สาระน่ารู้เกี่ยวกับ แอร์บ้าน และระบบไฟฟ้าในบ้าน
Group Blog
 
All blogs
 

คืนชีพใหม่...ให้คอมเพรสเซอร์แอร์เก่า

บทความเทคนิคงานช่างไฟฟ้าและช่างแอร์ วันนี้จะขอหยิบยกเอาเรื่องที่เกี่ยวกับคอมเพรสเซอร์เก่าๆมาฝาก สำหรับผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่มีคอมเพรสเซอร์เก่าๆเก็บสะสมไว้เพื่อที่จะรอรวบรวมนำไปขายเศษเหล็ก บทความนี้อาจจะมีประโยชน์ เพื่อให้ท่านนำกลับไปทดลองทำดู เผื่อว่าคอมเพรสเซอร์ที่เตรียมจะไปขายเศษเหล็ก อาจจะกลับมามีประโยชน์อีกครั้ง ก็เป็นไปได้




แต่สำหรับใครที่ไม่มีความรู้หรือความชำนาญ ในพื้นงานของงานช่างไฟฟ้า ผู้เขียนก็ไม่ขอสนับสนุนให้นำเนื้อหาในบทความนี้ ไปทดลองทำด้วยตัวเอง เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ 
และสำหรับท่านใดที่มีความรู้ทางด้านนี้มากพอแล้ว หรือเคยทดลองทำมาแล้ว บทความชุดนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นสำหรับท่าน ซึ่งจะผ่านไปเลย ก็คงไม่เสียหายประการใด




ในอดีต เครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปนั้น ย้อนกลับไปถึงยุคของแอร์แบบติดหน้าต่าง จะใช้คอมเพรสเซอร์ชนิดปิดสนิท ซึ่งเป็นคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ (Hermetic Compressor) 



ซึ่งตัวคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ ที่ใช้ในแอร์รุ่นเก่าๆนั้น ขึ้นชื่อเรื่องอัตราการกินไฟที่สูงถึงสูงมาก(เมื่อเทียบกับปัจจุบัน) อีกทั้งการตาร์ทออกตัวก็กระชากไฟอีกด้วย ในส่วนของวงจรไฟฟ้าที่ทำหน้าที่สตาร์ทคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ จึงต้องใช้วงจรแบบ CSIR ซึ่งเป็นวงจรมีทั้งคาปาซิเตอร์รัน และคาปาซิเตอร์สตาร์ท กับรีเลย์ความต่างศักย์ (Potential Relay) เข้ามาช่วยให้การเริ่มหมุนของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ สามารถทำได้ง่ายขึ้นในเวลาอันสั้น 
โดยวงจรนี้ คาปาซิเตอร์สตาร์ท จะทำงานในช่วงแรกสุด ซึ่งเป็นช่วงที่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์เริ่มสตาร์ทออกตัว และเมื่อมอเตอร์หมุนออกตัวไปได้ 75% คาปาซิเตอร์สตาร์ทจะถูกตัดออกจากวงจรอัตโนมัติ การทำงานแบบนี้จึงจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับรีเลย์ความต่างศักย์ (Potential Relay)
และในส่วนของคาปาซิเตอร์รันนั้นจะถูกต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าอย่างถาวรทั้งในช่วงเริ่มสตาร์ท และในการทำงานปกติ โดยจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มทอร์คในช่วงแรกที่สตาร์ท และเมื่อคอมเพรสเซอร์หมุนออกตัวแล้ว คาปาซิเตอร์รันก็ยังจะถูกต่ออยู่ในวงจรต่อไป โดยจะใช้เพื่อเป็นตัวจำกัดกระแสที่ไหลเข้าขดลวดสตาร์ทในมอเตอร์ ให้อยู่ในระดับที่กำหนด




สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ในการเริ่มเดินมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ได้ตามลิงค์นี้ 

ในยุคต่อมา คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ (Rotary Compressor) จึงเข้ามาแทนที่การใช้งานคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ ซึ่งคอมเพรสเซอร์โรตารี่ มีข้อดีกว่าคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบตรงที่ การสตาร์ทออกตัวทำได้ง่ายกว่า ทั้งยังใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเมื่อเทียบในขนาดทำความเย็นเท่ากัน และยังมีการทำงานที่นุ่มนวลกว่า ทำให้มีเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนที่น้อยกว่า 



ในส่วนของวงจรไฟฟ้าที่ทำหน้าที่สตาร์ทคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ จะใช้การต่อวงจรแบบ PSC คือใช้เพียงคาปาซิเตอร์รัน เพียงตัวเดียว ต่ออนุกรมกับขดลวดสตาร์ท ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอให้คอมเพรสเซอร์โรตารี่ ที่มีขนาดทำความเย็นไม่เกิน 24,000 BTU สตาร์ทออกตัวและทำงานต่อไปได้
บางกรณี อย่างในรายที่เป็นคอมเพรสเซอร์ขนาดทำความเย็นมากกว่า 24,000 BTU อาจจำเป็นต้องเพิ่มคาปาซิเตอร์สตาร์ทเข้ามาช่วยในการเริ่มออกตัว 
แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว จากที่ได้พบเจอมาบ่อยๆ แอร์ที่ใช้คอมเพรสเซอร์โรตารี่ มักจะใช้เพียงคาปาซิเตอร์รันเพียงอย่างเดียว



จะเห็นได้ว่าวงจรไฟฟ้าที่ทำหน้าที่สตาร์ทคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ การต่อวงจรแบบ CSIR นั้นมีพื้นฐานมาจากการประยุกต์วงจรแบบ PSC แตกต่างกันที่มี คาปาซิเตอร์สตาร์ท (Start Capacitor) กับ รีเลย์ความต่างศักย์ (Potential Relay) เพิ่มเข้ามาก็เท่านั้น






ที่มาที่ไปของการหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนเป็นบทความ ก็สืบเนื่องมาจาก มีอยู่วันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปตรวจดูพื้นที่เก็บของแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นั้นมีแต่ของเก่าๆที่ถูกนำเข้าไปเก็บเอาไว้ และด้วยความที่เก็บมาเรื่อยๆ เก็บเข้ามาเพียงอย่างเดียวไม่ได้นำออกไปใช้ประโยชน์อื่นใด จำนวนของที่เก็บๆไว้จึงเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนพื้นที่เริ่มที่จะเหลือน้อยลง เป็นการสิ้นเปลืองพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์ 
ด้วยความที่ไม่มีใครคิดจะนำออกไปทำอย่างอื่นโดยพลการ ผู้เขียนจึงต้องเข้าไปยังพื้นที่เก็บของดังกล่าว เพื่อเข้าไปตรวจสอบและตัดสินใจ ว่าอันไหนควรเก็บ และอันไหนควรนำออกไปจัดการตามวิธีที่เห็นสมควร

และคอมเพรสเซอร์เก่าๆ ที่ถูกถอดออกมาจากแอร์หลายๆเครื่อง ก็เป็นหนึ่งในสิ่งของที่ต้องจัดการ 
เนื่องจากคอมเพรสเซอร์เก่าๆเหล่านี้ เป็นของที่เคยผ่านการติดตั้งใช้งานมาแล้ว ซึ่งที่เก็บไว้มากสุดเห็นจะเป็นคอมเพรสเซอร์โรตารี่ รองลองมาก็จะเป็นคอมเพรสเซอร์ลูกสูบ และสโครล ตามลำดับ มีทั้งที่ยังพอทำงานได้ หรือแบบที่ทำงานไม่ได้แล้ว และที่ยังรวมไปถึงที่ทำงานได้ดีอยู่ แต่ถูกถอดออกมาเก็บเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความไม่คุ้มค่าที่จะใช้งานต่อ หรือด้วยเหตุผลอื่นๆก็ตามแต่ 
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คอมเพรสเซอร์ที่ทำงานไม่ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยที่ร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำกลับไปชำแหละและรีไซเคิ้ลต่อไป
ตรงจุดนี้ถ้าเป็นคอมเพรสเซอร์โรตารี่ ขนาดไม่เกิน 30,000 BTU เนื่องจากมันเป็นคอมเพรสเซอร์ชนิดปิดสนิท ผู้เขียนจึงไม่มีแนวคิดจะให้ช่างทำการผ่าซ่อม เนื่องด้วยหลายๆเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่คุ้มค่า(ซ่อมแล้วไม่ค่อยคุ้ม)เพราะคอมเพรสเซอร์โรตารี่นั้นซ่อมยาก อีกทั้งเรื่องของความปลอดภัยในการซ่อมตลอดจนความปลอดภัยในการนำไปใช้งานต่อ จึงทำให้ส่วนใหญ่ ถ้าคอมเพรสเซอร์โรตารี่ของแอร์บ้านทั่วไป มีปัญหา ก็มักจะถูกเปลี่ยนใหม่ แทนที่จะผ่าออกมาซ่อม





ในบรรดาคอมเพรสเซอร์เก่าๆที่ผู้เขียนมีเก็บไว้ ส่วนใหญ่แล้วการนำมาเก็บไว้ ไม่ได้มีการทำประวัติหรือรายละเอียดอะไรมากนัก บางส่วนในยุคหลังๆมา จะใช้กระดาษกาวเขียนอาการหรือสาเหตุที่ถอดออกมาเก็บไว้แบบคร่าวๆ แล้วนำมาแปะไว้ที่ตัวคอมเพรสเซอร์ 



สำหรับคอมเพรสเซอร์โรตารี่เก่าๆ ส่วนหนึ่งมักจะมีอาการสตาร์ทไม่ออก โดยเฉพาะเป็นคอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ 
ลักษณะของอาการการสตาร์ทไม่ออกหรืออาการที่ไม่สามารถเริ่มหมุนออกตัวได้ อาการนี้เมื่อจ่ายไฟให้กับคอมเพรสเซอร์ คอมเพรสเซอร์จะสตาร์ทไม่ออก ที่หน้าปัทของแคลมป์มิเตอร์จะแสดงค่ากระแสขึ้นสูงแล้วค้าง ซึ่งหมายถึงคอมเพรสเซอร์กินกระแสสตาร์ท โดยเป็นกระแสที่สูงกว่ากระแสใช้งานปกติ 3-5 เท่า ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้โอเวอร์โหลดภายใน หรือ เซอร์กิตเบรกเกอร์ ตัดวงจรไฟฟ้าในที่สุด
สาเหตุของอาการนี้เป็นไปได้ทั้งสองส่วน คือ สาเหตุจากชิ้นส่วนทางกลที่เคลื่อนไหวได้อย่างเช่นเพลาขับ ล็อกติดกับที่ ไม่สามารถหมุนได้ และ สาเหตุที่มาจากความเสื่อมในส่วนของมอเตอร์ต้นกำลัง
แต่โดยส่วนมาก เมื่อคอมเพรสเซอร์สตาร์ทไม่ออกแบบนี้ ก็มักจะถูกถอดออกแล้วเปลี่ยนตัวใหม่แทน
ด้วยความที่ผู้เขียนมีคอมเพรสเซอร์โรตารี่ขนาด 18,000 - 28,000 BTU ที่ผ่านการใช้งานมามากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป เก็บไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละตัวก็มักจะถูกถอดออกเพราะอาการมอเตอร์สตาร์ทไม่ออก 

ด้วยความรู้สึกเสียดาย ที่จะต้องนำไปชั่งกิโลขายเศษเหล็ก ประกอบกับในวันนั้นมีเวลาว่างทั้งวัน 
ผู้เขียนจึงลองจับคอมเพรสเซอร์ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นคอมเพรสเซอร์เก่าที่ถูกถอดออกมาเพราะสตาร์ทไม่ออก ตัวนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยเป็นของยี่ห้อ SCI (คอมเพรสเซอร์มิตซูบิชิ) ขนาดทำความเย็นประมาณ 18,000 BTU เดิมที่คอมเพรสเซอร์นี้ถูกต่อวงจรไฟฟ้าแบบ PSC แต่ผู้เขียนได้ทดลองนำมาต่อเข้ากับวงจรแบบ CSIR ผลประกฏว่าสามารถสตาร์ทออกตัวได้ 
และเมื่อคอมเพรสเซอร์ตัวนี้ทำงานได้แล้ว จึงทำการทดลองแรงดูดแรงอัดแบบคร่าวๆด้วยมือ ก็รู้สึกได้ว่าแรงดูดแรงอัดน่าจะยังดีอยู่ ผู้เขียนจึงให้ช่างไปทำการเชื่อมท่อ เพื่อใส่แฟร์นัทสำหรับใช้ต่อกับหัวของสายเกจเมนิโฟลด์ และเมื่อวัดแรงดูดแรงอัดด้วยเกจเมนิโฟลด์ ปรากฏว่าแรงดูดและแรงอัดยังคงมีอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ 



และผู้เขียนก็ได้บอกให้ช่าง จับเอาคอมเพรสเซอร์โรตารี่เก่าๆที่มีเก็บไว้ หากอันไหนระบุว่าสตาร์ทไม่ออก ก็ให้ลองสตาร์ทด้วยการนำมาต่อเข้ากับวงจรแบบ CSIR 
ซึ่งจากการทดลองครั้งนั้นทำให้ ผู้เขียนสามารถคืนชีพคอมเพรสเซอร์เก่าๆได้หลายตัว ช่วยให้มันยังมีประโยชน์มากกว่าการไปชั่งกิโลขายเป็นเศษเหล็ก เป็นการลดขยะให้โลก และใช้ของให้คุ้มค่ามากที่สุด




ในส่วนของคอมเพรสเซอร์ที่สามารถคืนชีพกลับมาได้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าผู้เขียนเอาไปทำอะไรต่อนั้น
ตรงจุดนี้ผู้เขียนมีช่องทางที่จะนำไปสร้างประโยชน์ได้หลากหลายช่องทาง

ส่วนหนึ่งคือการนำไปบริจากให้กับสถาบันการศึกษาที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นสถาบันที่มีการเรียนการสอนในหลักสูตรทางด้านวิชาชีพ และที่สำคัญคือเป็นสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ ซึ่งคอมเพรสเซอร์ที่ยังสามารถทำงานได้อยู่ แต่อาจจะไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งานในเครื่องปรับอากาศอีกต่อไป แต่ยังสามารถนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการสอนสำหรับการปฏิบัติจริง ควบคู่ไปกับทฤษฎีได้ ในส่วนนี้

และคอมเพรสเซอร์พวกนี้ ก็จะมีบางส่วนที่ถูกนำมาดัดแปลงเอาคุณสมบัติที่มีของคอมเพรสเซอร์ มาทำเป็นเครื่องดูดสำหรับทำสูญญากาศ ตั้งไว้ในโรงซ่อม เพื่อไว้ใช้ในงานซ่อมบางกรณี แต่ถ้าจะนำมาใช้แทนเครื่องทำสุญญากาศ หรือเครื่องแว็ค (Vacuum Pump) แบบเป็นจริงเป็นจังนั้น ผู้เขียนเห็นว่ามันยังคงไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะถึงแม้คอมเพรสเซอร์ จะสามารถดูดอากาศในระบบได้จนถึงระดับสุญญากาศ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ต่ำไปกว่า 29 inHg (นิ้วปรอท) ได้ ซึ่งในบางงานที่ต้องการความละเอียด หรืองานที่เน้นเป็นพิเศษในเรื่องการทำระบบให้เป็นสุญญากาศนั้น คอมเพรสเซอร์ที่นำมาใช้เป็นเครื่องทำสุญญากาศ ยังไม่สามารถทำได้ดีเทียบเท่าเครื่องทำสุญญากาศแบบประสิทธิภาพสูง

ในส่วนแนวคิดหรือความต้องการ ที่จะนำคอมเพรสเซอร์เก่าเหล่านี้ กลับมาติดตั้งในแอร์ เพื่อจะนำไปติดตั้งใช้งานอีกครั้ง แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนหลีกเลี่ยงและไม่แนะให้นำกลับมาใช้ เพราะการนำกลับมาใช้ใหม่นั้นอาจจะไม่คุ้มค่า และไม่มีสิ่งใดที่จะนำมาเป็นหลักประกันในการใช้งานระยะยาวได้ ซึ่งหากนำมาติดตั้งใช้งานแล้วใช้ต่อได้ไม่นาน ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองค่าของค่าแรงและเสียเวลาเป็นอย่างมาก








 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2556 7:08:36 น.
Counter : 61444 Pageviews.  

เทคนิค วิธีตรวจเช็คตัวโอเวอร์โหลด

OVER LOAD (โอเวอร์โหลด) หรือ OL ซึ่งในบทความนี้ขอกล่าวถึงในเรื่องของตัวโอเวอร์โหลดภายนอก ที่ใช้กับมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขนาดเล็กแบบซิงเกิลเฟส หรือ 1 เฟส โดยโอเวอร์โหลดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าตัวหนึ่งที่มีความสำคัญในระบบเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ 


เพราะเนื่องจาก ตัวโอเวอร์เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันความเสียหายของขดลวดภายในมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ อันเนื่องมาจากการใช้กระแสไฟฟ้าเกินกว่าพิกัดที่ขดลวดจะรองรับได้ จนเป็นสาเหตุทำให้ขดลวดภายในมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ร้อนจัดและไหม้ ซึ่งตัวโอเวอร์โหลดเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันความเสียหายในกรณีใช้กระแสเกินได้ 

ตัวโอเวอร์โหลดที่อธิบายในบทความนี้ เป็นชนิดต่อภายนอก หรือเรียกว่าตัวโอเวอร์โหลดภายนอกที่ใช้กันในมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขนาดเล็กแบบ1เฟส อย่างเช่น ตู้เย็น ตู้แช่ ตู้น้ำเย็น เป็นต้น


ภาพที่ 1 ตัวโอเวอร์โหลดภายนอก


ตัวโอเวอร์โหลดในมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ที่ใช้ไฟฟ้าระบบ1เฟส จะต่อใช้งานแบบอนุกรมที่ขั้ว COMMOM(คอมมอน)หรือขั้วC ที่เป็นจุดรวมของสายของขดรันและขดสตาร์ทในมอเตอร์ ซึ่งการทำงานของตัวโอเวอร์โหลดคืออาศัยผลของความร้อนจากการให้กระแสไหลผ่าน 

ซึ่งในกรณ์ที่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์กินกระแสสูงกว่ากำหนดจนเกิดความร้อนจนทำให้หน้าสัมผัสโลหะในตัวโอเวอร์โหลดแยกจากกัน ตัวโอเวอร์โหลดจะทำการตัดวงจรสายไฟเมนที่จ่ายเข้ามอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ในตัวโอเวอร์โหลดจะประกอบด้วยโลหะ2แผ่นติดกัน และมีลวดฮีตเตอร์หรือลวดความร้อนซึ่งแผ่นโลหะ 2 แผ่น จะถูกต่ออันดับกับลวดฮีตเตอร์ 

เมื่อมีกระแสไหลผ่านในปริมาณมาก ลวดฮีตเตอร์จะเกิดความร้อนมากจนทำให้แผ่นโลหะ 2 แผ่นซึ่งเป็นหน้าสัมผัส แยกออกจากกันทำให้กระแสไฟฟ้าถูกตัดออก ในส่วนกระแสสตาร์ทของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ที่มีปริมาณ3-5เท่าของกระแสรันปกติ เป็นกระแสสูงในชั่วขณะเท่านั้น คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของโอเวอร์โหลดคือ สามารถทนต่อโหลดเกินได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งกระแสสตาร์ทในระยะเวลาเสี้ยววินาทีจึงไม่ส่งผลให้โอเวอร์โหลดตัด


ภาพที่ 2 สัญลักษณ์แบบต่างๆของโอเวอร์โหลด



การเติมสารทำความเย็นในปริมาณมากเกินไป จนกระแสรันปกติ(FLA.)เพิ่มสูงขึ้นมากเกินกว่าพิกัดกระแสปกติของเครื่อง ตัวโอเวอร์โหลดจะตัดไฟทันทีหากกระแสมีปริมาณสูงเกินไป เพื่อป้องกันอันตรายต่อมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ซึ่งระดับปริมาณน้ำยาที่บรรจุในเครื่องทำความเย็น ซึ่งวัดจากแรงดันด้านท่อทางดูดขณะเครื่องทำงานปกติ 
ตู้เย็น-ตู้แช่ ที่ใช้น้ำยาR-12 แรงดันน้ำยาด้านท่อทางดูดต้องอยู่ที่ 8-12 PSIG 
เครื่องปรับอากาศ ที่ใช้น้ำยา R-22 แรงดันน้ำยาด้านท่อทางดูดต้องอยู่ที่ 70-75 PSIG

แต่ในบางครั้งเครื่องปรับอากาศที่มีการอัดน้ำยามาจากโรงงานผู้ผลิต มีแรงดันด้านท่อทางดูดอยู่ถึง 80 PSIG ผู้ใช้ทั้งหลายควรตรวจสอบกระแสรันของเครื่องก่อนว่าอยู่ในระดับเกินกว่าแผ่นป้าย Name Plate มากเกินไปหรือไม่ หากแรงดันน้ำยาสูง แต่กระแสที่วัดได้ต่ำกว่าหรืออยู่ในกำหนด ก็ไม่ต้องปล่อยน้ำยาทิ้งให้โลกร้อน


กรณีการใช้งานที่ทำให้โอเวอร์โหลดตัดการทำงาน

1. การเติมสารทำความเย็นมากเกินไป กระแสสูงจนโอเวอร์โหลดตัด

2. กรณีที่เพลาหรือแกนหมุนของคอมเพลสเซอร์ติด,ล็อก,ขยับไม่ได้ ทำให้มอเตอร์สตาร์ทไม่ออก กินกระแสสตาร์ทสูงในเป็นเวลานาน โอเวอร์โหลดจะตัดไฟเพื่อป้องกันความเสียหาย

3. หากถอดปลั๊กตู้เย็นออกแล้วเสียบทันที ในบางครั้งจะทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์สตาร์ทไม่ออก โอเวอร์โหลดตัด จำไว้เสมอว่าต้องรอให้แรงดันน้ำยาเท่ากันทั้ง2ด้านเป็นเวลา 3-5 นาทีแล้วถึงจะเสียบปลั๊กได้

4. ความผิดปกติของแรงดันไฟฟ้า ณ แหล่งจ่าย มีแรงดันไฟตกมาก มอเตอร์ร้อนจัดเพราะกินกระแสสูง ทำให้โอเวอร์โหลดตัด

หมายเหตุ : ในกรณีที่โอเวอร์โหลดต้องตัดไฟบ่อยครั้ง อาจจะทำให้หน้าสัมผัสได้รับความเสียหายได้

การตรวจเช็คโอเวอร์โหลด
การตรวจเช็คโอเวอร์โหลดทำได้ง่ายๆ โดยการนำมัลติมิเตอร์ ปรับเลือกการวัดความต้านทาน Rx10 แล้วทำการวัดที่ขั้วสำหรับต่อใช้งาน และขั้วของหน้าสัมผัส(จุดตรงกลาง) หากวัดแล้วเข็มมิเตอร์ไม่ขึ้นแสดงว่าตัวโอเวอร์โหลดขาด

ราคาของตัวโอเวอร์โหลดภายนอก สำหรับใช้กับมอเตอร์ตอมเพรสเซอร์ขนาดเล็ก1เฟส(โอเวอร์โหลดตู้เย็น) ขนาดสำหรับมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ 1/2แรงม้า - 1/8แรงม้า ราคาประมาณตัวละ 80-150บาท




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 4:05:29 น.
Counter : 77921 Pageviews.  

เทคนิค วิธีตรวจเช็คคาปาซิเตอร์(คาปาซิเตอร์แอร์)







บทความฉบับนี้ขอพูดในเรื่องของการตรวจเช็คคาปาซิเตอร์ ซึ่งก็คืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าอย่างหนึ่ง ที่มีอยู่ในเครื่องทำความเย็นและแอร์ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการตรวจเช็คขออธิบายในเกี่ยวกับรายละเอียดของคาปาซิเตอร์ที่ใช้ในแอร์กันก่อน


คาปาซิเตอร์ (Capacitor) ในภาษาช่างมักนิยมเรียกสั้นๆว่า แค๊ป (Cap) หรือคาปา 

แต่ในชื่อภาษาไทยได้ถูกบัญญัติไว้ว่า "ตัวเก็บประจุ" ซึ่งหน้าที่หลักของคาปาซิเตอร์ ก็เหมือนดังชื่อของมันคือมีหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้า ในกรณีของคาปาซิเตอร์ที่ใช้กับเครื่องทำความเย็นนั้นตัวคาปาซิเตอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้ากระแสสลับและจะจ่ายประจุไฟฟ้าที่เก็บสะสมให้กับโหลดประเภทมอเตอร์เพื่อเพิ่มอำนาจแม่เหล็กทำให้มีแรงบิดสตาร์ทเพิ่มขึ้น

เพราะในระบบเครื่องทำความเย็นที่ใช้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ซึ่งมีกำลังแรงม้าสูง หากเป็นมอเตอร์ที่ใช้ระบบไฟฟ้า 1 เฟส การสตาร์ทออกตัวด้วยตัวของมันเอง อาจจะไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องมีคาปาซิเตอร์เพื่อช่วยในการเริ่มเดินมอเตอร์ เพิ่มแรงบิดให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์เริ่มหมุน  



ส่วนประกอบของคาปาซิเตอร์ หลักๆจะมีอยู่ 3 ส่วนคือ

1. แผ่นโละ ซึ่งเป็นแผ่นโลหะประเภทอะลูมิเนียม จำนวน แผ่นวางอยู่ใกล้กันมีฉนวนหุ้มอยู่
2. ฉนวน ทำมาจากกระดาษชุบด้วยน้ำยาเคมีที่เรียกว่า น้ำยาอิเล็กโทรไลต์
3. วัสดุห่อหุ้ม(เปลือกนอก) ทำหน้าที่เป็นตัวสำหรับบรรจุชิ้นส่วนภายใน

ในตัวคาปาซิเตอร์ จะมีค่าความต้านทานของตัวมันเองอยู่ และมีค่าความจุในการเก็บสะสมประจุไฟฟ้า มีหน่วยเป็น "ไมโครฟาราด" (Microfarad =µFD) ซึ่งสามารถเขียนเทียบได้โดย 1 Farad (FD) = 10^6 µFD



สำหรับคาปาซิเตอร์ที่ใช้งานในระบบเครื่องทำความเย็นและแอร์ จำแนกได้เป็น ชนิด คือ
คาปาซิเตอร์สตาร์ท,แคปสตาร์ท (Starting Capacitor) และ คาปาซิเตอร์รัน,แคปรัน (Running Capacitor) โดยการนำคาปาซิเตอร์ทั้งสองชนิดนี้มาต่อใช้งาน จะมีวัตถุประสงค์การนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นกับขนาดและของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ 


การแยกชนิดของคาปาซิเตอร์ที่ใช้ในงานระบบเครื่องทำความเย็นและแอร์ จะใช้การแยกโดยดูที่ลักษณะภายนอกเป็นหลัก ซึ่งมีหลักในการจำง่ายๆ นั่นคือ
คาปาซิเตอร์สตาร์ท (Starting Capacitor) เปลือกหุ้มเป็นพลาสติกมีสีดำ ค่าความจุสูง ค่าทนแรงดันต่ำ
คาปาซิเตอร์รัน (Runnin Capacitor) เปลือกหุ้มเป็นโลหะมีสีเงิน ค่าความจุต่ำ ค่าทนแรงดันสูง 






การตรวจสอบคาปาซิเตอร์

ในส่วนการตรวจสอบหรือตรวจเช็คคาปาซิเตอร์ โดยทั่วไปแล้วที่นิยมใช้กันในเวลาปฏิบัติงานจริงจะมี วิธี ได้แก่


วิธีที่ 1 คือการทดสอบโดยใช้มัลติมิเตอร์ สามารถแยกออกได้อีกสองรูปแบบคือ ใช้มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อก(มิเตอร์แบบเข็ม) และ ใช้มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล



1.1 การตรวจสอบคาปาซิเตอร์โดยใช้มัลติมิเตอร์อนาล็อก(มิเตอร์แบบเข็ม)

การตรวจสอบ โดยมัลติมิเตอร์อนาล็อก(มิเตอร์แบบเข็ม) ให้ปรับย่านวัดไปที่ ค่าความต้านทาน R x 1K แล้วนำปลายสายของมิเตอร์มาจี้ที่ขั้วทั้ง 2 ของคาปาซิเตอร์ ถ้าคาปาซิเตอร์ใช้งานได้เข็มของมิเตอร์จะสวิงชี้ขึ้นมาในระดับครึ่งสเกล แล้วเข็มจะค่อยๆตกลง ถือว่าคาปาซิเตอร์ยังใช้งานได้ แต่ถ้าคาปาซิเตอร์ ขาดเมื่อวัดแล้วเข็มจะไม่กระดิกขึ้นเลย 

และหากในกรณีที่คาปาซิเตอร์ตัวนั้นลัดวงจรภายใน เมื่อวัดด้วยมิเตอร์อนาล็อก เข็มบนหน้าปัดของมิเตอร์ จะสวิงชี้ขึ้นจนสุดสเกล (ถึงเลข 0) หรือเต็มสเกล ซึ่งก็แสดงว่าคาปาซิเตอร์อันนั้นลัดวงจรภายใน




1.2 การตรวจสอบโดยใช้มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

ปัจจุบันมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในแวดวงงานช่างไฟฟ้า เนื่องจากมีการแสดงค่าที่แม่นยำในระดับจุดทศนิยม และใช้งานง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับมัลติมิเตอร์แบบอนาล็อก อีกทั้งรูปทรงของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลในปัจจุบันก็มีให้เลือกหลากลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กกระทัดรัดไปจนถึงขนาดใหญ่ รวมทั้งฟังก์ชั่นการทำงานที่ถูกพัฒนาให้วัดค่าทางไฟฟ้าได้หลากหลายในเครื่องเดียว 

และที่สำคัญ...ราคาค่าตัวของมัลติมิเตอร์ในปัจจุบัน ก็มีการปรับลดราคาลงมาอยู่ในระดับที่ไม่แพงเหมือนในอดีต ทำให้สามารถหาซื้อมาใช้พกพาออกไปใช้งานนอกสนามแบบสมบุกสมบันได้โดยไม่ต้องเสียดาย 

หรือสำหรับท่านใดที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสายงานไฟฟ้า แต่มักจะซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง การจะจะซื้อมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลไว้ติดบ้านสักเครื่อง ก็มีประโยชน์ไม่ใช่น้อย

วิธีการตรวจเช็คคาปาซิเตอร์โดยใช้มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล ก็ไม่อยาก เพราะมิเตอร์แบบดิจิตอลหลายๆรุ่นที่วางขาย ต่างก็มีฟังก์ชั่นสำหรับวัดค่าความจุคาปาซิเตอร์มาให้พร้อม เพียงแค่กดเปลี่ยนโหมดมาเป็นโหมดวัดค่าความจุคาปาซิเตอร์ แล้วเอาสายวัดทั้งสองของมิเตอร์ไปแตะกับขั้วทั้งสองของคาปาซิเตอร์ 

ถ้าคาปาซิเตอร์ยังดีอยู่บนหน้าจอก็จะแสดงตัวเลขค่าความจุของคาปาซิเตอร์มาให้ ถ้าไม่แสดงก็แปลว่าคาปาซิเตอร์ขาด หรือถ้าแสดงค่าเป็นอินฟินิตี้ (Infinity) แสดงว่าคาปาซิเตอร์อันนั้น...ลัดวงจร





วิธีที่ 2 คือการการชาร์จประจุให้โดยตรง โดยการจ่ายแรงดันไฟฟ้าเข้า 220 โวลต์ เข้าไป เพื่อดูความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าของคาปาซิเตอร์

แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าวิธีนี้ หากท่านใดที่ไม่มีความรู้ความชำนาญทางด้านงานช่างไฟฟ้า ก็ขอให้ข้ามวิธีนี้ไปได้เลย อ่านเพื่อเป็นความรู้ได้ แต่ไม่แนะนำให้ทำตาม เพราะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าได้

โดยวิธีนี้ก็คือการชาร์จประจุ จ่ายไฟจากแหล่งจ่าย 220 โวลต์ เข้าสู่คาปาซิเตอร์ ซึ่งพูดให้เห็นภาพก็คือ การนำขั้วของคาปาซิเตอร์ 2 ขั้ว แต่ละขั้วมาต่อเข้ากับสายไฟหรือแหล่งจ่ายไฟ โดยต่อขั้วคาปาซิเตอร์เข้ากับ L และ N โดยอาจจะเป็นสายไฟฟ้าที่เสียบมาจากเต้ารับ เป็นการจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลต์ เข้าไปที่คาปาซิเตอร์โดยตรง ในระยะเวลาสั้นๆ (แค่ 5 - 10 วินที) แล้วดึงสายออกจากแหล่งจ่ายไฟ

โดยในทางทฤษฏี นี่ก็คือการชาร์จประจุให้กับคาปาซิเตอร์นั่นเอง

แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังหลังจากที่ชาร์จประจุให้คาปาซิเตอร์แล้ว คืออย่าเผลอจับที่ขั้วคาปาซิเตอร์เด็ดขาด เพราะมันมีประจุไฟฟ้าที่แรงดันพอๆกับไฟบ้านเก็บอยู่ ถ้าเผลอไปจับอาจได้รับบาดเจ็บได้ และก่อนจะหยิบจับคาปาซิเตอร์ไปใช้งาน ต้องไม่ลืมทำการคายประจุด้วยหลอดใส้หรือไม่ก็ลัดวงจรที่ขั้วคาปาซิเตอร์เสียก่อน เพื่อคายประจุที่สะสมอยู่ออกมาให้หมด


และการทดสอบคาปาซิเตอร์หลังจากที่ชาร์จประจุเข้าไปแล้ว ก็คือการคายประจุออกมาจากคาปาซิเตอร์ โดยนำสายทั้ง เส้นของคาปาซิเตอร์มาต่อเข้ากับหลอดไฟ ชนิดหลอดไส้ (incandescent) ขนาด 25-40 วัตต์ หากไส้หลอดไฟสว่างขึ้นมา ก็แสดงว่าคาปาซิเตอร์ตัวนั้นยังคงมีสภาพดีอยู่ สามารถเก็บประจุและคายประจุออกมาได้ แต่ถ้าไส้หลอดไม่มีอาการตอบสนอง ก็เป็นไปได้ว่าคาปาซิเตอร์ตัวนั้นไม่สามารถเก็บประจุได้อีกแล้ว




และหากพูดถึงการตรวจเช็คในหน้างานจริง การลงไปตรวจเช็คแอร์ที่ตรงหน้างานจริงก็อาจจะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ช่างแอร์ยุคก่อนๆจึงมักจะใช้วิธีลัด เพื่อคายประจุให้กับคาปาซิเตอร์ ซึ่งก็คือการเอาปลายสายของคาปาซิเตอร์ที่ชาร์จประจุเสร็จมาแตะกันเพื่อลัดวงจร หรือใช้ปลายไขควงลัดวงจรระหว่างขั้วของคาปาซิเตอร์ ซึ่งถ้าหากคาปาซิเตอร์ยังดีอยู่คือสามารถเก็บประจุได้ เมื่อลัดวงจรขั้วคาป่าซิเตอร์ก็จะมีประกายไฟแลบออกมาให้เห็น แต่ถ้าหากเอาปลายสายมาแตะกันหรือลัดวงจรด้วยปลายไขควงแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ก็แสดงว่าคาปาซิเตอร์ตัวนั้นขาดไปแล้ว

ซึ่งการทดสอบโดยการชาร์จประจุให้คาปาซิเตอร์โดยตรง ในบางครั้งถ้าบังเอิญไปเจอเอาคาปาซิเตอร์ที่มีการลัดวงจรภายใน และเราดูภายนอกอาจไม่รู้ว่ามันลัดวงจรด้านใน แต่เมื่อนำคาปาซิเตอร์มาต่อเข้าแหล่งจ่ายไฟ 220 โวลต์ เพื่อชาร์จประจุ ก็จะเกิดการลัดวงจรทันที และส่งผลให้เบรกเกอร์หรือฟิวส์ที่แผงสวิทช์ก็ตัดไฟทันที อันนี้ก็ควรระมัดระวังเพราะอาจจะทำให้ตกใจและอาจจะเป็นอันตรายได้ 

ดังนั้นการชาร์จประจุด้วยแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์ จึงเป็นวิธีแบบลัดที่อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่ หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง


หากพูดกันตามหลักการ สำหรับการคายประจุด้วยวิธีการลัดวงจรขั้วคาปาซิเตอร์ เป็นวิธีการที่อาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ไม่ค่อยปลอดภัย ซึ่งถ้าใครจะเรียกว่าวิธีมักง่าย ก็คงไม่ผิด ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่สนับสนุนให้วิธีการชาร์จประจุแล้วทำการลัดวงจรขั้วคาปาซิเตอร์โดยตรง เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้
ซึ่งที่นำวิธีดังกล่าวมาบอกเล่ากันในบทความนี้ก็เพื่อเป็นความรู้เท่านั้น โดยเพื่อให้รู้ว่ายังมีวิธีนี้ถูกใช้งานจริงอยู่ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้ทำตาม



การทดสอบคาปาซิเตอร์ตามวิธีการที่ได้กล่าวมานี้ คือวธีการทดสอบที่นิยมทำกันในวงการช่างแอร์ ใช้เพื่อทดสอบคาปาซิเตอร์ที่มีในเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก ซึ่งการทดสอบตรวจเช็คคาปาซิเตอร์ วิธีที่ปลอดภัยสุดก็คือการใช้มัลติมิเตอร์เป็นตัววัดทดสอบ ซึ่งการใช้งานจริงถ้าหากมีมิเตอร์อยู่แล้วก็ควรใช้มิเตอร์ทำการทดสอบจะดีที่สุด







 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2560 20:37:40 น.
Counter : 251973 Pageviews.  

1  2  

KanichiKoong
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 275 คน [?]




ช่องทางการติดต่อผู้จัดทำ

- หลังไมค์
- E-mail : aum_tawatchai@hotmail.com
- ID Line : atb1992
-------------------------------------
-------------------------------------
New Comments
Friends' blogs
[Add KanichiKoong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.