Group Blog
 
All blogs
 

นึกถึงคริสมาสที่แล้ว ตอนอยู่อเมริกา

เข้าเดือนธันวาแล้ว เดือนนี้มีวันเกิดมี่ วันเกิดคุงอวบ วันเกิดพ่อคุงอวบ และก็เดือนที่ครบ 1 ปีพอดีที่ได้ไปอเมริกามา

นั่งเหงา ๆ ก็เลยนั่งอัพบล๊อกดีก่า

ปีที่แล้วไปเมกาในวันเกิดตัวเองพอดี ระหว่างขึ้นเครื่องไปก็นั่งลุ้นว่า ตรูจะโดนพายุหิมะซัดเข้ารึเปล่า เพราะอยากเห็นหิมะพอดี พระเจ้าเลยจัดให้ชุดใหญ่เลย

แต่ถ้าจะให้ไปหน้าหนาวแบบนี้อีกคงไม่ไหวอะ เดินเที่ยวข้างนอกไม่ได้เลย มันหนาวจับจิตจับใจเลยนี่เนาะ

เอาภาพมาฝากด้วย คุณพี่สาวพาไปแอ่วที่ Boston เห็นแล้วยิ่งเพิ่มดีกรีอยากเข้าเรียนที่นี่เจง ๆ หลังจากดูเรื่อง Love story in Harvard ไปแล้ว




ถามพี่สาวว่าถ้าจะเรียนที่นี่อะได้มั้ย (ประมาณถ้าพี่สาวตอบว่า ได้ ก็จำเป็นต้องรับส่งเสียคุงน้องให้เรียนด้วยอะนะ) แต่คุณพี่บอกว่า เรียนได้ แต่ว่า ค่าเรียนมันแพงโฮกกกกก ให้สอบชิงทุนมาเรียนเอง แต่วววววววว



โครงการเรียนต่อนอก ก็พับไปก่อนละกันเนาะ

แค่มี่เรียนทุกวันนี้ก็หนักพออยู่แล้ว

ลืมบอกไปว่า มี่ลงฝึกงานที่สำนักงานทนายความไปแล้ว ปี 54 ก็ต้องลงสนามสอบเอาตั๋วทนายมานอนกอดเล่นให้อุ่น ๆ อีก 1 ใบ

มี่ว่า อีกหน่อยใบอะไรต่อมิอะไรเต็มบ้านไปหมด แต่ขออย่าให้เข้าสุภาษิต ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นพอ

วันนี้พอละ ค่อย ๆ เอารูปมาลงเป็นระยะแล้วกัน ไม่ใช่ไรหรอก ตัวโปรแกรมทำรูปมันหายไปพร้อม ๆ กับฮาร์ดดิสก์อันเก่าน่ะ ก็เลยเอารูปที่ทำไว้มาอัพก่อน




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 20:34:11 น.
Counter : 291 Pageviews.  

ร้านอาหารสเปน SPAIN RESTAURANT หร่อย ๆ

แบบว่าลังเลอะจร้า ว่าจะเอารีวิวนี้ไปไว้ไหนดี อิ อิ ก็เลยตกลงใจเอาไว้ในบล๊อกนี้ละกัน

ร้านอาหารสเปน (ชื่อร้านก็ สเปน) นี่แหละ ใครอยากทานเชิญได้ที่รัฐโรดไอแลนด์ เป็นอาหารมื้อแรกใน USA ที่ไปทานนอกบ้าน พี่สาวบอกว่าเห็นร้านนี้คนเยอะดี อีกอย่างแพงด้วย ก็เลยลองพาครอบครัวไปทานกัน

บรรยากาศร้าน หรูหรา ดูดี ไฮโซ มีชาติตระกูล การรันอาหารเหมือนกับโรงแรม 5 ดาวเลย (อันนี้พี่สาวบอกมา)

จขบ. ไม่รู้จะสั่งอะไรดี ชี้ไปแบบมั่ว ๆ ประมาณเส้นๆ เหมือนมะกะโรนีบ้านเรา

นี่เลย ขนมปังเรียกน้ำย่อย (ฟรี) สำหรับ จขบ. ไม่ใช่แค่เรียกน้ำย่อย มันจะพาลอิ่มเป็นอาหารหลักเลยอะจิ สามารถขอเพิ่มอีกได้ แต่ จขบ. เห็นจะไม่ดีก่า



นี่ มาแล้ว ของ จขบ. อาหร่อย ๆ แต่ว่า กินไม่หมด กะเพาะ จขบ. เล็กนิดเดียวเอ๊งงงงง



อันนี้ปลาไรหว่า จำมะได้แล้ววว





แต่อันนี้ แซลมอน สเต็ค ของจุนพ่อ



สเต๊คเนื้อแกะ ของจุนพี่สาว



อันนี้เป็นของพี่ ๆ ที่ไปด้วยกัน





สนนราคาค่าเสียหาย อยู่ประมาณ 20 $ ก่า ๆ ไปกัน 8 คน รวมทั้งหมด ประมาณ 200 ก่าเหรียญ รวมทิปด้วยนะฮ้า กระเป๋าคุงพี่สาวแฟ๊บเลยทีเดียว




 

Create Date : 21 มีนาคม 2552    
Last Update : 21 มีนาคม 2552 16:38:39 น.
Counter : 382 Pageviews.  

อาหารบนเครื่องบินของ โคเรียนแอร์

นี่เป็นอาหารที่ทานบนเครื่องบนเฉพาะขาไปเท่านั้นค่ะ CNX-INC-JFK

ขากลับไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะว่าเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาก ๆ

เลยไม่มีอารมณ์จะถ่ายแล้ววววว แค่นี้ก็ครบทุกมื้อแล้วค่ะ แต่เสียดายไม่ได้ตอนเสริฟเครื่องดื่ม มีชา กาแฟ น้ำอัดลม และก็ไวน์ บริการดั๊วววว

พี่แอร์เค้าบริการดีจริงๆ ค่ะ ประทับใจไม่รู้ลืม โปรดลองใช้บริการสายการบินโคเรียนแอร์นะคะ

โฆษณาให้เค้าซะงั้น ไม่ได้หรอกค่ะ ของดีต้องบอกต่อ จะได้เป็นอีกทางเรื่องหนึ่งของคนเดินทางนะคะ

ดูภาพแล้วขอให้อิ่มอร่อยนะค๊ากกกก แต่ จขบ. ว่ามันก็อร่อยนะ แต่มะค่อยถูกปากตัวเองเลย

คิดไปถึงส้มตำ บูบราร่า (ปูปลาร้า) เปรี้ยวหวาน พริกสองเม็ด ซะงั้น













 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2552 20:43:12 น.
Counter : 962 Pageviews.  

รวมเรื่องแปลกที่แตกต่างของอเมริกากับบ้านเฮา

หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องราวที่ไปสัมผัสประเทศนี้ตลอด 3 อาทิตย์ ก็อัดแน่น จนอยากเล่าสู่กันฟังในเวปบล็อกนี้นะคระ มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับ จขบ. ม๊ากกกกก บางคนอาจจะว่าไม่แปลกก็ได้นะ ถ้าใครมีเรื่องทำนองนี้ก็ทิ้งเม้นไว้ด้วยนะคระ อยากรู้นะจ๊ะ อิ อิ เอาล่ะเริ่มกันเลย

1. เรื่องของห้องน้ำสาธารณะ สังเกตมั้ยว่าช่องประตูห้องน้ำมันห่างมากกก มันไม่ใช่ห่างแค่ข้างเดียว มันห่างทั้งสองข้างเลยอะ จนคนข้างนอกมองเห็นเราได้อย่างวอบๆ แวม ๆ แต่ถ้าใครทะลึ่งส่องดูนิดหน่อยก็จะเห็นภาระกิจเหม็นๆ เต็มๆ เลยทีเดียว เวลาเข้าห้องน้ำก็เลยต้องพยายามให้ตัวเองอยู่ตรงกลางประตู ทำตัวซะลีบเชียว ทรมาณมากคร่า เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ เพราะไม่มีอารมณ์จะถ่ายน่ะ ก็เลยถามพี่สาวว่าทำไม๊ ทำไมเป็นแบบนี้ เค้าบอกว่า เวลาคนเป็นลมหรือว่ามีอุบัติเหตุอะไรจะได้มองเห็นได้ และเข้าไปช่วยได้ทันท่วงที แต่ จขบ. ว่า ถ้าเข้าไปใช้บริการบ่อยๆ คงจะเป็นโรคท้องผูกแน่ๆ เลย มันอึ๊มะออกอะจิ๊

2. เรื่องของห้องน้ำที่บ้าน ที่บ้านพักของพี่สาวมันมี 3 ห้องนอน มี 1 ห้องน้ำ แย่งกันเข้าแทบแย่ ตอนแรกยังไม่รู้สึกแปลก แต่แค่รู้สึกว่า ทำไมว๊า มีตั้ง 3 ห้องนอน ทำไมไม่ทำห้องน้ำให้เยอะกว่านี้ เผอิญมีวันนึง พี่สาวไปมองๆ บ้านไว้มันเป็นบ้าน 2 ชั้น ไอ้เราก็พูดเล่นๆ
"เออดีๆๆ จะได้มีห้องน้ำหลายๆ ห้องหน่อย"
แต่พี่สาวบอกว่า " เปล๊า มีห้องน้ำเดียวเหมือนกันย่ะ"
ไอ้เรา " อ้าว ไหงงั้นล่ะ มีตั้งหลายห้อง ทำไมเค้าสร้างห้องน้ำน้อยจัง"
พี่สาว " ที่นี่เค้าเก็บค่าภาษีบ้านตามจำนวนห้องน้ำ ถ้าห้องน้ำเยอะ แสดงว่ามีคนอยู่เยอะ ต้องเก็บภาษีแพงหน่อย"
ไอ้เรา " แบบนี้ก็มีด้วยแฮะ ทำไมต้องมาทรมาณตุ๊ด กันแบบนี้"
***ข้อมูลนี้อาจเป็นเฉพาะบางรัฐก็ได้นะ***

3. เรื่องห้องน้ำยังไม่หมดแค่นี้ เพราะ จขบ. เป็นประเภทชอบเข้าห้องน้ำสะอาดๆ ดีๆ ไม่งั้นอึ๊มะออกง่า ห้องน้ำเมกันเป็นห้องน้ำแบบแห้งไม่ว่าที่บ้านหรือห้องน้ำสาธารณะ ไม่มีตัวฉีดน้ำเหมือนบ้านเรา ต้องใช้ทิชชู่เช็ดสถานเดียวเท่านั้น คนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบคงต้องปรับตัวกันหน่อยแย้วววววว

4. พูดถึงเรื่องทิชชู่ ก็ขอเอ่ยถึงอีกนิดหน่อยละกัน ทิชชู่แบบม้วนๆ บ้านเราสามารถเอามาเช็ดปาก เช็ดมือ เช็ดตุ๊ด ฯลฯ สารพัด ไม่มีการถือ นอกจากบางคนที่อาจไฮโซ ไปเมืองนอกเมืองนามาแยะ อาจจะรับแบบนี้มะค่อยได้ ก็ไม่ว่ากันจร้า แต่สำหรับ จขบ. เป็นคนง่ายๆ ทิชชู่ก็คือทิชชู่ จะเอาเช็ดปาก หรือเช็ดตุ๊ดก็ไม่ถือ (แต่เช็ดปาก แล้วเอามาเช็ดตุ๊ด นี่ม่ายล่ายน๊า) แต่ที่เมกาฝรั่งเค้าถือมั๊ก มาก กระดาษทิชชู่ ต้องใช้เช็ดตุ๊ดเท่านั้น อย่าแสลมเอามาขึ้นโต๊ะอาหารเช็ดปากแบบบ้านเราเชียวนา เดวเปงเรื่อง กระดาษที่ใช้เช็ดหน้า เช็ดปาก เช็ดมือ เค้าเรียกว่า แนปกิ้น ที่ขายเป็นกล่องแบบบ้านเรานั่นแหละ ขนาดชื่อเรียกยังต่างกันเยยเนี่ย ไอ้เราเรียกทิชชู่ยัน

5. เรื่องของวาสลีน ที่เป็นขวดเหลืองๆ ฝาสีฟ้า นั่นแหละ จขบ. ชอบเอามาทาปากม๊ากกกกก ไปไหนก็จะพกไปด้วย เวลาปากแห้งก็หยิบมันขึ้นมาใช้แบบมั่นใจ เพราะดูตามฉลากข้างขวดมันแล้ว สามารถทาปาก ทาเล็บ ทาก้นเด็กก็ได้นี่นา แต่พอไปที่นู่น จขบ. หยิบมันขึ้นมาทามาแบบสบายใจ กำลังจะเปิดฝา คุงพี่สาวอิช้านนนน มาจากไหนมะรุ บอกว่า มะได้ เอามันเก็บลงไปเดวนี้ ที่นี่เค้าใช้ทาเท้าย่ะ ไอ้เราก็ อ้าว ปากอิชั้นเป็นเท้าไปเสียแล้ว แต่เราก็บอกไม่เห็นเปงไรเลย ข้างขวดมันก็บอกว่าใช้อะไรได้บ้าง ใครอยากจะเอาไปทาตรงไหนก็ทาไปดิ๊ หนักหัวคราย แต่คุงพี่ดันมากระซิบอีกครั้งว่า อันที่จริงทาเท้าก็เรื่องนึง แต่ฝรั่งเค้าเอามันไปใช้ในเรื่องอย่างว่าด้วย ก็เลยบอกว่าอย่าใช้เลย เดวโดนฝรั่งคิดมากหาว่าเราเอาไปใช้เรื่องพันนั้น อีกอย่างเดวเพื่อนชายคุงพี่สาวแซวเอาไม่เลิกมะรุด้วย เฮ้อ เปงงั้นไป จขบ. จำนนด้วยเหตุผล ก็เลยต้องยอมเก็บ แต่ไม่ยอมเลิกทาน๊า เวลาจะทาต้องไม่เอามันออกมาจากกระเป๋า ต้องแอบๆ ควักมันจากในกระเป๋านี่แหละ เป็นความลำบากของตูดีแท้น๊ออออ

6. เรื่องของสกั๊งค์ ส่วนใหญ่ก็คงจะรู้จักว่ามันคือตัวที่ส่งกลิ่นเหม็นเวลามันตกใจ หรือเวลาที่ต้องป้องกันตัวเอง ตัวมันลักษณะคล้ายกระรอกแต่ตัวใหญ่กว่า คงจะประมาณนั้น เท่าที่เคยเห็นในสารคดี แถบๆ รัฐโรสไอแลนด์ คอนเนคติคัส มักจะมีอยู่ตามป่าข้างทาง เวลาที่เรานั่งรถก็มักจะได้กลิ่นสกั๊งค์ เหม็นเข้ามาในรถ กลิ่นมันคล้ายกับชะอมเน่า ประมาณนั้น แต่บางคนก็บอกว่าไม่เหมือน แต่มันเหม็นขิ่วๆ บอกไม่ถูก ถ้าเป็นบ้านเราก็คงจะเป็นกลิ่นหมาเน่าที่ตายข้างถนนนะ แปลกแต่จริง พี่สาวเคยเล่าว่าครั้งนึงจะขับรถไปเที่ยวกันที่นิวยอร์ก ระหว่างทางเกิดไปเจอตัวสกั๊งค์นอนตายกลางถนน ประมาณว่าโดนรถชน รถทับว่ากันไป ล้อรถดันไปเหยียบใส่เลือดสกั๊งค์เข้าให้ ป๊าดดดดดด บอกว่าเหมือนตั้งแต่คอนเนคติคัส ยันนิวยอร์กเลย ว่างั้น ยังไม่พอเหม็นจนกระทั่งเที่ยวแล้วกลับถึงบ้าน ขนาดนั้นเลย บรื๋ยยยย พี่สาวแทบจะลมใส่ซะ

7. เรื่องนี้บ้านเราอาจเป็นของแปลกกว่าก็ได้ที่จะทำอะไรก็ได้ เสรียิ่งกว่าเมกา เรื่องมันมีอยู่ว่า จขบ. เห็นว่า พวกฝรั่งมักชอบเอาขยะดีๆ มาทิ้ง เช่น โซฟา จักรยาน เป็นต้น ก็เลยถามพี่สาว ถ้าเราทำอาชีพเก็บขยะไปขายนี่จะโอ มะ พี่สาวเลยบอกว่า "มันต้องมีใบ (licence สะกดถูกอะเป่า) ทำอะไรทุกอย่างที่นี่ต้องมีใบ ไม่งั้นผิดกฎหมายเต็มๆ" จขบ. ก็อดเลยอะจิเนี่ย ข้อมูลนี้ไม่ชัวร์เรื่องไลเซ่นเก็บขยะเนี่ย พี่สาวอาจไม่รุจริงก็ได้ วานผู้รู้ช่วยทีนะ อิ อิ

8. สวิทไฟ อันนี้มีรูปประกอบ เพราะ จขบ. รู้สึกว่า แบบที่เมกาใช้นี่มันโบร๊าน โบราณ เห็นด้วยมั้ย ตอนแรกนึกว่าจะมีแต่บ้านพี่สาว แต่ที่ไหนได้ ส่วนใหญ่ ค่ะ ส่วนใหญ่ ที่ใช้แบบนี้ เรียกว่ายอดฮิต ขนาดในร้านอาหารก็ยังเป็นแบบนี้เลยนิ



9. เสาไฟฟ้า บ้านเค้ายังเป็นไม้อยู่เลย ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าไปแล้วแบบนี้ดูคลาสสิกดีกว่าเสาปูนแยะเลย ลืมสังเกตในเมืองใหญ่ เช่น NYC น่ะ ไม่รู้ว่าใช้เป็นเสาปูนอะเป่า อ๊ะ หรือว่าใช้เสาไม้ในรัฐชนบท (จะว่าบ้านนอกก็กะไรอยู่)



10. เรื่องของไส้กรอก กับ ซอสเซส จขบ. ชอบกินไส้กรอกมั๊กมากอะ ตอนที่ไปฮ่องกง ก็ไปลองกินไส้กรอกเค้า อร่อยยยยยยยดีมากกกก ติดใจเลยจำยี่ห้อไม่ได้แล้ว ทีนี้พอมีโอกาสไปเมกา ก็ต้องขอลองชิมซะหน่อยจิจริงนะ ในใจคาดหวังไว้มากๆ เลยว่า ไส้กรอกของฝรั่งนี่ต้องอร่อยสุดยอดกว่าทางบ้านเราแน่ๆ แหะ แหะ พอกำลังจะซื้อ พี่สาวเบรกทันที "แน่ใจแล้วเหรอ จะกินเหรอ" ไอ้เรา "ไมอะ แน่ใจอะไร" พี่สาว "เฮ้ย มันเค็มมากกกกเลยนะ ตัวเองกินมะได้หรอก" เรา "ขนาดนั้นเลย ไม่เชื่อ ต้องลอง ๆ เลยหยิบยี่ห้อที่ดูเค็มน้อย (วัดจากตรงไหนเนี่ย) " พอเช้าวันรุ่งขึ้นเอามันเข้าไมโครเวฟ อุ่นๆ เรา "เอ้อ เค็มนิดหน่อย ไม่เห็นเค็มจนกินไม่ได้เลยนี่" พี่สาว "เฮ้ย แปลก ยี่ห้อไรเนี่ย ไหนชิมซิ ...อื้ม ยี่ห้อนี้เค็มน้อยแฮะ" เราคิดว่า แหนะยังไม่วาย ลิ้นคุงเธอต้องผิดปกติแน่ มันไม่ได้เค็มอะไรขนาดนั้นซะหน่อย แต่พอกินไปๆ เออ มันเค็มจริงๆ แฮะ ไม่ได้ คราวหน้าต้องลองซื้อยี่ห้ออื่นดู ทำไมใครๆ (ไม่ใช่แต่เฉพาะพี่สาว แควนพี่สาวที่เป็นฝรั่งก็บอกเหมือนกัน) ก็เลยไปซื้อยี่ห้ออื่นมาชิมดู โอ้โห เค็มปิ๊ดๆๆๆๆๆๆๆ จริงๆ ดั๊ว ขนาดคุงพ่อกินอะไรง่ายๆ แล้วนะ ยังว่าไม่อร่อยเลย คิดดู มะรุทำไมต้องกินเค็มกันขนาดนั้นก็มะรุ หรือว่าเค้ากินกับขนม หรือว่าเครื่องเคียงอย่างอื่นที่ทำให้ไม่เค็มเหรอ แปลกใจ
สรุปก็คือ ที่คาดหวังไว้ว่ามันต้องอร่อยกว่าทำที่เอเชียแน่ เป็นอันต้องผิดหวังไปซะงั้น

11. พูดถึงอาหาร ขอพูดถึงเรื่องรสชาดอาหารซะหน่อย ส่วนใหญ่ฝรั่งชอบกินรสหวาน ไม่ใช่หวานธรรมดา แต่หวานมากอะ มะรุทำไม คือ ถ้าคนไทยเรากิน จะบอกว่าไม่อร่อย หว๊าน หวานเกิ๊น เลี่ยนอะ แต่ฝรั่งกับกลับชอบ บอกอย่างนี้สิอร่อย

12. เมกันชอบกินขิงกันมากๆ เลย เรียกว่า มีตั้งแต่น้ำอัดลมขิง ลูกอมกลิ่นขิง หมากฝรั่งขิง นี่ยังไม่เท่าไหร่ พอดีไปซื้อลิปมันมันมาเป็นแพครวมหลายกลิ่นประมาณ 8 แท่งในแพคเดียวกัน ที่แปลกใจคือ มันมีลิปมันกลิ่นขิงด้วยเหรอเนี่ย ?????

เอาละรวมได้ตั้ง 12 ข้อแล้วแหนะ ถ้าคิดออกอีกจะเข้ามาเพิ่มเติมนะจ๊ะ ใครอ่านแล้วเห็นด้วยบ้าง ยกมือขึ้น แต่ถ้าใครมีเรื่องแปลกกว่าก็เล่าสู่ จขบ. ให้รู้บ้างนะ ชอบ ชอบ




 

Create Date : 27 มกราคม 2552    
Last Update : 28 มกราคม 2552 20:36:23 น.
Counter : 452 Pageviews.  

อ๊ะ อยู่ USA แล้วเหรอเนี่ย

ใช่แล้ว ทริปนี้เดินทางนานมากจากสนามบินเชียงใหม่ ไป อินชอน ราว 5 ชั่วโมงได้ และต่อจากสนามบินอินชอนประเทศเกาหลี ไปที่สนามบิน JFK นิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง รวมเวลาเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีอีก 3 ชั่วโมง ป๊าดดดดด รวมแล้ว 21 ชั่วโมง หายตื่นเต้นพอดี จริง ๆ ความรู้สึกตอนเครื่องจะลงก็คือ เมื่อยว้อยยยยยยย ง่วง อยากจะพักแล้ว แล้วก็กังวลตอนที่ด่านอิมมิเกรชั่น กลัวเรื่องแอบเอาบรรดาประเภทอาหารมาด้วยในกระเป๋าเดินทางนั่นเอง สารพัดจะห่วง

ขอบอกว่าเที่ยวนี้มาพร้อมกับพายุหิมะพอดี อิ อิ เพราะหิมะเพิ่งตกจัดๆ เสร็จพอดี ก่อนจะเดินทางดูทีวีว่าสนามบิน JFK ยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากหิมะตกหนัก หุ หุ อะไรจะพอดีกับวันเราเดินทางเนี่ย แต่พอมาที่นี่ถึงรู้ว่าอากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เช่น วันนี้หิมะตกจัดๆ วันพรุ่งแดดออก อีกวันฝนตก บางทีวันนี้ติดลบ 20 องศา อีก วัน 1 องศา อะไรประมาณเนี๊ย เพราะฉะนั้นหากยกเลิกเที่ยวบินก็แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ตอนที่กำลังจะเดินทางก็กำลังอยากจะสัมผัสหิมะซะเต็มที่ สมใจเลยคร่า เพราะพายุหิมะลง เมืองก็เลยขาวโพลนไปด้วยหิมะสองข้างทางที่จะเดินทางไปรัฐที่พัก คราวนี้เดินทางด้วยรถยนต์อีก ประมาณ 4 ชั่วโมง (ไหนตอนแรกบอกว่าประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) ตอนแรกก็พยายามไม่หลับมองวิวหิมะข้างทาง ในรถก็หนาวนิดๆ นะ ดีที่ยังมีฮิทเตอร์ แต่พอหลังๆ ไม่ไหวแล้ว ขอหลับก่อนละกัน

และที่ห่างหายไม่ได้อัพบล็อกให้พี่ๆ น้องได้ทราบข่าว เพราะว่าคอมเครื่องใหม่ของคุงพี่สาวมันพิมพ์ไทยไม่ได้อะ ครั้นภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่ อีกอย่างมันเล่าไม่สะใจ ก็เลยรอลงโปรแกรมคอมเครื่องเก่าก่อน ตอนนี้คอมเครื่องเก่าก็เลยเร็วแล้ว ด้วยน้ำมือใหญ่ของนู๋นี่แหละคร่า

ติดตามตอนต่อไปนะคร๊า ทริปนี้อยู่ USA ประมาณ 3 อาทิตย์จ้า






 

Create Date : 04 มกราคม 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2552 8:58:59 น.
Counter : 242 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
moomi55
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีความสุขไปกับทุก ๆ วัน เครียดได้ อะไรได้ แต่อย่าปล่อยให้มันกัดกินหัวใจนานนะคะ

บล็อคนี้ บางเรื่องอาจหาสาระไม่ได้ ก็ข้ามไปได้ ไม่ว่ากัน
ถ้าถูกใจทิ้งเม้นท์ไว้ให้ชื่นใจก็ดีนะคะ





นาฬิกา ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี A cheerful heart is a good medicine
Friends' blogs
[Add moomi55's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.