The Boy in the Striped Pyjamas : John Boyne





เด็กชายในชุดนอนลายทาง

(The Boy in the Striped Pyjamas)


เขียน : จอห์น บอยน์   แปล : วารี ตัณฑุลากร


ISBN 978-616-387-814-4 ฉบับปก สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน. พิมพ์ครั้งที่ 11. 2559.

จำนวน 202 หน้า ราคา 145 บาท


รายละเอียด

บรูโน เด็กชายวัย 9 ขวบ ต้องย้ายจากบ้านในกรุงเบอร์ลิน ไปอยู่บ้านใหม่ในเขตค่ายเอาช์วิตซ์ บรูโนไม่ชอบบ้านใหม่ มันทั้งเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่มีเพื่อน หรืออะไรๆ อย่างที่เคยมีในเบอร์ลิน จนกระทั่งเขาค้นพบชุมชนในรั้วลวดหนาม ที่ผู้คนพากันแต่งตัวด้วยชุดนอนลายทาง และสถานที่แห่งนั้นเขาได้รู้จักเพื่อนใหม่ชื่อ ชมูเอล เด็กชายหัวโล้นในชุดนอนลายทาง เพื่อนรักที่ทำให้บรูโนมีความสุขอีกครั้ง


และแล้วห้องก็มืดสนิท

แต่แม้ว่าจะเกิดความโหลาหลวุ่นวายตามมาด้วยวิธีใดไม่รู้ได้

บรูโนพบว่าตนเองยังคงกุมมือของชมูเอลอยู่

และไม่มีอะไรในโลกนี้จะทำให้เขาปล่อยมือนั้นไปได้

- The Boy in the Striped Pyjamas


REVIEW

เมื่อเอ่ยถึง “สงครามโลกครั้งที่ 2” ในความรู้สึกส่วนลึกของผมมันว่างเปล่ามาก อาจเพราะผมเกิดไม่ทันรับรู้ถึงสภาวะอันยากลำบากของสงคราม แต่แน่นอนว่า “มันคือประวัติศาสตร์บาดแผล” ที่ยังคงเป็นแผลเป็นในความรู้สึกของผู้คนเกือบทั้งโลก ซึ่งนิยายเรื่อง เด็กชายในชุดนอนลายทาง บทประพันธ์ของ จอห์น บอยน์ ทำให้เราเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสายตาอันไร้เดียงสาของบรูโน และยิ่งกว่านั้น จุดจบของเรื่องยังตอกย้ำความเชื่อแบบชาวพุทธได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือ กฎแห่งกรรม

The Boy in the Striped Pyjamas เล่าเรื่องมิตรภาพระหว่างเด็กชายวัย 9 ขวบสองคน คือ บรูโน และ ชมูเอล ที่บังเอิญเกิดวันเดียวกัน และต่างรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครอยากจะก้าวเข้ามาอาศัย ดำเนินเรื่องผ่านสายตาของบรูโน ลูกชายของนายทหารชาวเยอรมนี บรูโนเคยใช้ชีวิตสุขสบายในบ้านหลังใหญ่ที่กรุงเบอร์ลิน แต่แล้วเพราะภารกิจที่ผู้เป็นพ่อได้รับมอบหมายจาก “ท่านฟูเรอร์” ทำให้บรูโน เกรเทล-พี่สาว รวมทั้งแม่ ต้องย้ายตามพ่อมาอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่ “เอาท์วิธ” (Auschwitz [เอาช์วิตซ์] - ค่ายกักกันชาวยิวในโปรแลนด์)

บรูโนหลงคิดเสมอว่า เอาท์วิธ คือบ้านหลังใหม่ และต้องพยายามทำความเข้าใจว่าสถานที่แห่งใหม่คือที่ไหน มันเป็นบ้านที่บรูโนไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะที่นี่ไม่มีเพื่อน ไม่มีผู้คน หรือร้านค้า และเขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางทหาร ซึ่งมีอยู่คนหนึ่งที่เขาไม่ชอบที่สุด คือ ผู้หมวดคอทเลอร์ ทหารวัยสิบเก้าปี ผู้มักวางท่าใหญ่โตเวลาพ่อของเขาไม่อยู่บ้าน จนกระทั่งบรูโนได้ค้นพบ “ชุมชนในรั้วลวดหนาม” ที่เขามองเห็นไกลๆ จากหน้าต่างห้องนอน ที่นั่นมีทั้งเด็กชาย ชายหนุ่ม ชายชรา อาศัยอยู่รวมกัน และพวกเขาทุกคนสวมชุดนอนลายทาง เมื่อบรูโนออกไปสำรวจสถานที่ประหลาดแห่งนั้น เขาก็ได้พบกับเด็กชายผู้มีชื่อแปลกหูว่า ชมูเอล

การได้รู้จักเพื่อนใหม่อย่างชมูเอล ทำให้ชีวิตแสนน่าเบื่อของบรูโนในเอาท์วิธเปลี่ยนไป เขามีเพื่อนวัยเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยวิ่งเล่นด้วยกันเลย แต่การได้พบปะพูดคุยกับชมูเอลลอดลวดหนามทุกวัน ก็ทำให้บรูโนหายคิดถึงชีวิตในกรุงเบอร์ลินไปได้บ้าง เพราะเขามี ‘ชมูเอล’ ให้คอยนนึกถึงแทน มิตรภาพของพวกเขาทั้งสองค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้น จนถึงวันที่บรูโนต้องเดินทางกลับไปเบอร์ลิน และพ่อของชมูเอลก็เกิดหายตัวไปจากค่าย บรูโนจึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปสำรวจชุมชนหลังรั้วลวดหนาม เพราะถือเป็นโอกาสเดียวที่บรูโนจะได้เที่ยวสำรวจกับเพื่อนรักก่อนเดินทางกลับ และอาสาช่วยตามหาพ่อของชมูเอล แต่เด็กชายทั้งสองหารู้ไม่ว่า พวกเขากำลังเดินเข้าไปหาความเลวทรามแห่งเอาท์วิธ

มันคือสิ่งที่สะเทือนอารมณ์ของคนที่รู้ความจริงอยู่แก่ใจแล้ว

แม้ในสถานที่ซึ่งเลวร้ายที่สุด “มิตรภาพ” ยังคงงอกงามได้เสมอ มิตรภาพของบรูโนและชมูเอล ไม่ได้ถูกขวางกั้นด้วยลวดหนาม เชื้อชาติ หรือชาติกำเนิด นั่นคือความงดงามอันลึกซึ้งที่ผมได้รับจากหนังสือเล่มนี้ แม้ว่ามันจะเป็นความงดงามที่ปะปนมากับความสลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูกก็ตาม

อ่านจบแล้วชอบครับ เนื้อหาไม่ได้หนักหรือเคร่งเครียดมากนัก เพียงแต่จบเศร้าแบบไม่รู้ตัว อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่แน่นอน พล็อตหลักคือการนำเสนอมิตรภาพระหว่างเด็กชายต่างเชื้อชาติสองคน ที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยการนำเสนอทัศนคติของผู้คนในช่วงสงครามด้วย เช่น ทัศนคติที่ทหารมีต่อคนยิว ความเห็นขัดแย้งที่คนเยอรมันมีต่อแนวคิดของท่านฟูเรอร์ (Führer [ผู้นำ] - เป็นคำใช้เรียก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) และการปลูกฝังความทะนงตนและความเกลียดชังคนต่างเชื้อชาติด้วยประวัติศาสตร์ชาตินิยม

หากใครเคยดู The Boy in the Striped Pyjamas เวอร์ชั่นภาพยนตร์คงรู้สึกเหมือนกันว่า หนังเรื่องนี้จบได้สลดหดหู่ใจมากจริงๆ ผมมีโอกาสดูหนังก่อนซื้อหนังสือมาอ่าน (ถ้าจะให้ดีต้องอ่านหนังสือก่อนแล้วค่อยดูหนัง แบบนั้นน่าจะบีบคั้นหัวใจกันสุดๆ เลยล่ะครับ เพราะหนังช่วยเติมเต็มภาพที่เราอาจจินตนาการจากถ้อยคำในหนังสือไม่ออก) เนื่องจากนิยายเล่าเรื่องผ่านมุมมองของบรูโน เนื้อหาจึงถูกนำเสนอออกมาให้รู้สึกราวกับว่า เราไม่เข้าใจสภาวะสงครามโลกครั้งนั้นเลยแม้แต่น้อย ใสซื่อและมองโลกอย่างที่เด็ก ๆ มองกัน หรือแม้แต่ในมุมมองของชมูเอลที่ประสบกับภัยสงครามมาด้วยตัวเอง ก็ไม่ได้เข้าใจเลยว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน แล้วถูกจับมาอยู่ในค่ายเอาช์วิตซ์ มีเพียงสิ่งเดียวที่ชมูเอลแน่ใจที่สุด คือ เขาเกลียดทหาร

นิยายสร้างความขัดแย้งให้ตัวละครสองฝั่งอย่างสุดขั้ว คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นคนเยอรมัน มีพ่อเป็นทหาร ส่วนอีกฝั่งเป็นคนยิวที่ถูกพวกทหารทำร้าย ทว่าในขณะที่พวกผู้ใหญ่ใช้ความแตกต่างเข้าห่ำหั่นชีวิตกัน เด็กชายทั้งสองกลับใช้มันมาผสานเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้น มีเนื้อหาในหนังสือตอนหนึ่งที่ผมอ่านแล้วทั้งอมยิ้มและรู้สึกสะเทือนใจไปพร้อมกัน คือตอนที่บรูโนได้ลอดรั้วหนามเข้าไปหาชมูเอล ซึ่งเป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งที่พวกเขาได้อยู่ใกล้กันมากขนาดนี้


ชมูเอลยิ้มอยู่เหมือนกัน และเด็กทั้งสองก็ยืนขัดเขินกันอยู่ครู่หนึ่ง เพราะไม่คุ้นกับการอยู่ในรั้วฝั่งเดียวกัน

บรูโนรู้สึกอยากกอดชมูเอลขึ้นมา เพียงเพื่อให้รู้ว่าบรูโนชอบเขามากเพียงใด และสนุกแค่ไหนที่ได้คุยกับเขาในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

ชมูเอลรู้สึกอยากกอดบรูโนเหมือนกัน เพียงเพื่อขอบคุณเขาที่มีน้ำใจกับตนเองอย่างมาก ทั้งให้อาหาร และกำลังจะช่วยตามหาพ่อ

แต่ไม่มีใครกอดใคร ทั้งสองเริ่มเดินห่างไปจากรั้วและมุ่งไปทางค่าย ดังที่ชมูเอลเดินเกือบจะทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว เมื่อเขาหลบหนีสายตาของทหารและพยายามมาจนถึงส่วนนี้ของเอาท์วิธที่ดูเหมือนจะไม่มีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา ที่ซึ่งเขาโชคดีพอจะได้พบเพื่อนอย่างบรูโน


บทบรรยายในตอนนี้ เหมือนจะเป็นตอนเดียวในหนังสือที่ผมอ่านแล้วรู้สึกใจหายมาก อาจเป็นเพราะผมรู้มาก่อนว่า จุดจบของเรื่องราวข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยๆ นิยายก็ทำให้เราได้ซาบซึ้งว่า บรูโนและชมูเอลรู้สึกดีต่อกันมากเพียงใดตลอดหนึ่งปีที่พวกเขาได้เป็นเพื่อนกัน ได้มองเห็นมิตรภาพของเด็กชายทั้งสองคนที่ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เขียนก็เลือกที่จะมอบบทสรุปของเรื่องด้วยสัจธรรมที่ว่า “สงครามไม่เคยสร้างความสุขให้แก่ใคร” และภาวนาอย่าให้โศกนาฏกรรมจากสงครามเกิดขึ้นกับใครอีก ต่อให้นิยายเรื่องนี้ เป็นเพียงเรื่องสมมติก็ตาม

แนะนำให้อ่านวรรณกรรมเล่มนี้กันนะครับ

จบแล้วลองต่อด้วย พ่อกับผมและบางสิ่งที่หายไปในสงคราม (Stay Where You Are and Then Leave) เป็นนิยายอีกเรื่องที่เรียกทั้งรอยยิ้มและน้ำตา จากนักเขียนคนเดียวกันครับ




The Boy in the Striped Pyjamas

"...หากคุณอ่านหนังสือเล่มนี้

คุณจะออกเดินทางไปพร้อมกับเด็กชายวัยเก้าขวบชื่อบรูโน

และไม่ช้าไม่นานคุณกับบรูโนจะไปถึงรั้วแห่งหนึ่ง 

รั้วเช่นนี้มีอยู่ทั่วทุกแห่งบนโลก

เราหวังว่าคุณจะไม่มีวันต้องเผชิญกับมัน..."

- โปรยปกหลังหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก



The Boy in the Striped Pyjamas

ฉบับปกแข็ง ครบรอบ 10 ปี

ภายในเล่มมีภาพประกอบ โดย Oliver Jeffers 

ศิลปินและนักวาดภาพหนังสือเด็ก

Cr. bell lomax moreton

Jim-793009

12 : 01 : 2017




Create Date : 12 มกราคม 2560
Last Update : 27 มกราคม 2560 22:34:03 น.
Counter : 575 Pageviews.
7 comment
(โหวต blog นี้) 

BlogGang Popular Award#13



Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments