การระลึกชาติ


🌷 การระลึกชาติ

วันจันทร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ 

เจริญพร สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย ที่เราเข้ามาศึกษาสนใจพระพุทธศาสนานั้น ก็เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีกับตนเองและคนรอบข้างของเรา เป็นการสร้างบุญ สร้างกุศลธรรม  [คำว่า กุศล ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ แปลว่า บุญ ความดี ฉลาด สิ่งที่ดี กรรมดี]  

โดยเฉพาะกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาด้วยแล้ว เป็นครุกรรมฝ่ายกุศลเลยทีเดียว เป็นกรรมที่ให้ผลก่อนกรรมอื่น เหมือนคนอยู่บนที่สูง เอาวัตถุต่างๆ ทิ้งลงมา อย่างไหนหนักที่สุด อย่างนั้นย่อมถึงพื้นก่อน 

เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่บนหลักเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต สามารถนำมาพิจารณาติตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการขอร้อง การอ้อนวอน การเชื่อแบบงมงาย 

แต่พระพุทธศาสนานั้นเป็นไปเพื่อเข้าถึงโลกุตตรธรรม เพื่อให้เห็นแจ้ง เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุให้ทุกข์เกิด นี่ความดับแห่งทุกข์ นี่ทางปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ชัดเจนว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมเกิดจากการประกอบภาวนานุโยค (พระพุทธพจน์) และต้องตั้งตนไว้ชอบ คือ ต้องเพียรกระทำให้มาก เจริญให้มาก ซึ่งสัมมาสมาธิ อันมีสติกำหนดรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้า และรู้อยู่ทุกลมหายใจออกเป็นอารมณ์ เท่านั้น ดังมีพระบาลีรับรองไว้ดังนี้

"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา  
อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ"


แปลว่า 

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้
เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากดีแล้ว ย่อมยังให้เกิดผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้
เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังให้สติปัฏฐานสี่นี้บริบูรณ์

สติปัฏฐานสี่นี้บริบูรณ์ดีแล้ว เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว
ย่อมยังให้โพชฌงค์เจ็ดนี้บริบูรณ์

โพชฌงค์เจ็ดนี้บริบูรณ์ดีแล้ว เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว
ย่อมยังให้เกิดวิชชา วิมุตติ จิตหลุดพ้น ดังนี้” 


จากพระพุทธพจน์ทำให้เห็นได้ว่า การเจริญธรรมอย่างเดียว ชื่อว่าได้เจริญธรรมอย่างอื่นๆ อีกมากมาย 

จากนี้เราพิจารณากระแสธรรมต่อจากวันพระก่อนๆ เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา

🌷 การระลึกชาติ

การระลึกชาติ หมายถึง การนําเอาเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติที่แล้วมาเล่าให้ฟัง อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งส่วนมากมักจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ไม่มากก็น้อย ผู้ที่ระลึกชาติได้บางราย สามารถพาไปชี้สถานที่ บุคคล  ทรัพย์สินที่ซ่อนไว้ในชาติที่แล้ว มาประกอบกับคําเล่าบรรยายให้ผู้ฟังเห็นสมจริงอีกด้วย

เท่าที่เป็นอยู่ ทุกคนต่างยอมรับกันว่า การระลึกชาติได้ เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าชนหมู่ใด ศาสนาใด ที่สําคัญของโลก รวมทั้งพระพุทธศาสนา ได้รับรองต้องกันว่ามีจริง ถึงแม้ว่าอารยประเทศทั้งหลาย เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็เชื่อถือในเรื่องนี้ และต่างก็พยายามที่จะหาเหตุผลว่าอะไรที่ทําให้มีการระลึกชาติได้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาจะออกไปค้นคว้าสอบสวนยังมุมต่างๆ ของโลก ที่ปรากฏว่ามีผู้ระลึกชาติเกิดขึ้น จากนั้นก็จะเขียนบทความเรื่องราวที่ไปสอบสวนมาได้นั้น ออกตีพิมพ์แล้วส่งไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้กว้างขวางแพร่หลายต่อไปอีก

ส่วนใหญ่ เรื่องที่ออกไปสอบสวนมาจากผู้ระลึกชาติสามัญชน มักจะเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ของชาติที่อยู่ใกล้ๆ หรือติดกับชาติปัจจุบันเฉพาะหน้านี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาอันสั้น คือ ห่างกันเพียง ๑ หรือ ๒ ปี ผู้ระลึกชาติได้มักจําเรื่องราว บุคคล ทรัพย์สิน สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติที่แล้วได้ดี เพราะยังไม่ทันจืดจางลืมเลือนไปจากความทรงจำ จึงนำมาเล่าให้ฟังอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ดังนั้น เรื่องการระลึกชาติจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ และผู้ที่รักเหตุผลย่อมปฏิเสธไม่ลงว่าไม่จริง ถึงแม้ว่าตนเองและอีกหลายๆ คนจะไม่สามารถระลึกชาติที่แล้วมาของตนเองได้ก็ตาม

เนื่องจากมีปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้อยู่ตามธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานอันสําคัญที่ทําให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายในสังสารจักร เพราะฉะนั้น ศาสนา ลัทธิ หรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม ที่มีความเข้าใจขัดแย้งกับปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้ เช่น มีความเข้าใจว่าสัตว์เกิดหนเดียว ตายหนเดียว แล้วก็ดับสูญไปสิ้น เป็นต้น จึงผิดอย่างไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าศาสนา ลัทธิ หรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ จะพยายามสร้างบทความหรือทฤษฎีว่าตายแล้วสูญไว้กี่ฉบับหรือกี่เล่มก็ตาม ย่อมถูกปัญญาชนรุ่นหลังหักล้างและเลิกให้ความสนใจเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงแน่ๆ เพราะว่าบทความหรือทฤษฎีเรื่องตายแล้วสูญ ขัดกับปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติ อย่างตรงกันข้ามทีเดียว

ในพระพุทธศาสนานี้ มีกล่าวไว้มากมายหลายแห่งที่เกี่ยวกับเรื่องระลึกชาติ เช่น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (พระญาณที่สามารถระลึกชาติที่แล้ว ถอยหลังออกไปเป็นเอนกชาติ) และจุตูปปาตญาณ (พระญาณที่สามารถระลึกชาติที่สัตว์จะต้องไปเกิดต่อไปข้างหน้า อีกนับเป็นเอนกชาติ) ซึ่งได้บรรลุเมื่อคืนที่ได้ตรัสรู้นั้น เป็นเรื่องของการข้ามภพข้ามชาติทั้งสิ้น ทรงยืนยันว่าการที่สัตว์จะไปเกิดอยู่ในภพชาติใดก็ตาม ย่อมเป็นไปตามอํานาจของกรรม เหมือนกันหมด ดังที่ได้ทรงแสดงกฏของกรรมให้พุทธบริษัททราบแล้วนั้นทุกประการ

ผู้ที่เห็นว่าตายแล้วสูญ ย่อมปฏิเสธคําบรรยายเช่นนี้ว่า เป็นเรื่องของชาตินี้ชาติเดียว ไม่มีการข้ามภพข้ามชาติอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้ยืนยันอยู่ชัดๆ  ผู้ที่เห็นว่าตายแล้วสูญ ได้ตั้งสมมติฐานขึ้นเองว่า วันที่กําลังปรากฏอยู่วันนี้คือชาตินี้ การระลึกชาติของเขาก็คือระลึกถอยหลังนับตั้งแต่วันวานนี้เป็นต้นไป แต่อยู่ในชาตินี้เท่านั้น นับว่าเป็นปุพเพนิวาสานุสติญาณ และระลึกถึงวันพรุ่งนี้ออกไปข้างหน้า แต่ก็อยู่ในชาตินี้เช่นเดียวกัน นับเป็นจุตูปปาตญาณ ของเขา

กล่าวให้ชัดเลยว่า พอนอนหลับข้ามคืนเท่านั้น ก็เปลี่ยนชาติแล้ว เมื่อวานนี้เป็น ชาติที่แล้ว วันนี้เป็นชาตินี้ และพรุ่งนี้เป็นชาติหน้าของเขา ทํานองนี้บ้าง บางทีก็เอากิเลสที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเป็นชาติหนึ่งบ้าง ถ้าเป็นฝ่ายกุศล ก็ว่าเป็นเทวดา เป็นพระพรหม ถ้าเป็น ฝ่ายอกุศล ก็ว่าเป็นสัตวนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ในขณะนั้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ทํานองนี้บ้างก็มี

เพราะฉะนั้น ถ้าหากข้อสมมุติเช่นนี้เป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็ย่อมสามารถระลึกชาติได้โดยง่าย ลุงมีป้ามา ลุงสีป้าสา ก็ย่อมบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณและจุตูปปาตญาณ เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นสัจธรรมแล้ว ก็ย่อมเป็นสัจธรรมที่ยืนตัวให้พิสูจน์ได้เสมอ นั่นก็คือ ในยามที่สามของคืนที่ตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ (พระญาณที่ทําให้อาสวกิเลสหมดสิ้นไป) ซึ่งเป็นผลมาจากการบรรลุพระญาณทั้งสองดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ทําให้พระพุทธองค์ทรงเบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิดไปในพระชาติต่างๆ ตามอํานาจของกรรมโดย ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ลุงมีป้ามา ลุงสีป้าสา ก็ยังไม่สามารถทํากิเลสของตนเองให้หมดไปได้ เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การระลึกชาติได้นั้น เป็นเรื่องของการระลึกเรื่องราวข้ามภพข้ามชาติจริงๆ ไม่ใช่การระลึกว่าเมื่อวันวานนี้ทําอะไรไว้บ้าง แล้วพรุ่งนี้จะไปทํา อะไรอีกต่อไป หรือระลึกว่ามีกิเลสชนิดไหนเกิดขึ้นแล้วในอดีต และจะมีกิเลสชนิดใดเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามข้อสมมุติของนักธรรมะที่มีความเห็นว่าตายแล้วสูญ ที่กล่าวมาแล้ว แต่ประการใดทั้งสิ้น

🌷 ชาติ (ความเกิด) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีพุทธพจน์ในสติปัฏฐานสูตร ว่าไว้ดังนี้ คือ "ขนฺธานํ ปาตุ ภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ" แปลว่า "การเกิดขึ้นแห่งขันธ์และมีอายตนะพร้อม คือ มี ตา  หู จมูก  ลิ้น กาย  ใจ รวมเป็นรูปร่างกายนี้เท่านั้น เรียกว่า ชาติ (ความเกิด)"

ส่วนการเกิดกิเลสทางใจนั้น เรียกว่า อุบัติ ไม่ใช่ชาติ เพราะฉะนั้น คําว่า เวียนว่ายตายเกิด ที่มีมาในพุทธพจน์ทุกแห่ง จึงหมายถึง การเคลื่อนออกจากรูปร่างกายที่แตกทําลายลง, ของจิต ไปสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ที่มีอายตนะครบถ้วน สําหรับจะได้ใช้ติดต่อกับอารมณ์ที่น่ารักใคร่อีกต่อไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้ทรงหมายความคลุมเครือให้คนภายหลังคิดว่า เป็นการเวียนว่ายอยู่ในกิเลสต่างๆ ในชาติปัจจุบันนี้ หรือทําให้คิดไปได้ว่า กิเลสที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งคือชาติหนึ่ง แต่ประการใดทั้งสิ้น

การที่จิตต้องสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ขึ้นอีกนี้ ก็เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับ ติดต่อกับอารมณ์ต่างๆ อีก เพราะจิตไม่มีรูปร่างที่จะติดต่อกับอารมณ์โดยตรงได้ ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า จิตจําเป็นต้องสร้างภพสร้างชาติต่อไป ก็ด้วยความอาลัยในรสชาดของการเสพอารมณ์เท่านั้น ดังพุทธพจน์ที่มาในมหาปรินิพพานสูตรว่าดังนี้ คือ "ความเวียนว่ายของเรา เข้าไปในภพชาติอันยาวนานนับไม่ถ้วนนั้น เป็นเพราะไม่รู้จักอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ ดังนี้"

พระพุทธพจน์ที่ยกมาแสดงนี้ สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่มาในตัณหาสังขยสูตร ต่อไปนี้คือ "ตณฺหา สมฺภูโต อยํ กาโย, ตณฺหํ นิสฺสาย, ตณฺหํ ปหาตพฺพา" แปลว่า "กายนี้เกิดขึ้นเพราะตัณหา (คือจิตที่ถูกย้อมด้วยราคะ) เธอเข้าไปอาศัยตัณหาแล้ว จงละตัณหาเสียเถิด" 

ทั้งนี้แสดงว่า ถ้าจิตยังติดใจในรสชาดของอารมณ์อยู่ตราบใด ตายแล้ว ก็ยังจะต้องสร้างรูปร่างกายชุดใหม่เพื่อใช้ติดต่อกับอารมณ์อีกต่อไปเสมอ ตราบนั้น เมื่อจิตได้เสพอารมณ์สมดังที่ตั้งใจไว้แล้ว นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ย่อมเกิดขึ้นครบทุกครั้ง

โดยสรุปแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแยกจิตกับร่างกายเป็นคนละส่วน จิตเป็นผู้สร้างรูปร่างกายขึ้นมา สําหรับอาศัยติดต่อกับอารมณ์เท่านั้น เมื่อรูปร่างกายชุดนี้เก่าแก่คร่ําคร่า และเสื่อมโทรมแตกทําลายลง ก็ต้องดิ้นรนหาทางสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ขึ้นอีก เพื่อใช้ติดต่อกับอารมณ์ที่ตนปรารถนาต่อไป เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงธรรมข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่มีปัญหา

🌷 การแยกจิตที่ผสมรวมอยู่ในร่างกาย 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระภิกษุที่มาจากที่ไกล เพื่อมาเข้าเฝ้าพระองค์ว่า "สรีรยนฺตํ จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ขมนิยํ" แปลว่า "สรีรยนต์อันมีจักร ๔ (มือ ๒ เท้า ๒) และทวารทั้ง ๙ ของพวกเธอ  พออดพอทนกันดีอยู่หรือ"

การที่ทรงเปรียบรูปร่างกายว่าเป็นเครื่องยนต์ ก็เพราะว่ามีกลไกอยู่ทั่วตัว เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ตับ เป็นต้น ที่ทํางานสัมพันธ์กันไปตลอดชีวิต โดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลย ดังนั้น จึงย่อมเมื่อยล้าเสื่อมโทรมไปตามสภาพเป็นธรรมดา พระพุทธองค์ได้ทรงแยกจิตออกเป็นคนละส่วน ต่างหากจากรูปร่างกาย และทรงถือว่าจิตเป็นประธานดูแล เสวยผลจากความปรวนแปรไปตามกาลเวลาของรูปร่างกายด้วย จึงได้ตรัสทักทายพระภิกษุ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ด้วยพระเมตตา

เมื่อจิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่รูปร่างกายแล้ว จิตจึงไม่ใช่สมอง หรือสิ่งมีชีวิต ชีวภาพอย่างใดในรูปร่างกายนี้ และรูปร่างกายซึ่งเปรียบดังสรีรยนต์ก็ไม่ใช่จิต เพราะจิตไม่มีรูปร่างให้แลเห็นได้ด้วยตา แต่ต่างคนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนดังคนอาศัยอยู่ในบ้าน และบ้านก็อาศัยคนให้คอยดูแลรักษาความสะอาด ดังนี้ เป็นต้น

รูปร่างกายนี้ มีอยู่สองชั้น คือ ชั้นใน กับ ชั้นนอก ซ้อนกันอยู่ รูปร่างกายชั้นนอก เรียกว่า กรัชกาย (กายเนื้อ) ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด และเมื่อเกิดออกมาแล้ว ก็ต้องอาศัยกินอาหารที่เป็นมหาภูตรูป ๔ สําหรับบํารุงซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และต้องคอยบํารุงรักษาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ เมื่อเกิดมาแล้ว รูปร่างกายก็ย่อมปรวนแปรไปตามกาลเวลา และต้องตายลงในที่สุดเป็นธรรมดา เหมือนกับอาคารบ้านเรือนที่ต้องเก่าแก่ คร่ําคร่า และผุพังในที่สุด ทุกประการ ไม่มีรูปร่างกายเนื้ออันใดสามารถยืนอยู่คู่ฟ้าได้เลย มีกําหนดอายุขัยไว้ประมาณ ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย

ส่วนรูปร่างกายขึ้นใน เรียกว่า โอปปาติกะ กายทิพย์ นามกาย หรืออทิสสมานกาย อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ รูปร่างกายชั้นนี้ ซ้อนอยู่ในกายเนื้อ เกิดจากจิตนึกคิดปรุงแต่งกับอารมณ์ทางใจ ดังนั้นจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ นอกจากเห็นได้ด้วยสมาธิอย่างสูงเท่านั้น เนื่องจากร่างกายชั้นนี้เกิดขึ้นจากกรรม จึงไม่ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิดเหมือนดังกายเนื้อ และไม่ต้องอาศัยกินอาหารเป็นคําๆ สําหรับหล่อเลี้ยงให้มีอายุยืนยาวต่อไป ปรกติร่างกายชั้นนี้จะเปลี่ยนแปรไปตามกรรมที่ได้กระทําลงไปเสมอ คือ ผ่องใส สวยงาม เศร้าหมอง อัปลักษณ์ ตามศีลที่มี และมีอายุยืนยาวตลอดเวลาที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร ถ้าปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาจนมีพลังแก่กล้าเมื่อใด กายชั้นนี้จึงจะอ่อนกําลังและตายลงในที่สุด จิตแยกตัวออกจากอารมณ์ต่างๆ อย่างเด็ดขาด จัดเป็นกายธรรมชั้นวิราคธรรม ซึ่งเรียกว่าได้บรรลุถึงพระนิพพานในพระพุทธศาสนานี้

ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิย่อมมองไม่เห็น ยิ่งผู้ที่ไม่เคยศึกษาธรรมะมาด้วยแล้ว ส่วนมากมักไม่ยอมเชื่อว่ามีจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีทิฐิว่าตายแล้วสูญ ต้องปฏิเสธทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมองไม่เห็นกายทิพย์ด้วยตาเนื้อของตนเอง จึงทํากรรมต่างๆ โดยไม่เกรงกลัวผลที่จะตามมา เมื่อกายเนื้อชั้นนอกตายลงเมื่อใด  โอปปาติกะซึ่งเป็นกายชั้นในก็ย่อมคว้าเอาอารมณ์ชั่วที่มาประชิดจิตในขณะนั้นไปเกิด และเติบโตเต็มที่ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิดเลย ผลจากการคว้าเอาอารมณ์ชั่วไปด้วย ก็คือ นำผู้นั้นไปสู่ทุคติ ตามกรรมหนักเบาของตนที่ได้เคยทําไว้ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้น ทุกประการ

สามัญชนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะมาก่อน ย่อมไม่รู้จักกายทิพย์ชั้นใน ซึ่งมีอายุยืนยาว และมีแก่นสารมากกว่า จึงยึดถือกายเนื้อว่าเป็นตัวตน และคอยทะนุบํารุงกายเนื้อของตนไว้ให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการเสพอารมณ์กามคุณ รวมทั้งมุ่งแสวงหาไว้ครอบครองให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ โดยไม่ได้ศึกษาความจริงของชีวิตตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จึงต้องจมอยู่ในกองทุกข์ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวร่างกายเนื้อแก่ คร่ําคร่า เสื่อมคุณภาพ และจะต้องตายลงตามอายุขัย ก็ย่อมต้องโทมนัสเสียใจ ที่ต้องพลัดพรากจากอารมณ์ที่ตนพอใจรักใคร่นี้ไปด้วยความจําใจ 

ดังนั้น จึงไม่ได้ทําคุณงามความดีอย่างใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและมนุษยชาติไว้เลย มีแต่คิดกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ เอาไว้บํารุงกามคุณตนเองและบริวารเท่านั้น ผู้นี้จึงผ่านชีวิตของตนมาอย่างไร้ประโยชน์ ไม่มีคุณค่าอะไรแก่สังคมทั้งสิ้น เมื่อตายลงไปโดยจิตไม่สามารถปล่อยวางความยึดถือสิ่งที่ตนได้กอบโกยไว้แล้ว ก็ย่อมต้องวนเวียนเฝ้าทรัพย์ไว้ แบบที่เรียกว่า "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" ทําให้ไม่มีความสุขเพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นมาแย่งเอาไป, ก็ได้

สําหรับผู้ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ย่อมรู้จักชีวิตนี้ตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์ที่ทับถมเข้ามาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงไม่ติดใจเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ใดๆ เกินสมควร เขาจึงคิดทําสิ่งที่เป็นกุศลและเป็นประโยชน์แก่สังคม เพื่อจะได้ถอนตัวออกจากกองทุกข์ให้ได้ในที่สุด ทําดังนี้จึงจะนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในโลกนี้อย่างแท้จริง ถ้าประเทศชาติมีบุคคลเช่นนี้มากๆ สังคมก็ย่อมร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน

🌷 ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อ กายทิพย์ กายธรรม

ก่อนอื่นขอกล่าวถึงคําว่า กายทิพย์ หรือทิพยกาย ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิกมากมายหลายแห่ง เช่น ในมหาสมัยสูตร กล่าวว่าดังนี้ คือ 

"เย เกจิ พุทธํ สรณํ คตา, เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ" แปลว่า "ชนทั้งหลายเหล่าใด เข้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จักไม่ไปสู่อบายภูมิ" 

"ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปาริปูเรสฺสนฺตีติ" แปลว่า "เมื่อละกายที่เป็นของมนุษย์ (กายเนื้อ) แล้ว จักยังกายทิพย์ให้บริบูรณ์ ดังนี้"

แสดงว่า พระสูตรนี้ได้เอา กายเนื้อเป็นโลกนี้ (อิธโลโก) และเอากายทิพย์เป็นโลกหน้า (ปรโลโก) คือเอากรรมที่กายเนื้อทําไว้เป็นเหตุ และเอากายทิพย์เป็นผลของโลกนี้ เมื่อกรรมได้ให้ผลสิ้นสุดแล้ว ก็อาจจะกลับมาสู่กายเนื้อต่อไปอีกก็ได้

กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งกายเนื้อและกายทิพย์ต่างก็เป็นสังขารธรรมด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต่างก็ต้องตกอยู่ในอํานาจพระไตรลักษณ์เหมือนกัน แต่กายทิพย์มีอายุยืนยาวกว่า มากกว่ากายเนื้อมากมาย กายทิพย์นี้มีอายุยืนยาวอยู่ตลอดเวลาที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารจักรนี้ทีเดียว หมายความว่า ในขณะที่กายเนื้อตายนั้น กายทิพย์ยังไม่ตาย แต่จะมีรูปร่างสวยงดงาม หรือชั่วช้าอัปลักษณ์ เพียงใดนั้น สุดแต่การกระทําของกายเนื้อเป็นเหตุ ถ้ากายเนื้อประพฤติตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดและทําแต่สิ่งที่เป็นกุศล กายทิพย์ก็ย่อมสวยสดงดงาม ถ้ากายเนื้อประพฤติตนทุศีล และทําแต่สิ่งที่บาปกรรมจนเกิดความเดือดร้อนขึ้นในสังคม กายทิพย์ก็ย่อมมีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว เป็นที่หวาดระแวงของผู้ที่รู้จักโดยทั่วกัน เพราะฉะนั้น สัตว์จึงถ่ายเทไปมาระหว่างภูมิที่เป็นกายเนื้อและกายทิพย์อยู่อย่างไม่ขาดสาย

🌷 🌷 🌷    

เมื่อพูดถึงกายทิพย์สัมพันธ์กับกายเนื้อได้อย่างไรนั้น ก็มีกลุ่มบุคคลบางพวกที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ ทั้งที่ตนเองก็เคยหลับแล้วฝันไป ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา บางครั้งระลึกได้อย่างชัดเจน บางครั้งก็เลือนๆ ลางๆ เท่านั้น ครั้งที่ระลึกได้ชัดเจนนั้น เสมือนหนึ่งตนเองอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง แต่ว่าเหตุการณ์นั้นอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ หรือเกิดจากการกินมากไป หรืออ่อนเพลียมาก หรือนอนมากไป ทำให้จิตฟุ้งซ่านแล้วฝันไปก็ได้ 

ส่วนบุคคลที่ปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น โดยมากมักจะเชื่อเรื่องกายทิพย์ นามกายอย่างหมดสงสัย เพราะโดยมากแล้วมักจะได้เจอนิมิตต่างๆ ในขณะที่ตนเองปฏิบัติธรรมภาวนาอยู่ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังจิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน

โดยเฉพาะมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมอย่างละเอียด เป็นทางอันเอก เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ (ผู้ติดข้องในอารมณ์ทั้งหลาย) เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศก ร่ำไรรำพัน เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัสทั้งหลาย เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ อันมี กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม 

การพิจารณากายในกาย พระองค์ทรงให้พิจารณากายในกายเป็นภายในบ้าง พิจารณากายในกายเป็นภายนอกบ้าง พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง โดยการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา ด้วยอานาปานสติเป็นอารมณ์กรรมฐาน 

การพิจารณากายในกายนั้น ไม่ใช่ให้พิจารณาอวัยวะภายในกายของตน เพราะนั่นเป็นเรื่องของส่วนประกอบของรูปร่างกายหรือกายเนื้อ แต่พระองค์ทรงให้พิจารณาถึงความคิด เพราะความคิดก็คือกายทิพย์ นามกาย หรือกายในกาย ลองทดสอบดูก็ได้ว่าความคิดใช่กายในกายมั๊ย ลองคิดถึงสถานที่ที่เราได้เคยไปมาก่อนแล้ว เพียงแค่น้อมเอาความคิดไป ก็ถึงสถานที่ที่เราเคยไปพร้อมทั้งตัวเราที่เป็นนามกายหรือกายทิพย์อยู่ที่นั่นด้วย

การพิจารณากายในกายเป็นภายใน คือ พิจารณาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นธรรมารมณ์ที่ถูกเก็บไว้ที่ใจ ผุดขึ้นมาในขณะหลับตาปฏิบัติธรรมภาวนา

การพิจารณากายในกายเป็นภายนอกนั้น ก็คือ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นจากอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาสัมผัสกันในขณะลืมตา เป็นการใช้งานจริงในขณะอยู่ในชีวิตประจำวัน

จากนั้นนำผลของการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนามาพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในขณะที่หลับตาและลืมตา ไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น มาทำให้จิตของตนหวั่นไหวไปกับอารมณ์ (ความคิด) เหล่านั้น เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็เช่นกัน เพราะสติปัฏฐานนั้น เป็นการฝึกสร้างสติตัวเดียว เพื่อมาปราบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นที่เวทนา จิต และธรรม เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๖ กันยายน ๒๕๖๔



 



Create Date : 07 กันยายน 2564
Last Update : 7 กันยายน 2564 10:35:10 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog