียงพอ รวมทั้งต้องเพิ่มและสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวก ในการไปมาติดต่อซึ่งกันและกันให้มากขึ้นด้วย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวโลกจึงต้องหันไปสนใจการสร้างสรรค์ด้านวัตถุมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เวลายิ่งล่วงเลยไปนานมากขึ้นเพียงใด อาหารการกิน ความสะดวกสบายด้านวัตถุ ก็ยิ่งเจริญขึ้นเพียงนั้น พร้อมๆ กันนี้ ก็ต้องหมายความว่า ความเจริญของคุณธรรมทางจิตใจที่เคยมีอยู่แต่ดั้งเดิมนั้น ได้ลดน้อยถอยลงตามลำดับด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต่างก็หันมาติดรสของความสะดวกสบายของวัตถุธรรม ดังที่เรียกว่า “ติดรสของง้วนดิน” นั้น เป็นผลให้คุณธรรมในจิตใจมืดมนลง ตามลำดับเวลาที่ผ่านไปๆ

เมื่อคุณธรรมในจิตใจของเราชาวโลกได้ลดลงไปเช่นนี้แล้ว การแสดงออกทางกายและวาจาต่อกันและกัน ก็เป็นไปในทางแก่งแย่ง ข่มเหงรังแก เบียดเบียนกัน ความยุ่งยากวุ่นวายต่างๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นมา


🌺 เหตุที่ทำให้มีศาสนา

เมื่อชาวโลกเกิดการแก่งแย่ง เบียดเบียน ข่มเหงรังแกซึ่งกันและกัน โดยแบ่งพรรคแบ่งพวกในการทำมาหากินดังกล่าวมาเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมต้องได้รับผลแห่งการกระทำ คือ ต่างพากันเดือดร้อนยุ่งยากวุ่นวายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้เกิดมีพระศาสดาต่างๆ ขึ้น สั่งสอนชาวโลก ให้ละเว้นการกระทำที่ให้เดือดร้อนต่างๆ เสีย และให้ตั้งตนอยู่ในคุณงามความดี ซึ่งจะทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขต่อไป การประกาศสั่งสอนของพระศาสดาต่างๆ นั้น ก็ย่อมมีคำสั่งสอนแตกต่างกันไป คำสั่งสอนนั้นๆ เราเรียกว่าศาสนา ซึ่งล้วนแต่บัญญัติขึ้นเพื่อสั่งสอนชาวโลก ให้เว้นจากความประพฤติชั่ว และให้ตั้งตนอยู่ในความดีทั้งสิ้น

พอจะแบ่งแนวการสั่งสอนของพระศาสดาเท่าที่ได้อุบัติขึ้นในโลกแล้วได้ดังนี้ คือ 

๑. พระศาสดาที่มีแนวการสั่งสอนว่า กิเลสเครื่องเศร้าหมองทางใจ เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ยากเดือดร้อนทั้งปวง จึงได้บัญญัติหลักธรรมเรื่องทานศีลภาวนา ให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติ ชำระจิต ผู้ใดปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ประโยชน์จริงตามคำสั่งสอน ตามสมควรแก่การปฏิบัติและอัตตภาพ อย่างนี้เรียกว่าศาสนานั้นมีเหตุผลจริง ที่ทำให้ผู้ที่นับถือได้รับประโยชน์ดี 

แต่ถ้าพระศาสดาใดบัญญัติวิธีกำจัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองทางใจ โดยการอดข้าวอดน้ำ นอนบนหนาม ย่างไฟ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดทุกข์ทรมาน อย่างนี้เรียกว่าศาสนานั้นขาดเหตุผล แต่ยังละกิเลสได้ดีอยู่บ้าง ที่ว่าขาดเหตุผลก็คือ กิเลสไม่ได้เกิดที่กาย แต่หลงไปทรมานกายตนเองด้วยความเข้าใจผิดว่าจะทำให้กิเลส (ที่เกิดขึ้นทางใจ) หมดไปได้

๒. พระศาสดาที่มีแนวการสอนไม่เป็นไปตามสภาวธรรมตามธรรมดา เช่น สอนว่าโลกนี้พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ใครจะรับผลของกรรมที่ดีหรือไม่ดี ย่อมแล้วแต่พระเจ้าจะดลบันดาลให้ ใครละเว้นความประพฤติชั่วทางกายวาจาใจเสียแล้ว จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า จึงทำให้ผู้ที่ปฏิบัติตามได้รับประโยชน์ดีอยู่ แต่ความจริงแล้ว ไม่อาจแสดงว่ามีพระเจ้าอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงขาดเหตุผลไปบ้าง 

แต่ถ้าหากสอนให้กระทำดี โดยการฆ่าสัตว์บูชายัญต่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะโปรดและประทานความสุขมาให้ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ได้รับประโยชน์จริง เพราะขาดเหตุผลอย่างสิ้นเชิง

เหล่านี้คือหลักการของศาสนาที่มีอยู่ทั่วไป เราจะเห็นได้ว่า ศาสนาพุทธนั้นมีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและสามารถทำให้ผู้นับถือปฏิบัติตามแล้ว ได้รับประโยชน์ดีจริง ตามสมควรแก่การปฏิบัติ จึงนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาไว้เป็นศาสนาประจำชาติ น่าจะได้ระลึกถึงบุญคุณของบุพพชนว่า มีสายตาและเห็นการณ์ไกล มีปัญญาอันลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง 

ดังนั้นเมื่อพวกเราได้มีศาสนาที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผล และสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับประโยชน์ดีจริง เข้ามาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นการสมควรที่จะได้ทำการศึกษาให้เข้าใจโดยถ่องแท้ แล้วลงมือปฏิบัติตามกันอย่างจริงจัง ก็ย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย เข้าตำราที่ว่าใกล้เกลือแต่กินด่าง สู้ชาวต่างประเทศที่อุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล เพื่อมาศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และได้รับประโยชน์ไป มิใช่น้อย ไม่ได้

มาเถิด มาศึกษาพระพุทธศาสนาว่า มีเหตุผลและสามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ลงมือปฏิบัติได้จริงๆ ณ บัดนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นกำลังช่วยเผยแพร่แนะนำผู้ที่ยังไม่เข้าใจจริง อย่างน้อยก็เป็นลูกหลานภายในครอบครัวของผู้อ่านหนังสือเล่มนี้เอง ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้มีผู้ปฏิบัติตามเพิ่มขึ้น อันเป็นการลดปัญหายุ่งยากเดือดร้อนทางสังคมลงได้โดยลำดับ อย่างมิต้องสงสัย ยิ่งมีผู้ปฏิบัติตามจริงอย่างแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นเพียงใด พระศาสนาก็ย่อมดำรงอยู่อย่างมั่นคงยืนยาวยิ่งขึ้นและมากขึ้นตามด้วยเพียงนั้น


🌺 แนวคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระบรมศาสดาของชาวพุทธทั้งหลายนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ การไม่ทำบาปให้เกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวง อันได้แก่ คำสั่งสอนเกี่ยวกับศีล วินัย ข้อห้ามต่างๆ ซึ่งจะป้องกันพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติตาม มิให้ตกไปสู่ที่ชั่ว หรือได้รับความเดือดร้อนนานาประการจากการอยู่ร่วมกันในสังคม

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา คือ การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ คำสั่งสอนที่เกี่ยวกับการทำความดี ซึ่งจะทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสต่างๆ ที่จะทำให้จิตเศร้าหมอง

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้ง ๓ ข้อนี้ ถ้าหากทำความเข้าใจให้ดีแล้ว จะเห็นว่าพระองค์ได้ทรงแบ่งคำสั่งสอนออกเป็นขั้นๆ ดังนี้ คือ ใน ๒ ข้อแรก ทรงสอนเรื่องเกี่ยวกับการรักษากายกับวาจา และทรงสอนเรื่องการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ในข้อสุดท้าย เพื่อให้พุทธบริษัทปฏิบัติตามโดยลำดับ

แต่เนื่องจากทั้งกายและวาจานั้นอยู่ใต้การบังคับบัญชาของจิต ดังนั้นเรื่องใหญ่ใจความก็ไปตกที่ข้อสุดท้ายทั้งหมด เพราะว่า ถ้าจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วดีเสียอย่างเดียวเท่านั้น ก็ย่อมจะทำให้กายและวาจา ซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชาของจิต ดีตามไปด้วยในตัว

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักธรรมเรื่องการชำระจิตให้บริสุทธิ์นี้ มีอยู่เฉพาะในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ไปแล้วในอดีต หรือที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตทั้งหลาย อีกกี่พระองค์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีคำสั่งสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น

ดังพระบาลีว่า “อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนํ” แปลว่า “การทำให้จิตมีธรรมอันยิ่ง เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”


🌹 เรื่องจิต

เนื่องจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงสั่งสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ จิตจึงเป็นสภาพธรรมที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา แต่จิตก็ไม่มีรูปร่างหน้าตาให้แลเห็นได้ด้วยตา  ทั้งๆที่เรารู้ว่ามีจิตอยู่ด้วยกันทุกคน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องศึกษาให้รู้จักจิตพร้อมทั้งคุณลักษณะที่สำคัญทั้งหลาย ให้รู้จักตามความเป็นจริงเสียก่อน ถ้ารู้จักผิดไปแม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การศึกษาและการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาขั้นต่อไป ก็ย่อมผิดเพี้ยนไปตลอดสาย และย่อมได้ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิทันที 

ดังนั้น จึงอย่ามอบความเป็นใหญ่ในเรื่องความเชื่อถือของเราให้กับใครง่ายๆ เพราะเห็นว่าผู้นั้นน่าเชื่อถือเป็นอันขาด ที่ถูกนั้น เราจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง สำหรับรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย แล้วนำมาสอบเทียบกับเหตุผลและการปฏิบัติธรรมดูจนมั่นใจเสียก่อนว่า มีเหตุผลถูกต้อง แล้วจึงตัดสินใจเชื่อ ก็ย่อมไม่ผิดพลาดขึ้นได้ในภายหลัง


🌹 สภาพเดิมของจิต

ตามพระบาลีในจิตฺตวคฺค แห่งพระธรรมบท ว่าไว้ดังนี้ “ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ, สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา” แปลว่า “ผู้ใดสำรวมจิตซึ่งมีดวงเดียว ท่องเที่ยวไปสู่ที่ไกลได้ ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็นที่อาศัย นี้ไว้ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากการพันธนาการของมาร (คือกิเลส) ได้”

ซึ่งแสดงว่าจิตนี้มีดวงเดียวต่อคนเท่านั้น ไม่ได้มีคนละหลายๆ ดวง ดังที่เรียนท่องจำกันอยู่ในปัจจุบัน


🌹 ต้นกำเนิดของจิต

ตามพระบาลีที่มาในอนมตัคคสูตร ได้บรรยายไว้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้  “อนมตคฺโคยํ ภิกฺขเว สงฺสาโร ปุพฺพาโกฏิ น ปญฺญายติ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักรนี้ มีอยู่ก่อนนมนานมาแล้ว ซึ่งผู้มีปัญญาไม่อาจตามรู้ได้ว่ามาจากไหน”

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมก่อนแล้ว โดยไม่มีผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้น กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยอันใดทั้งสิ้น เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ
 

🌹 คุณลักษณะของจิต

มีพระบาลีในจิตฺตวคฺค แห่งพระธรรมบท แสดงไว้ดังนี้ คือ  “ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ อุชุง กโรติ เมธาวี อุสุกาโร ว เตชนํ” แปลว่า “ผู้มีปัญญา ย่อมทำจิตที่ดิ้นรนกลับกลอก รักษายาก ห้ามยาก ให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงได้ ฉะนั้น”

ทั้งนี้ ทรงหมายความชัดเจนว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่ดิ้นรน กลับกลอก ว่องไว ปราดเปรียว ในขณะที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ในโลกนี้ แต่สามารถฝึกฝนอบรมให้สงบได้


🌹 กิเลสเครื่องเศร้าหมองมีติดมากับจิต
ตั้งแต่ต้นเลยหรือว่ามาเกิดขึ้นในภายหลัง


มีพระบาลีรับรองไว้ชัดเจน ดังนี้คือ “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจโข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สภาพดั้งเดิมของจิตนี้ผ่องใสประภัสสร แต่ที่เศร้าหมองไป เป็นเพราะกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง”

พระบาลีข้อนี้สอดคล้องกับแนวคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ยกขึ้นกล่าวก่อนหน้านี้ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแต่สอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งสิ้น ความจริงมีอยู่ว่า สิ่งใดก็ตามที่จะชำระให้สะอาดได้นั้น สภาพเดิมของสิ่งนั้นย่อมต้องสะอาดอยู่ก่อน จึงเพียงแต่หาวิธีกำจัดความสกปรกออกไปเท่านั้น ของสิ่งนั้นก็ย่อมกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิมอันสะอาดได้ ถ้าหากสภาพเดิมของสิ่งนั้นๆ สกปรกอยู่แล้ว ก็ย่อมไม่สามารถชำระให้สะอาดได้ ฉันใดฉันนั้น

คำว่า จิตประภัสสรนี้ ได้เป็นจุดที่นักศึกษาธรรมะนำมาสนทนาถกเถียงโต้แย้งกันมากว่า ถ้าสภาพเดิมของจิตสะอาดบริสุทธิ์จริงแล้ว ก็ย่อมเป็นเป็นจิตของพระอรหันต์ จึงย่อมไม่มาเกิดอีกต่อไป

ความจริงนั้นคือ จิตที่ผ่องใสเพราะยังมิได้ถูกเจือปนด้วยอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งอื่นภายนอกเท่านั้น โดยเฉพาะหมายถึงจิตที่ยังอยู่ในภวังค์ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ เช่นจิตในขณะที่กำลังนอนหลับสนิท (ไม่ฝัน) หรือกำลังสลบอยู่ เป็นต้น เมื่อยังไม่ถูกสิ่งภายนอกเข้าปรุงแต่งจนทำให้เสียคุณภาพอันผ่องใสที่มีอยู่เดิมไป จิตนั้นก็ย่อมดำรงความประภัสสรอยู่ จนกว่าจะขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ที่เข้ามากระทบ (สัมผัส) ในขณะต่อไป


🌹 จิตเกี่ยวข้องกับหลักของกรรมอย่างไร

บรรดาสรรพสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีจิต เป็นประธานสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้หมายความว่า บรรดาการกระทำที่เกิดขึ้นทุกอย่างนั้น ก็เพราะจิตเป็นผู้สั่งให้ลงมือกระทำ ทั้งทางกายและวาจาทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ที่รับผลของกรรมนั้น ก็คือ จิตนั่นเอง

มีพระบาลีในพระธรรมบท รับรองอยู่ดังนี้คือ “มโน ปุพพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโตนํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ ผู้ที่กล่าววาจา หรือกระทำการสิ่งใดด้วยใจคิดร้าย กรรมย่อมตามผู้นั้นไป เหมือนดังล้อที่หมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น”

ดังนั้นถ้ากล่าวตามหลักของกรรมในพุทธศาสนาที่ว่า "ผู้ใดทำกรรมไว้อย่างใด ย่อมได้รับผลของกรรมอย่างนั้น" แล้ว จิตนี้ย่อมเป็นสภาพธรรมที่มีแก่นสาร ไม่เหลวไหล หรือไม่มีการเกิดดับเหมือนกระแสไฟฟ้าสลับ แต่ประการใดทั้งสิ้น ถ้าจิตเป็นสภาพธรรมที่เหลวไหล ไม่มีแก่นสารเสียแล้ว หลักของกรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ ก็ย่อมพลอยเหลวไหลไปอย่างสิ้นเชิงด้วย เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่มีการเกิดดับและทั้งไม่เคยเกิดดับมาเลย

เนื่องจากจิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่างให้สัมผัส หรือให้แลเห็นได้เลย นอกจาก "ความรู้" ที่แสดงออกมายังอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งภายนอกเท่านั้น ดังนั้นอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติเพื่อสาธิตดูว่า ความรู้ของจิตที่ว่านี้ รู้อยู่ตลอดเวลา หรือว่า รู้บ้าง - ไม่รู้บ้าง ถ้าผลของการสาธิตปรากฏออกมาว่า รู้บ้าง - ไม่รู้บ้าง ก็ย่อมสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าจิตเกิดดับได้ แต่ถ้าปรากฏว่า รู้อยู่ตลอดเวลา แล้วพูดว่าจิตเกิดดับ ก็ยอมพูดผิดจากความเป็นจริง จัดเป็นมิจฉาวาจา และความเห็นผิดจากความเป็นจริงเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นมิจฉาทิฐิอย่างไม่มีปัญหา โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงจากการสาธิตดังต่อไปนี้


🌹 วิธีสาธิตว่าจิตไม่มีการเกิดดับ

เนื่องจากจิตเป็นสภาพธรรมที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา หรืออาจจะกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่า  จิตคือตัวศาสนาเลยก็ได้ ดังนั้น การใช้เวลาศึกษาเพื่อให้รู้จักจิตอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงมากเป็นพิเศษ ย่อมเกื้อกูลการศึกษาธรรมะเป็นอันมาก 

เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เราเรียนท่องจำธรรมะจากตำราหรือครูอาจารย์ที่สอนว่า จิตเกิดดับ เป็นส่วนใหญ่ โดยมิได้เฉลียวใจว่า ขัดกับเหตุผลและหลักของกรรมกันเลย นั่นก็คือ เมื่อจิตดวงหนึ่งทำกรรมไว้อย่างหนึ่งแล้วดับไป จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง จะต้องรับกรรมต่อจากจิตดวงเก่า ดังนี้ ซึ่งจะเป็นผลให้รู้จักธรรมะข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง ผิดตามไปด้วยตลอดสาย

ถ้าจิตเกิดดับเช่นนี้จริง เหมือนดังที่เรียนกันอยู่ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาต ในวันมาฆะบูชานั้น รวมทั้งข้อบัญญัติเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ด้วย ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามนำไปปฏิบัตินานเพียงไรก็ตาม

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงมือสาธิตนั้น เราจะต้องทราบเป็นพื้นฐานเสียก่อนว่า จิตคือธาตุรู้ หมายความว่า ที่ใดมีธาตุรู้ยืนทรงตัวอยู่ ก็ต้องแปลว่าที่นั้นมีจิตอยู่

ถ้าธาตุรู้นั้น รู้อยู่โดยตลอดเวลาแล้ว แต่เรากลับพูดว่า จิตเกิดดับ (รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง) ก็ย่อมพูดผิดจากความจริง

เพราะว่า ถ้าพูดว่า จิตเกิด ก็ย่อมแปลว่า เดิมไม่มีจิตอยู่ แต่เพิ่งจะมีจิตขึ้นมา และถ้าพูดว่า จิตดับ ก็แปลว่า จิตนั้นได้หายไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีธาตุรู้เหลืออยู่อีกแล้ว

ดังนั้น ขอให้ใช้ความเป็นธรรมสังเกตดูว่า “ธาตุรู้” ได้บกพร่องขาดหายไปในขณะใดหรือไม่ แล้วกล่าวออกมาตามความเป็นจริงเท่านั้น ก็จะทำให้ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง และนี่คือสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนชาวพุทธทั้งหลาย เพื่อให้เข้าใจตามความเป็นจริง พระบรมศาสดาย่อมไม่ทรงสั่งสอนสิ่งใดที่ผิดไปจากความจริงเป็นอันขาด

สำหรับเรื่องหลักของกรรมในพุทธศาสนานั้น ก็ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมเช่นนั้น ไม่มีการถ่ายทอดกรรมให้แก่กัน

สมมุติว่า เรายกวัตถุชิ้นหนึ่ง ออกมาตั้ง ณ จุดๆ หนึ่ง แล้วเพ่งดูอยู่ ณ จุดๆ นั้น โดยไม่ให้สายตาที่เพ่งดู เคลื่อนออกไปเพ่งดูที่จุดอื่น นอกจากที่จุดนั้นเพียงจุดเดียวเท่านั้น เราย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ตั้งอยู่ที่จุดนั้น

ทีนี้ เรายกเอาวัตถุชิ้นนั้น ออกไปเสียจากจุดนั้น โดยใช้สายตาเพ่งดูอยู่ที่จุดที่กำหนดไว้ตามเดิม เราก็ย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ได้หายไปจากจุดนั้นแล้ว

ต่อจากนี้ ก็ยกเอาวัตถุชิ้นเดิมนั้นกลับเข้ามาตั้ง ณ จุดที่กำหนดไว้เดิมอีก เราก็ย่อม “รู้”ว่า วัตถุชิ้นนั้น ได้กลับมาตั้งอยู่ในที่เดิมอีกแล้ว และเมื่อเรายกวัตถุชิ้นนั้น ออกไปเสียจากจุดนั้นอีกครั้งหนึ่ง เราก็ย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ได้หายไปจากจุดนั้นอีกแล้ว ดังนี้

ทำเช่นนี้ไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม ย่อมสรุปผลได้ว่า เราย่อม “รู้” อยู่ทุกขณะและตลอดเวลา ว่าวัตถุชิ้นนั้นได้เกิดขึ้น ณ จุดนั้น และวัตถุชิ้นนั้นได้หายไปจากจุดนั้น ไม่ว่าจะมีวัตถุตั้งอยู่หรือไม่ได้ตั้งอยู่ ณ จุดที่กำหนดให้นั้นก็ตาม

ทั้งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จิตของเราไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน คือ ไม่ได้เกิดดับ ดังที่เรียนท่องจำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย แต่วัตถุ คือ “สิ่งที่ถูกจิตรู้” ต่างหาก ได้เกิดขึ้นที่การรับรู้ของจิต เมื่อยกไปตั้งที่จุดนั้น และดับไปจากการรับรู้ของจิต เมื่อยกออกไปเสียจากจุดนั้น วัตถุต่างๆ หรือเรื่องที่จิตรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความนึกคิดทางใจ ซึ่งเรียกว่า อารมณ์ นั้น ต่างหากที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา อย่างนับครั้งไม่ถ้วนในระยะวันหนึ่งๆ

มีหลักฐานพระบาลี ในมหาสติปัฏฐานสูตรรับรองอยู่ ดังนี้ คือ “สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ, วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ” แปลว่า “เมื่อราคะเกิดขึ้นที่จิต ก็รู้ชัดว่า ราคะเกิดขึ้นที่จิต เมื่อราคะหายไปจากจิต ก็รู้ชัดว่าราคะหายไปจากจิต ดังนี้”

ทั้งนี้ เราย่อมเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า สิ่งที่เกิดดับตามพระบาลีนี้คือราคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดดับตามอารมณ์จากภายนอก แต่ธาตุรู้คือจิตนั้น รู้ทรงตัวอยู่เสมอ ไม่ได้เกิดดับตามราคะไปด้วย 

ก็สมควรแก่เวลาในวาระนี้ เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา ยังคงมีต่อไปในวันพระที่จะถึงครั้งต่อๆ ไปอีก เรื่องจิต ที่ได้รับรู้ ทำให้เรารู้ถึงสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริง ผู้ฟังสามารถนำไปตริตรองตามความเป็นจริงได้ ดังกล่าวข้างต้น เอวัง

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศน์วันพระ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔



 



Create Date : 19 กรกฎาคม 2564
Last Update : 19 กรกฎาคม 2564 22:38:42 น.
Counter : 435 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog