ใครกำหนด : ศรีฟ้า ลดาวัลย์






ใครกำหนด


บทประพันธ์ : ศรีฟ้า ลดาวัลย์


ISBN 974-602-272-5 ฉบับปก สำนักพิมพ์ดอกหญ้า. พิมพ์ครั้งที่ 2. 2537.

จำนวน 734 หน้า ราคา 225 บาท




รายละเอียด

ทาริกา บุษบง หรือ แม่นิ่ม บุตรสาวคนสุดท้องของ มหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาบทมาลย์บำเรอรักษ์ ผู้มีแม่เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ เชื้อสายราชนิกุล หล่อนงดงามกว่าพี่น้องผู้หญิงทุกคน จนเจ้าคุณบิดาเชยชมว่า “แม่หงส์ทอง” ใครๆ ต่างก็คิดว่าอนาคตของทาริกาคงสดใส และวาสนาดีกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่ใครเลยจะคาดเดาอนาคตได้แน่ชัด เพราะเพียงแต่ทาริกาถูกจับแต่งงานกับ ไทยธชา บุตรชายของนักการเมืองไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งดูเหมือนจะก้าวหน้าไกล หล่อนก็ต้องผจญชะตากรรมตั้งมากมาย นับแต่เจ้าบ่าวประสบอุบัติเหตุเจ็บปางตายในวันส่งตัวเข้าหอ จนถึงเจ้าคุณบิดาล้มป่วยจนถึงแก่กรรม และเมื่อไร้บารมีของเจ้าคุณบิดา ชีวิตของทาริกาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พี่น้องร่วมยี่สิบชีวิตต้องบ้านแตก แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ส่วนทาริกาเองก็ไม่อาจหาความสุขจากครอบครัวใหม่ได้เลย 

นับแต่นั้นมา พายุแห่งโชคชะตาก็พัดพาทาริกาล่องลอยไปตามยถากรรม หากเพราะการนับถือในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองเท่านั้น ที่ทำให้หล่อนผ่านพ้นชะตากรรมมาได้


...ชีวิตของทาริกานั้นหากลิขิตขึ้นด้วย ‘พระเจ้า’

อย่างบางคนเชื่อ ‘พระเจ้า’

ก็ดูออกจะรักสนุกจนเกินไปหน่อย

จึงไม่ยอมให้วิถีชีวิตของหล่อนราบรื่นได้ง่ายๆ

แต่ถ้าหากลิขิตขึ้นด้วย ‘กรรม’

อย่างที่บางคนอีกเหมือนกันเชื่อถือ

ทาริกาก็คงจะสร้างกรรมเอาไว้ซับซ้อนเสียเหลือเกิน...

- ใครกำหนด


REVIEW

ใครกำหนด บทประพันธ์ของ ศรีฟ้า ลดาวัลย์ เป็นอีกเรื่องที่ขอชมเชยท่านผู้เขียน ว่าเขียนออกมาได้ดี สนุก ชวนติดตาม และทำให้ผมคอยเอาใจช่วยนางเอกไปจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ แม้บางช่วงอาจเหนื่อยหน่ายกับความคิดของนางเอกบ้างก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า ความสมเหตุสมผล ความเข้าใจลึกซึ้ง ที่ผู้อ่านจะได้ร่วมรับรู้ไปกับชะตากรรมของนางเอก จะทำให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจ อยากให้หล่อนได้พบกับปลายทางชีวิตที่สดใส แต่ถึงอย่างนั้น ท่านผู้เขียนก็ไม่ได้ทำให้เรื่องราวของทาริกาจบแบบ Happy Ending เสียทีเดียว หากแต่ทิ้งเรื่องปลายเปิดเอาไว้ให้เราได้ตระหนักในสัจธรรมของชีวิต ว่ามีทั้งทุกข์และสุข ปะปนกันไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด


อันชีวิตเราไซร้ใครลิขิต..........................พระพรหมผู้เทวฤทธิ์หรือไฉน

หรือพระยมสมมติเทพองค์ใด...........................หรือตัวเราเองไซร้ลิขิตมัน ?

จึงหมุนเวียนเปลี่ยนไปมิได้หยุด............ประเดี๋ยวสุขทุกข์สุดจะแปรผัน

มีทั้งยิ้มทั้งเศร้าคลุกเคล้ากัน.............................ชีวิตนั้นกำหนดด้วยอะไร ?


ท่านผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยบทกลอนที่ตั้งคำถามกับชีวิต โดยใจความทั้งหมดของกลอนบทนี้ เสมือนเป็นพล็อตย่อของเรื่อง ใครกำหนด ซึ่งว่าด้วยชีวิตอันรันทนของ ทาริกา บุษบง หญิงสาวผู้เกิดในตระกูลขุนนาง เคยใช้ชีวิตสุขสบาย ครอบครัวเป็นที่นับหน้าถือตาของวงสังคมในยุคหนึ่ง แต่แล้วหล่อนก็ได้ออกเรือนแต่งงานกับ ไทยธชา บุตรชายของ ร้อยเอกหลวงรณรงค์ยุทธการ ซึ่งเป็นคนสำคัญในคณะรัฐบาลยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อเมื่อสงครามโลกบังเกิดขึ้น ชะตาชีวิตของทาริกาก็มีอันพลิกผัน เพราะไทยธชาหนีไปแต่งงานใหม่กับบุตรสาวของนักการเมืองกลุ่มเสรีไทย ที่กำลังเฟื่องฟูขึ้นมาแทนที่กลุ่มท่านผู้นำในยุคหลังสงครามโลก เป็นเหตุให้ทาริกาขอหย่าขาดจากสามีคนแรก กลายเป็นแม่ม่ายร้างผัวทิ้ง ต้องระหกระเหินหาเลี้ยงชีวิตด้วยตัวเอง 

ทาริกาได้โอกาสเข้าทำงานในบริษัทรับออกแบบบ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่หล่อนได้พบกับ ปริเยศ หัวหน้างานที่ให้ความสนใจหล่อนเป็นพิเศษ ถึงแม้เขาจะรู้แก่ใจว่าหล่อนเป็นแม่ม่ายก็ตาม ท่ามกลางความสัมพันธ์ของคนทั้งสองที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเปราะบางนั้น พายุแห่งชะตากรรมก็พัดเข้าหาทาริกาอีกครั้ง เริ่มด้วยการที่ เทพทำนุ พี่ชายร่วมท้องคนเดียวของหล่อนมาขอยืมเงินไปหมุน กระทั่งมีส่วนชักนำ รัฐมนตรีอิทธิพล นักการเมืองวัยห้าสิบปีเข้ามาพัวพันในชีวิตของทาริกา จนใครต่อใครต่างนินทาหาว่าหล่อนเป็น ‘นางบำเรอ’ คนหนึ่งของเขา แม้แต่ปริเยศก็เริ่มคลางแคลงใจในตัวทาริกา เป็นเหตุให้ทาริกายิ่งทนทุกข์กับคำครหาหนักเข้าไปอีก เพราะขนาดคนใกล้ชิดอย่างปริเยศยังไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ของหล่อน

ปัญหาความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น มักทำให้ปริเยศหัวเสียอยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขานั่งรถไปกับทาริกา เขาก็เกิดโมโหกับเรื่องของนายอิทธิพลจนประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชนจนปริเยศถึงแก่ความตาย ส่วนทาริกาได้รับบาดเจ็บหนักทั้งทางกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส หากแต่ความสูญเสียครั้งนี้ได้ชักนำ ปริวรรต พี่ชายต่างแม่ของปริเยศเข้ามาสู่ชีวิตหล่อนแทน 

ปริวรรตเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยย่างสี่สิบปี ชีวิตเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยกว่าทาริกา เขาจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจในโชคชะตาของหญิงสาว กระทั่งแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผูกพันในเวลาต่อมา ทั้งที่ตลอดมาเขาไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหน แม้กระทั่ง คุณหญิงรัชนีกร เศรษฐีนีสาวใหญ่ ที่คนในวงสังคมนินทาว่าเป็นคู่ขาของปริวรรต ซึ่งคบหากันในความสัมพันธ์แบบพลาโตนิก เฟรนด์ชิป (Platonic Friendship) แต่สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะขอทาริกาแต่งงานมาเป็นคู่ชีวิต เพื่อตอบสนองความปรารถนาในใจ และลบล้างคำครหาของสังคม ถึงแม้หนทางความรักระหว่างปริวรรตและทาริกาจะไม่ราบรื่นนัก แต่ทาริกาก็พอใจที่จะเดินเคียงข้างเขา เพื่อพิสูจน์ความรักที่หล่อนมีต่อเขา และเขามีต่อหล่อน... 

ชีวิตของทาริกา หากดูผิวเผินอย่างสายตาคนทั่วไป หล่อนก็คงเป็นผู้หญิงที่ผ่านผู้ชายมามาก หากแต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้แห่งคำนินทาว่าร้ายที่สังคมสาดเสียเทเสียใส่หล่อน ทาริกายังคงเป็นเพชรเม็ดงาม จนกระทั่งตกอยู่ในมือของคนที่มองเห็นคุณค่าของหล่อนจริงๆ 

ทาริกาต้องเผชิญวิบากกรรมอะไรมาบ้าง ใครกันเป็นคนกำหนดชีวิตหล่อน ลองไปหาคำตอบในนิยายกันดูนะครับ 

แรกทีเดียว ผมตั้งใจว่าจะไม่เล่าเรื่องย่อ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ เลยขอเล่าแบบย่อๆ (แล้วเหรอ) สักนิด แต่บอกได้เลยว่าในส่วนของรายละเอียดเนื้อหาในนิยายนั้นเต็มเปี่ยมด้วยความสนุก จรรโลงใจ มีสาระมากมาย ซึ่งสะท้อนความจริงแห่งชีวิต และเป็นภาพแทนของประวัติศาสตร์สังคมไทยในหลายๆ ยุคสมัย ทั้งสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้านายและชนชั้นศักดินาพากันตกต่ำ พ่อค้าคนจีนเติบโตร่ำรวยเป็นเศรษฐี สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคท่านผู้นำเสื่อมอำนาจ กลุ่มเสรีไทย หรือยุคของผู้มีอิทธิพลที่นิยมมีนางบำเรอจนเป็นที่กล่าวขวัญ 

ถึงแม้ว่าชะตาชีวิตของนางเอกจะรันทน หรือน่าสงสารมากแค่ไหน แต่ก็เป็นความตกระกำลำบากอย่างที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่แนวดราม่ากับความรักอันไม่สุขสมหวังเพียงอย่างเดียว ใครได้อ่านเรื่องนี้ แล้วเข้าใจสิ่งที่นักเขียนอยากบอกกับผู้อ่าน ผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องได้กำลังใจในชีวิต และเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นแน่นอน

การสอดแทรกข้อคิดการใช้ชีวิตลงในเนื้อหาอย่างไม่ยัดเหยียดจนเกินไป คือสิ่งที่ผมรู้สึกชอบในนวนิยายของม.ล.ศรีฟ้า เพราะเป็นเหมือนลายเซ็นของท่านผู้เขียน ไม่ว่าผมจะอ่านงานของท่านเรื่องไหนๆ ก็อิ่มใจเสมอ รู้สึกว่าท่านเข้าอกเข้าใจโลกในทุกๆ ด้าน และในทุกๆ มุมมองจากตัวละครที่มีความคิดความอ่านแตกต่างไป อย่างเช่น คุณช้อย พี่สาวคนหนึ่งของทาริกา ซึ่งมองชีวิตของน้องสาวสองคนเปรียบเทียบกันว่า


เมื่อยายนิ่มแต่งงาน ยายนิ่มแต่งงานกับเกียรติยศ ส่วนยายแจ๋วแกแต่งงานกับเงิน ไปๆ มาๆ มันไม่จีรังสักอย่างเดียว ไม่ว่าเกียรติยศหรือเงิน ความดีต่างหากที่จีรังยั่งยืน...


นอกจากนี้ ยังมีคำพูดของตัวละครตัวหนึ่ง ที่สะท้อนแนวคิดของคนยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งมองเห็นความเปลี่ยนไปของสังคมไทย ว่าไม่ได้เชิดชูกันด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรีอีกต่อไป แต่เชิดชูกันด้วยเงินทองแทนว่า


สมัยนี้เอาเงินไว้ก่อนดีกว่าลูกเอ๋ย เกียรติยศน่ะมันไม่ยั่งยืนอะไรได้นานหรอก มีเงินแล้วก็มีเกียรติเอง มีเงินมากพอขวนขวยหาเกียรติประดับตัวไว้ แต่ถ้ามีเกียรติหาเงินลำบาก เพราะเกียรติมันค้ำคออยู่


ส่วนความพีคของเรื่อง ผมคิดว่าน่าจะเป็นตอนปริเยศตาย เพราะทำให้เราคาดเดาว่าทาริกาคงต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และคงไม่ทนทุกข์ไปกว่านี้อีกแล้ว แต่กระนั้น ท่านผู้เขียนก็ยังใจดีช่วยพาทาริกาไปพบกับพระเอกขี่ม้าขาว ผู้เห็นอกเห็นใจหล่อน และมอบความสุข (เล็กๆ น้อยๆ) ในชีวิตให้แก่ทาริกาสักที แถมเขายังเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งโดยภาพรวมถือว่าโอเคกว่าผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของทาริกา 

ความประทับใจในเรื่องนี้ คือท่านผู้เขียนไม่ได้ปั้นแต่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้แก่พระเอก-นางเอก มีความสมเหตุสมผลของการดำเนินเรื่องเสมอ และไม่พาฝันไปเสียทั้งหมด ส่วนด้านสำนวนภาษายังคงถ่ายทอดได้คมคายเช่นเคย อยากให้ลองอ่านกันดูครับ โดยเฉพาะคนชอบนิยายสายพีเรียด-ดราม่า 

สุดท้ายนี้ ผมขอหยิบเอาข้อเตือนใจที่ปริวรรตกล่าวปลอบโยนทาริกามาปิดท้ายการรีวิวครั้งนี้ หวังว่าทุกคนที่กำลังมีความทุกข์จะมีพลังใจก้าวเดินต่อไป เพื่อพบกับความสุขที่รอเราอยู่ข้างหน้า เพราะแท้จริงแล้วชีวิตของเรานั้น ‘ไม่มี’ ใครกำหนดได้ดีที่สุด เท่ากับตัวเราเป็นผู้กำหนดเอง 

สวัสดีปีใหม่ 2560 ครับผม


"...บางสิ่งบางอย่างในชีวิตของเรา

ถ้าคุณหนีมันอยู่เรื่อยไปโดยไม่กล้าสู้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันตรงๆ

คุณอาจจะต้องหนีมันไปจนตลอดชีวิต

ไอ้การที่จะต้องวิ่งหนีอะไรต่ออะไรไปจนตลอดชีวิต

คงไม่ใช่ของสนุกนักดอก คุณทาริกา..."

- ปริวรรต, ใครกำหนด


Jim-793009

27 : 12 : 2016




Create Date : 27 ธันวาคม 2559
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 20:50:11 น.
Counter : 450 Pageviews.

0 comment
ริษยา : จุลลดา ภักดีภูมินทร์





ริษยา


บทประพันธ์ : จุลลดา ภักดีภูมินทร์


ISBN 978-974-253-200-0 ฉบับปก สำนักพิมพ์เพื่อนดี. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2553.

จำนวน 456 หน้า ราคา 320 บาท




รายละเอียด

เพราะความริษยาอาฆาตแต่หนหลัง หม่อมชุลี จึงขังตัวเองอยู่ภายในวังอโยธยา หลีกหนีจากโลกและสังคมภายนอก หากแต่ความชิงชังภายในใจยังคงคุเหมือนไฟสุม ทิฐิที่มีต่อบิดา มารดา ท่านชายวงศ์ราม ผู้เป็นพระสวามี กระทั่งถึงความเกลียดชังที่มีต่อ คุณนพ-คุณชวนชื่น กรกตพงษ์ น้องเขยและน้องสาว ทำให้หม่อมชุลีเลือกทำลายหัวใจคนทั้งคู่ด้วยการสู่ขอ ชนนี หลานสาวมาแต่งงานกับ ม.ร.ว.หริพันธุ์ รามพงศ์ ลูกชายของตัวเอง ด้วยหวังให้หญิงสาวทรมาน ขมขื่นใจอยู่ภายในวังอโยธยาเหมือนกับตน เพราะคุณชายหริพันธุ์นั้นมี อบสวาท ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงและชู้รัก คอบปรนนิบัติบำเรออยู่แล้ว 

ไฟริษยาจะดับลงได้ฉันใด คนจุดไฟจะคิดดับเองได้ หรือปล่อยให้มันเผาผลาญใจจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต


...ไฟแห่งความริษยาอาฆาตเผาผลาญหม่อมชุลีมาตลอดชีวิต

ให้มีแต่ความทุกข์ความกระวนกระวายเดือดร้อน

และแล้วในที่สุดก็เผาผลาญชีวิตของหม่อมชุลีให้มอดไหม้

โดยที่ไฟริษยานั้นยังคงลุกโพลงอยู่

หาได้ดับหรือสร่างซาลงไม่...

- ริษยา


REVIEW

ริษยา ผลงานในนามปากกา จุลลดา ภักดีภูมินทร์ ยกให้เป็นนวนิยายอีกหนึ่งเรื่องของม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ ที่อ่านแล้วชอบมาก อ่านแล้วลุ้น เอาใจช่วยตัวละคร อีกทั้งเนื้อหาสาระเกี่ยวกับชีวิตปุถุชนก็ยังคงอัดแน่นเหมือนทุกๆ เรื่องที่ท่านเขียน อิ่มใจครับ 

จากชื่อเรื่อง ริษยา แน่นอนว่าเรื่องราวของนวนิยายเรื่องนี้ เล่าถึงชีวิตและความริษยาอาฆาตของ หม่อมชุลี ผู้หลงผิด คิดว่าสิ่งที่ตนยึดถือคือความถูกต้อง คือความดี เมื่อเห็นว่าคนที่หม่อมชุลีมองว่าเป็นคนผิด ทำผิด กำลังได้ดิบได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความชิงชังอย่างไร้เหตุผลนั้น เลยกลายเป็นความริษยาอาฆาตไปเสีย โดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวว่า ความเครียดแค้นในใจที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วมันเกิดจากความอิจฉา และทนเห็นคนที่ตนเหยียดหยามได้ดีกว่าตนไม่ได้

ความริษยาที่หม่อมชุลีมีต่อครอบครัวกรกตพงษ์ เริ่มต้นเมื่อ คุณชวนชื่น น้องสาวของเธอรักกับคุณนพ ซึ่งหม่อมชุลีดูถูกว่าเป็นลูกเจ๊ก ไม่มีสกุลผู้ดี ทั้งที่เธอกับคุณชวนชื่นเป็นถึงลูกเจ้าพระยา ทำให้หม่อมชุลีกีดกันความรักของคนทั้งคู่ แต่การกระทำนั้นกลับทำให้หลายคนมองว่าหม่อมชุลีใจดำ กลายเป็นความแค้นฝังใจ พอได้มาเจอกับ ชนนี ลูกสาวของคุณชวนชื่น หม่อมชุลีจึงวางแผนให้ชนนีแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของเธอ เพราะรู้แก่ใจว่าชนนีมีใจให้ หริพันธุ์ จากนั้นหม่อมชุลีก็ทำร้ายจิตใจน้องสาวและน้องเขย ด้วยการสร้างความขมขื่น ทรมานใจให้แก่ชนนี แล้วก็ได้ผลเสียด้วย 

นอกจากพล็อตหลักว่าด้วยเรื่อง ความริษยาของหม่อมชุลี แล้ว อีกประเด็นที่ผู้เขียนพยายามเน้นย้ำก็คือ การรู้จักปล่อยวางและปรับตัวให้เข้ากับสังคม เพื่อให้เรามีความสุขกับปัจจุบัน ไม่ใช่ขังตัวเองไว้กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ตัวละครที่สะท้อนตรงนี้ได้ดีคือ ท่านหญิงนวล ท่านน้าหญิงของหม่อมชุลี ซึ่งมียศเป็นหม่อมเจ้า แต่เลือกใช้ชีวิตอย่างคนสามัญ เป็นตัวละครที่น่ารักดีครับ นอกจากนี้ก็ได้ฝากเรื่อง ความรับผิดชอบของสามีที่มีต่อภรรยา เอาไว้ด้วย

ในเรื่องมีตัวละครเด่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น คุณหญิงวรรศิกา รามพงศ์ ลูกเลี้ยงของหม่อมชุลี ความที่เธอเป็นลูกสาวที่เกิดจากเมียบ่าว เลยเป็นที่ชิงชังของหม่อมชุลีเช่นกัน วรรศิกาถูกกักขังให้อยู่แต่ในวังอโยธยา มีนิสัยตรงไปตรงมา และออกจะปากกล้าบ้าง ทั้งที่บางครั้งก็มีนิสัยเงียบขรึม เพราะช่วงชีวิตถูกหม่อมชุลีกดขี่มาตลอด แต่วรรศิกากลับมีใจให้ ชนก กรกตพงษ์ พี่ชายของชนนี ซึ่งมีนิสัยต่างกันมาก กว่าชนกจะเข้าใจความรู้สึกที่วรรศิกามีให้เขาก็ท้ายเรื่องแล้ว 

มองรวมๆ ชนก-วรรศิกา ดูจะเป็นคู่พระ-นางของเรื่อง แต่เรื่องราวไม่เด่นเท่าคู่ หริพันธุ์-ชนนี ซึ่งมีปมปัญหาผูกพันกับหม่อมชุลี ตัวละครเอกของเรื่อง นอกจากนี้ยังมี เจตน์ เพื่อนพระเอกที่มีบทบาทเด่นมาก เพราะเป็นผู้ช่วยให้เรื่องราวคลี่คลาย อีกทั้งเจตน์ยังเป็นคนนิสัยและจิตใจดี มีทัศนคติที่ดีเสมอ แม้ว่าเขาจะผิดหวังจากการหลงรักชนนี เพราะชนนีมีใจให้หริพันธุ์ แต่เขาก็กล้ายอมรับความจริงนั้น ไม่ได้คิดริษยาแต่อย่างใด เหมือนข้อคิดที่เจตน์ตระหนักได้ในตอนจบของเรื่องว่า 


...เขายังเป็นปุถุชนอยู่ ที่จะมิให้เกิดความเสียดายอาวรณ์ในสตรีที่เคยเฝ้ารักนั้นย่อมยากนัก แต่เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย การบังคับใจ การเอาคุณธรรมเข้าข่มความปรารถนา ย่อมเป็นสิ่งประกอบสำคัญของมนุษย์ เจตน์พยายามข่มความเสียดาย ดับความอาวรณ์นั้นให้สงบลง... 


ในความคิดเห็นของผม เจตน์ น่าจะเป็นตัวละครหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับ หม่อมชุลี เจตน์ไม่ใช่คนหล่อ หน้าตาดี และเขาก็มีความปรารถนาในใจเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อผิดหวัง เจตน์เลือกข่มใจและยอมรับความจริง ต่างจากหม่อมชุลีที่พยายามเอาชนะทุกคน ทั้งที่หม่อมชุลีมีชีวิตที่ครบพร้อมกว่าเจตน์ แต่กลับเปลี่ยนความรู้สึกพ่ายแพ้เป็นไฟริษยาไม่จบสิ้น อาจเพราะอย่างนี้ บทอวสานจึงจบด้วยความคิดคำนึงและข้อคิดที่เจตน์ได้รับ 

ใครกำลังเล็งๆ อยากอ่านเล่มนี้เหมือนกัน แนะนำเลยครับ 

สวัสดีครับ


“...โกรธไป หลงไป โลภไป

ในที่สุดก็หนีไม่พ้น ต้องลงไปนอนอยู่ในโลงแคบๆทุกคน...”

- ท่านหญิงนวล, ริษยา




ม.ร.ว.วรรศิกา และ ชนก

ละคร ริษยา ทางช่อง 7 (พ.ศ.2559-2560)

Cr. BUGABOO.TV



Jim-793009 

16 : 05 : 2016




Create Date : 16 พฤษภาคม 2559
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 23:16:32 น.
Counter : 1179 Pageviews.

6 comment
เจ้าหล่อน : สีฟ้า






เจ้าหล่อน


บทประพันธ์ : สีฟ้า


ISBN 974-602-418-3  ฉบับปก สำนักพิมพ์ดอกหญ้า. พิมพ์ครั้งที่ 2. 2537.




รายละเอียด

เรื่องราวชีวิตและความรัก ซึ่งโลดแล่นอยู่ในโลกความจริงของเหล่าเด็กหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยร่ำเรียน เติบโตมาด้วยกัน โดยการอบรมของครูผู้อุทิศตนเพื่อความเป็นครูอย่าง ครูซ่อนกลิ่น ผู้เคยเปรียบเปรยลูกศิษย์สาวๆ ของหล่อนเป็นเหมือนดอกไม้นานาพันธุ์ในสวน 

น้ำฝน จิตรา ออมชื่น ยิ่งแข เมรี ญาดา ฤดีมล และ ชวนชม ลูกศิษย์สาวๆ รุ่นแรกของครูซ่อนกลิ่น เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนไปแล้ว ก็มีเหตุให้ชีวิตของเจ้าหล่อนทั้งหลายพลิกผันไปต่างๆ นานา ก่อนจะย้อนกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อบอกเล่าภาพชีวิตและความรักของพวกหล่อน ซึ่งต่างก็นิยามกันไปตามแต่ใจตน และตามแต่ประสบการณ์ชีวิตที่เจ้าหล่อนผู้นั้นได้พานพบ


“พวกเธอเปรียบเสมือนดอกไม้หลายชนิดภายในสวน

แม้จะต่างพันธุ์ ต่างกลิ่น ต่างสี แต่ก็เป็นดอกไม้

ขึ้นชื่อว่าดอกไม้มีความงามความน่ารักทั้งสิ้น ดอกไม้เหล่านี้กำลังเจริญเติบโต

และเตรียมพร้อมที่จะบานเบ่งความงาม

หากบานเต็มที่เมื่อใดก็คงจะมีผู้มาเด็ดไปทะนุถนอมเชยชม

อาจจะไปปักอยู่ในแจกันทอง แจกันดิน หรืออาจจะถูกเด็ดไปโยนทิ้ง

ไม่มีผู้ใดทราบโชควาสนาของตน

แต่ก็อาจจะระมัดระวังตนได้ด้วยสติ ด้วยปัญญา และด้วยความรอบคอบ”

- เจ้าหล่อน


REVIEW

เจ้าหล่อน บทประพันธ์ของ สีฟ้า เคยได้รับการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารเดลิเมล์วันจันทร์ เมื่อปี 2499 และรวมเล่มพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “ครูซ่อนกลิ่น” โดยสำนักพิมพ์บรรณาคารเมื่อปี 2518 และได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ทางช่อง ในชื่อ ครูซ่อนกลิ่น เช่นกัน ก่อนเปลี่ยนชื่อนวนิยายเป็น “เจ้าหล่อน” ในการพิมพ์ครั้งที่ กับสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ซึ่งมีโปรยปกที่น่าสนใจว่า...

“สีสันของนิยามความรัก แต่งเติมดวงความคิด ให้ละเอียดลออต่อความรักยิ่งขึ้น”

เจ้าหล่อน เป็นนวนิยายที่ต้องการบอกเล่ามุมมองความรัก และการเลือกทางเดินในชีวิตของผู้หญิงที่แตกต่างกันไป ผ่านตัวละครหญิงหลักๆ คน ซึ่งเคยเป็นนักเรียนหญิงร่วมชั้นเรียนกันมา โดยแบ่งเรื่องราวในนิยายเป็นตอนๆ ตามชื่อตัวละคร จึงมีลักษณะเหมือนเป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องรวมกัน เพราะเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวจะจบลงในตอนของตัวเอง แต่การเรียงร้อยทุกตอนเข้าด้วยกัน ทำให้นวนิยายมีพล็อตหลัก คือ “ชีวิตและความรักของผู้หญิง” บางคนสมหวังในรัก บางคนผิดหวัง บางคนก็ค้นพบทางสงบในแบบของตัวเอง และบางคนก็บูชาความรักด้วยชีวิต


ตัวอย่าง นิยามความรักของตัวละคร (จากปกหลังหนังสือ)

น้ำฝน ความรักของเธอดุจแก้วร้าว ไม่มีวันประสานสนิทได้ดังเดิม

ญาดา ไม่ว่าเธอมอบรักให้ใคร นั่นหมายถึงรักชีวิตและวิญญาณของเขาด้วย

ออมชื่น ความรักของเธอดั่งรากแก้ว ยึดฐานแห่งการครองคู่ไว้มั่นคง แข็งแรง

เมรี เธอมีกรอบแห่งความรัก แม้คนที่เธอรักก็ไม่สามารถก้าวพ้นกรอบนั้นเข้ามาได้


เจ้าหล่อน เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ อ่านแล้วชวนติดตามมากๆ สีฟ้าเลือกหยิบแง่มุมชีวิตและนิยามความรักของผู้หญิงที่แตกต่างกัน มาเล่ารวมกันได้อย่างลงตัว และท่ามกลางความรักของพวกหล่อน ผู้เขียนได้แทรกให้เห็นมิตรภาพ ความผูกพัน นำเสนอเรื่องย้อนกลับไปในวัยเด็กของหญิงสาวแต่ละคน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความนึกคิดของตัวละครมากขึ้น กระทั่งชีวิตของครูซ่อนกลิ่นเอง ก็ถูกนำเสนอร่วมกับลูกศิษย์ด้วย

ตัวอย่างเรื่องย่อตอน “น้ำฝน”

น้ำฝน เป็นเด็กเรียนเก่ง หน้าตาไม่สะสวย แต่หล่อนมีจิตใจที่งดงาม เมื่อเรียนจบแพทย์น้ำฝนก็ได้แต่งงานกับ รุกข์ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา ดูดี เขาเลือกน้ำฝนเพราะหัวใจของหล่อน ไม่ใช่หน้าตา แต่แล้วกิเลสตัณหาของรุกข์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อถูก แจ่มศรี น้องสาวของน้ำฝนให้ท่า ในตอนแรกที่ทราบเรื่องผิดศีลธรรมของทั้งคู่ น้ำฝนเลือกอยู่ร่วมกับทั้งคู่อย่างสงบ ชโลมพวกเขาเหมือนน้ำเย็น ด้วยหล่อนยังรักรุกข์มาก แต่ท้ายที่สุดความรู้สึกที่ร้าวรานของเจ้าหล่อน ก็ไม่อาจผสานคืนได้ดังเดิม ไม่ว่ากับรุกข์หรือแจ่มศรี

วิธีดำเนินเรื่องทำให้ชีวิตของตัวละครน่าติดตาม กระตุ้นให้เราอยากรู้ว่าเจ้าหล่อนทั้งหลายจะมีจุดจบยังไง แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอเรื่องเป็นตอนๆ ดังนั้นบทสรุปของเรื่องจึงย้อนกลับไปที่ “ฉากเปิดเรื่อง” ซึ่งเป็นฉากงานรวมรุ่นของสาวๆ ก่อนผู้เขียนจะพาเราย้อนไปดูชีวิตในวันวานของเจ้าหล่อน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการเล่าผ่านมุมมองของครูซ่อนกลิ่นเป็นหลัก ทำให้ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เลือกใช้ชื่อนวนิยายว่า “ครูซ่อนกลิ่น” ส่วนชื่อ “เจ้าหล่อน” เดาว่าน่าจะมาจากผู้เขียนใช้สรรพนามแทนตัวละครหญิงว่า เจ้าหล่อน เหมือนกันทุกคนนั่นเอง

แนะนำให้ลองอ่านกันดูครับ หลายคนอาจจะชอบเหมือนกับผมก็ได้

สวัสดีครับ


Jim-793009

20 : 02 : 2016




Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 22:05:06 น.
Counter : 398 Pageviews.

2 comment
โอ้...โลกีย์สุข : สีฟ้า






โอ้...โลกีย์สุข


บทประพันธ์ : สีฟ้า


หนังสือเก่า เล่มเดียวจบ ฉบับปก สำนักพิมพ์รวมสาส์น. 2525.




รายละเอียด

ศรีศาสน์ หรืออดีตเจ้าคุณสิริธัมมะภิกขุ พระนักเทศน์หนุ่มใหญ่ วัยสี่สิบปี ต้องร้อนผ้าเหลือง สึกจากโลกทางธรรมมาสู่โลกียะของปุถุชน เหตุก็ด้วย ประภาพิมพ์ แม่ม่ายยังสาวแต่อายุแก่กว่าเขาหลายปี ผู้เป็นโยมอุปัฏฐายิกา คอยถวายภัตตาหารและไปมาหาสู่ ฟังเขาแสดงธรรมอยู่เนืองๆ ผ้ากาสาวพัสตร์ที่เคยร่มเย็นจึงร้อน ความที่ศรีศาสน์บวชเรียนมาแต่เด็ก และครองผ้าเหลืองมาตลอดสามสิบปี เขาจึงไม่เคยสัมผัสกับวิถีอย่างปุถุชน กระทั่งเมื่อเกิด “มารผจญ” ขึ้นในใจ ข่มใจเอาชนะความอยากในกายไม่ได้ ท้ายที่สุดเขาก็ต้องสึกออกมาใช้ชีวิตอย่างปุถุชน และผจญกับปัญหาชีวิตมากมาย 

ศรีศาสน์รู้สึกราวกับว่า เขาเพิ่งเกิดใหม่ในโลกียะ บรรดาผู้ที่สอนให้เขาสัมผัสรสแห่งโลกีย์สุขก็มีหลายคนด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ ประภาพิมพ์ แม่ม่ายลูกติด ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของเขา...


ลูกตถาคต เธอเห็นแล้วซีว่าโลกข้างนอกมันวุ่นวาย

มันขัดข้องสำหรับเธอ เธอดิ้นรนออกไปเผชิญกับมันมาแล้ว

และเบื่อหน่ายแล้วล่ะซี

- โอ้...โลกีย์สุข


REVIEW

โอ้...โลกีย์สุข บทประพันธ์ของ สีฟ้า หรือม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ หนังสือบางฉบับจะเขียนชื่อเรื่องว่า “โอ้...โลกียสุข” ผมเลยยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า ชื่อไหนถูกต้องที่สุด 

นวนิยายเรื่องโอ้...โลกีย์สุข นับว่ามีพล็อตเรื่องค่อนข้างแหวกและต่างจากนวนิยายโดยมาก คือเล่าเรื่องในเชิงเปรียบเทียบระหว่างทางโลกและทางธรรม ผ่านตัวละคร ศรีศาสน์ ซึ่งเคยเป็นพระภิกษุปฏิบัติเคร่งครัด แต่ต้องสึกออกมาผจญโลกียะอย่างปุถุชนทั่วไป ก็เพราะข่มใจให้อยู่ในวินัยสงฆ์ไม่ได้ เขาจึงไม่อยากครองเพศบรรพชิตให้เสื่อมศาสนา การสึกออกมาเป็นคนธรรมดา ศรีศาสน์มิได้เรียนรู้เฉพาะความสุขสมอย่างปุถุชน แต่เขายังได้ผจญความทุกข์ทางใจอย่างมหันต์ กระทั่งเกิดการเปรียบเทียบชีวิตระหว่างสองโลก ที่เขาเคยผ่านมาแล้ว

ผู้เขียนตั้งใจให้ผู้อ่านเห็นว่า แม้แต่อดีตพระภิกษุผู้เคยปฏิบัติดี เป็นที่เคารพนับถือ เมื่อสละผ้าเหลืองเป็นแค่คนธรรมดา กลับถูกคนติฉินนินทา กล่าวหา ด่าทอต่างๆ นานา ความสงบนิ่ง สำรวมกายใจอย่างจริยวัตรสงฆ์ เมื่อกระทำอยู่ในโลกียะกลับกลายเป็นความทึ่ม ความเฉื่อยชา ไม่ทันคนไปเสีย ไม่ได้เป็นที่ยกย่องเลื่อมใสอย่างคราวห่มผ้าเหลือง 

เรื่องนี้แม้จะเขียนมาหลายสิบปีแล้ว แต่เนื้อหายังคงร่วมสมัย ใช้เทียบได้กับสังคมยุคปัจจุบัน ไม่กี่ปีก่อน ถ้าใครพอจะทราบข่าว พระภิกษุชื่อดังเชื้อชาติญี่ปุ่น สึกออกมาแต่งงานกับเศรษฐีนี จนเป็นข่าวหน้าหนึ่งครึกโครม ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่พักหนึ่ง ผมอยากบอกว่า โอ้...โลกีย์สุข มีพล็อตหลักเข้าทำนองเดียวกันเป๊ะ! อาจต่างตรงศรีศาสน์ ตัวเอกของเรื่องยังถือว่าหนุ่มมากกว่าเท่านั้นเอง ดังตัวละครหญิงชื่อ นัฏิกา หญิงขายบริการคนหนึ่งในเรื่อง ซึ่งศรีศาสน์เกิดเข้าไปมีสัมพันธ์ด้วย เพราะความเบื่อหน่ายภรรยา ได้ชื่นชมเขาเอาไว้ว่า

รูปงาม ดูสวยสะอาดทั้งหน้าตา ผิวพรรณ แม้ว่าอายุจะย่างเข้าสี่สิบแล้ว นัยน์ตาแจ่มใสมีแววเมตตา และไม่เดียงสานัก ดูๆ เด็กชาย ทว่าก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ผู้หญิงคุ้นเคยกับผู้ชายมามากอย่างหล่อนลงความเห็นว่า ‘เซ็กซี่’ 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น หลังจากสามีของ ประภาพิมพ์ ตายจากไป หล่อนต้องเลี้ยงดูแลลูกชายหญิงเพียงลำพัง และหันมายึดพระธรรมคำสอนเป็นที่พึ่ง พระสิริธัมมะภิกขุ เป็นพระหนุ่มรูปงามและเป็นพระนักเทศน์ผู้มีชื่อเสียง มีคนเคารพนับถือมาก ประภาพิมพ์มักเวียนมาวัดให้ท่านโปรดแสดงธรรมอยู่บ่อยครั้ง แรกๆ ก็เป็นไปด้วยความชื่นชมเลื่อมใสในตัวภิกษุ แต่นานวันเข้าก็กลายเป็นความลุ่มหลงในรูปกาย ในศรัทธา จนเมื่อเจ้าคุณต้องสึกออกมาเป็นเพียง ทิดศรีศาสน์ ประภาพิมพ์ก็ถูกนินทาในวงสังคมว่า “สึกพระ” 

แม้ประภาพิมพ์จะไม่ได้ทำโดยตรงตามคำนินทา แต่สุดท้ายหล่อนก็ใช้ความยังสาว ผูกมัดศรีศาสน์ด้วยโลกียรส กามคุณ จนทั้งสองตัดสินใจอยู่กินฉันท์สามีภรรยาตามกฎหมาย ความวุ่นวายได้เกิดขึ้นต่อจากนั้น เป็นต้นว่า ศรีศาสน์นึกชื่นชม ภารดี บุตรีของภรรยา ขณะที่ภารดีกลับมีใจให้แก่ ชาติเชื้อ ผู้เป็นหัวหน้างานและเป็นสหายสนิทของศรีศาสน์ ทั้งที่เขาเองก็มีภรรยาอยู่แล้วชื่อ นวลผจง เป็นคนขี้หึงรุนแรง

เมื่อนวลผจงรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์อันไม่ชอบระหว่างชาติเชื้อกับภารดี หล่อนก็พาลหาเรื่องสามี ด่าว่าภารดีเสียๆ หายๆ และพาลกล่าวโทษมาถึงศรีศาสน์ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ถ้าไม่เพราะเขาสึกออกมาอยู่กินกับประภาพิมพ์ ชาติเชื้อก็คงไม่ได้พบภารดี ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยงของเขา หนำซ้ำยังมี ภารดา ลูกชายคนโตของประภาพิมพ์คอยจงเกลียดจงชัง ดูถูก ถากถางสารพัด ร้ายกระทั่งด่าเขาว่าเป็นมารศาสนา สึกออกมาเพื่อปอกลอกประภาพิมพ์ แม่ของเขา

เรื่องราวความวุ่นวายที่ศรีศาสน์ต้องพบเจอจะจบลงอย่างไร ลองหามาอ่านอันดูนะครับ แต่แอบแง้มให้นิดหนึ่ง ว่าเรื่องนี้จบด้วยโศกนาฏกรรม

ความรู้สึกขณะอ่านเรื่องนี้ ค่อนข้างอึดอัดและเห็นใจศรีศาสน์มากๆ ความที่เขาเป็นคนสำรวม ค่อนข้างสงบ ใช้สติไตร่ตรอง และสมถะ ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่ถูกอบรบมาตั้งแต่บวชเป็นเณร พอต้องออกมาใช้ชีวิตปุถุชน กลับกลายเป็นความเฉิ่มเชย แรกๆ ภรรยาก็มองกิริยาอ่อนต่อโลกของเขาว่าน่าเอ็นดู แต่ไปๆ มาๆ หล่อนก็ทั้งด่าเสียดสี หาว่าโง่ ไม่ทันคน ปากคอร้ายกาจมากๆ หมั่นไส้แทนเลยครับ

อ่านไปก็ลุ้นไป อยากให้มีสักฉากที่ศรีศาสน์เหลืออด แล้วตอกหน้าประภาพิมพ์คืนบ้าง เพราะผู้เขียนก็ช่างวางเรื่องให้ผู้อ่านถูกกดดันไปพร้อมๆ กับตัวละครตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว อารมณ์ร่วมของเราเลยเยอะไปหน่อย แต่แหม! ศรีศาสน์ก็ยังคงความเป็นพระได้ดี แม้จะพูดกระแทกกระทั้นคืนบ้างก็เบาเหลือเกิน หนำซ้ำตลอดทั้งเรื่อง เขาดูมีสภาพเหมือนแพะรับบาป ต้องคอยแบกรับอารมณ์ทุกคน ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด ทั้งที่เขามีเหตุอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คือ สึกออกมาแล้วแต่งงานกับประภาพิมพ์

ด้านสำนวนภาษาของสีฟ้า ไม่ผิดหวังตามเคยครับ ผู้เขียนเลือกใช้ถ้อยคำได้ดี คือสั้น ง่าย ได้ใจความ และกินใจ มีหลายประโยค หลายวรรคในนวนิยายที่ให้ข้อคิดดีมากๆ เลยครับ

เพิ่มเติม เรื่องควรรู้ ในนวนิยายอีกสักนิด ผมอ่านทีแรกก็ยังงงๆ ไม่เข้าใจหรือลึกซึ้งนัก เลยยกมาเสนอในรีวิวด้วย เช่น

เจ้ากู = น. ท่าน (ใช้เรียกพระที่นับถือ) ในเรื่องพระสิริธัมมะภิกขุถูกเรียกว่า “เจ้ากู” ผมพบคำอธิบายเพิ่มเติมว่า “เจ้ากู เป็นคำพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเรียกพระด้วยความยกย่องและมีนัยยกประโยชน์ ถ้าพระจะทำผิดอาบัติเล็กๆ น้อยๆ, เจ้ากู คือ เจ้าของกู”

เจ้าคุณ คำลำลองใช้เรียกพระภิกษุที่ได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระราชาคณะ” บ้างก็เรียกว่า ท่านเจ้าคุณ แต่ถ้ามีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เรียกว่า ท่านเจ้าประคุณซึ่งศรีศาสน์สมัยเป็นพระก็ถูกเรียกว่า เจ้าคุณ แสดงว่าได้รับสมณศักดิ์เป็นถึงพระราชาคณะ

ร้อนผ้าเหลือง อยากสึก (ภาษาปาก) ใช้กับพระภิกษุและสามเณรที่อยากสึกมาเป็นฆราวาส

โลกีย์, โลกียะ = เกี่ยวกับโลก, ทางโลก ตรงข้ามกับ โลกุตระ แปลว่า เหนือโลก, พ้นวิสัยของโลก หรือก็คือโลกทางธรรม

สวัสดีครับ


Jim-793009

24 : 12 : 2015





Create Date : 24 ธันวาคม 2558
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 22:05:20 น.
Counter : 403 Pageviews.

0 comment
หลอน : จุลลดา ภักดีภูมินทร์





หลอน


บทประพันธ์ : จุลลดา ภักดีภูมินทร์


ISBN 974-1756-32-6 ฉบับปก สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2539.




รายละเอียด

หริชา หญิงสาวผู้มีใบหน้าสวย ละหม้ายคล้าย หม่อมหริชา ชายาของ หม่อมเจ้าธันยวัต ในอดีต แม้ว่าบั้นปลายชีวิตหม่อมหริชาจะผูกคอตาย สังเวยความรัก แต่ ยายอำไพ ก็พอใจจะนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อหลานสาว เพราะชื่นชมในความสวยงามของเธอ ทั้งยังหลงคิดว่าหริชาผู้เป็นหลานสาว คือหม่อมหริชากลับชาติมาเกิด 

จากความเชื่อกลายเป็นความหลงจนเพ้อฝัน ยายอำไพเล่าเรื่องของหม่อมหริชา ให้หริชาฟังมาตั้งแต่เด็ก มักย้ำเสมอๆ ว่าหล่อนคือหม่อมหริชากลับชาติมาเกิด จนหญิงสาวจดจำเรื่องราว ฝังลึกลงในจิตใต้สำนึก กระทั่งเก็บเอาไปฝัน ผูกเป็นเรื่องราว และหลงคิดว่านั่นคือ ‘อดีตชาติ’ ของตัวหล่อนเอง หล่อนคือหม่อมหริชา เกิดมาในชาตินี้เพื่อจะได้ครองคู่กับท่านชายธันยวัตอีกครั้ง 

แต่ใครเลยจะรู้ ว่าสิ่งที่หริชาคิดว่าคือเรื่องจริง จะจริงแท้ หรือเป็นแค่ ‘หลอน’ ที่เกิดจากจิตปรุงแต่ง อุปทานขึ้นมาเอง จนหล่อนลืมมองโลกความจริงในปัจจุบัน ไม่สนใจแม้กระทั่ง ภาค ผู้เป็นทั้งพี่ชาย สามี และคนที่รักหล่อนสุดหัวใจ


ในห้วงหลับนั้น จิตของหล่อนดิ่งลงสัมผัสกับ ‘ความฝัน’ หรือ ‘อดีตชาติ’

ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนใดรู้ได้ว่า มันคืออะไรกันแน่

แม้แต่คนบวชซึ่งอ้างว่าบรรลุถึงฌานและมีญาณบางท่าน

บางทีก็อาจเป็นเพียงความรู้และการบรรลุที่เป็นแค่ ‘หลอน’

หาใช่ฌานและญาณอันแท้จริงไม่

- หลอน


REVIEW

หลอน บทประพันธ์ของ จุลลดา ภักดีภูมินทร์ ฟังแค่ชื่อ อาจคิดว่าเป็นนวนิยายแนวสยองขวัญ หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องผีสาง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย หลอนในเรื่องนี้ ผู้เขียนน่าจะหมายถึง ภาวะหรืออาการทางจิต ทางประสาทอย่างหนึ่ง ของกลุ่มคนที่มักคิดเองเออเอง เฟ้อฝันไปเองแล้วเชื่อว่าเป็นความจริง เชื่อโดยปราศจากเหตุผลรองรับ เหมือนกับตัวละครหลักของเรื่องคือ หริชา หญิงสาวที่เชื่อว่าตัวเองคือหม่อมหริชา ชายาของหม่อมเจ้าผู้สูงศักดิ์กลับชาติมาเกิด ความเชื่อนั้น เมื่อฝังแน่นจนแยกโลกความจริงกับความเชื่อไม่ออก ก็ย่อมกลายเป็นภาวะ ‘หลอน’ แก่ตัวผู้เชื่อมั่นถือมั่นเอง 

อ่านเพียงเริ่มต้น อย่าเพิ่งไปตัดสินว่านวนิยายเรื่องนี้อาจจะไม่สนุกนะครับ 

จริงแล้วๆ เรื่องนี้ สำหรับผมถือว่าสนุกดี ชวนลุ้น ชวนติดตาม ว่าบทสรุปชีวิตของหริชาจะเป็นยังไง แถมให้ข้อคิดเตือนใจ สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่ชอบหลงเชื่อโชคชะตา ชาติปางก่อน ชอบดูดวง หรือพวกทรงเจ้าเข้าผีได้เป็นอย่างดี

หริชา เป็นคนสวยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เพราะถูก มณีประภา ผู้เป็นแม่กับยายอำไพ ปลูกฝังความเชื่อแบบผิดๆ ให้ยึดถือโชคชะตาราศี ดวง บุญทำกรรมแต่ง บุพเพสันนิวาส เป็นหลักชีวิตมาแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าหล่อนคือหม่อมหริชา โตมาจะสวยและมีบุญวาสนาได้แต่งงานกับผู้ชายรูปงาม มีสกุลรุนชาติ ฐานะร่ำรวย ประกอบกับเรื่องหม่อมหริชาที่ยายอำไพเล่าให้ฟังบ่อยๆ หริชาจึงหลงคิดว่า หล่อนจะได้ครองรักกับ ท่านชายธันยวัต อดีตสามีและเนื้อคู่ของหล่อนอีกครั้งในชาตินี้ เพราะชาติก่อนมี กมลใส เพื่อนทรยศ ลักลอบเป็นชู้กับท่านชาย หล่อนจึงตรอมใจ ผูกคอตายประชดความรัก แต่ชาตินี้หริชาจะขอทวงคืน

อุปทานผิดๆ ทำให้หริชากลายเป็นผู้หญิงที่หลงใหลผู้ชายรูปงามโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่หล่อนมี ภาค ชายหนุ่มที่รักหล่อนมากเหลือเกิน แม้ว่าเขาจะไม่หล่อเหลาเท่าใครๆ ก็ตาม หนุ่มคนแรกที่หริชามีใจใฝ่ฝันถึงคือ ม.ร.ว.ก้องกีรติ หล่อนเชื่อนักหนาว่าเขาคือ ท่านชายธันยวัต แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าเขามีลูกเมียอยู่แล้ว หล่อนก็แทบคลั่ง จนกินยากล่อมประสาทเกินขนาด เกือบไม่ฟื้นแล้ว

ภาคคือคนที่เขามาเยียวยาหริชา เขามั่งมีเงินทอง พร้อมจะบันดาลความสุขนอกกายให้หริชาได้ทุกอย่าง เขาตัดสินใจแต่งงานกับหริชา สร้างคฤหาสน์ใหญ่โตให้แก่หล่อน หวังให้หล่อนสุขกับความจริง ไม่ใช่ความฝันลมๆ แล้งๆ ซึ่งเวลานั้น อาการเพ้อฝันของหริชาเหมือนจะดีขึ้นแล้ว แต่ในที่สุด เรื่องมันกลับแย่ลงไปอีก เมื่อหริชาได้พบกับ ศิรัส ชายหนุ่มรูปงามราวพระเอกหนังอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคู่หมั้นของ ดลินา เพื่อนรวมชั้นเรียนสมัยมัธยมฯ ของหริชา

ความหลงใหลในตัวศิรัส ทำให้หริชาปฏิเสธการร่วมหอกับภาคมาตลอดหลายเดือน และเวลาเดียวกันนี้ หล่อนก็เพียรพยายามจะสานสัมพันธ์กับศิรัสให้ได้ เพราะเชื่อว่าศิรัสคือท่านชายธันยวัต ส่วนดลินาก็คือ กมลใสในอดีตที่ตามมากีดขวางหล่อนในชาตินี้

เรื่องราวจึงวุ่นวาย และซับซ้อนยิ่งกว่าคราวคุณชายก้องกีรติ เพราะครั้งนี้ หริชาไม่ได้หลงเพียงเชื่อว่า ศิรัสเป็นเนื้อคู่ของหล่อน แต่หลงใหลอย่างผู้หญิงหลงบุรุษ ปรารถนาใคร่ครอบครอง เพียงแต่หล่อนยกเอาอุปทานชาติก่อนมาเป็นข้ออ้างให้แก่ตัวเอง กระทำลงไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะอ้างเหตุผลเช่นนี้มาตลอดชีวิต แม้กำลังแย่งคนรักของเพื่อน และนอกใจสามีไปพร้อมกันก็ตาม หริชาก็ยังคงคิดว่า หล่อนไม่ผิด เพราะหล่อนกับศิรัส คือเนื้อคู่ที่พลัดพรากจากกัน ควรได้กลับมาครองรักกันอีกครั้ง

จุดจบของหริชาจะเป็นยังไง คงต้องลองหามาอ่านกันดูครับ เพราะเรื่องนี้มีตัวละครหลายตัวที่ร่วมพัวพันกับหริชาจนวุ่นวาย ทั้งมณีประภา ยายอำไพ ดร.เจตนา ผู้คอยสนับสนุนความเชื่อผิดๆ ของหริชา รวมทั้ง คุณแม่หมอ ผู้หญิงนุ่งขาวห่มขาว ที่ถือปฏิบัติตนเป็นผู้เจริญภาวนา สั่งสอนธรรมะคนอื่น เป็นตัวแปรสำคัญที่ตอกย้ำเรื่องราวให้ยุ่งไปกันใหญ่ เพราะหริชาเชื่อถือทุกอย่างที่คุณแม่หมอแกบอก

พล็อตหลักของเรื่องนี้ ผมคิดว่าผู้เขียนคงต้องการเสียดสีพฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่มักหลงคิดว่าตัวเองเป็นคนโน้นคนนี้กลับชาติมาเกิด รวมถึงพวกร่างทรง ชอบอ้างว่าเป็นทรงของเทพองค์นั้นองค์นี้ หรือพวกชอบคิดว่าตัวเองเป็นชาวรั้วชาววัง ผมเองไม่รู้มาก่อนว่า ย้อนไปหลายสิบปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้มีมากในสังคมไทยหรือยังไง แต่ถ้าเชื่อตามผู้เขียน ท่านบอกว่า “มีมากมายเต็มไปหมด”

ตัวผู้เขียนเอง ท่านก็มีผลงานหลายเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับอดีตชาติและการกับชาติมาเกิดของตัวละคร แต่สำหรับเรื่องนี้ถือว่าให้รายละเอียดเนื้อเรื่อง และข้อคิดสะกิดใจที่แตกต่างออกไป กลวิธีดำเนินเรื่องก็วางไว้ได้ดี คือเริ่มจากเหตุการณ์ปัจจุบันก่อน แล้วเล่าย้อนไปถึงอดีตชาติตามความเชื่อของหริชา ตรงนี้ท่านให้บันทึกของหริชาเป็นผู้เล่าเรื่อง แล้วจึงย้อนกลับมาหาสาเหตุ ที่ทำให้หริชาเป็นคนจิตหลอน เกิดอุปทานในใจ แล้วจึงค่อยกลับมาบรรจบที่ฉากเปิดเรื่องอีกครั้ง ก่อนจบเรื่องได้ค่อนข้างสะเทือนใจ

ผู้เขียนไม่ได้ชี้จุดจบของพวกทรงเจ้า หรือแม่หมอ ให้เห็นในนวนิยายเรื่องนี้ แต่คงตั้งใจให้คนอ่านฉุกคิดมากกว่า ว่าการจะเชื่อถือสิ่งใด ควรพิจารณาให้ดี ตัดสินใจด้วยเหตุผลก่อนค่อยเชื่อ หรือคนเราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่ผูกตัวเองไว้กับอดีต หรือความเพ้อฝัน ไม่อย่างนั้น เราอาจจะเกิดภาวะหลอน และพบจุดจบแบบเดียวกับหริชาก็ได้

ใครยังไม่เคยอ่าน ผมขอแนะนำ 'หลอน' ไว้อีกเรื่องครับ

สวัสดีครับ




"หลอน" ฉบับปกสำนักพิมพ์เพื่อนดี

Cr. สำนักพิมพ์ เพื่อนดี


Jim-793009

08 : 12 : 2015





Create Date : 08 ธันวาคม 2558
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 23:15:53 น.
Counter : 713 Pageviews.

6 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#13



Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments