Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

บทสัมภาษณ์ประกวดเขียนนิยายแรลลี่ครั้งที่7-Forwriter


สวัสดีค่ะ
นลิน เป็นนามปากกาค่ะ เป็นคนกรุงเทพแต่กำเนิดเลย ตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่บัญชีของบริษัทเอกชนค่ะ แต่มีความสนใจด้านงานเขียน ตอนนี้นิยายที่เขียนไว้ส่วนใหญ่จะพิมพ์เพื่อส่งประกวดแต่ต้องผิดหวังมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาท้อแท้บ่อยครั้ง แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วผิดหวังจนชินค่ะ และเริ่มพิมพ์ต้นฉบับเพื่อให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ พิจารณาอยู่คะและว่าง ๆ ก็โพสต์ให้เพื่อน ๆ อ่านทางอินเตอร์เนทไปก่อนค่ะ รอสักวันจะมีโอกาส
ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ //irisdalah.hi5.com
//irisdalah.spaces.live.com/


1.อยากรู้ว่าชอบอ่านหนังสืออะไรคะ และมีหนังสือเล่มไหนเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนเองบ้าง

ANS: ตอนนี้ไม่มีหนังสืออ่านประจำเลยค่ะ เพราะหนังสือที่ชอบเขาปิดตัวไปแล้วค่ะ แต่ถ้าใครเคยอ่าน oom magazine ของพี่อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส คงทราบดีค่ะว่าแนวเขียนของเขาแตกต่างและเข้าใจง่าย บทความต่าง ๆ จะเขียนเหมือนเล่าสู่กันฟังน่าเสียดายค่ะที่ไม่สามารถอ่านได้อีกแล้วนอกจากหยิบเล่มเก่า ๆ บนชั้นหนังสือมาอ่าน แต่ถ้าหนังสือที่อ่านแล้วเป็นแรงบันดาลใจแล้วทำให้อยากมีหนังสือเป็นของตนเอง เรื่องแรก คือ Nepal (never end peace and love) เป็นบันทึกของพี่เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธนะค่ะ บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองและเรื่องของลูกสาวคนแรกที่ชื่อน้องเนปาล วิธีเล่าและรูปภาพในหนังสือน่ารักมาก ทุกครั้งที่คิดงานไม่ออกชอบเอาหนังสือเล่มนี้มาเปิด ๆ ดู จริง ๆ แล้วพี่เขาเป็นแรงบันดาลใจอยู่แล้วยิ่งเห็นวิธีเขียนยิ่งทำให้คิดงานต่อได้ ไม่รู้เกี่ยวกันตรงไหนนะคะคงเพราะว่าพี่เขาเป็นนักแต่งเพลงอยู่แล้วภาษาที่ใช้เลยสวยไปด้วย เรื่องที่สองก็ดวงตะวันส่องฉาย(ผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวา) ต้นฉบับเป็นหนังสือภาพประกอบคำบรรยายนิดหน่อยของจิมมี่ เหลียว และคุณปราย พันแสง แปล แค่ชื่อของคุณปราย หลายคนคงรู้กิตติศัพท์ว่าแต่ละเรื่องของเขาใช้ภาษาละเมียดละไมมากมายทีเดียว หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมหนังสือพวกนี้ไม่เห็นเป็นนิยายเลย แต่ส่วนตัวนลินชอบงานประเภทนี้เพราะสร้างจินตนาการและวิธีการบรรยายเล่าเรื่องที่ไม่น่าเบื่อค่ะ ซึ่งจะมีมุมมองต่าง ๆ ให้เรานำมาพล็อตเรื่องได้ คงจะเป็นสองเล่มพ็อกเก็ตบุ๊ค กับ หนึ่งแมกกาซีนที่ลาแผงไปแล้ว ที่นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีทุกครั้งไป




2..ครอบครัวของคุณมีอิทธิพลต่อการเขียนของคุณไหม? อย่างไร?

ANS: พ่อชอบอ่านหนังสือชื่อทานตะวัน เหมือนว่าจะยังมีอยู่นะคะ ชอบเปิดดูนิทานและรูปนางแบบมากกว่าค่ะ และก็เคยสงสัยว่าทำไมมีเรื่องราวอะไรมากมายเป็นตอน ๆ พ่อบอกว่านิยาย แต่เป็นแนวผู้ชายตอนนั้นไม่ได้สนใจอ่าน รู้แต่ว่าอยากเขียนลงแบบนั้นบ้างจังเลยแบบเด็ก ๆ แต่คนที่มีอิทธิพลจริง ๆ คงเป็นน้าผู้ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ ตอนนั้นอยู่ประมาณประถมปีที่ 3-4 ไม่แน่ใจแล้วไปงานศพเห็นแต่ผู้ใหญ่รวมถึงแม่อ่านม้วนกระดาษสีขาวและสมุดบันทึกอ่านไปร้องไห้ไป เลยถามว่าแม่อ่านอะไรกัน แม่เล่าให้ฟังว่าน้าที่เสียชีวิตแล้วเขียนไดอารี่ทุกวัน จนต่อมาเขาเป็นโรคอะไรไม่ทราบ เขาเขียนเล่าอาการตัวเองจนกระทั่งอักษรตัวสุดท้ายที่อ่อนแรงลงไปจนแทบอ่านไม่ออก ตอนนั้นเลยคิดว่าดีจังเลยนะถ้าวันหนึ่งเราจากโลกนี้ไปแล้วมีคนมานั่งอ่านไดอารี่ของเราพวกเขาจะเสียน้ำตาให้กับเราหรือเปล่า ตั้งแต่นั้นเลยเขียนไดอารี่มาตลอดจนทำให้ชอบการเขียนอย่างไม่รู้ตัวค่ะ และสิ่งที่ระลึกถึงตลอดเวลาที่ใครถามว่าทำไมถึงชอบการเขียน จะนึกถึงน้านิรันดร์เป็นคนแรกเลยค่ะ ซึ่งเป็นชื่อที่คิดว่าเหมาะกับน้าเขาที่สุดเลย คำว่านิรันดร์แฝงไว้ด้วยความหมายหลายอย่างทีเดียว




3. อะไรที่คุณเขียนเป็นครั้งแรก เคยให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวอ่านไหม พวกเขาคิดว่าอย่างไร?

ANS: เขียนไดอารี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เด็ก ๆแต่ไม่ให้ใครอ่านค่ะ555 แต่นิยายที่เขียนเล่มแรกตอนอยู่มหาวิทยาลัยเพื่อน ๆ อ่านและแก้คำผิดให้เพียบเลยและวิจารณ์กันยับถึงจะรับไม่ได้เท่าไหร่แต่ผ่านมาสักพักมาอ่านใหม่มันแย่อย่างที่เพื่อนบอกจริง ๆ แต่นิยายที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนเขียนเสร็จเล่มแรกเพื่อส่งเข้าประกวดแต่ตกรอบ ก็เสียใจไปตามระเบียบ แต่พอแม่ได้อ่านแม่กลับบอกว่ามันดีทีเดียวบางตอนอ่านแล้วประทับใจมากซึ่งเรื่องมันดีแต่มันอาจจะเครียดเกินเยาวชนไปหน่อย เราก็รับคำวิจารณ์นั้นไป แต่นลินดีใจมากกว่าคืออย่างน้อยมีคนอ่านงานของเราถึงจะยังไม่ดีพอ เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับนลินว่า แค่คนหนึ่งคนอ่านข้อความประโยคสั้น ๆ ของเราก็เท่ากับดวงตาสองคู่แล้ว และถ้าสิบคนอ่านก็คิดต่อเอาแล้วกัน ตอนนั้นประทับใจเพื่อนคนนี้มากเลยค่ะ เพื่อน ๆ จะเข้าใจไหมคะ555




4.ทางบ้านของคุณได้อ่านหนังสือที่คุณเขียนบ้างไหม และเคยมีส่วนร่วมในการออกความเห็นเกี่ยวกับโครงเรื่องไหม

ANS: มีแต่แม่ค่ะเป็นคนอ่าน บอกตามตรงแต่งเรื่องช่วงแรก ๆ ไม่กล้าให้แม่อ่านเพราะกลัวว่าเราแต่งเรื่องรัก ๆ จะแก่แดดจนเกินไปไม่เหมาะสมทุกวันนี้ก็ยังอายอยู่ ให้อ่านเฉพาะพวกวรรณกรรมเยาวชนและเล่าพล็อตเรื่องให้ฟังมากกว่าค่ะ555 ส่วนโครงเรื่องแม่ไม่ได้ช่วยคิด นอกจากว่าอ่านแล้วจะช่วยบอกสิ่งที่ถูกต้องในบางเรื่องที่เราอาจรู้ไม่จริงเช่นพวกของใช้บางอย่าง หรือบรรยากาศต่าง ๆ นิสัยคน เหมือนเล่าสู่กันฟังซึ่งนลินคิดว่าการคุยกับคนต่างวัยต่างกลุ่มมีประโยชน์กับการเขียนมากเลย บางทีแม่ชอบช่วยคิดชื่อตัวละครมากกว่าค่ะ นี่ก็เลยได้มาหนึ่งชื่อสำหรับละครเรื่องใหม่แล้วค่ะ




5.คุณมีวิธีเขียนนวนิยายเรื่อง ใต้ต้นเดียวกัน อย่างไร ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น การคิดโครงเรื่อง ตัวละคร เหตุการณ์ ฯลฯ

ANS: สิ่งแรกที่คิดตอนนั้นคิดจะเขียนเพื่อส่งประกวดเลยต้องคิดเรื่องให้ละเอียดและมีความซับซ้อนของเรื่องมากขึ้น คิดถึงนางเอกจริง ๆ นลินอยากทำงานแบบนางเอกเป็นนักออกแบบสวนหรือตกแต่งภายในที่นิ่ง เงียบและเท่ห์ค่ะ และบังเอิญไปติดต่องานที่ธนาคารแห่งหนึ่งหน้าห้องรองผู้จัดการที่นั่นนามสกุลเดียวกับนลิน เลยคิดเล่น ๆ ว่าถ้าคนเรานามสกุลเดียวกันได้พบกันจะรู้สึกอย่างไรบ้าง และถ้าคนนั้นบังเอิญมาเป็นคู่รักของเรา อยากเขียนตัวละครที่มีเบื้องหลังของตัวเองที่จิตใจฝังจมกับอดีตว่าเขาเหล่านั้นจะลืมอดีตของตัวเองได้อย่างไร แต่ก็อยากให้มันสนุก ๆ ไม่เครียดมากเลยต้องให้พระเอกกวน ๆ และแสนดีซึ่งบนโลกนี้คงหายอดชายอย่างนายพฤกษ์ยากทีเดียวค่ะ เรื่องนี้สนุกตั้งแต่ชื่อพระเอกและนางเอกแล้วค่ะ อยากให้เป็นต้นไม้เหมือนกันบังเอิญพบเข้ากับข้อมูลและชื่อนี้โดยบังเอิญ และมันบังเอิญที่นลินทำงานอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะแห่งนี้ได้เห็นต้นจามจุรีทุกวัน พอหาข้อมูลเข้าจริง ๆ ดอกสีขาวที่หน้าตาเหมือนดอกจามจุรีชื่อพฤกษ์อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ก็เลยเริ่มเขียนและสนุกกับตัวละครไปด้วย ที่สำคัญสถานที่และบรรยากาศเกี่ยวกับสวนสาธารณะแห่งนี้ก็มีอยู่จริง ๆ รวมถึงห้องสมุดด้วยที่เราได้เห็นความเป็นไปซึ่งบางส่วนของห้องสมุดหรือสถานที่ต่าง ๆ อาจเสริมแต่งนิดหน่อยเพื่อความเหมาะสมค่ะ พอได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็เริ่มคิดหาตัวละครตัวอื่น ๆ ที่มาเสริมเรื่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พอเราเขียนไปเรื่อย ๆ ตัวละครเขาก็จะเหมือนมีชะตาชีวิตของเขาที่ช่วยบอกเรื่องราวให้กับเรารู้เองว่าเราจะเขียนอะไรต่อ ออกแนวเพ้อเจ้อหน่อย ๆ 5555




6.ตัวละครในเรื่อง ได้รับอิทธิพล มาจากใครในชีวิตจริงหรือเปล่า?

ANS: คงเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนมั้งคะเลยทำให้ลองอยากเขียนเรื่องของพวกเขาดูว่า การที่เขาทำงานอยู่ในห้องสมุดแถมอยู่ในสวนสวย ๆ แบบนี้มันแสนน่าอิจฉาจังเลย เลยคิดเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาค่ะ




7.คุณชอบตอนไหนที่สุดในเรื่อง

ANS: จริง ๆ แล้วชอบทุกฉากนะ แต่จะชอบเวลาที่พ่อกับพฤกษ์คุยกัน มีหลายคนบอกว่าอ่านแล้วรู้สึกว่าพ่อลูกน่ารัก หรือฉากเข้าพระเข้านางที่บางฉากหลาย ๆ คนบอกว่าอยากเจอผู้ชายอย่างพฤกษ์บ้าง นลินว่าถ้าเขียนแล้วคนอ่านมีความรู้สึกร่วมก็คิดว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะ




8.อะไรคือแรงบันดาลใจทำห้คุณอยากเขียนเรื่องนี้ และมีประเด็นอะไรที่คุณอยากนำเสนอกับคนอ่าน

ANS: อยากเขียนนิยายหวาน ๆ สักเรื่องประเภทอ่านไปเขินไป และห้องสมุดในสวนสาธารณะคือแรงบันดาลใจที่อยากนำมาประกอบฉากในนิยายค่ะคิดว่าคงจะโรแมนติคไม่น้อยทีเดียว ประเด็นที่อยากนำเสนอคงเป็นความรู้สึกของพฤกษ์มากกว่าเมื่อผู้หญิงสองคนที่เขารักทั้งแม่และคนรักที่บังเอิญก็ชื่อเดียวกันคือจามจุรีถูกชายอย่างคีรเทพมาแย่งความรักไปอย่างไม่รู้ตัว และพื้นฐานจิตใจดีของเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่และอยากเขียนผู้ชายอย่างพฤกษ์ลงในนิยายเพราะอยากให้ผู้อ่าน อ่านไปเขินไปโดยเฉพาะสาว ๆ ถ้าอ่านแล้วไปเปรียบตัวเองเป็นนางเอกอย่างจามจุรี เจอผู้ชายอย่างพฤกษ์มาคอยช่วยเหลือดูแลไม่เขินไม่รักก็ให้รู้กันไป555




9.อะไรคือปัญหาหนักที่สุด ที่ท้าทายคุณตอนที่คุณเขียนคืออะไร

ANS: กลัวเขียนแล้วพล็อตเรื่องจะซ้ำกับนิยายเรื่องอื่น ๆ เป็นความระแวงหรือแม้กระทั่งคำพูดบางประโยคที่เราคิดว่าคมและเด็ดก็กลัวจะไปซ้ำกับนิยายของคนอื่น ๆ ที่สำคัญการแข่งครั้งนี้กลัวจะไม่มีใครเข้ามาอ่านหรือคอมเม้นท์ ถ้ามีน้อยแสดงว่าเรื่องของเราไม่เตะตาไม่โดน ไม่สนุกเลยกังวลใจมาก และก็เป็นอย่างนี้ทุกเรื่องที่เมื่อเขียนเสร็จแล้วกลัวคนจะไม่ชอบ แต่พอคิดใหม่ว่าเอาน่า เขียนจบ รีไรท์ใหม่ทำให้เต็มที่จะไม่ได้พิมพ์ไม่เป็นไรเก็บไว้อ่านเองก็คงมีความสุขแล้ว เลยทำให้ค่อย ๆ คลายกังวลไปได้ค่ะ




10. คุณคิดว่าเขียนฉากไหนยาก มีอะไรที่คุณหลีกเลี่ยงไม่อยากเขียนบ้างไหม?

ANS: ก่อนจะเขียนแต่ละฉากจะหาข้อมูลประกอบก่อน อินเทอร์เน็ตช่วยได้มาก หรือการพูดคุยกับผู้คนยิ่งช่วยได้มากโดยเฉพาะพวกสถานที่ต่าง ๆ หรือบรรยากาศ ถ้าอันไหนเราไปเองได้และมีความรู้สึกร่วมจะเขียนออกมาได้ แต่ฉากที่เป็นศูนย์วิจัยพันธุ์พืชอันนี้คิดขึ้นมาเอง ซึ่งจริง ๆ มีสวนพฤกษ์ศาสตร์ที่ดอยอ่างข่าง จ.เชียงใหม่ไม่เคยไปแต่เราเคยไปอะไรที่คล้าย ๆ กับสถานที่แห่งนี้เลยนำมาใช้และเขียนมันออกมา พวกสถานที่เป็นสิ่งที่กลัวว่าเขียนมาแล้วไม่เสมือนจริงอาจจะทำให้คนอ่านไม่รู้สึกตามได้เลยต้องหาข้อมูลจนทำให้สมบูรณ์จนได้ค่ะ




11.คุณเคยเกิดปัญหาการเขียนไม่ออก บ้างไหม? ถ้ามีคุณจัดการกับมันอย่างไร?

ANS: มีค่ะ ถ้าจิตใจเราไม่สงบหรือหงุดหงิดทำให้เขียนไม่ออก ซึ่งต้องหยุดเขียนรอจนกว่าจะพร้อมทั้งร่างกายและโดยเฉพาะภาวะอารมณ์555 ถ้าอารมณ์พร้อมเรื่องจะลื่นไหลและเขียนได้ค่ะ




12.แล้วอย่างที่เขียนไปๆ ความคิดเกี่ยวกับเรืองอื่น เข้ามาแทรกแซงในเรืองที่เขียนอยู่ละคะ?

ANS: บ่อยมากเหมือนกันถ้าเราขาดสมาธิ หรือว่าช่วงนี้กำลังคิดพล็อตนิยายอีกเรื่อง แล้วจู่ ๆ พล็อตใหม่ก็แล่นเข้ามาในหัวสมองก็ต้องหยุดเขียนและตั้งตัวใหม่ค่ะ




13.ช่วยเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการเขียนของคุณในแต่ะละวัน ตอนเขียนคุณใช้อะไรเพื่อสร้างอารมณ์ไหม อย่างฟังเพลง หรืออื่นๆ ไปด้วย?

ANS: นลินไม่ได้เขียนนิยายทุกวันเพราะงานประจำบางวันเลยกลับดึก แต่ถ้าวันไหนอากาศเย็น ๆ ฝนตกแต่ฟ้าไม่ร้องนะคะจะทำให้รู้สึกว่าอยากเขียนนิยายมาก ๆ ส่วนเพลงที่ฟังในช่วงเวลาเขียนจะชอบฟังเพลงสากลไม่ว่าจะฝรั่ง เกาหลี จีน ญี่ปุ่นช้า ๆ หรือเพลงคลาสสิคจะช่วยได้มากเพราะเราฟังเนื้อไม่ออกจะทำให้เรามีสมาธิและนิ่งสงบได้ ถ้าฟังเพลงไทยชอบร้องตามเสียสมาธิค่ะ555 แต่บางเรื่องที่แต่งจะคิดว่าถ้าเป็นละครขึ้นมาเพลงไหนเหมาะจะประกอบนิยายของเราก็จะนำเพลงนั้นมาเปิดระหว่างทำงานค่ะเหมือนช่วยบิ้วอารมณ์อีกขั้น




14.ตอนเขียนหนังสือ คุณมีคนอ่านที่อยู่ในใจคุณไหม คุณอยากเขียนให้คนแบบไหนอ่าน?

ANS: มีค่ะ เพราะนิยายแต่ละเรื่องมีแนวมีระดับอายุแตกต่างกันไป ต้องเลือกภาษาและเรื่องราวให้เหมาะสมกับวัยด้วยเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ นลินเขียนวรรณกรรมเด็กเพื่อส่งประกวดค่ะก็จะคิดถึงเด็กเขียนแล้วสนุกแต่ต้องระวังมากค่ะ ถ้าถามว่าอยากเขียนให้คนแบบไหนอ่านคงเป็นวัยทำงานต้น ๆ ค่ะ รู้สึกมันมีอะไรสวยงามให้เขียนได้เยอะเหมือนว่าเป็นช่วงสีสรรที่ข้ามผ่านระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ มันเขียนได้เยอะดี




15.คุณมีวิธีการหาข้อมูลในการเขียนอย่างไร?ใช้อินเตอร์เน็ทในการหาข้อมูลบ่อยไหม มันมีประโยชน์ต่อคุณหรือเปล่า? และมีวิธีการจัดการกับข้อมูลนั้นอย่างไร?

ANS: อินเตอร์เน็ทนี่เหมือนที่ปรึกษาเลยค่ะ มันสำคัญมากช่วยได้เยอะไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เช่นสถานที่บางแห่งที่มีคนคอมเม้นต์ต่าง ๆ ที่เขียนยิ่งมีประโยชน์เพราะข้อความเหล่านั้นซ่อนความรู้สึกไว้ ที่สำคัญชื่อเรื่องจะซ้ำไม่ซ้ำก็หาจากที่นี่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นข้อมูลสำหรับงานเขียนจะเก็บไฟล์ไว้ หรือพริ้นท์มาอ่าน แต่ถ้าอันไหนจำเป็นต้องหาจากหนังสือก็จะยืมหนังสือ หรือซื้อหนังสือเอาไว้เผื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตค่ะ




16.คุณมีเวลาอ่านงานเขียนของคนอื่นไหม คุณมีนักเขียนที่ชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า?

ANS: มีค่ะ อ่านบางเล่มค่ะเพราะตอนนี้หนังสือมากมายซื้อมาเก็บไว้รอวันอ่านก็มี แต่ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษก็คุณโสภาค สุวรรณ เก่งมากอ่านแล้วเคลิ้มไปเลยอยากเขียนให้ได้แบบนั้นเลยหล่ะค่ะ555 แต่นิยายที่ชื่นชอบตอนนี้จะเป็นผลงานจากไต้หวันต้นฉบับผู้แต่งคือ Giddens และผู้แปลโจอี้ ตงฟาน ชอบมากค่ะ เพิ่งมาอ่านเพราะว่าเขาเขียนเรื่องรักได้สนุกค่ะที่สำคัญการได้อ่านมุมมองความรักจากปลายปากกาผู้ชาย ทำให้รู้มุมมองความรักอีกด้านค่ะ บางทีเรื่องเดียวกันเช่นโทรศัพท์แล้วรับช้าผู้หญิงนี่คิดมากแต่ผู้ชายบางทีอาจจะไม่คิดอะไรเลย มันก็ตลกดีค่ะเลยชอบอ่าน




17. ในช่วงหลังๆ จะเห็นว่ามีการจัดทีมนักเขียนมาเขียนด้วยกัน ถ้าสมมติว่า คุณมีโอกาสคุณอยากร่วมทำงานเขียนกับนักเขียนท่านใด และเพราะอะไระ? (เลือกได้ทั้งในและต่างประเทศเลยค่ะ)

ANS: อยากเขียนกับGiddens นักเขียนชาวไต้หวันค่ะ เพราะมุมมองเขาแปลกดีนำความล้าสมัยในอดีตและนำสมัยจนถึงวิทยาศาสตร์ในอนาคตมารวมกันในงานเขียนได้อย่างลงตัว และอยากเขียนกับคุณปราย พันแสง ภาษาเขาสวยงามค่ะ นิยายของเราคงจะหวานจนมดขึ้นเลยค่ะ




18.คุณคิดอย่างไรกับการใช้พวกสัญลักษณ์อีโมกันในหนังสือ

ANS: ก็น่ารักดีค่ะ แต่อ่านไม่รู้เรื่องปวดหัว เพราะบางทีเยอะไปและภาษาที่ใช้ไม่ถูกต้อง หรือว่าเราแก่ไปก็ไม่รู้อาจจะไม่ใช่กลุ่มของเรา แต่บางทีแอบอิจฉาหนังสือแนวนั้นนะคะ เขียนเรื่องน่ารัก ๆ ก็ตีพิมพ์กันแล้ว แต่ของเราเขียนคัดกลั่นกรองก็ยังไม่ดีพออยู่นั่นแหละ เฮ้อ...




19.อะไรที่คุณอยากจะให้คำแนะนำ คนที่ปรารถนาอยากจะเป็นนักเขียนที่เขียนได้จบเรื่องบ้าง

ANS: ถ้าถามนักเขียนรุ่นพี่ที่โด่งดังทุกคนบอกคำเดียวค่ะ ว่า อดทน อดทน และ อดทน มันจริงเลยค่ะ ที่สำคัญต้องไม่ท้อถอยเป็นอันขาดนะคะ อาจจะถอยได้สักก้าวและตั้งตัวใหม่ และที่สำคัญทนได้กับคำวิจารณ์ค่ะ นักเขียนถ้ามีโอกาสอบรมหรือไปงานเสาวนาต่าง ๆ เกี่ยวกับงานเขียนงานอ่านจะทำให้เราเห็นมุมมองมากขึ้นและต้องหมั่นหาความรู้จากสื่อรอบด้าน พูดคุยสนทนากับคนต่างกลุ่มต่างวัยและช่างสังเกตทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ในการคิดและการเขียนมากค่ะ




20. ช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนต่อไปด้วยค่ะ

ANS: จริง ๆ มีนิยายที่เขียนเก็บไว้แล้วไม่ผ่านการประกวดอยู่สองสามเรื่องค่ะ ฝันว่าจะให้มันเป็นรูปเล่มสักทีส่งประกวดจนตัวละครช้ำน่าสงสารเชียวค่ะ 555 ส่วนเรื่องที่จะเขียนใหม่มีสองเรื่องค่ะคิดพล็อตและตัวละครไว้เรียบร้อยแล้ว เรื่องแรกเรื่องรักรสชูครีมค่ะเป็นนิยายวัยรุ่นใส ๆ ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องเจ้าหญิงไม่ได้ความ สำหรับวัยทำงานตอนต้นค่ะ ทั้งสองเรื่องก็สนุก ๆ ไม่ซีเรียสค่ะ ยังไงรอติดตามได้นะคะ


21. ตอนนี้มีผลงานอะไรให้ติดตามบ้างคะ

ANS: มีสองเรื่องที่ลงอินเทอร์เน็ตไว้ค่ะ
เรื่องแรก วีธราฟากฟ้าแห่งรัก เป็นแนวโรแมนติคแฟนตาซี ซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์มีปีกกับชายหนุ่มเดินดินนักศิลปะคนหนึ่ง ติดตามได้ที่ //www.inlove-book.com คลิกไปที่หัวข้อ I-write และคีย์ชื่อเรื่องวีธราฟากฟ้าแห่งรัก หรือนามปากกาว่า raincoat ก็ติดตามอ่านได้ค่ะ
เรื่องสอง คือ รักนี้มีเพียงใจ เป็นรักเศร้า ๆ สำหรับวัยรุ่นค่ะ //www.sanookarn.com หัวข้อมุมกิจกรรมค่ะ นามปากกา เสื้อกันฝนสีเหลือง
เรื่องที่สาม lady wo ai ni คุณครับผมรักคุณ เป็นแนวโรแมนติคสำหรับวัยทำงานตอนต้น เรื่องราวของล่ามสาวและนักร้องหนุ่มจากไต้หวันที่ได้ทำงานร่วมกันเพราะพี่ชายฝาแฝดตัวดีที่ขาดความรับผิดชอบต่องานทำให้เธอต้องปลอมตัวเป็นพี่ชายตัวเองเพื่อไปทำงานเป็นล่ามให้นักร้องหนุ่ม เรื่องวุ่น ๆ เลยเกิดขึ้น แต่เพื่อน ๆ ตามหาอ่านไม่ได้นะคะ ตอนนี้อาจจะตีพิมพ์เองแต่คงต้องปรึกษาพี่ฟีก่อนค่ะ 555




 

Create Date : 02 กันยายน 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 13:06:23 น.
Counter : 406 Pageviews.  


nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.