Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

เก้าอี้ไม้กับสวนลำดวน(รักนี้มีเพียงใจ) - บทที่ 11 เธออยู่ไหน

บทที่ 11 เธออยู่ไหน

หลังจากกลับมาจากที่ร้านไผ่ละมุน ภุมกับรินแวะซื้อของที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตบริเวณไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก เพื่อนำสิ่งของมาจัดกระเช้าอวยพรวันเกิด เพื่อไปเยี่ยมคุณยายของริน ภุมนั่งใจลอยในขณะที่รินนั่งจัดของอย่างมีความสุข เขายังคงกังวลใจเกี่ยวกับร้านขายของร้านนั้นว่าเป็นร้านของไม้หวายหรือไม่ เขาตั้งใจว่าเขาจะต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง

“ภุมเป็นอะไรนั่งเงียบเชียว เห็มไหมรินจัดกระเช้าเสร็จแล้วนะ สวยไหม” รินคะยั้นคะยอให้ภุมดูกระเช้าที่เธอจัด

“แต่รินว่า ถ้ามีดอกไม้ปักไว้ที่หูตะกร้าก็คงจะสวยกว่านี้นะ แต่ว่ารินทำไม่เป็นน่ะ” รินยังคงชื่นชม ยกตะกร้าหมุนไปหมุนมา

“ภุม รินพูดด้วย ภุมไม่ได้ฟังเลยเหรอ” รินเริ่มอารมณ์เสีย

“อ๋อ ว่าไงนะ” ภุมเกาศีรษะแกรก ๆ แล้วลุกจากที่นั่งเดินเข้าบ้านไปเงียบ ๆ

“ไปไหนล่ะภุม” รินลุกขึ้นยืนพร้อมขึ้นเสียงทันที

“ไปอาบน้ำแล้วเจอกันที่บ้านรินแล้วกัน” ภุมไม่หันมาฟังเสียงของรินที่เรียกให้เขาหยุด รินทำหน้างอหยิบของทั้งหมดเดินกระแทกเท้ากลับบ้านของเธอไป

“ไม้หวาย เธออยู่ไหนกันแน่ พี่จะติดต่อกับเธอยังไง แล้วเธอเป็นยังไงบ้าง” ภุมพูดกับตัวเองขณะที่ชโลมแชมพูลงบนศีรษะ เขาเฝ้าพูดพร่ำถึงไม้หวาย เขาพยายามคิดว่าทำวิธีไหนที่จะได้พบกับไม้หวาย


ที่บ้านสวน…

“น้าครับ ประธานชมรมดอกไม้น่ะเขาอยู่ชมรมนี้มานานแล้วหรือครับ” เจ้าเกล้านั่งทานของว่างกับคุณยายและน้าสาวของเขาที่สวนหลังบ้าน

“ถามทำไมล่ะ” น้าสาวแกล้งเฉไฉ เพื่อสังเกตดูสีหน้าของหลานชาย

“เปล่าไม่มีอะไรครับ” เจ้าเกล้าลุกจากที่นั่งบนเสือที่ปูวางไว้กับพื้นในเรือนไทยเล็ก ๆ กลางน้ำของสวนหลังบ้าน เขาเปลี่ยนอิริยาบถเดินไปนั่งห้อยขาลงไปในน้ำแทน

เจ้าเกล้านั่งมองดอกบัวที่อยู่ในสระกลางน้ำหลากสี ทั้งสีขาว ม่วงและเหลือง กำลังชูช่อล้อเล่นกับแมลงปอ เขารู้สึกคลายกังวลปัญหาระหว่างพ่อกับแม่ลงมาก เมื่อเขาได้มาพักอยู่กับที่สงบร่มรื่น อยู่กับคุณยายที่เคยเลี้ยงดูเขาเมื่อตอนอยู่เชียงใหม่ ในช่วงวัยเด็ก เขาผูกพันธ์และใกล้ชิดกับคุณยายมาก เขามักจะฝึกหัดทำดอกไม้และขนมกับคุณยายบ่อย ๆ จนเพื่อนบางคนเข้าใจว่าเขาทำอะไรที่เป็นงานของผู้หญิงมากเกินไปอาจจะเป็นเพศที่สามก็เป็นได้ แต่พอโตขึ้นมาคุณยายของเขาก็กลับมาอยู่บ้านสวนที่กรุงเทพฯ ทำให้เขาห่างหายการฝึกฝนงานฝีมือแต่ก็ยังพอจำได้อยู่บ้าง

“นี่เจ้าเกล้าเป็นไงบ้างเรียนโรงเรียนใหม่ปรับตัวได้หรือยัง” ยายหุ่นขาวท้วม น่าตาใจดี นั่งทานของว่างพลางหยิบนวนิยายเล่มโปรดขึ้นอ่าน

“ดีครับ สนุกดี” เจ้าเกล้าตอบห้วน นัยน์ตาดูเหงามากกว่าทุกครั้ง

“สนุกดี นี่หมายถึงได้อยู่กับสาว ๆ เยอะหรือเปล่า” น้าสาวแกล้งเย้า

“เปล่าครับ บางคนก็น่ารำคาญ” เจ้าเกล้ายิ้มน้อย ๆ

“แล้วบางคนล่ะ เห็นชอบไปแกล้งไปแหย่เขาน่ะไม่คิดว่าเขารำคาญบ้างเหรอ” น้าแกล้งเย้าต่อ

“ไม่มีซักหน่อยครับ” เจ้าเกล้าเขินเล็กน้อย

“แกล้งใครกันลูก” ยายหันมามองหน้าเจ้าเกล้า แล้วก็ยิ้มเหมือนจะรู้ว่าหลานชายกำลังเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว

“เปล่าครับยาย ไม่มีจริง ๆ ครับ” เจ้าเกล้าลุกจากที่ระเบียงริมน้ำ เขาลงนั่งใช้มือโอบเอวอันใหญ่ท้วมของยายเอาไว้อย่างแนบชิดเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับเขา

“ผมขอตัวก่อนแล้วกันนะครับ เพราะว่าใกล้สอบกลางภาคแล้วครับ” พูดเสร็จเจ้าเกล้าก็รีบขอตัวออกมาเพราะกลัวว่าจะเจอคำถามอีกหลายคำถามที่เขารู้สึกอายที่จะตอบ


เจ้าเกล้านั่งเอนหลังอยู่ที่เตียงนอนของเขาพร้อมด้วยหนังสือเรียนอีกสองสามเล่มเพื่อเตรียมสอบ เขารู้สึกคิดถึงและอยากพบไม้หวาย ไม่รู้ว่าตอนนี้ไม้หวายกำลังทำอะไรอยู่ เขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวของเขา ว่าเขาอยากเจอหน้าไม้หวายอยากพูดคุยด้วย นี่หรือที่เรียกว่าความคิดถึง เขาเริ่มเข้าใจความหมายตอนนี้เอง

- - - -

ภุมและรินเดินเข้าไปบ้านยายของรินมีผู้คนมาร่วมงานพอสมควร บ้านยายของรินที่อยู่ปริมณฑลไม่ไกลจากบ้านของภุมเท่าไหร่ รินคะยั้นคะยอให้ภุมมางานนี้ด้วย เพราะต้องการให้ภุมได้พบกับแม่ของริน และเพื่อเหตุผลอี่น ๆ ผู้คนขวักไขว่ทำให้ภุมเครียดเล็กน้อยกับการแนะนำตัวของริน เขากระดากกับคำว่าแฟน เขารู้ดีว่าการเป็นคู่ของเขาและรินเกิดจากความพลาดไม่ใช่ความรัก และ เขารู้ดีว่าคงอีกนานกว่าเขาจะรู้สึกรักผู้หญิงที่กำลังเดินเคียงข้างเขาได้ คำว่า ‘รับผิดชอบ’ ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป

“แม่ ฝากภุมแป๊ปหนึ่งนะ รินจะไปเล่นกับหลานด้านโน่นก่อน”

เขารู้ดีว่า รินเจตนาจะปล่อยให้เขาและแม่ของเธออยู่พูดคุยกนตามลำพัง เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอคงจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ของเธอฟังแล้ว และ เธอคงต้องการให้แม่ของเธอพูดคุยกับภุมเพื่อให้จัดการสิ่งต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้กับเธอและเขา

“เป็นไงเรา เบื่อหรือเปล่า” แม่ของรินเริ่มบทสนทนาก่อน

“เปล่าครับ แต่ไม่คุ้น” ภุมตอบเสียงห้วน

“เป็นลูกครึ่งเหรอ น่าตาหล่อดีนะ” แม่ของรินเริ่มต่อ

“ครับ” ภุมตอบเสียงเรียบเพื่อไม่ดูเป็นการเสียมารยาท

“แล้วเมื่อไหร่จะเรียนจบล่ะ” แม่ของรินยังซักต่อไปอีก

“ก็อีก 3 ปีแหละครับ” ภุมเริ่มขยับตัวเล็กน้อย เพราะเขารู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศรอบข้าง

“งั้นตามสบายแล้วกันนะ ขอตัวก่อน” แม่ของรินเริ่มสังเกตอาการของภุมออก เลยปลีกตัวออกจากเขา


แม่ของรินเดินปั้นหน้ายุ่ง พร้อมด้วยอารมณ์ไม่บรรเจิดนักกลับมาหาลูกสาว

“นี่ริน ท่าทางภุมเขาไม่อยากมาที่นี่หรอก แม่ว่าแกพาภุมกลับไปเถอะ” แม่เริ่มชักสีหน้ากับรินเล็กน้อย

“แหม ไม่อย่างนั้นหรอกแม่” ท่าทางของรินคล้ายกับแม่ของเธอมาก ดูเป็นคนอารมณ์หงุดหงิดง่าย แต่ก็มีรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ชายสยบได้ง่าย ๆ เช่นกัน แม่ของรินผิวคล้ำเล็กน้อย แต่ดูหน้าตาคมคาย ตัวผอมสูง ซึ่งต่างจากรินขาว อวบเล็กน้อย แต่ตัวไม่สูงเท่าแม่ของเธอ การพูดจาน้ำเสียงอ่อนหวานแต่ถ้าเธออยากได้อะไร จะแสดงท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาได้ทันทีถ้าไม่สบอารมณ์เธอ

รินเดินหน้างอเป็นจวักเข้ามาใกล้ภุมที่นั่งจิบเครื่องดื่มเบา ๆ ที่โต๊ะรับรองหน้าบ้าน

“กลับเถอะภุม งานทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว อวยพรคุณยายเรียบร้อยก็เสร็จแล้ว เพราะถ้ารอตัดเค้กก็คงดึก พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้าอีก กลับเถอะ” รินดึงข้อมือภุมเพื่อให้เขาลุกจากที่นั่งโดยด่วน

“ดีเหมือนกัน” ภุมลุกขึ้นเดินนำหน้าออกมาจากงาน เขาเดินเชิดหน้าออกไปอย่างไม่แยแสที่จำร่ำลาผู้ใหญ่เลยสักคนเดียว

ขณะที่เขาและรินนั่งรถแท็กซี่ผ่านหน้าร้านไผ่ละมุนอีกครั้ง เขาเหลือบเห็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวคล้ายกับไม้หวาย เขาเหลียวมองที่หน้าร้านนั้นจนรถวิ่งเลยร้านไปแล้วจนสุดความสามารถที่เขาสามารถมองเห็นเธอได้ หัวใจของเขาเรียกหาเธอ และอยากจะบอกให้รถจอดเพื่อลงไปพิสูจน์ว่าบ้านหลังนั้นใช่บ้านเธอหรือเปล่า และเด็กสาวคนนั้นใช่ไม้หวายหรือไม่

“เป็นอะไร มองอะไรเหรอ” รินถามเสียงเขียว เพราะยังโกรธเรื่องที่งานอยู่

“ไม่ได้มอง” ขณะที่เสียงอันอ่อนแรงของภุมแผ่วออกมา สายตาของเขายังพยายามชำเลืองมองด้านข้างทาง เพื่อที่ว่าเขาอาจเห็นไม้หวายเดินอยู่สองข้างทางก็เป็นได้

“ภุมวันนี้ทำตัวแปลก ๆ นะ เป็นอะไรหรือเปล่า” รินชักน้ำเสียงไม่ดีนัก

“เปล่า ถามอยู่ได้น่ารำคาญ” ภุมมองออกไปนอกรถ เขาแหงนหน้ามองแสงสว่างของดวงจันทร์สลัว ๆ หัวใจของเขารู้สึกเปลี่ยวเหงามากกว่าเดิม

หลังจากส่งรินเข้าไปแล้ว เขาไปนั่งเล่นที่ชิงช้าสีฟ้า มองดูดวงดาวที่พราวแสงอย่างอ่อนระทวย ในใจของเขาพร่ำพรรณาถึงไม้หวาย เขาตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพีทเพื่อนสนิทของเขา แต่ผลที่ได้รับไม่ได้ดังใจคิด เพราะเขาลืมไปว่าพีทเลิกคบหากับปิ่นแล้ว ข่าวคราวของไม้หวายก็หายไปพร้อมกับปิ่นด้วย แต่เขาจำได้ว่าเขามีเบอร์โทรศัพท์ของปิ่นเขาจึงโทรศัพท์ติดต่อไปถึงปิ่นทันที

ปิ่นเล่าความเป็นไปของไม้หวายให้ภุมฟัง และถามว่าเขายังรักไม้หวายอยู่หรือเปล่า คำถามนี้ทำให้ภุมถึงกับอ้ำอึ้งไม่ได้ตอบเหตุผลไป การที่เขาไม่ตอบทำให้ปิ่นไม่ได้บอกเล่าความรู้สึกของไม้หวายให้ภุมฟังมากนัก ภุมรู้แต่ว่าเขาต้องจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ก่อนที่จะไปนัดเจอกับไม้หวายอีกครั้ง


เช้าวันต่อมาการสอบกลางภาคเริ่มขึ้นไม้หวายสอบเสร็จก็แวะเข้าไปที่ห้องสมุดก่อนกลับบ้าน วันนี้เธอไม่ได้ไปที่ชมรมดอกไม้สดเหมือนทุกวัน แต่เปลี่ยนมาหาหนังสือเรียนอ่านเพิ่มเติมเพื่อเตรียมสอบวันมะรืนต่อไป พรุ่งนี้เธอได้หยุดหนึ่งวันเพื่ออ่านหนังสือ

“คุณหวาย หาหนังสือเจอหรือยังครับ” เจ้าเกล้าเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ เธอ

“เรียบร้อยแล้วค่ะ มีอะไรหรือคะ” ไม้หวายหันไปถามเบา ๆ

“ผม... คิดถึงคุณ” เจ้าเกล้าจู่โจมเธอด้วยคำพูดทันที

“เหรอ” ไม้หวายตอบสั้น ๆ แม้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกเขินอาย แต่ต้องสงบท่าทีเอาไว้

“เราคบกันได้ไหม” เจ้าเกล้าเริ่มเข้าใกล้เธอด้วยคำพูดทันที จนเธอตั้งตัวไม่ทัน

“ก็เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วนี่คะ” ไม้หวายตอบแก้เก้อ

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงเป็นคนรักกัน” เจ้าเกล้ารีบย้ำความรู้สึกของตนให้เธอรับรู้

“นี่คุณ ฉันจะอ่านหนังสือนะ เลิกพูดเถอะ” ไม้หวายหันหน้าไปทางอื่น

“คุณใจร้ายจัง” เจ้าเกล้าทำเป็นถอนหายใจ

ไม้หวายรีบจัดแจงเก็บหนังสือที่จะยืมเดินไปเคาน์เตอร์เพื่อยืมหนังสือและเดินรุดออกมาจากห้องสมุดทันที เจ้าเกล้าเดินตามไม่ขาดระยะและพูดประโยคเดิม ‘คุณใจร้ายจัง’ เจ้าเกล้ากลายเป็นผู้ชายจอมตื้อไปถนัดตา จนเดินผ่านเด็กนักเรียนท่าทางซ่าส์อยู่ชั้นม.3 แกล้งแซวเสียงดังขึ้นมา

“เฮ้ย ดูประธานชมรมดอกไม้สดซิ เมื่อก่อนเห็นเดินควงพี่ลูกครึ่งสุดหล่ออยู่พัก อะไรวะเปลี่ยนแฟนอีกแล้วเหรอเนี้ยะ สวยก็ไม่สวยยังเล่นตัวอีก เดี๋ยวก็โดนทิ้งอีก” เด็กนักเรียนหลายคนแกล้งหัวเราะเยาะไม้หวายเสียงดังลั่น จนเธอรู้สึกอาย

“นี่ ถ้าไม่เงียบโดนดีแน่” เจ้าเกล้าหันไปตะวาดใส่นักเรียนรุ่นน้องจนหน้าเสีย ส่วนไม้หวายวิ่งหนีไปที่หน้าโรงเรียนและเธอรู้สึกเสียใจมากกับคำพูดนั้น เธอนึกได้ว่าเธอถูกทอดทิ้งจริง ๆ เธอกลั้นน้ำตาเอาไว้ เจ้าเกล้าวิ่งตามขึ้นรถมินิบัสสีขาวไปกับเธอด้วยเพื่อปลอบโยนเธอ

“คุณหวาย ผมขอโทษนะ ผมสร้างความเดือดร้อนให้คุณอีกแล้ว” เจ้าเกล้าเสียงอ่อย

“ไม่เป็นไรหรอก” น้ำตาของไม้หวายพยายามแทรกตัวออกมาจากดวงตาคู่สวยของเธอ

จนกระทั่งรถมินิบัสสีขาวจอดเมื่อถึงอู่รถ บ้านของไม้หวายต้องเดินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เจ้าเกล้าเดินตามไปติด ๆ

“คุณหวาย ผมจะไม่บีบคั้นคุณหรอกนะ ผมอยากให้คุณรู้เท่านั้นว่าผมจริงจังกับคุณมาก ถึงแม้ผมจะมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ผมก็ยังเหลือความอบอุ่นที่มอบให้กับคุณนะ ผมจะรอคำตอบจากคุณเมื่อคุณพร้อมนะ” เจ้าเกล้าพูดด้วยเสียงที่อ่อนนุ่มแต่จริงจังขณะที่เดินไปส่งไม้หวายถึงหน้าบ้าน ไม้หวายไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ ได้แต่หันมาขอบคุณสั้น ๆ

คืนนั้นไม้หวายหยิบกระดาษจดหมายฉบับสั้น ๆ ของภุมทั้งสองฉบับขึ้นมาอ่านวนไปวนมา น้ำตาอุ่น ๆ ของเธอไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาแดงกล่ำของเธอไม่สามารถซ่อนความรู้สึกได้เลย

“พี่ภุม พี่ภุม อยู่ไหน ทำไมไม่มาหาหวายบ้าง ขอเถอะนะ สักครั้งก็ยังดี ขอให้เราได้พบกันเถอะนะ สักครั้ง” แล้วเธอก็หลับตาอธิษฐานในใจเบา ๆ


แสงจันทร์สลัว ๆ กับท้องฟ้ามืดครึ้มไร้ซึ่งดวงดาว ไม้หวายนอนหลับอย่างเดียวดาย เจ้าเกล้าออกมานั่งอยู่ริมระเบียงน้ำที่บ้านสวน ส่วนภุมนอนมองรูปถ่ายใบเล็ก ๆ อย่างลำพังด้วยความเดียวดาย คงมีกามเทพตนใดที่แสนซุกซนทำให้หัวใจสามดวงเกิดความสับสน และจะมีสิ่งใดที่ทำให้เรื่องที่กำลังรบกวนใจของทั้งสามดวงคลี่คลายลงได้





 

Create Date : 17 มีนาคม 2554    
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 18:19:10 น.
Counter : 491 Pageviews.  

เก้าอี้ไม้กับสวนลำดวน(รักนี้มีเพียงใจ) - บทที่ 10 สมาชิกใหม่ของชมรม

บทที่ 10 สมาชิกใหม่ของชมรม

การแบ่งนักเรียนที่เข้าร่วมชมรมดอกไม้สด แบ่งออกเป็นสองห้องเรียน เนื่องจากมีนักเรียนสนใจเข้าร่วมชมรมเป็นจำนวนมากกว่าทุกปี จึงแบ่งเรียนห้องละ 18 คน อาจารย์รสสุคนธ์มอบหมายให้ไม้หวาย และ เอมอรสอนคนละห้อง สำหรับเจ้าเกล้าอยู่ห้องที่ไม้หวายและอาจารย์ที่ปรึกษาอีกหนึ่งท่านเป็นผู้สอน และ อาจารย์รสสุคนธ์และเอมอรช่วยกันดูแลสมาชิกใหม่อีกหนึ่งห้อง

ขณะที่ไม้หวายช่วยอาจารย์แจกอุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนทุกคน เธอตกใจมากที่เห็นเจ้าเกล้านั่งอยู่ในห้องเรียนด้วย เธอยื่นอุปกรณ์สำหรับการห่อของขวัญและดอกเดซี่สีขาวให้กับเจ้าเกล้าด้วยความประหม่าจนกระทั่งดอกเดซี่ล่วงลงกับพื้น

“ไม่เป็นไรครับผมช่วยเก็บให้” คำพูดที่อ่อนหวานพร้อมด้วยเสียงทุ้มของเจ้าเกล้าทำให้ไม้หวายทำอะไรไม่ถูก

“ขอบคุณ” ไม้หวายยังทำหน้าที่ต่อไปสำหรับน้อง ๆ คนอื่น ๆ

อาจารย์แววจันทร์แนะนำตนเองให้นักเรียนทุกคนรู้จัก และ พร้อมด้วยเธอก็แนะนำผู้ช่วยสอนอย่างไม้หวาย โดยเรียกว่า หฤทัย แทน หลังจากนั้นอาจารย์แววจันทร์ให้นักเรียนทุกคนแนะนำตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนชั้น ม.ต้น และ ม.4 ที่เข้าใหม่ ม.5และ ม.6 บ้างเล็กน้อยเนื่องจากนักเรียนชั้นม.6 บางคนย้ายชมรมก็มี สำหรับไม้หวายอยู่ในชมรมตั้งแต่ม.4 เช่นเดียวกับเอมอร จนมีความสามารถอาจารย์เลยให้มาเป็นผู้ช่วยสอน

นักเรียนทุกคนแนะนำตัวเรียงกันไป ในห้องจัดให้นักเรียนนั่งทำงานกันเป็นคู่เพื่อจะได้ช่วยกันทำ เจ้าเกล้านั่งอยู่แถวที่ 2 ของห้องเรียน และอยู่โต๊ะคู่กลางของแถวพอดี พอถึงคิวของเขาสำหรับการแนะนำตนเอง ไม้หวายรู้สึกตื่นเต้นจนบางครั้งก็ร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เธอกำลังสับสนว่าเธอเป็นอะไรกันแน่

“ผมชื่อ กฤษณะ ชนินทร์ฤกษ์ ครับ เพิ่งจะเข้ามาเรียนที่นี่เป็นปีแรก แต่ว่าอยู่ชั้น ม.6 นะครับ” เขาพูดแค่เพียงประโยคธรรมดาแต่ก็ทำให้เป็นที่สนใจของพวกสาว ๆ เป็นอย่างมาก เขานั่งคู่กับนักเรียนชายรุ่นน้อง ม.4 คนหนึ่งที่สนใจเข้าร่วมชมรมเช่นกัน

การสอนเริ่มขึ้น ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับการหัดห่อของขวัญ ซึ่งขั้นตอนแรกก็คือการห่อของขวัญธรรมดาทุกคนสามารถทำกันได้เป็นส่วนใหญ่ แต่พอตอนจัดช่อดอกไม้เล็ก ๆ และใช้เชือกป่านสีสดใสผูกซึ่งดูแล้วยากมากสำหรับผู้ฝึกหัด อาจารย์ให้ไม้หวายช่วยสอนสมาชิกในชมรมที่ไม่เข้าใจ เจ้าเกล้าเห็นอย่างนั้น จึงแกล้งทำเป็นทำไม่ได้ แต่ที่จริงเขาสามารถทำได้อยู่แล้ว คุณยายของเขาสอนเขาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่อาจารย์รสสุคนธ์ไม่ทราบเพราะว่าอาจารย์ไม่ได้ช่วยเลี้ยงดูตอนเจ้าเกล้าเด็ก ๆ

พอไม้หวายเดินเข้ามาใกล้ ๆ เขาก็เรียกไม้หวายให้มาช่วยอธิบายทำให้ไม้หวายรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าขึ้นมาอีก เธอพยายามไม่เคลิบเคลิ้มไปกับความอ่อนโยนของเขา เธอพยายามนึกถึงภุมพยายามดึงภาพเก่า ๆ เหล่านั้นที่ภุมเคยดีกับเธอมาไว้ในใจตลอดเวลาที่เธอเข้าใกล้กับเจ้าเกล้า

“คุณไม้หวาย ช่วยสอนผมหน่อยซิครับ ผมทำไม่ได้” เจ้าเกล้ามองเธออย่างไม่ละสายตา แต่ไม้หวายก็พยายามทำหน้าที่ของเธอ และปฏิบัติตนเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ

“ขอบคุณครับคุณไม้หวาย” ยิ่งเจ้าเกล้าเรียกชื่อเล่นของเธอมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ไม้หวายไม่อยากเข้าใกล้เขามากเท่านั้น เธอเดินออกห่างจากเขาและยืนมองเขาอยู่ไกล ๆ เธอสังเกตว่าพอเขาทำดอกไม้ช่อที่ 2 เขาสามารถทำได้คล่องแคล่วเช่นเดียวกับคนที่ชำนาญงานมากอยู่แล้ว

หลังจากเลิกเรียนทุกวันศุกร์นักเรียนทุกคนต้องเข้าชมรม ถ้าชมรมไหนเลิกเรียนเร็วนักเรียนก็สามารถกลับบ้านได้เลย ชมรมดอกไม้สดก็เช่นเดียวกันที่เลิกเร็ว แต่เจ้าเกล้าไม่ได้กลับบ้านเลย เขานั่งรออาจารย์รสสุคนธ์ ที่สวนลำดวน โดยไม่ทราบว่าคนที่เป็นขาประจำมาที่นี่บ่อย ๆ ก็คือไม้หวาย

วันนี้หลังเลิกชมรมไม้หวายยังไม่ได้กลับบ้านเพราะเธอมีนัดกับปิ่น เพื่อนรุ่นพี่คนสนิทของเธอ เธอเดินมาที่สวนลำดวนกำลังจะนั่งลง พอเหลือบไปเห็นเจ้าเกล้านั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนสีขาวถัดไปสองโต๊ะเธอกำลังจะเปลี่ยนใจลุกออกไป แต่คงไม่ทันแล้วเจ้าเกล้าไม่รอช้า เขารีบรุดมานั่งร่วมโต๊ะกับไม้หวายทันที

“หวัดดีครับคุณไม้หวาย มานั่งรอใครหรือครับ” เจ้าเกล้ารีบทักทายทันที แต่เหมือนทุกครั้งเขาไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา แต่เขาไม่ละความพยายาม

“หวัดดีคุณไม้หวาย คุณพูดไม่เป็นหรือครับ” เจ้าเกล้าหัวเราะเสียงใสออกมา คงเป็นครั้งแรกที่เขาหัวเราะออกมา

“คุณนี่แปลกนะผมถามคุณก็ไม่ยอมตอบผมสักคำ แต่วันนี้ คุณพูดกับผมตั้งหนึ่งคำว่า’ขอบคุณ’ ดีใจจังที่อย่างน้อยก็ได้ยินเสียงของคุณด้วย” เจ้าเกล้านั่งมองเธออย่างไม่ละสายตาเหมือนทุกครั้งจนไม้หวายรู้สึกอึดอัด

“คุณครับ คุณพูดกับผมสักคำซิ” ความที่เบื้องลึกนิสัยของเจ้าเกล้าเป็นคนขี้เล่น เขาจึงแสดงออกมาต่อหน้าไม้หวาย เขาไม่รู้ว่าอาจารย์รสสุคนธ์มายืนแอบดูอยู่ แต่อาจารย์รู้สึกสบายใจมากขึ้นที่อย่างน้อย หฤทัย ลูกศิษย์ของเธอกำลังจะทำให้หลานชายของเขากำลังได้รับการบำบัดทางจิตใจ

เธอมองออกว่าหลานชายของเธอคงชื่นชอบหฤทัยเข้าแล้วเธอจึงเดินกลับไปที่ชมรมและพบกับปิ่นเข้าพอดีจึงชวนกันนั่งคุยเพื่อเปิดโอกาสให้กับเจ้าเกล้าและไม้หวายได้ใกล้ชิดกัน เพื่อหลานชายของเขาจะได้สบายใจมากขึ้นและลืมปัญหาที่เป็นปมในใจของเขาต่อไป

“นี่คุณเป็นอะไร ตั้งคำถามได้ตลอดเวลา” ไม้หวายเริ่มพูดคุยกับเจ้าเกล้าบ้าง

“คุณชื่อไม้หวาย น่ารักดีนะ ผมชื่อเจ้าเกล้า เรียกผมว่าเกล้าก็พอนะ คุณเป็นคนพิเศษนะที่ผมยอมให้เรียกชื่อเล่น” เจ้าเกล้ายิ้มกว้างให้ไม้หวายที่นั่งหน้าปราศจากรอยยิ้ม

“คุณกฤษณะ” ไม้หวายเรียกชื่อจริงของเขา

“เกล้าก็พอครับ ต้องเรียกนะครับ ถ้าคุณเรียกกฤษณะ ผมจะไม่หันมาคุยกับคุณ งั้นผมขออนุญาตกลับไปนั่งที่เดิมของผมนะคุณไม้หวาย” เจ้าเกล้าพูดจาเชิงหยอกล้อให้ไม้หวายยิ้มออกมา

“เชิญ” ไม้หวายพูดห้วน ๆ ก้มมองนาฬิกาข้อมือถี่ขึ้น และหันมองซ้ายมองขวาหาปิ่นเพื่อนรุ่นพี่ที่นัดกันไว้

เจ้าเกล้านั่งวางแขนทั้งสองข้างบนโต๊ะและพับข้อศอกเข้าเอาคางเชยไว้บนแขนของเขา และใช้สายตาของเขามัดไม้หวายไว้ไม่ให้เคลื่อนหายไปไหน และนั่งยิ้มแบบยั่วโมโหไม้หวาย ให้หันมาพูดจาต่อว่าเขา

“อ้าวเจ้าเกล้า กลับได้แล้ว” อาจารย์รสสุคนธ์ เข้ามาทักทาย

“อ้าวพี่ปิ่นเจอกับอาจารย์แล้วเหรอคะ” ไม้หวายยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้เจ้าเกล้ายืนอมยิ้ม เป็นครั้งแรกที่ไม้หวายดูสดใสและเป็นธรรมชาติ

“อืม พอดีคุยกับอาจารย์น่ะ ไปกันเถอะ อาจารย์คะขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ไม้หวายและปิ่นยกมือไหว้อาจารย์และกำลังหันหลังกลับเธอทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงเรียกจนต้องหันหลังกลับมาทางต้นเสียงอีกครั้ง

“คุณไม้หวาย เวลายิ้มน่ารักดีนะ” พูดเสร็จเขาหันกลับไปช่วยน้าสาวของเขาถือของในมือและเดินกลับบ้านไป ทำให้ปิ่นรู้สึกฉงนกับคำพูดประโยคเมื่อครู่ และหันไปยิ้มให้หวายปนด้วยสีหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อต้องการคำตอบ

“แฟนเหรอ” ปิ่นพูดตรงประเด็นทำให้ไม้หวายอาย

“บ้าเหรอพี่ เขาเป็นหลานอาจารย์ ยังไม่สนิทกันหรอก เพิ่งจะเคยคุยกันเป็นครั้งที่สองเอง น่ารำคาญจะตายไป” ไม้หวายเดินก้มหน้าเหมือนคนที่เขินอาย

“จริงเหรอ แต่เขาน่ารักดีนะ ดูเป็นสุภาพบุรุษมากเลยนะ” ปิ่นพูดส่งเสริมต่อ

“ช่างเขาเถอะ หวายมีพี่ภุมอยู่ในใจเสมอนะคะ พี่ปิ่น” ไม้หวายดวงตาหม่นเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงภุม รอยยิ้มของเธอดูเหงาลงทันตา

“ไปเถอะ ไปกินไอศครีมกันวันนี้พี่เลี้ยงเอง มีเรื่องจะเม้าท์เยอะมาก ๆ” ปิ่นแสร้งเปลี่ยนเรื่องทันที


คืนนั้นไม้หวายกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ เธอหยิบรูปของภุมและข้อความในจดหมายทั้งสองฉบับขึ้นมาอ่านทบทวนหลายรอบ เธอกำลังสับสนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่ภุมปฏิบัติต่อเธอ และเพียงไม่กี่ครั้งที่เธอได้ใกล้ชิดกับเจ้าเกล้า เธอชั่งน้ำหนักระหว่างความรักของเธอที่มีต่อภุม และความไหวหวั่นที่เธอมีต่อเจ้าเกล้า จนไม้หอมเริ่มสงสัย

“พี่หวายเป็นไรเหรอ ง่วงแล้วนะนอนเฉย ๆ ซิ” ไม้หอมงัวเงียขึ้นมานั่งมองพี่สาวของตนเอง

“ขอโทษจ้ะ นอนเดี๋ยวนี้แหละ” ไม้หวายล้มตัวลงนอน เธอนึกได้ว่าข้อความในจดหมาย ภุมให้เบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์และที่อยู่ติดต่อกลับ แต่เธอกล้า ๆ กลัว ๆ ถ้าโทรศัพท์ไปแล้วภุมลืมเธอแล้ว ไม่อยากคุยด้วย เธอก็ต้องนั่งเสียใจมากกว่าเดิมอีก และอีกอย่างเธอไม่อยากให้ภุมและรินคนรักของภุมต้องมีปัญหากันเพราะเธอเป็นต้นเหตุ เธอกระวนกระวายใจจนผล็อยหลับไป


“พี่หวายตื่นหรือยัง แม่บอกให้ไปช่วยที่ร้านนะ” ไม้หอมดึงแขนไม้หวายให้ลุกจากที่นอน

“อืม ตื่นแล้วลุกเดี๋ยวนี้แหละ” ไม้หวายซุกตัวลงไปที่หมอนเหมือนเดิม
จนสายเธอถึงตื่นขึ้นมาและจัดแจงตัวเองลงไปช่วยงานแม่ เมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้เลยเหมือนไม่รู้สึกสดชื่นเท่าไหร่นัก


“อ้าวนั่งหาวหวอดเลยหวาย เดี๋ยวลูกค้ามาอายเขาตาย” แม่ร้องทักไม้หวายที่ทำท่าเหมือนง่วงนอน ขณะที่มือก็นั่งกอดหนังสืออยู่ สายตาไม่ได้อ่านหนังสือในมือนั้นเลย

“หวายขอไปทำตัวให้สดชื่นก่อนนะคะแม่” ไม้หวายวางหนังสือทิ้งไว้ที่เก้าอี้หน้าร้าน ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำที่หลังบ้าน


“ภุม ดูกระเช้านี่ซิ น่ารักดีนะ เอาอันนี้แหละไปจัดของเยี่ยมยายกัน” รินส่งเสียงแจ๋ว

“ภุม ภุมได้ยินหรือเปล่าที่รินพูดน่ะ” รินเขย่าแขนของภุมแรงขึ้น ๆ

“อ๋อ อะไรเหรอ” ภุมทำหน้าสงสัย เพราะเมื่อกี้เขาไม่ได้ยินสิ่งที่รินถาม เขากำลังนึกอยู่ว่าร้านไผ่ละมุนร้านนี้จะเป็นร้านของไม้หวายหรือเปล่าที่เธอเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อของเธอมีร้านขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้หวายจักรสาน ร้านนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากอู่รถมินิบัสสีขาวด้วย

“รับอะไรดีคะคุณ” แม่ของไม้หวายเข้ามาต้อนรับลูกค้า

“จะมาดูกระเช้าสำหรับใส่ผลไม้ค่ะ” รินยิ้มรับกับเจ้าของร้าน

“งั้นเชิญทางนี้ค่ะ ทางนี้เหมาะกว่าค่ะ มีหลายขนาดนะคะ” แม่ของไม้หวายทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าเป็นอย่างดี

“ภุมไม่เข้ามาดูเหรอ” รินชักสีหน้าใส่ภุม

“อืม ขอดูของแถวนี้ก่อนนะ” ภุมเดินสำรวจมองไปทั่วร้านที่ถูกปลูกสร้างด้วยบ้านไม้สองชั้นสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากนัก ชั้นบนมีไว้สำหรับอาศัยหลับพักผ่อน และชั้นล่างมีห้องรับแขกและห้องครัวทางด้านหลัง บริเวณนี้ถ้าเป็นบ้านคนอื่นคงจะเป็นสวนหน้าบ้านแต่สำหรับที่นี่เป็นร้านขายของที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีลูกค้าแวะมาไม่ขาดสาย ด้านข้างของร้านเป็นโรงจอดรถซึ่งตอนนี้ว่างเปล่าไม่มีรถจอดอยู่สักคัน

“คุณน้าครับ ที่นี่รับจัดดอกไม้ด้วยหรือเปล่าครับ” ภุมแสร้งตั้งคำถามเผื่อว่าจะได้ข้อมูล

“เปล่าหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณอยากให้จัดให้คงต้องแจ้งล่วงหน้าค่ะ ทางร้านจะได้เตรียมของไว้ทัน” แม่ของไม้หวายยิ้มรับ

“คุณน้าจัดเองเหรอครับ” ภุมซักต่อ

“เปล่าหรอกค่ะ ให้ลูกสาวจัดให้ค่ะคุณ” แม่ของไม้หวายพูดไปพลางช่วยรินเลือกตะกร้าหวายใบย่อมไปพลาง ๆ

“ต้องใช่แน่ ๆ เลย” ภุมพูดเบา ๆ

“แล้ววันนี้คุณน้าอยู่คนเดียวเหรอครับ” ภุมยังเจรจาต่อ

“นี่ภุม ถามอะไรก็ไม่รู้ เซ้าซี้เดี๋ยวน้าเค้าก็รำคาญหรอก คุณน้าค่ะเอาอันนี้แล้วกันน่ารักดีค่ะ” รินยื่นตะกร้าหวายที่เลือกได้พร้อมด้วยธนบัตรสำหรับค่าสินค้า

“ไปเถอะภุม วันนี้รีบด้วย ไปเถอะด้วยน้ารินรอแย่เลย” รินชักชวนให้ภุมกลับ แต่ภุมยังคงยืนมองอยู่หน้าร้านไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน

“มองหาอะไรเหรอคะคุณ” แม่ของไม้หวายเริ่มสงสัย

“เปล่าครับ ไปล่ะครับ” ภุมลาแม่ของไม้หวาย แต่ขณะที่เขากลับไปติดเครื่องเวสป้าสีฟ้าของเขา สายตาของเขาชำเลืองดูโดยรอบเพื่อให้แน่ใจและเขาอาจจะพบไม้หวาย


“อ้าวแม่ เมื่อกี้มีคนมาซื้อของเหรอ” ไม้หวายเดินออกมาจากข้างในบ้าน

“จ้ะ ลูกค้าเขามาซื้อตะกร้าหวายแล้วก็ถามถึงเรื่องว่ารับจัดดอกไม้” แม่ยิ้มพลางจัดของไปด้วย

“หวายว่านะ เราต้องเพิ่มกิจการแล้วล่ะจ้ะ รับจัดดอกไม้ด้วยดีไหมแม่” ไม้หวายได้ใจ

“คงยาก เราจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนล่ะ แม่ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านเช่าหลังนี้เราต้องย้ายออกไปเมื่อไหร่” แม่พูดด้วยน้ำตาคลอ

“ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวหวายเรียนจบทำงาน หวายจะหาบ้านใหม่ให้แม่นะ” สองแม่ลูกนั่งมองหน้ากันอยู่สักพัก ก็ทำเป็นลุกเดินไปคนละทาง ช่วยกันจัดข้าวของให้ดูเรียบร้อย เพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าที่อยู่ภายในใจ


ยามบ่ายแก่ แม่นึกครึ้มอารมณ์ดี เปิดเพลงจนเสียงดังแว่วจากในบ้าน ดังมาถึงที่หน้าร้าน

“ก็มีสักครั้งในชีวิตหนึ่ง จะทราบซึ้งกับหัวใจ อ่านบทกลอนแล้วร้องไห้ ฟังเพลงได้ตลอดคืน

ลม ลม หายใจ ความคิดถึง …..” บทเพลงของวงชาตรีดั่งคลอไปเรื่อย ๆ

“เพลงนี้เศร้าจังเลยนะ” ไม้หวายพูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำตาของเธอซึมออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอลงนั่งลงที่โต๊ะรับแขก หยิบรูปของภุมที่อยู่ในหนังสือที่อ่านค้างไว้เมื่อครู่ขึ้นมาดูแล้วยิ้ม

“พี่ภุมอยู่ไหน สบายดีไหม หวายคิดถึงพี่มากนะ ขอได้ไหม ขอสักครั้งที่เราจะได้เจอกัน ขอได้ไหมพี่ภุม” เธอรำพึงกับตัวเองเบา ๆ แล้วก็หยิบรูปขึ้นไปแนบแก้มไว้

“เป็นอะไรหวาย” แม่เดินเข้ามาถาม เธอรีบเก็บรูปซ่อนไว้ในหนังสือตามเดิม

“แม่เปิดเพลงเหรอ เพราะจังเลย” ไม้หวายยิ้มแก้เขิน

“ใช่ เพลงเก่าฟังรู้เรื่องด้วยเหรอ” แม่ยิ้ม เมื่อมองหน้าของลูกสาวที่แดงกล่ำ แต่แม่แกล้งเปลี่ยนเรื่องคุย

“ชอบจังเลย คืนนี้ขอยืมฟังนะแม่” ไม้หวายเดินเข้าไปนั่งในบ้านเพื่อหลบหน้าแม่ กลัวว่าแม่จะเห็นคราบน้ำตาแห่งความคิดถึงของเธอ

เธอนั่งฟังเพลงเก่าเพลงนี้ เปิดวนไปวนมา แล้วก็ยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก แต่หัวใจของเธอกำลังสำลักน้ำตา อยู่อย่างลำพังคนเดียว





 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2554 13:05:38 น.
Counter : 257 Pageviews.  

เก้าอี้ไม้กับสวนลำดวน(รักนี้มีเพียงใจ) - บทที่ 9 ยังไง ก็ ยังคิดถึง

บทที่ 9 ยังไงก็ ยังคิดถึง

วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของไม้หวายสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นกิจวัตรประจำของการมาโรงเรียนในทุกเช้าไม้หวายจะแวะไปที่ชมรมเพื่อปัดกวาดห้องชมรมให้สะอาด เธอเดินมาถึงที่ชมรมพบภารโรงกำลังกวาดถูพื้นอยู่ เธอทักทายเหมือนทุกครั้งที่พบ

“หนูหวายคะ ทำไมหนูไม่เอารูปของหนูมาติดที่กระดานนี่ล่ะคะ น้าเห็นมีแต่เขียนชื่อว่าหนูเป็นประธานชมรม” น้าภารโรงเอาไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่กระดานติดภาพแสดงรายชื่อสมาชิกของชมรม

“มีซิคะ ก่อนปิดเทอมหวายเป็นคนติดไว้เองนี่คะ” ไม้หวายเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ เธอสงสัยว่าภาพของเธอหายไปไหนหรือว่าอาจจะล่วงอยู่ น้าภารโรงกับเธอจึงง่วนอยู่กับการหารูปภาพบริเวณใกล้ ๆ

“หนูหวายคะมาดูนี่ซิคะ ที่ช่องเสียบรูปของหนูหวายมีกระดาษเสียบอยู่แทนรูปค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคือกระดาษอะไร” น้าภารโรงดึงกระดาษขาวพับหลายทบที่เสียบอยู่ในกรอบกระดาษสำหรับติดรูปออกมาและยื่นให้ไม้หวาย

“ไหนคะ” ไม้หวายเปิดกระดาษดู เธอหน้าแดงเหมือนลูกตำลึงและยิ้มจนแก้มปริ จนภารโรงสงสัยว่าเป็นกระดาษอะไรถึงทำให้ไม้หวายเหมือนกับคนที่กำลังรู้สึกเขิน

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ภารโรงสงสัย

“เปล่าค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาช่วยหา คราวหน้าหวายจะเอารูปมาติดใหม่ค่ะ หวายไปก่อนนะคะ” ไม้หวายรีบหยิบกระเป๋านักเรียนเดินมาที่สวนลำดวนและมองหาที่นั่งว่างสำหรับตัวเอง ที่ที่เธอรู้สึกดี

“พี่ภุมมาที่นี่เหรอ” ไม้หวายกำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้รูปของเธอหายไป เธอนึกได้ว่ารูปแผ่นนี้เธอติดไว้เมื่อวันทำพิธีอำลาวันสุดท้ายก่อนปิดเทอม และวันนั้นที่เธอพบภุมหน้าหมู่บ้าน เธอไร่ลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังว่าช่วงเวลาไหนกันแน่ที่ภุมมาหยิบรูปของเธอไปและสิ่งที่ทดแทนรูปของเธอคือจดหมายลายมือขยุกขยิก คงเป็นลายมือที่ภุมรีบเขียนข้อความลงบนกระดาษรายงานสำหรับจดบันทึกข้อความของนักศึกษา


ถึงไม้หวายที่คิดถึง
ทำไมไม้หวายไม่รอพบพี่ก่อน พี่รู้ว่าหวายนำของขวัญมาให้พี่ ของขวัญที่หวายมอบให้มันสวยมากและเป็นสิ่งที่รวมความรู้สึกดีดี ของเราเอาไว้ รู้ไหมครับ ว่าพี่ภุมดีใจมากแค่ไหน พี่อยากพบหวายมาก แต่พี่ไม่รู้จะติดต่อกับหวายด้วยวิธีไหน พี่อยากขอโทษหวายด้วยตัวของพี่เอง พอพี่รู้ว่าหวายมาหาพี่ พี่ตามหาหวายแต่พี่ตามไม่ทันไม่รู้ว่าหวายอยู่ที่ไหน พี่ไม่ว่าหวายหรอกนะ เพราะหวายมีสิทธิ์โกรธพี่ภุม กับสิ่งที่พี่ภุมทำให้หวายเสียความรู้สึก ความรู้สึกดี ๆ ที่หวายเคยให้ไว้กับพี่ พี่ไม่เคยลืมหรอกนะหวาย

หวายครับ พี่ดีใจด้วยนะกับตำแหน่งประธานชมรม หวายเหมาะกับตำแหน่งนี้นะ จริง ๆ พี่อยากพูด อยากเขียน อยากบอกอะไรมากมาย แต่คนเลว ๆ อย่างพี่คงไม่คู่ควรกับหวายแล้ว หวายครับ พี่ภุม... คิดถึงนะครับ
ปล. ติดต่อหาพี่นะตามรายละเอียดนี้เลย

พี่ภุม



“พี่ภุม หวายคงไม่ติดต่อกลับหรอกนะ หวายทำใจเรื่องของเรา...ได้แล้ว” ไม้หวายนั่งยิ้มกริ่มอยู่ใต้ต้นลำดวนที่ดอกสีขาวนวลกำลังเบ่งบานเต็มที่

คำว่าคิดถึงที่ภุมเขียนไว้ มีค่ามากมาย เปรียบเสมือนกำลังใจ เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่เหงาเดียวดายของหวายให้เบ่งบานอีกครั้ง วันนั้นทั้งวัน ไม้หวายกระชุ่มกระชวย ไม่ใช่ว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงปิดเทอมหรอก แต่เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ภุมยังคงมีให้เธอมากกว่า การปิดเทอมระยะสั้น ๆ ทุกวันเธอได้แต่เก็บงำความเศร้า และภาพครั้งสุดท้ายที่เธอพบภุมนั่งอยู่เก้าอี้ยาวสีน้ำตาลตัวเดิม และ ริน ผู้หญิงในหัวใจของภุมนั่งเคียงข้างกัน

การปิดเทอมระยะเวลาสองเดือนกว่า ไม่ได้ทำให้ไม้หวายรู้สึกดีขึ้นเลย จนวันนี้ อย่างน้อยเธอรับรู้ว่าเธอไม่ได้คิดถึงภุมเพียงฝ่ายเดียว หัวใจของภุมยังคงมีเธออยู่เช่นกัน สำหรับเธอตอนนี้ภุมคงเป็นได้แค่กำลังใจเท่านั้น เธอเข้าใจดีว่าเธอไม่สามารถเดินเคียงข้างกับภุมบนทางสายไหนได้อีกแล้ว

“พี่หวายคะ ยังไม่กลับอีกเหรอเย็นแล้วนะคะ” ไม้หวายยังขะมักเขม้นกับการเตรียมงานที่จะสอนการจัดดอกไม้ให้กับน้อง ๆ ในชมรม ในวันเปิดรับสมาชิกใหม่อยู่ กับเพื่อนอีกสองสามคน

“พี่หวายมีแฟนหรือยังคะ” น้องร่วมชมรมถามด้วยใบหน้าเชิงหยอกล้อ เพราะสังเกตเห็นว่าวันนี้ไม้หวายอารมณ์ดี และ ยิ้มตลอดทั้งวัน ไม่เหมือนทุกครั้งที่เจอไม้หวายมักจะยิ้มน้อย ๆ และวางท่าทางสงบเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว

“ไม่มีหรอกจ้ะ แต่ว่า...เรามีคนที่เราเก็บไว้ประทับใจได้นะจ๊ะ” ไม้หวายตอบคำถามด้วยความสุข

“ยังไงกันล่ะคะ” เพื่อนรุ่นน้องทำหน้าคิ้วขมวด ทำให้น้อง ๆ ในชมรมคนอื่นหันมาฟังเรื่องที่ทั้งสองคนสนทนากันอยู่

“ก็การที่เราแอบเก็บใครสักคนไว้ในหัวใจของเราไงจ๊ะ บางทีนะ เราอาจจะเคยมีความรู้สึกดี ๆ ร่วมกับใครคนหนึ่ง เคยร่วมสัมผัสบรรยากาศดี ๆ กับใครคนหนึ่ง และในวันหนึ่งเราก็รู้ว่าคน ๆ นั้นไม่สามารถจับมือเราได้ เดินเคียงข้างเราได้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่อย่างน้อย ถ้าเรารู้ว่าเรามีใครคนหนึ่งที่จะรอรับความรู้สึกดี ๆ จากเราเสมอ เราก็มีความสุขเองแหละ งงไหมจ๊ะ” ไม้หวายกำลังพูดจาเหมือนคนที่เพ้อฝันและวนไปวนมา

“แหวะ คลื่นไส้จริง ๆ ยายหวายเธอเอาอะไรมาพูดเนี้ยะสงสัยจะทำงานมากไป กลับบ้านเถอะ พักผ่อนนะ” เพื่อนร่วมชมรมแซวไม้หวาย ทำให้เธอเขินและหัวเราะจนหน้าแดง น้อง ๆ ร่วมชมรมเลยประสานเสียงหัวเราะกันลั่น

“ก็ได้ กลับเถอะ อย่าลืมนะวันศุกร์นี้พวกเราต้องมานั่งรอต้อนรับ น้อง ๆ ที่จะมาเข้าร่วมชมรมด้วยกัน อ้อแล้วอย่าลืมนะว่าห้ามพูดจาจูงใจเด็ดขาด ต้องให้น้อง ๆ เห็นผลงานที่สวยงามของชมรมของเรา และ เขารู้สึกว่ารัก และชอบดอกไม้จริงๆ นะ ไม่ใช่ชอบแค่ผิวเผิน” ไม้หวายทำท่าขึงขังและดูซีเรียส

“ค่ะ ท่านประธาน” น้อง ๆ และเพื่อนร่วมชมรมพูดจากหยอกล้อกันเป็นยกใหญ่


ห้องชมรมดอกไม้สดวันนี้เปิดบานประตูสองบานใหญ่ต้อนรับนักเรียนที่จะมาร่วมชมรม หน้าห้องชมรมถูกจัดเรียงด้วยผลงานจากชมรมดอกไม้สด มีทั้งซุ้มดอกไม้ขนาดจำลอง ช่อบูเก้ดอกไม้สด พวงมาลัย การห่อของขวัญชนิดต่าง ๆ และผลงานอื่น ๆ ที่ทางชมรมจัดสอนและจัดทำ สร้างความสนใจให้กับนักเรียนรุ่นน้องโดยเฉพาะสาว ๆ ไม่น้อยทีเดียว

มีผู้คนมามากมายรับฟังนโยบายของชมรมและรายละเอียดที่ทางชมรมจัดทำขึ้นถึงวัตถุประสงค์ บางคนสมัครโดยไม่ต้องรอตัดสินใจ แต่บางคนยังลังเลและต่อข้อซักถามของสมาชิกเก่าในชมรมอยู่ วันนี้ไม้หวายดูสดชื่นเป็นพิเศษ เพราะเธอไม่คิดว่าจะมีผู้คนสนใจมากขนาดนี้ และขณะเดียวกัน หลังจากวันที่เธอได้รับจดหมายฉบับนั้นจากภุม

ความรู้สึกเศร้าภายในใจของเธอมลายหายไปจนเธอกลับมาสดใสเหมือนเดิม และนับวันความทรงจำเหล่านั้นก็ถูกพับเก็บไว้ในกล่องหัวใจน้อย ๆ ของเธอ มีบางครั้งที่เธอแอบหยิบความทรงจำเหล่านั้นกลับมาเป็นกำลังใจบ้างให้รู้สึกไม่เหงา

“พี่ภุม” ไม้หวายเหลือบเห็นนักเรียนชายมัธยมศึกษาปีที่ 6 เช่นเดียวกับเธอคนหนึ่ง หน้าตาคล้ายคลึงกับภุมมาก สีหน้าไม้หวายสลดลงเล็กน้อย ภาพความทรงจำ ความเจ็บปวด ภาพเก่า ๆ เหล่านั้นกลับย้อนมาหาเธออีกครั้ง

เธอเดินหลบไปในห้องชมรม เพื่อจะคอยมองดูชายหนุ่มคนนั้น และภาวนาในใจเบา ๆ ว่าอย่าให้มีอะไรดลใจชายคนนั้นสมัครเข้าชมรมเลย แต่ก็ไม่ได้ผล เขาเขียนใบสมัครเข้าร่วมชมรมเรียบร้อยแล้ว ทำให้สาว ๆ ในชมรมและคนอื่น ๆ หันมาสนใจร่วมสมัครมากมาย มีเสียงซุบซิบกันถึงชายคนนั้น

“ก็แค่คล้ายแต่ไม่ใช่สักหน่อย จะคิดมากทำไมกันนะ” ไม้หวายรำพึงในใจ

“หวายมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ” เอมอรเพื่อนร่วมชมรมทัก ทำให้ไม้หวายตกใจเล็กน้อย เธอฉุกคิดได้ถึงเหตุผลหลายอย่างมากมายว่าทำไมเธอไม่อยากให้รุ่นน้องคนนั้นเข้าร่วมชมรม อาจเป็นเพราะว่าหน้าตาเขาคล้ายกับภุม หรือเป็นเพราะว่าทุกครั้งที่ไม้หวายเห็นหน้าของเขา ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอโง่ หรือพยายามหลอกตัวเองตลอดเวลา ว่าภุมจะกลับมาหาเธออีกครั้ง ทั้งที่ความเป็นจริง ภุมไม่มีวันจะกลับมา

“ฉันกำลังสร้างภาพ ฉันหลอกตัวเอง” ไม้หวายคิดในใจ เธอกำลังสับสนกับเหตุผลหลายอย่าง

“นี่หวายเป็นอะไร ไม่ได้ยินเหรอ เราถามว่ามาทำอะไรตรงนี้ อ้าวดูซิยืนเฉยเลย” เอมอรซักต่อด้วยความเป็นห่วง

“อ๋อเปล่าหรอกจ้ะ พอดีร้อน คนก็เยอะด้วย” ไม้หวายยิ้มแก้เก้อและเดินไปหน้าชมรมอีกครั้ง เธอไม่พบแม้แต่เงาของชายหนุ่มคนนั้น เธอสบายใจขึ้น แต่คงไว้ด้วยความกังวล

“นี่ นี่ หวาย เมื่อกี้เธอพลาดมากเลยนะ ไม่ได้เห็นนักเรียนชายคนหนึ่งหล่อมาก มาดเข้ม มาสมัครร่วมชมรมด้วยนะ ดีจัง ชมรมเราจะได้มีสีสันมากยิ่งขึ้น” เอมอรอธิบายภาพประมาณว่าเขายังยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ

“ขนาดนั้นเลยเหรอ น่าเสียดายนะ” ไม้หวายกลบเกลื่อน

“แล้วถ้าหล่อขนาดนั้นทำไมไม่ไปเข้าร่วมชมรมอื่นละ” ไม้หวายรวบรวมเก็บเอกสารที่รับสมัครสมาชิกใหม่

“นั่นซินะ หรือว่าจะสมัครตามแฟน เฮ้อ ถ้าเป็นอย่างนั้นนับว่าแย่มากเลยนะ แห้วซะแล้วเรา อืมแต่ก็แปลกนะ เพราะว่าเขาอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 เหมือนพวกเราแต่ทำไมเราไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยนะ ต้องเส้นใหญ่แน่เลยสอบเข้ากลางคันแแบบนี้น่ะ แปลกจริง ๆ เลย” เอมอรเพ้ออยู่คนเดียว โดยไม่ได้หันไปดูว่าไม้หวายเดินเข้าชมรมไปแล้ว


ในช่วงเย็นของวันนั้นหลังเลิกเรียน นักเรียนหลายคนทยอยกลับบ้านกันเกือบหมดแล้วเพราะเป็นวันศุกร์ ไม้หวายและเพื่อนร่วมชมรมยังคงวุ่นกับการเก็บของและจัดเอกสารใบสมัครสมาชิกใหม่อยู่

“น้อง ๆ เก็บของกันเรียบร้อยแล้วก็กลับก่อนได้นะจ๊ะ” ไม้หวายยังนั่งดูใบสมัครอยู่

“เสร็จแล้วค่ะ งั้นพวกเรากลับบ้านก่อนนะคะ” น้อง ๆ ของตัวลากลับบ้านก่อน คงเหลือไม้หวายและเอมอรนั่งจัดของภายในห้องชมรมอยู่ จนกระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมตามมาสมทบด้วย

“ว่าไงจ๊ะ วันนี้มีคนมาสมัครเยอะหรือเปล่า” อาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามานั่งประจำตำแหน่งที่ปรึกษาชมรมดอกไม้สด

“ค่ะ อาจารย์” ไม้หวายหยิบเอกสารยื่นให้อาจารย์ทั้งหมด

“ขอบใจจ๊ะ หฤทัย” อาจารย์พลิกดูเอกสารทั้งหมด

“คนเยอะทีเดียว สงสัยจะวางแผนโปรโมทดีคนมาสมัครเยอะกว่าทุกครั้งเลย” อาจารย์ยิ้มน้อย ๆ

“คงเป็นเพราะว่าเราเปิดสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการห่อของขวัญกับดอกไม้สดมั้งคะ เลยน่าสนใจ โดยเฉพาะพวกรุ่นน้องสาว ๆ คงอยากทำให้คนพิเศษกัน” ไม้หวายตอบอาจารย์ด้วยวาจาอ่อนน้อม

“ไม่จริงค่ะอาจารย์ หนูว่าเพราะมีนักเรียนชายหนุ่มรูปหล่อมากกว่าค่ะ หล่อมากจริง ๆ นะคะมาสมัครเข้าชมรมของเรา” เอมอรท้วงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกว่าทุกครั้ง

“จริงเหรอ ใครกันแล้วไหนใบสมัครล่ะ” อาจารย์เรียกให้เอมอรมาช่วยหาใบสมัครของนักเรียนชายที่กล่าวถึง

“อ้าว นี่เจ้าเกล้าหลานอาจารย์เองนี่” อาจารย์ทำเสียงกลั้วหัวเราะเล็กน้อย

“เจ้าเกล้า หลานอาจารย์เหรอคะ ชื่อแปลกจัง” เอมอรทำท่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับไม้หวายเธอทำเป็นไม่สนใจเดินออกมานั่งที่อีกมุมหนึ่งของห้องชมรม

“เจ้าเกล้าเป็นชื่อที่คุณแม่ของอาจารย์ตั้งให้น่ะ แกเป็นลูกชายของพี่สาวครูเอง” อาจารย์ยิ้มน้อย ๆ เช่นเคย

“ทำไมถึงมาเข้าชมรมล่ะคะ ดูบุคคลิกไม่เหมาะสมเท่าไหร่เลย หุ่นเขาน่าจะเข้าชมรมกีฬาหรือว่าศิลปะซะมากกว่าและอีกอย่างทำไมเพิ่งจะมาเข้าเรียนตอนนี้หล่ะคะนี่ก็ม.6แล้วนะคะ” เอมอรสาธยายต่อ

“ก็เจ้าเกล้าแกท้าทายครูนะซิ จำได้ไหมที่พวกเราไปจัดดอกไม้ให้บ้านครูเมื่อวันงานแซยิดแม่ของครูน่ะ เจ้าเกล้าเขามาเห็นแกเลยบอกว่า ไม่เห็นจะยากตรงไหนแค่เอาดอกไม้มาเสียบ ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ ครูเลยท้าว่าถ้าย้ายมาอยู่โรงเรียนของเราเมื่อไหร่ให้มาสมัครชมรมดอกไม้สดดูแล้วจะรู้ว่าการจัดดอกไม้ไม่ใช่แค่เอามาเสียบ ๆ แต่ต้องใช่จินตนาการและจิตใจร่วมด้วย ไม่นึกเลยว่าแกจะกล้ามาลองฝีมือกัน ตลกจังเลย” อาจารย์หัวเราะในความกล้าของหลานชาย

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามาใกล้หน้าห้องชมรมมากขึ้น ขณะที่ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์กำลังสนทนากันอยู่ก็มีเสียงห้าว ๆ ของชายหนุ่มดังเข้ามาในห้องชมรม

“น้า กลับหรือยัง คนขับรถมารอแล้ว” เจ้าเกล้าหลานชายอาจารย์รสสุคนธ์ยืนหันหลังให้กับหน้าช่องประตูของชมรมโดยไม่สนใจหันเข้าไปมองในห้อง ได้แต่ส่งเสียงเรียกอยู่หน้าห้อง

“ได้จ๊ะ เจ้าหลานชาย เดี๋ยวเก็บของก่อนนะจ๊ะ” อาจารย์หยิบกระเป๋าใบย่อมของเธอแล้วก็ลุกเดินมาหาหลานชายที่หน้าห้อง

“สวัสดีค่ะอาจารย์“ ไม้หวายและเอมอรยกมือไหว้ หญิงสาววัยกลางคนที่ปัจจุบันเธอยังคงสง่างามสมกับเป็นลูกสาวของข้าราชบริภารที่เคยร่ำเรียนวิทยาลัยในวังหญิงและเคยรับใช้ในวังมาก่อนกิริยามารยาท ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเดิน การทำดอกไม้ไม่ผิดแผกอะไรจากชาววังเลยแม้แต่น้อย

“อุ้ย ตายแล้ว เจ้าเกล้าเดินกลับไปหยิบกระเป๋าเอกสารข้างโต๊ะที่ห้องชมรมให้หน่อยซิ น้าลืมไว้น่ะ” อาจารย์วานให้หลานที่กำลังยืนหน้าไม่สบอารมณ์กลับไปหยิบของที่ชมรมอีกครั้ง

“ได้ครับ” เจ้าเกล้าเดินกลับมาที่ชมรมด้วยหน้าตาบูดบึ้ง

เนื่องจาก เขายังปรับตัวเข้ากับโรงเรียนสหะไม่ได้ เขาเคยเรียนระดับมัธยมต้นจนถึงมัธยมศึกษาปีที่5ในโรงเรียนชายล้วน จ.เชียงใหม่มาก่อน แต่เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกันเขาเลยต้องอาศัยอยู่กับอาจารย์รสสุคนธ์ที่บ้านสวนกับแม่ของเขาที่กรุงเทพฯ และจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนเนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้อยู่ไม่ห่างมากนักจากบ้านสวนของเขา เจ้าเกล้าเลยเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่ยิ้มแย้มเหมือนเดิม และพูดน้อยลง อาจเป็นเพราะเขายังสะเทือนใจกับปัญหาระหว่างพ่อกับแม่อยู่

“กำลังหาอะไรคะ” ไม้หวายเดินเข้าไปใกล้เขาทางด้านหลัง

“ผมจะมาเอากระเป๋าเอกสารที่น้าผมลืมไว้ครับ” เขาไม่ได้หันมามองเสียงที่ให้ความช่วยเหลือด้วยซ้ำ

“นี่ค่ะ พอดีฉันเอาไปเก็บไว้ที่ตู้น่ะค่ะ” ไม้หวายยื่นกระเป๋าเอกสารให้กับเจ้าเกล้า

“ขอบคุณ” เขาหันมาจะเอื้อมมือหยิบกระเป๋าจากไม้หวาย เขาต้องหยุดชะงักและจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา เฉกเช่นชายหนุ่มที่กำลังตกหลุมรักหญิงสาว แววตาที่แข็งกร้าวของเขากลับผ่อนคลายและมองเธอด้วยความอบอุ่น

จนไม้หวายรู้สึกไม่สามารถจะดึงตัวของเธอให้หลุดพ้นจากสายตาที่เขาจ้องมองเธอได้เลย ไม้หวายก้มหน้าหลบสายตาของเขาและเดินไปหยิบเก็บกระเป๋านักเรียนแล้วรีบเดินออกไปจากห้องชมรมทันที โดยไม่ทันกล่าวคำลากับเอมอร

“ไม้หวายกลับแล้วเหรอ” เอมอรตะโกนตามหลังเธอ

“ไม้หวาย” เจ้าเกล้ารำพึงเบา ๆ

เจ้าเกล้ารีบเดินออกจากชมรม เขากวาดสายตามองหาไม้หวายแต่เขาก็ไม่พบเธอ เขาประทับใจไม้หวายตั้งแต่แรกพบ แต่ตรงกันข้ามสายตาที่เขาได้รับจากไม้หวายมีแต่ความเฉยชา ไร้ซึ่งมิตรภาพ เขาเดินกลับไปที่รถของทางบ้านที่จอดรออยู่ เดินผ่านสวนลำดวนและก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อมองไปในสวนนั้นเขาเห็นไม้หวายนั่งนิ่งอยู่โดยไม่ได้สนใจว่าเจ้าเกล้ามายืนอยู่เบื้องหน้าของเธอ

“คุณ มานั่งที่นี่ทำไม ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ” เขาไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากไม้หวายเลย เหมือนกับคำพูดของเขาล่องลอยในอากาศ

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาก็ยังไม่ได้รับเสียงตอบใด ๆ เช่นเคย เขาก้มลงเก็บดอกลำดวนที่ล่วงอยู่ที่พื้น ดอกยังคงสดและเหลืองนวลเหมือนทุกครั้ง ยื่นให้กับไม้หวาย

“ผมให้คุณ” เขาวางดอกไม้ไว้บนมือที่กุมกันไว้ของไม้หวายบนโต๊ะหินอ่อนสีขาว ยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินจากไป

ไม้หวายหยิบดอกไม้ขึ้นมาดู เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ได้รับ ความอ่อนโยน และสุภาพ คำพูดที่ให้เกียรติเธอ เหมือนกับคนที่คุ้นเคยกันมานาน ไม้หวายหวั่นไหวในการกระทำของเขาเป็นอย่างยิ่ง เธอนึกย้อนถึงวันแรกที่เธอเจอกับภุม ณ ที่แห่งนี้ เธอไม่อยากให้สิ่งใด ๆ มาวุ่นวายกับที่ ที่เป็นที่ ๆ ดีสำหรับเธอและภุม

แต่การกระทำที่อ่อนโยนของเขาทำให้เธอรู้สึกผิดตลอดเวลา ว่าเธอกำลังนอกใจภุม เธอหยิบดอกไม้ที่เจ้าเกล้ามอบให้เธอขึ้นมองดู เธอไม่เข้าใจความหมายกับการให้ในครั้งนี้ แต่เธอก็เก็บดอกไม้ดอกนั้นใส่ในสมุดจดงานกลับบ้านไป ตลอดเวลาที่เธอนั่งรถมินิบัสสีขาวกลับบ้าน เธอนั่งคิดถึงภุมตลอดเวลา เธอไม่เคยลืมสิ่งดี ๆ ที่ภุมมอบให้ ข้อความในจดหมายฉบับที่สอง ที่ได้รับจากภุม คำว่าคิดถึง คำว่าคิดถึง คำนี้เองที่ยังผูกมัดหัวใจของเธอไม่ให้พรากจากกับภุมได้เลย




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2554 16:59:04 น.
Counter : 329 Pageviews.  

เก้าอี้ไม้กับสวนลำดวน(รักนี้มีเพียงใจ) - บทที่ 8 วันอำลา

บทที่ 8 วันอำลา

“นั่นไง รุ่นพี่ลงมาจากหอประชุมแล้ว”

เสียงนักเรียนรุ่นน้องหลายคนกระซิบกระซาบกับประเพณีวันอำลาสถาบันของผู้จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ รุ่นพี่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นประเพณีของโรงเรียนแห่งนี้ หลังจากนักเรียนเข้าพิธีรับมอบเกียรติบัตรจบการศึกษาเรียบร้อยแล้ว จะให้นักเรียนที่จบการศึกษาเข้าแถวและให้อาจารย์และผู้ที่จะจบการศึกษาในปีถัดไปแต่ละห้องที่ทางโรงเรียนกำหนด มอบดอกไม้ให้กับนักเรียนที่จบการศึกษา เป็นการส่งมอบกำลังใจให้แก่กันครั้งสุดท้าย

ห้องของไม้หวายไม่ได้เข้าร่วมพิธีนั้นด้วย แต่เธอก็มายืนมองดูพิธีการที่ริมสนามนี้เช่นกัน เธอมีดอกลำดวนสีเหลืองนวลแห้งผนึกอยู่ในกลางกระจกใสบาง 2 แผ่นเข้ากรอบไม้สีน้ำตาลเข้มและรอบดอกลำดวนสีเหลืองนวลติดด้วยใบไม้แห้งสีเขียวที่เธอเก็บมาจากหน้าหมู่บ้านของภุมในเวลาหลังเลิกเรียน พร้อมด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า “ที่ ๆ ดีของเรา”

เธอไม่มีโอกาสที่จะมอบของชิ้นนี้ให้กับภุม อีกไม่ถึงชั่วโมงพิธีจบลงทุกคนคงแยกย้ายกันกลับบ้าน เธอยืนมองภุมด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข เห็นเขากำลังยิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มของเขาจะติดตรึงอยู่ในใจของไม้หวายตลอดเวลา

“พี่ครับ พี่ครับ” เด็กหนุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เธอสังเกตุเห็นด้ายจุดสีที่ปักอยู่บนปกเสื้อวิ่งกระหืดกระหอบมาที่เธอและมอบซองจมหมายสีเขียวอ่อนพรมด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ยื่นให้กับเธอ

“ของใครเหรอคะน้อง” ไม้หวายประหลาดใจ

“ของพี่ภุมครับ พี่เขาฝากมาให้” ยังไม่ทันที่เธอจะถามกลับ เด็กชายรุ่งน้องก็วิ่งหนีไปโดยที่ไม้หวายไม่ทันได้ตั้งคำถาม เธอยิ้มกริ่มด้วยหัวใจที่รัวแรงมากขึ้นและใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวรู้สึกตื่นเต้นกับซองจดหมายที่อยู่ในมือตอนนี้ เธอเดินมานั่งที่ม้าหินใกล้ ๆ ริมสนามพอที่จะมองเห็นภุมยังยืนอยู่ในสายตาของเธอ ไม้หวายค่อย ๆ เปิดผนึกฝาซองออก และดึงคลี่แผ่นกระดาษสีหวานมีลวดลายใบไม้เล็ก ๆ อยู่ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษภายในซอง เธอเห็นลายมือแสนเรียบร้อยที่บรรจงเรียงร้อยกลอนบทสั้นพร้อมข้อความ

“ขอโทษกับทุกสิ่งที่ทำไป ขอโทษที่ทำให้หัวใจต้องบอบช้ำ

ขอโทษที่ไม่ได้ทำอย่างที่ต้องการ ขอโทษที่ทำให้วันวานไม่กลับมาเหมือนเดิม”

ขอให้โชคดี และ พบเจอสิ่งที่ดี

พี่ภุม

ไม้หวายอ่านตัวอักษรที่เรียงร้อยถ้อยคำหลายรอบ เธอหลุดจากความวุ่นวายและเสียงรอบข้างชั่วขณะ ดวงตาเริ่มปร่ามองเห็นตัวอักษรเลือนลาง รอบข้างเธอยังคงมีผู้คนเดินสวนกันไปมา แต่เหมือนมันอื้ออึงจับใจความกับสิ่งรอบตัวไม่ได้สักอย่าง มือของเธอค่อย ๆ ลดระดับลง เธอจับกระดาษไว้แน่นจนเหงื่อซึมออกจากมือ

พอเริ่มตั้งสติได้พบว่าในซองยังมีกระดาษสีขาวแข็งขนาด 1 ใน 4 ส่วนของกระดาษขนาดโปสการ์ดสอดอยู่เธอพลิกดูเป็นรูปของภุมที่ถ่ายอยู่ในห้องนองของเขาพร้อมด้วยกีตาร์ตัวโปรด ห้องนอนสีฟ้าอ่อน ผ้าคลุมเตียงน้ำทะเล ดวงหน้าที่แย้มยิ้ม เธอมองดูภาพที่อบอุ่นนั้น จนเพื่อนเข้ามาทักเธอรีบเก็บกระดาษและรูปใส่ลงในซองเหมือนเดิมลุกเดินตามเพื่อนไป

ภุมยืนมองอากัปกิริยาของเธอจนเธอเดินลับสายตาของเขาไป ภุมถอนหายใจเบา ๆ กับวันสุดท้ายที่เขาจะได้แอบมองเธอแบบนี้ เขาเดินถือดอกไม้และประกาศนียบัตรที่เพิ่งได้รับมอบเดินตามไม้หวายอยู่ห่าง ๆ จนเห็นว่าเธอขึ้นรถมินิบัสสีขาวกลับไปแล้ว เขายืนมองรถคันนั้นอยู่หน้าโรงเรียนจนสุดสายตาที่เขาสามารถจะมองเห็นได้

เขาเดินกลับเข้ามาสมทบกับเพื่อน ๆ ในโรงเรียน มองดูรอบ ๆ โรงเรียน ตั้งแต่เขามาเรียนที่นี่เขารู้สึกว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาตั้งแต่ได้พบและรู้จักไม้หวาย เขารู้สึกดีมาก สดชื่น และมีกำลังใจ ชีวิตของเขามีสีสันมากขึ้น

“เฮ้ย ภุมวันนี้ไปบ้านนายนะ ไปฉลองกัน” พีทกอดคนเพื่อนสนิท

“เอา ซิ ไปกันหลาย ๆ คนนะ” ภุมเดินกลับบ้านพร้อมกับเพื่อน ๆ ร่วมกลุ่มที่สนิทกัน เขาอยากสนุกกับวันนี้ให้เต็มที่ พีทพาปิ่นไปร่วมงานด้วย เพราะปิ่นก็เรียนจบปีนี้เหมือนกัน

“ภุม ปิ่นขอคุยอะไรด้วยซิจ๊ะ” ปิ่นเดินเข้ามาใกล้ภุมและกระซิบถามถึงเรื่องของริน ปิ่นรู้สึกตกใจมากที่ภุมตกลงปลงใจว่าจะดูแลรินตลอดไป ภุมเล่าเรื่องจดหมายขอโทษให้ปิ่นฟัง

“ปิ่นเราขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรอก” ภุมจิบเครื่องดื่มจากแก้วอย่างช้า ๆ

“อืม ช่างเถอะ เราว่าความรักมันเป็นสิ่งไม่แน่นอน เรายังไม่รู้เหมือนกันว่าพีทจะจริงจังกับเรานานแค่ไหน อีกหน่อยเข้ามหาวิทยาลัยอะไรคงเปลี่ยนไป” ปิ่นพูดจาเหมือนผู้ใหญ่ที่ปลงแล้ว

“แหม ไม่ขนาดนั้นหรอกนะปิ่น เราอยู่ทั้งคน” ภุมหัวเราะเบา ๆ

“ภุมอยากเจอหวายไหม” ปิ่นทำหน้าซีเรียส ภุมไม่ได้ตอบคำถาม เขาลุกหนีไปสมทบกับเพื่อน คนอื่น ๆ ทิ้งให้ปิ่นเข้าใจในคำตอบเอง ว่านับจากนี้ไปภุม คงจะไม่กล้าสู้หน้าไม้หวายอีกต่อไป


ปิดเทอมใหญ่ผ่านไปภุมเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยของเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่พี่ชายของเขาเรียนอยู่ ภุมเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาดภาคภาษาอังกฤษ เขาตื่นเต้นกับสถานที่แปลกใหม่และผู้คนก็เปลี่ยนไป ขอบเขตต่าง ๆ หรือกฎเกณฑ์ภายใต้สถาบันความเข้มงวดด้วยข้อบังคับต่าง ๆ ดูเหมือนจะน้อยกว่าสมัยเรียนมัธยมแม้กระทั่งการแต่งตัวของเขาเอง รวมถึงผู้หญิงทั้งหลายที่แปลกใหม่และสร้างความตื่นตาให้กับเขามาก ความเป็นหนุ่มเริ่มเกิดขึ้นกับตัวของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

ความรู้สึกเมื่อมองผู้หญิงก็เปลี่ยนไป เขารู้สึกตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง เมื่อนักศึกษาสาว ๆ เข้ามาใกล้เขา พูดคุยกับเขาทำให้เขาลืมรินที่พยายามมัดใจเขาอยู่ทุกวัน ส่วนพีทกับปิ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลเดียวกัน แต่เลือกคนละคณะ พีทเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาดเช่นเดียวกับภุม ส่วนปิ่นเลือกเรียนอักษรศาสตร์ ด้านภาษาอังกฤษ

ทั้งสองคนก็รู้สึกเช่นเดียวกับภุม แต่พีทเปลี่ยนไปมาก เริ่มเหินห่างกับปิ่นและโกหกในหลาย ๆ เรื่องทำให้ความรักของเขาและเธอจบลง พีทมีคนสนิทคนใหม่แทนที่ปิ่น ทำให้ปิ่นเสียใจและไม่อยากเข้าใกล้ผู้ชายอีก เธอคุยกับไม้หวาย และได้กำลังใจจากไม้หวาย เธอเล่าเรื่องของภุมให้ไม้หวายฟัง แต่นับจากที่เธอกับพีทเลิกติดต่อกัน ข่าวคราวของภุมก็หายไป ทำให้ไม้หวายไม่รู้เรื่องของภุมเช่นกัน


เปิดเทอมคราวนี้ไม้หวายรู้สึกเหงามากกว่าทุกครั้ง ไม่มีปิ่น และ ภุมอีกต่อไปแล้ว มีบ้างบางครั้งที่ปิ่นจะกลับมาช่วยงานที่ชมรม ไม้หวายรู้สึกว่าสองปีที่เหลืออยู่เธอจะต้องหาอะไรทำให้มากขึ้น เพื่อที่ลืมจะเรื่องราวเก่า ๆ และเตรียมตัวกับการเตรียมสอบ รวมถึงงานที่ชมรม คำว่าอำลาเธอเริ่มจะคุ้นเคยดี หนึ่งปีผ่านไป เทอมหน้าเธอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว เธอเข้าชมรมน้อยลงในสองปีสุดท้าย และขะมักเขม้นกับเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยลัยมากขึ้น

ปิ่นเริ่มห่างหายจากโรงเรียนแห่งนี้ไปเนื่องจากการเรียนที่หนักขึ้นและกิจกรรมต่าง ๆ ตามนิสัยของปิ่นที่ชอบร่วมทำชมรม ไม้หวายเข้าใจความรู้สึกของปิ่นดีว่าเธอทำไมต้องทำอะไรมากมายทั้งที่เรียนหนักมากขึ้น คำว่า “ลืม” ตัวเดียวเท่านั้นเอง

ปิ่นและหวายคงคิดเหมือนกันที่ต้องหากิจกรรมทำ เพื่อให้ลืมเรื่องราวในอดีตไม่กลับมาวนเวียนอีกครั้ง พอถึงวันจัดงานอำลาปีนี้ห้องของไม้หวายได้เข้าร่วมเป็นผู้มอบดอกไม้ให้กับพี่มัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอนึกถึงวันที่เธอได้รับซองสีเขียวอ่อนในวันนั้น นึกถึงบรรยากาศและภาพความทรงจำเหล่านั้น ความซึมเศร้าเข้าครอบงำเธออีกครั้ง กลิ่นบรรยากาศหวนกลับมา หลังจากจบพิธีรับมอบเธอเดินกลับไปที่สวนลำดวนในขณะที่ทุกคนทยอยกลับบ้านจนเหลือนักเรียนบางตากว่าทุกวัน

“นึกอยู่แล้วว่าหวายต้องมาหลบอยู่ที่นี่” ปิ่นหอบหิ้วของฝากและหนังสือเกี่ยวกับการจัดดอกไม้เล่มใหม่มาฝากให้กับชมรม

“ว่าไง นั่งซึมเชียวนะ จะได้เป็นหัวหน้าชมรมและก็เลื่อนชั้นขึ้น ม.6แล้ว ต้องมาคิดมากอีกหรือไงเรา” ปิ่นลูบผมของไม้หวายเบา ๆ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ดีใจจังที่ได้เจอพี่อีกครั้ง หายไปนานเลยนะ สงสัยยังทำใจไม่ได้แน่เลย” ไม้หวายยิ้มน้อย ๆ พร้อมแซวแถมให้ด้วย

“ก็ประมาณนั้นแหละ เดี๋ยวก็ดีเอง ว่าแต่เราเถอะเป็นไงบ้างล่ะ ถ้าจะถามเรื่องของใครบางคนพี่ไม่รู้นะ รู้แต่ว่าเขาก็เรียนหนักเหมือนกันเท่านั้นแหละ” ปิ่นหัวเราะเบา ๆ และสูดอากาศที่สดชื่นภายในสวนลำดวน เธอลุกขึ้นยืนเหมือนกับคนที่กำลังใจเต็มไปด้วยความหวังและสูดลมหายใจเสียงดังเพื่อเรียกพลังกลับมา

“ไปเถอะหวาย ไปเดินเล่นกัน” ปิ่นดึงมือของไม้หวายขึ้นจนถุงที่อยู่ที่หน้าตักของไม้หวายล่วงหล่นไปที่พื้น

“อุ้ย ขอโทษนะแตกหรือเปล่า” ปิ่นหน้าเสีย รีบหยิบกรอบกระจกดอกลำดวนขึ้นมาสำรวจโดยรอบ

“ไม่เป็นไรหรอกคะ” ไม้หวายดึงของกลับมาใส่ถุงไว้เหมือนเดิม

“อยากเอาไปให้ใครหรือเปล่า เอาไปไว้หน้าบ้านก็ได้นี่จ๊ะ อย่างน้อยหวายอาจจะรู้สึกดีขึ้นมาก็ได้นะ” ปิ่นจูงมือหวายเดินไปยังจุดหมายที่ไม้หวายอยากไป


หน้าหมู่บ้านที่มีร่มไม้และสายลมโชยอ่อน เก้าอี้ไม้สีน้ำตาลตัวเดิมทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม้หวายสำรวจไปรอบ ๆ หน้าหมู่บ้านของภุม ที่ ที่ เธอเคยสัมผัสไออุ่นแห่งความสุข หนึ่งปีแล้วซินะที่เธอไม่ได้ย่างกรายเข้ามาที่นี่อีกเลย ปิ่นก็เช่นกัน ใบไม้เริ่มร่วงหล่นจนเหลือใบน้อยกว่าทุกครั้งเพราะถึงฤดูกาลของมันที่รอผลัดใบใหม่ พื้นถนนคอนกรีตเต็มไปด้วยใบไม้สีเหลืองเขียวปะปน เก้าอี้ยาวสีน้ำตาลตัวเดิมมีใบไม้เหล่านั้นปกคลุมบาง ๆ เหมือนกับว่าผ่านไปหนึ่งปีไม่มีใครมาพักพิงมันเลยบรรยากาศเงียบเหงาทำให้หัวใจของสาวน้อยทั้งสองคนรู้สึกเปล่าดายมากกว่าเดิม ทั้งสองเดินจูงมือกันเข้าไปในหมู่บ้าน

ไม้หวายสัมผัสได้ถึงความแตกต่างในเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เธอควรจะเลิกรักภุม และ เลิกหวังว่าจะได้เจอกับเขาอีกแล้ว เธอสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวของเธอนับตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ ผู้คนบางตา บ้านหลังแรกจนถึงหลังถัดมาทุกอย่างถูกปลูกสร้างในบ้านเดี่ยวชั้นเดียวขนาดประมาณ 60 ตารางวา รูปแบบคล้ายคลึงกันมีรั้วรอบขอบชิด ต้นไม้เขียวชอุ่ม สิ่งที่ทำให้จำได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นของใครคงหนีไม่พ้นสีของตัวบ้านและสวนไม้ดอกที่แตกต่างกัน รถเก๋งยี่ห้อดัง ๆ เทียบอะไรไม่ได้กับเธอที่อยู่บ้านเช่าในชุมชมจัดสรรเลย
เธอรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง เธอสู้อะไรรินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เธอถอนใจเบา ๆ ทำไมยิ่งเดินเข้าไปความเหนื่อยล้าในหัวใจมากขึ้นทุกขณะ

“หวายเป็นอะไรหรือเปล่าไม่พูดเลย” ปิ่นหยุดมองหน้าที่ซีดเผือดของไม้หวาย

“เปล่าจ้ะ ที่นี่สวยดีนะ น่าอยู่จัง เราจะมีอย่างนี้บ้างไหมนะ” ไม้หวายยิ้มน้อย ๆ เช่นเคย

“มีซิ สักวันเมื่อหวายโตเป็นผู้ใหญ่ต้องได้มีบ้านแบบนี้แน่นอน เชื่อพี่ซิ” ปิ่นให้กำลังใจ

“ถึงแล้วหวาย นี่ไงบ้านของภุม พี่ว่าวันนี้ไม่มีใครอยู่แน่เลย” ปิ่นชี้ให้ดูเมื่อหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของภุม

บ้านสีฟ้าเหมือนกับภาพถ่ายในห้องนอนของภุม รั้วเหล็กความสูงไม่มากนักที่ถูกปกคลุมด้วยต้นตีนจิ้งจกและดอกพวงชมพู สวนหน้าบ้านมีชุดนั่งเล่นเป็นเหล็กดัดสีทองขลิบดำ และข้าง ๆ มีชิงช้าหลังคาสูงสีฟ้าสำหรับนั่งสองคนอยู่ข้าง ๆ ต้นมะม่วงชูช่อดอกไหวพร้อมจะออกลูกให้ได้ชิม ต้นหมากผู้หมากเมียที่ถูกปลูกอยู่ใกล้รั้วหน้าบ้านเพิ่งจะสูงพ้นรั้วมาได้ขนาดแค่ประมาณเมตรครึ่ง และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ มากมายที่เหมือนเพิ่งจะเริ่มโตมีแต่มะม่วงเท่านั้นที่สูงใหญ่ให้ร่มเงาได้ ฝั่งหน้าบ้านด้านโรงจอดรถ มีไม้ตะกร้อสำหรับสอยลูกมะม่วงเสียบอยู่ใต้หลังคารถและตามชายคาถูกเรียงรายด้วยกล้วยไม้หลากสีปลูกอยู่ในเถามะพร้าวดูสวยงาม สายลมยังคงโชยอ่อนเหมือนทุกครั้ง ไม้หวายยืนชื่นชมกับสิ่งที่พบเห็น

เธอสบายใจที่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก ได้สัมผัสกับภาพบรรยากาศเหล่านี้น่าเสียดายเท่านั้นเองที่คนพาเธอมาไม่ใช่เจ้าของบ้าน เธอหันไปขอบคุณปิ่นและยิ้มอย่างมีความสุข เธอหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกดีและสบายใจทั้งที่ขณะที่เธอเดินเข้ามาความรู้สึกของเธอตรงข้ามกับ ณ วินาทีนี้ เธอหยิบของขวัญที่ตั้งใจจะให้ภุมเมื่อปีที่แล้วไปวางไว้ในกล่องรับไปรษณีย์ซึ่งเล็กจนของใส่เข้าไปไม่ได้ เธอจึงนำของ ๆ เธอใส่ถุงใบสวยแขวนไว้ที่ประตูรั้วแทน และยืนมองหน้าบ้านของภุมด้วยความสงบนิ่งสักชั่วครู่จึงชวนปิ่นกลับ

“พี่ไปก่อนนะหวายรถพี่มาแล้ว” ปิ่นเตรียมตัวจะเดินไปขึ้นรถ ไม้หวายจับมือของเธอไว้แน่น และขอบคุณเธอด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขอีกครั้ง

ไม้หวายนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมที่ ๆ เธอเคยนั่งเล่นกับภุมและทานน้ำปั่นเย็นชื่นใจ ภาพเหล่านั้นไม่หวนกลับมาได้อีก แต่ก็ไม่มีวันที่เธอจะลืมความสุขเหล่านั้นได้เลย ไม่มีวันที่เธอจะลืมเขาได้เลย “ขอเก็บสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไว้ในใจนะคะพี่ภุม”

ในขณะที่เธอกำลังนั่งหลับตาพริ้มในความร่มรื่นของอุโมงค์ต้นไม้หน้าหมู่บ้าน รถขายน้ำปั่นผลไม้ก็วิ่งมาพอดี เธอเดินไปสั่งเครื่องดื่มที่ภุมเคยซื้อให้เธอ ขณะเดียวกับที่ภุมเดินลงมาจากรถมินิบัสสีขาว เขาเดินกลับเข้าบ้านโดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่าไม้หวายอยู่บริเวณนั้นจนกระทั่ง เขาเดินไปถึงหน้าบ้านเขาเห็นมีถุงกระดาษเคลือบพลาสติกสีชมพูจาง ๆ แขวนอยู่ที่ประตูรั้ว เขาเปิดประตูรั้วเข้าไปและหยิบถุงนั้นติดมือเพื่อไปนั่งดูที่ชิงช้าสีฟ้า เขาโยกชิงช้าเบา ๆ วางหนังสือลงข้างกายและเปิดถุงดู เขาตกใจมากกับของที่เขาได้พบ

“ดอกลำดวน ที่ที่ดี ของเรา หวาย หวายมาที่นี่” ภุมลุกลี้ลุกลนขี่มอเตอร์ไซด์เวสป้าสีฟ้าเจือขาว รถของเขาตกแต่งที่ด้านหลังใกล้ท่อไอเสียมีการพ่นสีเป็นรูปดอกลำดวนสีเหลืองนวล ออกจากบ้าน เขาคิดว่าหวายคงอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้

“ภุมไปไหน รอรินด้วย” รินวิ่งตาม แต่ภุมไม่ได้เหลียวหลังกลับมามองรินที่กำลังเดินตามเขาเลย

ภุมขี่มอเตอร์ไซด์ไปที่หน้าหมู่บ้านสำรวจโดยรอบไม่เห็นมีใครอยู่ที่หน้าหมู่บ้านสักคน นอกจากรถขายน้ำปั่นผลไม้ เขาเข้าไปถามพ่อค้าด้วยความสนิทสนม

“พี่ครับเห็นเด็กนักเรียนผู้หญิงมาแถวนี้บ้างไหม” พ่อค้าบอกว่ามีหลายคนมาซื้อน้ำเมื่อสักครู่ เขาสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้าใกล้เธอมากขึ้น เขาขี่มอเตอร์ไซด์กลับไปที่โรงเรียน แต่รั้วโรงเรียนปิดหมดแล้ว วันนี้เป็นวันอำลาทุกคนกลับบ้านเร็วกันหมด เขาหมดหวังไม่รู้จะไปตามหาไม้หวายได้ที่ไหน เขากลับมาที่หน้าหมู่บ้าน จอดรถเวสป้าไว้ที่หน้าหมู่บ้านและเดินมานั่งที่เก้าอี้ยาวสีน้ำตาลตัวเดิม

เขาหลับตาเพื่อรำลึกถึงวันเก่า ๆ อีกครั้ง เมื่อลมพัดโชยบรรยากาศเก่า ๆ เข้าครอบงำ ภาพแห่งความสุขกำลังฉายวนไปวนมาอีกครั้ง

ไม้หวายเดินข้ามถนนจากฝั่งตรงข้ามหน้าหมู่บ้าน เธอแวะซื้อขนมเค้กที่มินิมาร์ทหน้าหมู่บ้านของภุมกลับไปฝากน้อง ๆ ที่บ้านของเธอ หัวใจของเธอเต้นแรงจนมือไม้สั่น นัยน์ตาเริ่มคลอด้วยน้ำตาภาพเบื้องหน้าที่เธอเห็น ชายคนหนึ่งที่เธอรอคอยนั่งอยู่ที่เก้าอี้สีน้ำตาลตัวเดิม เธอหยิบมาผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่เอ่อล้นเพื่อมองภาพชายที่เธอเห็นให้ชัด ๆ

สีผิวของเขาดูคล้ำขึ้นเล็กน้อย เคราเขียวไร ๆ ที่ข้างแก้มดูคมชัดชึ้น ผมรองทรงสลวยดูสะอาดตา ขาที่ดูยาวขึ้นอาจเพราะสวมกางเกงขายาวสีดำ เชิ้ตนักศึกษาแขนยาวสีขาวทำให้ดูตัวหนาขึ้น ภุมโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ใบหน้าอิ่มเอม ไม้หวายกำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปหาดีหรือไม่ เธอตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกในบ่อน้ำคูใหญ่ เธอตื่นเต้นมากกว่าครั้งแรกที่เจอกับภุมที่สวนลำดวน

“พี่ภุมจะเจอของที่เราให้หรือยังนะ” เมื่อไม้หวายตั้งสติได้เธอกำลังจะเดินเข้าไปที่เก้าอี้ตัวเดิม เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายรินมาก เดินแซงหน้าเธอไปและหันมามองหน้าเธออย่างเย้ยหยัน เธอแปลกใจเพราะไม้หวายเคยเห็นรินแค่ครั้งเดียวเลยจำหน้าตาไม่ได้เท่าไหร่ แต่สายตาของสาวน้อยคนนี้กำลังจ้องมองมาที่เธอแบบไม่ถูกชะตานัก เธอก้าวขาก้าวต่อไปไม่ไหวเมื่อผู้หญิงคนนั้นตะโกนเรียกภุมอย่างสนิทสนม ไม้หวายรีบวิ่งไปหลบที่ข้างต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้กัน

“ภุม ออกมาหน้าหมู่บ้านทำไมไม่รอรินเลย รินจะมาซื้อของที่มินิมาร์ทนะ” รินเสียงดังใส่ภุม แต่ภุมทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม้หวายสงสัยว่าภุมกำลังคิดอะไร แต่ไม้หวายผิดหวังมากที่ภุมไม่ได้ออกมาตามหาเธออย่างที่เธอคิด เขาคงรอคนรักของเขา ประจวบเหมาะกับรถมินิบัสสีขาวมาพอดี เธอหันมามองภาพของเขาครั้งสุดท้ายและกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาและสัญญาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอจะเสียใจให้กับผู้ชายคนนี้ ก่อนที่จะก้าวขาขึ้นรถไป

ภุมมองเห็นรถมินิบัสสีขาวจอดหน้าหมู่บ้าน เขาเห็นนักเรียนหญิงจากด้านหลังกำลังก้าวขึ้นรถ เขาวิ่งออกมาที่หน้าหมู่บ้านรถมินิบัสสีขาววิ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ภาพที่เขามองเห็นลาง ๆ เหมือนกับมีผู้หญิงคล้ายไม้หวายกำลังมองมาที่เขา เขาทดท้อมาก เขานึกขึ้นได้ว่าเขาต้องขี่มอเตอร์ไซด์ตามระยะทางที่เขาเดินกลับไปเอาเวสป้าของเขา และระยะเวลาที่เขาขี่รถไป รถมินิบัสคันนั้นก็เข้าอู่ไปแล้ว

ที่อู่รถมีหมู่บ้านทาวเฮ้าส์กำลังสร้างอยู่และเลยไปมีรถสองแถววิ่งผ่านอีกหนึ่งสายผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ เขาจนปัญญาที่จะตามหาเพราะผู้โดยสารที่มากับรถคันนั้นลงหมดแล้ว เขาขี่เวสป้ากลับบ้านอย่างช้า ๆ อย่างคนที่ไร้จุดหมายปลายทางในชีวิต เขาจอดรถที่หน้าโรงเรียน จนยามที่รู้จักเข้ามาทักทาย

“นี่ภุม ไม่เห็นมาเยี่ยมโรงเรียนเลย วันนี้มีงานอำลานักเรียนเขากลับบ้านกันหมดแล้วหล่ะ” ยามใจดีพูดไปเปิดประตูรั้วเชื้อเชิญให้ภุมเข้าไปข้างในโรงเรียน

“ผมขอเข้าไปเดินเล่นได้ไหมครับลุง”

ยามใจดีอนุญาตภุม

ภุมเดินเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้งหลังจากหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนเดียวในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยทั้งที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียนแท้ ๆ เขาเดินไปที่โรงอาหารนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ และ ที่ที่เขาไม่เคยลืมเลย สวนลำดวน ที่ที่ เขาเคยเจอไม้หวายเมื่อเช้าวันหนึ่ง เขานั่งลงที่ม้าหินสีขาวอ่อน ดอกลำดวนเบ่งบานมากกว่าทุกครั้งเพราะว่าเป็นช่วงใกล้ฤดูหนาวแล้ว บางดอกก็กำลังขึ้นเป็นเม็ดตูมเพื่อจะแปรกลีบเป็นใบสีเหลืองนวล เขาก้มเก็บดอกลำดวนที่ล่วงหล่นที่พื้น เขานึกถึงไม้หวาย ไม้หวายคงจะเก็บดอกลำดวนจากที่นี่เช่นกัน สักชั่วครู่เห็นว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้วเขาจึงเดินกลับ

เส้นทางนี้ต้องผ่านชมรมดอกไม้สด เขาไม่ลืมที่จะแวะไปดูหน้าชมรมที่ที่เขาเคยมาช่วยงานชมรมนี้บ้างเป็นครั้งคราว นึกถึงรอยยิ้มของไม้หวายเวลาที่อยู่กับดอกไม้และเพื่อน ๆ ที่ชมรมเป็นที่ที่จะได้เห็นไม้หวายพูดคุยอย่างสนุกสนาน เพราะมีปิ่นร่วมสมทบด้วย ทันใดนั้นเองเขาเหลือบไปเห็นบอร์ดสมาชิกชมรม รูปของไม้หวายอยู่ในตำแหน่งประธานชมรมดอกไม้ในชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เขายืนยิ้มกับความสำเร็จนี้และคิดว่าไม้หวายคงดีใจเป็นที่สุด เขาพูดกับรูปไม้หวายเบา ๆ “โชคดีนะ”

คืนนั้นเขานอนมองกรอบกระจกดอกลำดวนจนพล่อยหลับไป

“พี่ภุมอยากเจอไม้หวายมากนะ ราตรีสวัสดิ์ครับหวาย”




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2554 13:24:02 น.
Counter : 367 Pageviews.  

เก้าอี้ไม้กับสวนลำดวน(รักนี้มีเพียงใจ) - บทที่ 7 ความจริงที่ปรากฎ


บทที่ 7 ความจริงที่ปรากฎ

ติ๊ง ต๊อง

“ขอเชิญผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมปลายร่วมประชุมที่หอประชุมชั้นบนได้แล้วค่ะ”

เสียงประกาศดังขึ้นสามครั้งเพื่อให้ผู้ปกครองที่นั่งพักอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโรงเรียนได้ทราบทั่วกัน บุคคลที่ดูจะตื่นเต้นคงเป็นนักเรียนเพราะเป็นระยะเวลา 1 เดือนกับอีก 2 อาทิตย์ที่ต่างคนต่างไม่ได้เจอหน้ากัน เสียงของนักเรียนจึงคุยกันดังไปทั่วปนกับเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กแรกรุ่น

“ประชุมเสร็จแม่ก็มารอหวายที่นี่นะ” ไม้หวายเดินขึ้นไปส่งแม่เธอถึงในห้องประชุม ก่อนลงเธอออกมายืนมองไปรอบ ๆ บริเวณโรงเรียนจากชั้นบนของหอประชุม ผู้คนละลานตาไปหมด คงจะยากที่จะได้พบหน้าเขาในเวลานี้

“หวาย พี่อยู่ทางนี้” เสียงของภุมตะโกนเรียกขณะที่หวายเดินลงจากหอประชุม

เธอถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น ตอนนี้ภุมวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเธอ พร้อมด้วยสีหน้าแสดงความดีใจที่ได้พบกัน เธอยิ้มน้อย ๆ ออกมา

“หวายมากับใครเหรอ พี่มากับพ่อน่ะ” ภุมอธิบายพร้อมด้วยรอยยิ้ม

“หวายมากับแม่ค่ะ ขอตัวก่อนนะ” ไม้หวายพยายามปลีกตัวออกห่างจากภุม
ภุมเห็นท่าทางของไม้หวาย ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีมากนัก เพราะดวงตาของเธอตอนนี้ กำลังบ่งบอกอะไรบางอย่าง มันเศร้าจนเขาจับความรู้สึกนั้นได้ดี

“หวายไม่คุยกันก่อนเหรอ” ภุมชักสีหน้าเล็กน้อย

“พอดีหวายนัดเพื่อนไว้ค่ะ ขอตัวก่อนนะ” ไม้หวายพูดเสร็จก็รีบวิ่งลงบันไดจากภุมมา ทิ้งชายหนุ่มที่สีหน้าแฝงความสงสัยไว้

“ภุม มาอยู่นี่เอง รินตามหาอยู่นะ ส่งคุณพ่อขึ้นไปแล้วเหรอ” รินดึงมือของภุมให้ไปหาที่นั่งรอที่โรงอาหาร

เขารู้สึกว่าโชคดีแค่ไหนที่ไม้หวายไม่ได้หยุดยืนคุยกับเขา ไม่อย่างนั้น เขาถอนใจออกมา

หรือว่า ไม้หวายรู้เรื่องระหว่างเขากับรินแล้ว ไม้หวายจึงพยายามหลบหน้าของเขา ภุมสะบัดมือจากรินอย่างแรงทำให้รินตกใจ

“ภุมเป็นอะไร โกรธอะไรรินอีกล่ะ” รินพูดเบา ๆ แกมโมโหเล็กน้อย

“เปล่า กลับบ้านก่อนเถอะ บอกว่าไม่ต้องตามมาไม่ฟังกันบ้างเลย” ภุมเดินไปนั่งที่เก้าอี้โรงอาหารวางเอกสารลงโครมใหญ่ทำให้ผู้คนที่นั่งอยู่แถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว

“ภุม พาใครมาด้วยเหรอ ไม่เห็นแนะนะให้รู้จักเลย” เพื่อน ๆ ผู้หญิงของภุมทำเป็นเย้าแหย่

แต่ภุมไม่ได้ใส่ใจกับเสียงทักทายเหล่านั้น เขานั่งหน้านิ่ว และพยายามเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้ รินได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อนให้กับเพื่อน ๆ ของภุม

“ภุมเห็นพีทไหม” เสียงของปิ่นทักมาแต่ไกล ทำให้ภุมตกใจมาก

เขาเห็นปิ่นรีบจ้ำเท้าเร็วขึ้นและมาหยุดยืนตรงหน้าเขา และแถมด้วยสีหน้าแปลกใจ เธอมองสาวน้อยที่นั่งแชล้มอยู่ข้าง ๆ เขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป นอกจากยิ้มทักทายตามมารยาท และ ไม่ทันที่จะฟังคำตอบใด ๆ จากภุม ปิ่นก็พบกับพีทเข้าพอดีจึงขอตัวออกไป ทำให้ภุมรู้สึกแย่กว่าเดิม เขาปล่อยให้รินนั่งรอพ่อของเขาอยู่ที่เดิม ส่วนเขารู้สึกเครียดมาก เพราะเรื่องนี้เขาไม่แน่ใจว่าปิ่นกับพีทจะไปเล่าให้ไม้หวายฟังไปในทิศทางไหน เขาเลยลุกขึ้นยืนและรีบก้าวเท้าออกไปจากที่ตรงนั้น

“ภุมไปไหน” รินวิ่งตามเขามาติด ๆ

“ไปห้องน้ำ ไม่ต้องตามมาอยู่นี่แหละ” เขาหันมาทำเสียงดังใส่เธอ และ เดินก้มหน้าก้มตาไป

เขาเดินไปที่สวนลำดวนซึ่งวันนี้มีนักเรียนมากมายนั่งรอผู้ปกครอง เขาไม่เห็นแม้แต่เงาของไม้หวาย ทำให้เขายิ่งกระวนกระวายใจมากยิ่งขึ้น เขาเดินไปเรื่อย ๆ มองไปรอบ ๆ ก็มีแต่ผู้คน เขาจึงเดินขึ้นไปบนอาคารเรียนหน้าชมรมภาษาอังกฤษสิ่งที่เขาได้พบคือ ไม้หวาย เขาดีใจมากรีบเดินปรี่เข้าไปหา และก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของริน เพื่อลดภาวะตรึงเครียดออกไป

“ไม้หวาย ให้พี่นั่งด้วยนะ ข้างล่างคนเยอะมากเลย” ภุมลงนั่งข้าง ๆ เธอ เธอขยับตัวออกจากที่นั่งเดิมเล็กน้อยและหันมายิ้มที่มุมปากให้

“ฟังเพลงที่พี่ให้หรือยัง” ภุมเสียงเบาลงเหมือนทุกครั้งที่เขามีความรู้สึกภายในใจซ่อนไว้

“ยังเลยค่ะ ไม่มีเวลา” ไม้หวายก้มหน้าเล็กน้อย และหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้าที่ปวดร้าว

“อีกไม่กี่วันจะเปิดเทอมแล้ว เราคงได้เจอกันอีกนะหวาย” ภุมพูดกลับแต่ไร้เสียงของเธอตอบกลับมาทำให้บรรยากาศรอบข้างของเวลาใกล้เที่ยงดูเงียบมากขึ้น จนกระทั่งพีทและปิ่นเดินเข้ามาพบทั้งสองคนพอดี

“เฮ้ย ภุมมาอยู่นี่กับหวายเอง” พีทและปิ่นหันมายิ้มให้คนทั้งสอง

“พอดีปิ่นให้พีทขึ้นมาเอาของที่ห้องอาจารย์ภาษาอังกฤษพอดี ไม่คิดว่าจะเจอทั้งสองคน คุยอะไรกันเหรอ” ปิ่นแกล้งเก้อ

“เปล่าค่ะ ใกล้เวลาเลิกประชุมผู้ปกครองแล้วหวายขอตัวนะเดี๋ยวแม่รอ”
ไม้หวายกล่าวคำลาให้กับพีทและปิ่นพร้อมด้วยรอยยิ้ม เธอหันมามองภุมอีกครั้งด้วยความนิ่งเฉยและเดินจากไป

“เฮ้ยภุมเด็กผู้หญิงที่มากับแกเป็นใคร” พีทตั้งหน้าขมวดคิ้ว

“แกรู้ใช่ไหมว่าฉันอยู่ข้างบน” ภุมชักสีหน้า

“เออก็รู้ ซีวะ ห่วงแต่หวายแหละจะรู้สึกยังไงก็ไม่รู้” พีทหันหลังให้ภุมที่กำลังเดินไปเดินมาด้วยความหงุดหงิด

“ช่างเถอะ ปิ่นว่าพีทอย่าไปยุ่งเลยปล่อยให้ภุมคุยกับไม้หวายก่อนดีกว่านะ อะไรก็คงดีขึ้นเองแหละ ใช่ไหมภุม” ปิ่นหันมายิ้มน้อย ๆ เพื่อให้กำลังใจภุม

“ขอบใจนะ แต่หวายคงโกรธมาก” ภุมเสียงอ่อย

“แต่คงไม่ต้องพูดแล้วล่ะ เพราะทุกสิ่งมันเลวร้ายมาก ฉันมันไม่ดีเอง ห้ามใจตัวเองไม่อยู่ ปล่อยให้ทุกอย่างมันล่วงเลยและแย่มากขึ้น ฉันเองก็เครียดมากจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว” ภุมนั่งกุมขมับอยู่ที่ที่นั่งหินอ่อนหน้าห้องเรียน

“หมายความว่า นายกับผู้หญิงคนนั้น มีอะ…อะ..ไรกันเหรอ” พีททำเสียงตกใจ

“โถ่เอ้ย นายภุมแล้วจะทำยังไงดีล่ะ” พีทตบไหล่ภุมเบา ๆ

“เอาไว้เราสามคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับแล้วกันนะ ยังไงปิ่นจะหาทางช่วยเอง แต่ตอนนี้เรากลับบ้านก่อนดีกว่านะ พ่อกับแม่คงรอแย่แล้วหล่ะ” แล้วทั้งสามคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป


“เป็นอะไรหวายเงียบเชียวไม่สบายหรือเปล่า” แม่ของไม้หวายเอามือมาคลำที่หน้าผากเพื่อวัดความร้อนแทนปรอท

“เปล่าหรอก สงสัยวันนี้ตื่นแต่เช้าง่วงมั้งแม่ ไปนอนก่อนนะ” ไม้หวายทำท่าหาว

ไม้หวายอาบน้ำแล้วก็ลงมานั่งลงที่ข้างเตียงมองออกไปนอกระเบียงบ้าน น้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมา เธอยกมือปาดน้ำตาเบา ๆ พูดปลอบตัวเอง

‘ร้องไห้ทำไมกันนะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก เราไม่ได้เป็นแฟนกับพี่ภุม และเราก็ไม่ได้รักเขาสักหน่อยทำไมเราต้องมานั่งเศร้าแบบนี้นะ ไม่เข้าท่าเลย’

‘ทำไมช่างรู้สึกเหงาแบบนี้นะ อากาศรอบข้างก็ดูจะร้อนอบอ้าว แต่บางครั้งเราก็รู้สึกหนาวยังไงไม่รู้ ใบไม้ไม่ไหวติง ดอกไม้ก็ไม่พริ้วไหว ทำไมทุกอย่างถึงหยุดนิ่งบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเราเป็นอะไรไป แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ เราก็ยังไม่รู้เลย แล้วเรามัวนั่งคิดอะไร หรือว่าเราคิดไปเอง’


ก๊อก ก๊อก

“หวาย แม่เรียกไปกินข้าวเย็น”

เสียงของไม้หอมตะโกนเรียกทำให้ไม้หวายรู้สึกคลายความสับสนขึ้นมาได้ ไม้หอมเปิดประตูเข้าห้องมา “เป็นไรหวายตั้งแต่กลับมาก็เห็นนั่งอยู่แต่ในห้องตั้งนานแล้วนะ หอมเดินเข้ามาดูรอบหนึ่งแล้ว คิดว่านั่งอ่านหนังสือเห็นเอาแต่นั่งนิ่ง ๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” หอมนั่งมองหน้าพี่สาวตัวเองที่กำลังพยายามแสร้งยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนรอยน้ำตา

“เปล่า หิวแล้วไปกินข้าวดีกว่า” ไม้หวายลุกขึ้นและเดินนำลงไปก่อน

เธอคงไม่สามารถอธิบายความรู้สึกแบบนี้ให้ใครฟังได้ นอกจาก บอกตัวเองว่า อย่าไปสนใจกับเรื่องความรักในเวลาที่ไม่เหมาะสมอีกเลย


เปิดเทอมของภาคเรียนที่ 2 เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายที่นักเรียนชั้น ม.6 จะต้องอำลาจากที่โรงเรียนแห่งนี้แล้ว ส่วนไม้หวายเองก็กำลังเลื่อนชั้นเป็นมัธยมศึกษาปีที่ 5

เช่นเคยที่เปิดเทอมวันแรกเสียงของนักเรียนจะเซ็งแซ่ในขณะที่เตรียมตัวเข้าแถวเคารพธงชาติระหว่างเข้าแถว ภุมเหลือบเห็นไม้หวายยืนหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกับเพื่อน ๆ ภุมรู้สึกเป็นสุขมาก เขายืนมองเธอจนกระทั่งใกล้จบพิธีการ เธอเหลือบหันมามองภุมพอดีและเธอก็หลบสายตาของเขาทำให้ภุมเข้าใจในท่าทีว่าเธอคงยังซ่อนความรู้สึกเหมือนเคย

บ่ายวันนั้นภุมเดินมาด่อม ๆ มอง ๆ แถวชมรมดอกไม้สด

“ปิ่น เห็นหวายไหม หวายเข้าชมรมหรือเปล่า” ภุมชะเง้อมองหา

“อ๋อ วันนี้หวายไม่ค่อยสบายกลับบ้านไปแล้วหล่ะ มีอะไรหรือเปล่า” คำตอบของปิ่นทำให้ภุมวิตกกังวลว่าต้นเหตุที่ไม้หวายไม่สบายต้องเกิดจากเรื่องเมื่อวันก่อนแน่นอน

“ไม่มีไปก่อนนะ ขอบใจนะปิ่น” ภุมเดินคอตกกลับบ้าน เขาเดินไปตามทางจากโรงเรียนจนกระทั่งมาถึงหน้าหมู่บ้านของเขา เขารำพึงกับตัวเองเบา ๆ “ที่ ๆ ดี ของเรา”

“ภุม ภุม รอรินด้วยซิ” รินเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนพอดี

“ภุมเป็นอะไรเหรอ หน้าตาดูไม่สบายเลย เป็นอะไรหรือเปล่า รินเป็นห่วงนะ” รินทำท่าคลำหน้าผากของภุม

“ก็เป็นนะซิ อย่ามายุ่งได้ไหม อยากอยู่คนเดียว” ภุมเดินหนีด้วยความเร็วทำให้รินวิ่งกระหืดกระหอบตาม

“นี่ภุม รินเหนื่อยแล้วนะ ภุมทำอย่างนี้ทำไม รินเสียใจ รินน่ะ รักภุมเหมือนกันนะ ไม่ได้คิดหลอกภุมเลย รินอยากได้กำลังใจจากภุมนะ ภุม ภุม” เสียงหืดหอบของรินร้องเรียกให้ภุมหยุดเดิน

“ขอโทษนะ ริน ที่จริงฉันต้องรับผิดชอบเธอ ต่อไปนี้ฉันคงต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ฉันทำลงไป ขอเวลาสักหน่อยแล้วกันนะ” คำพูดเบา ๆ อย่างอ่อนโยนทำให้รินสาวน้อยที่เกรี้ยวกราดผ่อนเบาลง น้ำตาของเธอคลอด้วยความปิติ

“ภุม ขอบคุณนะ รินมีความสุขจังจ้ะ ไม่เคยมีใครพูดดี ๆ กับรินอย่างนี้มาก่อนเลย กลับบ้านกันนะ” รินวิ่งไปคล้องแขนของภุมเดินตามภุมต้อย ๆ ด้วยใบหน้ายิ้มจนแก้มปริ

ลมโชยอ่อน ๆ ทำให้ภุมลดภาวะกดดันภายในใจตัวเองลงบ้าง ภุมตัดสินใจแล้วว่า เขาเป็นฝ่ายผิด เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อไม้หวาย เขาเองไม่มีสิทธิ์ที่จะกักขังหัวใจของไม้หวายไว้ และปล่อยให้ไม้หวายเดินไปตามทางของเธอดีกว่าให้เธอรออย่างไม่มีปลายทาง เพราะเขาเองรู้ดีว่า เขาไม่มีวันที่จะทิ้งรินไปได้ ด้วยคำว่า”รับผิดชอบ” คำเดียว ที่ยังก้องอยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา


ไม้หวายกำลังนั่งหัดร้อยพวงมาลัยแบบใหม่อยู่ในชมรมกับเพื่อน ๆ หัวใจของเธอเหม่อลอย แต่เธอยังคงยิ้มกริ่มกับเพื่อน ๆ ได้ตลอดเวลา เพื่อให้รอยยิ้มเป็นกำแพงที่คอยบดบังความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ

“หวาย พี่ถามหน่อยนะเดี๋ยวนี้เลิกคบกับภุมแล้วเหรอ ไม่เห็นพูดถึงภุมเลย” ปิ่นกระซิบกระซาบ

“คงอย่างนั้นมั้งคะพี่ปิ่น เพราะว่าตั้งแต่ที่หวายให้พี่ปิ่นโกหกว่าหวายไม่สบายกลับบ้านไปแล้ว พี่ภุมก็หายไปเลยค่ะ หวายเคยเจอพี่ภุมที่โรงอาหาร เขาก็ได้แต่หันมามอง แล้วก็เดินหนีหวายไปเลย เขาคงไม่อยากพบหน้าหวายแล้วแหละค่ะ ดีเหมือนกันนะหวายจะได้ทำใจได้ง่าย ๆ ไม่ต้องมานั่งคิดมากอีก เฮ้อ” ไม้หวายถอนหายใจหันมาหัวเราะเบา ๆ กับปิ่น

“อืม ดีแล้วหล่ะ น้องพี่ พี่จะอยู่เคียงข้างหวายนะ” ปิ่นเขินหน้าแดงที่พูดอะไรดูจริงจังกับไม้หวาย

“เย็นแล้วกลับบ้านกันเถอะ เออแต่ว่า ช่วยเดินไปส่งพี่หน่อยซิ คิดว่าครั้งนี้ครั้งสุดท้ายนะที่หวายต้องไปที่หน้าหมู่บ้านของภุมน่ะ เพราะว่าพีทไปบ้านภุม แล้วบอกว่าตอน 5 โมงเย็นให้พี่ไปนั่งรอที่หน้าหมู่บ้านนะ นะ ขอร้องนะ นะ นะ เดี๋ยวให้พีทขับรถไปส่งที่บ้านนะ เพราะว่าวันนี้พีทเอารถมาน่ะ แต่แอบจอดไว้ที่บ้านภุมน่ะ นะ นะ “ ปิ่นทำหน้าอ้อนวอนผู้เป็นน้องร่วมชมรม

“คิดดูก่อนนะ เก็บของก่อนแล้วกัน” ไม้หวานทำหน้าเฉยเมย เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงกระเป๋าใบย่อมที่เธอหิ้วไปกลับโรงเรียนทุกวัน เธอมองไปที่กระเป๋า กระเป๋าใบนี้ที่ภุมเคยช่วยเธอถือเป็นประจำ หลายเดือนที่ผ่านมาเธอมีภุมเคียงข้างตลอดเวลา แต่มันคงเป็นแค่ความฝัน เธอปลอบตัวเองเบา ๆ

“เก็บน้ำตาไว้ดีกว่านะเดี๋ยวก็ดีเอง”

“พี่ปิ่นคะ ไปเถอะเดี๋ยวหวายไปส่ง แต่ไม่ต้องให้พี่พีทขับรถไปส่งหวายหรอกค่ะ” ปิ่นกระโดดโลดเต้นเป็นการใหญ่ที่มีเพื่อนเดินไปในที่ ๆ เธอไม่คุ้นเคย

ระหว่างการเดินตามรอยเดิมที่เธอและภุมเคยจูงมือ พูดคุย เส้นทางนี้ยังเหมือนเดิม แต่หัวใจต่างหากที่เปลี่ยนไป

“โอ้โห สวยจังเลยหวาย” ปิ่นมองไปรอบ ๆ เหมือนเด็กได้มาเที่ยวในที่ ๆ ไม่เคยมา

“ก็แน่นอนหล่ะ หมู่บ้านนี้สวยอยู่แล้ว พี่ปิ่นรอพี่พีทคนเดียวได้นะคะ หวายกลับก่อนดีกว่า” ไม้หวายลุกจากเก้าอี้ยาวสีน้ำตาลตัวที่เธอคุ้นเคย

“อย่าเพิ่ง ซิ นั่นไง พีท มาแล้ว นั่นภุม…. ภุมมากับยายนั่นด้วยหล่ะ งั้นหวายรีบกลับไปเถอะจะได้ไม่ต้องพบหน้ายายนั่น” ปิ่นกระซิบข้างหูไม้หวายเบา ๆ

“หวายไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ปิ่น หวายทำใจได้แล้วหล่ะ จะพบหรือไม่พบก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ” ไม้หวายมองภาพที่ภุมเดินจูงมือของรินด้วยสีหน้าเป็นสุข ทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม เคล้าเสียงหัวเราะกัน ทั้งภุม พีทและ ริน

“อ้าวหวายมาด้วยเหรอ” พีททักทายด้วยน้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ ส่วนภุมยืนหน้าซีดเผือด ริมหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นแสดงอาการตื่นเต้น เขารีบปล่อยมือจากมือรินลงแทบไม่ทัน

“พอดีแวะมาส่งพี่ปิ่นค่ะ เดี๋ยวขอตัวก่อนนะมีธุระค่ะ” ไม้หวายยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้ง ยิ่งทำให้ภุมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่อ่ำอึ้ง จนรินสังเกตเห็นจึงแทรกขึ้น

“พี่ปิ่นใช่ไหมคะ พี่พีทพูดถึงบ่อย ๆ” รินเสียงกลั้วหัวเราะ

“เออ..ใช่..ใช่ค่ะ” ปิ่นกำลังตะลึงกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอเองรู้สึกผิด ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดสถานการณ์ที่อึดอัดแบบนี้ แถมด้วยความสงสารน้องสาวร่วมชมรมเป็นอย่างมากที่ยังคงซ่อนอารมณ์ได้อย่างไม่มีพิรุท

“หวายกลับเถอะเย็นแล้ว พีทไปส่งน้องกันนะ” ปิ่นยังยิ้มไม่ออก

“อืม หวายให้พี่สองคนไปส่งที่บ้านนะ” พีทถึงกับอ้ำอึ้งเช่นเดียวกัน ยกเว้นไม้หวายที่ยังคงมีรอยยิ้มเจืออยู่บนหน้าตลอดเวลา

“ไม่เป็นไรค่ะ หวายกลับเองได้ ลาก่อนนะคะทุกคน” ไม้หวายพูดเสร็จหันไปโบกมืออำลาทุกคนที่ยืนนิ่งเงียบ


“ฝันไป ซินะ ถ้าความฝันคือสิ่งที่เรียกว่าความสุขจะต้องทำอย่างไร ความฝันถึงจะอยู่กับเราตลอดไป”

ไม้หวายเดินออกจากหมู่บ้านของภุมอย่างคนที่ไร้ความรู้สึก จนกระทั่งหยาดละอองของน้ำฝนโปรยปรายกระทบลงบนใบหน้าของเธอเบา ๆ จนทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น


“อืม ทำไมฝนตกนะสงสัยเราจะอกหักซินะ น้ำเน่าสิ้นดีเลย แต่ฉันเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่าเวลาที่คนเราเศร้ามาก ๆ และได้รับความชุ่มฉ่ำของน้ำฝนทำให้คนเรารู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น ฉันคงไม่มีวันเข้าใจเลยนะว่าทำไมฝนถึงชอบตกเวลาคนอกหัก”


ไม้หวายเผยอยิ้มออกจากริมฝีปากของเธอและหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ บทเพลงแห่งสายฝน บทเพลงแห่งความรัก บทเพลงแห่งความสดชื่นที่ภุมเคยมอบให้กับเธอ เพลงจากซีดีแผ่นนั้น เพลงที่ลำดับสุดท้ายของเคลลี่ ชาน กำลังดังกังวาลขึ้นอีกครั้ง และกำลังบรรเลงวนไปวนมาหลาย ๆ รอบ

“How gentle is the rain That falls softly on the meadow Birds high above in the trees Seranade the flowers with their melodies oh oh oh…..”
สายฝนที่พริ้วไหวลงมาอย่างอ่อนโยน เหล่าฝูงนกกำลังผกผินขับกล่อมท่วงทำนองเพลงกับมวลดอกไม้


ถนนสายนี้ที่ทุกวันเธอนั่งรถผ่านด้วยความเคยชิน แต่สำหรับวันนี้ เธอกำลังซึมซาบกับบรรยากาศรอบข้างที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่น ๆ เหมือนกัน


และนับจากวันนั้นไม้หวายกับภุมก็เดินกันคนละเส้นทางไม่ได้พบหน้ากัน ไม่ได้พูดคุยกัน จะมีบ้างบางเวลาที่คนทั้งสองแอบส่งกำลังใจให้แก่กัน แต่ก็คงทำได้เท่านั้นเอง วันเวลาเก่า ๆ คงไม่หวนกลับมาอีกแล้ว ภุมต้องตั้งใจเรียนกับเทอมสุดท้ายและการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเขาต้องสะสางเรื่องยุ่ง ๆ ของเขาและริน

ส่วนไม้หวายก็ต้องช่วยทางบ้านทำงานที่บ้านและตั้งใจเรียนหนังสือ เธอไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องความรัก เพราะนับจากวันนั้นเธอเริ่มเข้าใจความรักมากขึ้น ความรักที่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเลือกขีดเส้นหรือกำหนดให้เป็นได้อย่างใจของเธอคนเดียว แต่ความรักเกิดขึ้นจากคนสองคนที่มีใจตรงกันและพร้อมที่จะต่อสู้ร่วมกัน เธอเข้าใจดีว่าเธอเองไม่ได้เสียสละกับเรื่องของความรัก เพราะภุมเป็นฝ่ายจากเธอไป เธอไม่ได้ยกภุมให้ใครหรือขอร้องให้ภุมไปรักใคร แต่เขาเลือกเส้นทางความรักของเขาเอง แต่สิ่งที่เธอคิดได้ทุกครั้ง ความเสียใจ มักจะทำให้คนเราเข้มแข็งและก้าวขึ้นบันไดของความเป็นผู้ใหญ่อีกขั้นหนึ่ง




 

Create Date : 14 มกราคม 2554    
Last Update : 14 มกราคม 2554 13:29:17 น.
Counter : 271 Pageviews.  

1  2  3  

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.