Group Blog
 
All Blogs
 

นัมบะ MG5 : ขอโทษด้วยกูไม่อยาก.......เก๋า!!

นัมบะ MG 5 : ขอโทษด้วยกูไม่อยาก……เก๋า

Toshio Ozawa

ค่ายวิบูลย์กิจ มีถึงเล่ม 14

ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ สำหรับการหายไปร่วมแปดเดือนด้วย ที่หายไปเนื่องจากติดภาระหลายอย่าง เพราะตอนนี้เจ้าของ blog ได้เริ่มทำงานแล้วครับ การเขียน blog เลยออกอาการชักกระตุกไปเล็กน้อย (ถึลปานกลาง) อย่างไรก็ตามดังที่เคยบอกไว้ในตอนก่อนๆว่า ยังไงผมไม่มีทางทิ้ง blog นี้แน่นอน เพราะการ์ตูนเป็นสิ่งที่ผมรักครับ แม้ว่าผมจะแก่กว่านี้อีกซักกี่ปีชีวิตผมจะไม่มีทางหนีห่างจากการ์ตูนแน่นอน (เอาเข้าไป)

อยากจะบอกว่าการ์ตูนที่ผมอ่านนั้นค่อนข้างเยอะครับ แต่ที่เอามาเขียนถึงนี่ก็เลือกเฉพาะเรื่องที่ถูกใจ ซึ่งเรื่อง นัมบะ MG 5 เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แน่นอนว่าคำแปลชื่อเรื่องภาษาไทยผมแปลเองครับดังนั้นหากไม่ถูกอารมณ์ใครต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

จริงๆแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่ผลงานที่สร้างชื่อให้กับอาจารย์ Toshio Ozawa นะครับ ถ้าย้อนอดีตกลับไปเราจะพบการ์ตูนแนวฮาๆมันส์ๆอย่างเช่น แก๊งป่วนกวนโอ้ย เรื่องราวของชมรมเชียร์สุดต๊อง ที่พระเอกจากเด็กติ๋มกลายเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวผ่านการเข้าชมรมเชียร์ แต่ในนัมบะ MG 5 มันกลับกันครับ พระเอกของเราคือ นัมบะ ซึโยชิ นั่นโค-ตะ-ระ เก๋าครับ แต่พี่แกไม่อยากเก๋าอะดิทำให้พอขึ้นมัธยมปลายแล้วจึงเลือกเรียนโรงเรียนที่เด็กธรรมดาเรียนกัน แล้วไปโกหกที่บ้านว่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนเด็กเก ที่ต้องโกหกกับที่บ้านเพราะว่าด้วยครอบครัวที่เป็นนักเลงครบเซต ตั้งแต่ พ่อ แม่ ยันพี่ชาย รวมถึงน้องสาวเองก็ไม่ทิ้งลายเท่าไหร่ ทำให้พระเอกเราจำต้องแสดงบทเก๋าต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เห้อ……ชีวิตคนเรามันชวนเซ็งซะจริงๆ ไม่อยากจะเก๋าแต่ก็ต้องเก๋า

แม้ว่าพระเอกของเราอยากติ๋ม แต่มันก็ไม่นำพาครับ เพราะชีวิตของเขาต้องเผชิญกับเรื่องราวที่ทำให้ต้องใช้ความเก๋าอยู่ร่ำไป แต่เนื้อแท้แล้วจริงๆพระเอกของเราเป็นคนจิตใจงามครับ รักสัตว์ รักเพื่อน และไม่ชอบการทำร้ายใคร การทะเลาะต่อยตีล้วนเกิดจากการที่เขาต้องการปกป้องเพื่อนหรือปกป้องบางสิ่งที่สำคัญ……..เท่านั้นเอง
ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ตรงที่พระเอกจะต้องจัดการกับบุคลิกของตนเองตลอดเวลา โดยที่ตอนเรียนต้องแต่งตัวเป็นเด็กติ๋มน่ารัก น่าเอ็นดู ไร้พิษภัย แต่พอจะกลับบ้านปุ๊บพี่แกต้องเสยผมตั้งทำเป็นสีทอง แถมใส่ชุดออกศึกอีกต่างหาก อีกทั้งตอนทะเลาะต่อยตีกับใครพระเอกต้องใส่ชุดออกศึกตลอดครับเนื่องจากไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ตัวจริงของตน เพราะถ้าเรื่องแดงขึ้นมาการใช้ชีวิตแบบเด็กติ๋มต้องเอวังลงอย่างแน่นอน

เรื่องนี้ให้ข้อคิดตรงที่ว่าการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ไม่ใช่สิ่งเดียวที่หล่อหลอมพฤติกรรมของปัจเจกครับ คนเราถ้าหากอยู่ในสังคมแบบใด มันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้คนๆนั้นมีพฤติกรรมในกรอบดังกล่าว อย่างไรก็ตามเคสของ นัมบะ ซึโยชิ นี่น่าสนใจทีเดียวเพราะเขาได้ลองดำเนินพฤติกรรมทางกรอบที่ครอบครัววางไว้แล้วรู้สึกไม่ชอบ จึงพยายามแสวงหากรอบการดำเนินชีวิตใหม่ให้แก่ตัวเอง สุดท้ายจึงมาลงลอคกับการกลายเป็นเด็กติ๋มที่ชอบศิลปะไป

อย่างไรก็ตามชีวิตมนุษย์นี่มันขัดแย้งครับ นัมบะเองแม้ติ๋ม ตอนตอนเก๋าก้อเก๋าสุดขั้วอย่าบอกใคร มองไปมองมาดูสับสนเหมือนคนสองบุคลิกครับ คล้ายๆกับแนวคิดหลังสมัยใหม่นิดนึงที่ว่าเรามาถึงยุคที่ความเป็นปัจเจกได้หมดสิ้นไปแล้ว การนิยามตัวตนด้วยบุคลิกเดี่ยวเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากเราอยู่ในสังคมที่แหล่งที่มาของตัวตน (sources of self) มันมากมายทะลักล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อารมณ์ประมาณว่าอยู่มหาลัยเป็นเด็กเก๋าหัวโจกนำทีมเพื่อน อยู่บ้านเป็นเด็กดี อยู่ในเวบพันทิปเป็นเด็กเกรียน เป็นต้น (ฮา)

แต่ นัมบะ ซีโยชิ ของเราไม่ถึงขนาดเข้าข่ายสับสนในตัวตนขนาดนั้นครับ เพราะเขายังมี บุคลิกที่เป็น “แกน” อยู่ นั่นคือจิตใจที่โอบอ้อมอารี และรักเพื่อนเหนือสิ่งอื่นใด โดยร่างติ๋มนั้นแสดงออกมาเพื่อต้องการให้เค้าถูกยอมรับอยู่ในสังคมปกติได้ ส่วนร่างออกศึก แน่นอนมีไว้เพื่อหลบเลี่ยงตัวตนที่เป็นจริง (ซึ่งก็คือร่างติ๋ม) รวมถึงเป็นร่างที่ใช้เปิดพื้นที่ในการแสดงออกซึ่งความห่ามในภาวะปกติที่เขาไม่ได้แสดงออกไป เหมือนเป็นการระบายสิ่งที่เก็บกดเอาไว้อยู่ในที

อย่าลืมไปหาอ่านกันนะครับสำหรับการ์ตูนเรื่องนี้ รับรองได้ว่าคนที่เครียดจากการงาน หรือการเรียนยิ้มออกแน่นอน ทั้งมุขตลกจี้เส้น ความมันส์ในการดำเนินเรื่อง รวมถึงพระเอกของเราจะจัดการกับปัญญาในการแสดงออกซึ่งตัวตนและการรักษาความลับของตัวเองได้อย่างไร ตรงนี้ต้องติดตามกันเอาเองครับ

แล้วพบกันใหม่




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2551 0:06:15 น.
Counter : 1958 Pageviews.  

GUNNM : เพชฌฆาตไซบอร์ก

YUKITO KISHIRO

Siam Inter Commic 9 เล่มจบบริบูรณ์

บางครั้งความประทับใจก็เกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่คาดฝัน!!

เช่นเดียวกับที่ผมไปเจอหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นของรักของหวงของเจ้าของร้านเช่าหนังสือมากเสียจนไม่ยอมเอามาขึ้นบนชั้นวางหนังสือไว้

เมื่อสายตาประสบพบเจอกับการ์ตูนเรื่อง “GUNNM” ผมไม่รีรอทันทีที่จะหยิบยืมการ์ตูนเรื่องนี้กลับมาเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำอันแสนสนุกสนานที่มีต่อเรื่องราวอันเร้าใจ

“GUNNM” ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของอาจารย์ยูกิโตะเลยก็ว่าได้ โดยการ์ตูนเรื่องนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบแอคชั่น – ไซไฟ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสำหรับผมคิดว่าแม้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไร การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังคงความทันสมัยอยู่มิรู้คลายทีเดียว อารมณ์เหมือนประมาณดูหนังเรื่องสตาร์วอร์นั่นแล

ฉากแรกของการ์ตูนได้เริ่มขึ้นที่ “เมืองเศษเหล็ก” ที่อยู่เบื้องล่าง “ซาเลม” นครลอยฟ้า ที่ว่ากันว่าเป็นเมืองแห่งความฝันและความหวังผู้คนที่อยู่บนนั้นจะมีชีวิตที่บริบูรณ์ กลับกันกับเมืองเศษเหล็กเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอาชญากรรม ความรุนแรงป่าเถื่อน และเสียงหัวเราะ และภายใต้บรรยากาศเหล่านี้เอง “กัลลี่” ไซบอร์กสาวสภาพร่อแร่ใกล้ตายเต็มทนได้ถูกเก็บมาซ่อมแซมโดย “ฮิโด ไดสุเกะ” ฮันเตอร์ วอริเออร์ ที่คอยตามล่านักโทษที่มีค่าหัว แต่อีกด้านหนึ่งของกลับต้องการความอบอุ่นทางจิตใจอย่างยิ่งยวดจนถึงต้องเก็บเอากัลลี่ขึ้นมาซ่อมแซมเพื่อให้เป็นเพื่อนคอยเยียวยาจิตใจของตน

สำหรับชาติกำเนิดของกัลลี่ก็แสนลึกลับยิ่ง เพราะความทรงจำของเธอหายหมดสิ้น แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับเป็นทักษะการต่อสู้ที่เหนือชั้น เมื่อสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการต่อสู้ เธอจึงใช้มันนี่แหละเป็นเครื่องแสดงถึงอัตลักษณ์แห่งการคงอยู่ของตัวเอง โดยเจริญรอยตามฮิโดกลายเป็นฮันเตอร์วอริเออร์ด้วยเช่นกัน และแล้วการต่อสู้ของกัลป์ลี่ในฐานะนักล่าค่าหัวจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าการต่อสู้นั้นได้นำพาเธอไปเจอกับอะไรหลายๆอย่างที่น่าตื่นตะลึง ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิดของตัวเอง หรือความลับแห่งนครซาเล็มที่น่าพรั่นพรึง รวมถึงตอนจบของเรื่องที่แสนสุดยอดจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูกเลยทีเดียว

สำหรับผมคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมากทั้งด้านการเล่าเรื่องที่มีความลื่นไหลเป็นจังหวะ ตามสไตล์การ์ตูนแอคชั่น อารมณ์ประมาณว่ากูตะลุยไปข้างหน้าลูกเดียว แล้วปมต่างๆมันจะค่อยๆคลี่คลายออกมาเอง แต่เสน่ห์ที่ควบคู่แอคชั่นมันหยดนั้นคือรายละเอียดเชิงวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์ยูกิโตะได้สอดแทรกไว้ ถ้าไม่บอกนี่ผมคิดว่าเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์มาเขียนการ์ตูนเองเลยนะเนี่ย

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของเรื่องนี้คือ อาจารย์ยูกิโตะได้พยายามเขียนถึงเรื่องราวภายในจิตใจของมนุษย์ และแกเน้นตรงนี้มากๆ โดยจะเห็นได้ว่าตัวละครแต่ละตัวต่างมี “will” หรือเจตจำนงต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกัลลี่ที่ต้องการตามหาฮิโดครอบครัวของตนและต้องการล่วงรู้ชาติกำเนิดของจน ดร.โนวา นักวิทยาศาสตร์วิปลาสผู้ที่ต้องการทดลองเพื่อหาคำตอบเรื่อง “กรรม” หรือจะเป็นเคออส หนุ่มสองบุคลิก ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่ต้องการปลดปล่อยมนุษย์ทุกคนสู้อิสรภาพและอีกบุคลิกหนึ่งคือ เด็น นักรบที่เต็มไปด้วยรุนแรงเพื่อปลดปล่อยเมืองเศษเหล็กจากการกดขี่ของซาเล็ม แต่เท่านั้นคงไม่เรียกเป็นความเด่นเท่ากับการที่อาจารย์ได้อรรถาธิบายเรื่องราวในจิตใจของบุคคลเหล่านี้ในเทอมของฟิสิกส์ (รวมถึงวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง) ตรงนี้ทำเอาผมอึ้งกับมุขของแกทีเดียว

ผู้วาดได้เหนี่ยวนำเราไปสู่คำถามสำคัญของการเป็นมนุษย์ เช่นอะไรเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นมนุษย์ สมอง หรือ ร่างกาย?? แล้วมนุษย์กับหุ่นยนต์หละต่างกันตรงไหน?? ถ้าหากหุ่นยนต์สามารถพัฒนาระบบจิตใจได้เทียบเท่ามนุษย์แล้วมันยังจะถือว่าเป็นหุ่นยนต์อีกหรือไม่?? นานาคำถามนี้จะทยอยผุดขึ้นมาในใจผู้อ่านแน่นอน

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าสุดยอดคือการเสียดสีของอาจารย์ยูกิโตะที่มีต่อสังคมสมัยใหม่ ถ้าหากจะถามว่าใครบรรยายภาพสังคมสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังดังที่ โบดรยาร์ด (Baudrillard) ได้เคยพูดไว้นั้น ผมจะตอบได้ว่าอาจารย์ยูกิโตะนั่นแล เป็นผู้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด โดยในนครเศษเหล็กนั้นคุณค่าความดีงาม ความชั่วช้า ระบบคุณค่าต่างๆที่เราเคยได้ยึดถือมามันได้หมดสิ้นไปแล้ว เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังทั้งในวัตถุและจิตใจ จึงไม่แปลกว่าคนในนครเศษเหล็กจะดูเหมือนป่วยๆ มีปัญหาทางจิตกันทุกคน (ฮ่าๆ)

ในอีกด้านหนึ่งผู้วาดได้เสียดสูสิ่งที่เรียกว่า “ยูโทเปีย” ซึ่งคือนครซาเลมที่เต็มไปด้วยความสุขสงบ ไร้ซึ่งอาชญากรรม เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความบริบูรณ์ แต่หารู้ไม่ว่ามันได้สะท้อนถึงการลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ โดยชีวิตของผู้คนบนซาเลมนั้นต่างถูกบงการโดยเครื่องจักรทั้งสิ้น (และเฉลยในตอนจบที่สะท้อนถึงการบงการอย่างสุดขั้นที่จะทำให้คุณอึ้ง) โลกยูโทเปียที่ดูเหมือนจะมีแต่ความสุข แท้จริงฉากหลังนั้นเต็มไปด้วยกลไกการควบคุมต่างๆนานา หนทางที่ก้าวหน้าอย่างสุดขีดของมนุษย์กลับกลายเป็นทางเดินไปสู่การครอบงำของจักรกล

หรืออีกนัยหนึ่งผู้วาดอาจจะกำลังบอกว่าโลกยูโทเปียคงไม่มีจริง และถึงมีจริงมันก็คงไม่สวยงามอย่างที่เราคิดกัน............

ความสนุกของการ์ตูนเรื่องนี้ยังมีอีกเยอะครับ แต่ภาคแรกนี้จะหาอ่านยากหน่อยแฮะ ผมเองก็เจอโดยบังเอิญ แต่รู้สึกว่าภาคสองของเรื่องนี้ออกมาได้หลายเล่มแล้วล่ะครับชื่อว่า “GUNNM LAST ORDER” มั๊งถ้าจำไม่ผิด ยังไงก็อย่าลืมหาอ่านกันนะครับ

และขอฝากสำหรับรีวิวครั้งต่อๆไปด้วย ถ้าหากใครอยากให้ผมรีวิวการ์ตูนเรื่องไหนเป็นพิเศษก็หลังไมค์หรือฝากคอมเม้นต์พูดคุยกันได้เลยนะครับ




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2551 14:09:06 น.
Counter : 1724 Pageviews.  

RED : อินเดียนแดงเลือดเดือด


KENICHI MURAEDA

Siam Inter Comics 19 เล่มจบบริบูรณ์

กลับมาอีกครั้งครับสำหรับการรีวิวการ์ตูนของกระผมนาย Gelgloog หลังจากที่ห่างหายไปเกือบ 10 เดือนด้วยกัน สาเหตุที่หายไปในช่วงแรกๆ ก็เนื่องด้วยเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนครับ ช่วงต้นๆปีนี้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นเวลาที่จะต้องเร่งส่งวิทยานิพนธ์ครับ เลยปั่นซะจนหัวบานไม่ได้เข้ามา update blog เลย อีกทั้งการ์ตูนก็ไม่ได้อ่านอีก จนกระทั้งถึงช่วงกรกฎาคมหลังรับปริญญาตอนนั้นผมก็เริ่มว่างแล้วล่ะครับ แต่ดั๊นขี้เกียจเขียน blog เอาแต่เที่ยวเล่นซะงั้น (น่าเขกกบาลมาก) จนมาถึงตอนนี้ก็วุ่นๆเรื่องหางานอยู่ครับ ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตจะไปอยู่ที่รูไหน แต่ยังไงซะผมจะไม่ยอมให้ blog นี้ล่มไปอย่างแน่นอน และขอสัญญาว่าจะเริ่มกลับมาเขียนใหม่อีกครั้งเดือนหรือสองเดือนต่อครั้ง (เชื่อได้มั๊ยเนี่ย?)

สำหรับการ์ตูนที่จะมาพูดถึงคราวนี้เป็นการ์ตูนแนวแอคชั่นดราม่าที่เนื้อหาดุเด็ด เผ็ดร้อน สะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก นั่นก็คือเรื่อง “RED อินเดียนแดงเลือดเดือด” ซึ่งเป็นผลงานเขียนของอาจารย์เคนอิจิจากเรื่องยิงประตูสู่ฝันนั่นเอง (จริงๆเคยคิดจะรีวิวเรื่องนี้เหมือนกันแต่ก็เบี้ยวมาตลอด เหอ เหอ)

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า..........

ฉากของการ์ตูนเรื่องนี้ได้ย้อนไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเป็นยุคที่คนขาวเริ่มบุกเบิกเข้าไปในทวีปอเมริกา แน่นอนว่าการเข้าไปบุกเบิกดินแดนของคนขาวดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยรวมต่อชนเผ่าที่เป็น Native American ดั้งเดิมซึ่งก็คือพวก “อินเดียนแดง” นั่นเอง

“RED” พระเอกของเรื่องก็เป็นหนึ่งในบรรดาชาวเผ่าอินเดียนแดงที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว โดยเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่อินเดียนแดงเผ่าอูซาที่นำโดยร้อยเอก “บลู” ที่ได้นำกองทหารหน่วยพิเศษเข้าคร่าชีวิตชนเผ่าอูซาอย่างทารุณ โหดเหี้ยม

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเรดได้เก็บกักความแค้นของตนมานับสิบปี และปฎิญาณตนว่าจะต้องแก้แค้นร้อยเอกบลูรวมไปถึงลูกน้องที่เป็นทหารในกองร้อยของบลูให้ได้ ดังนั้นทั้งชีวิตของเรดจึงยึดติดกับการแก้แค้นเป็นที่สุดในฐานะที่เป็น หัวหน้าเผ่าและเป็นชนเผ่าอูซาคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในพื้นบรรณพิภพแห่งนี้

แต่เรดไม่ได้เดินทางเพียงตัวคนเดียว ข้างกายของเรดยังมีเพื่อนที่พร้อมยอมเคียงข้างไปสู่สมรภูมิในทุกแห่งหน ได้แก่ “อิเรโร่” เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เป็นอดีตทหารหนีทัพมาอยู่ในอเมริกา เค้าได้ร่วมเดินทางไปกับเรดเพราะคิดว่าการเดินดังกล่าวจะช่วยค้นหาจิตวิญญาณแห่งลูกผู้ชายที่หายไปได้ รวมไปถึง “แองจี้” สาวโคมแดงที่ติดใจในบุคลิกลักษณะอันโดดเด่นของเรดจึงได้ร่วมออกเดินทางไปด้วย

นอกจากตัวละครหลักๆ ยังมีตัวละครอีกมากมายที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการ์ตูนเรื่องนี้ ได้แก่ ”เกรย์” มือปืนฝีมือฉกาจที่ปิดบังจุดประสงค์ของตนเอาไว้ “สกาเลต” สาวน้อยอินเดียนแดงที่กุมปริศนาอันเป็นกุญแจของเผ่าอูซาไว้ “สตาร์เจส” บาทพลวงผู้เป็นพ่อบุญธรรมของสกาเลต ฯลฯ ซึ่งค่อนข้างเยอะทีเดียวคงกล่าวหมดในที่นี้ไม่ได้ เอาเป็นว่าการเดินทางของเรดน่าติดตามมากครับ และคิดว่าการพูดมากกว่านี้ไปคงไม่ดีแฮะเพราะจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องจนเกินงาม ถ้าหากท่านไหนสนใจเชิญเลยครับ ผมเอาหัวเป็นประกันเลยว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันส์จริงๆ พับผ่าดิ!!

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่านอกเหนือจากเนื้อเรื่องสุดมันส์แล้ว ผู้เขียนยังมีวิธีการเล่าเรื่องที่พยายามสอดแทรกบริบท (context) ของตัวละครเด่นๆไว้อย่างลงตัว กล่าวคือตัวละครแต่ละตัวมีเบื้องหลังที่ทำให้มีบุคลิกลักษณะอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งการสอดแทรกดังกล่าวจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของตัวละครต่างๆได้อย่างดีเพิ่มขึ้นเลยทีเดียว อารมณ์ประมาณความดีมีพลั้งพลาด โจรชั่วมีที่มา (แต่บางคนในเรื่องมันก็ชั่วจริงๆนะเออ ฮ่าๆ) ดังนั้นความสนุกจากการ์ตูนเรื่องนี้นอกจากจะเป็นการติดตามการเดินทางของพระเอกที่เป็นเส้นตรงแล้ว มันยังมีการตัดสลับฉากไปที่ยังพื้นเพและอดีตของตัวละครต่างๆ อย่างสนุกลงตัวทีเดียว

อีกเรื่องนึงที่สำคัญก็คือการ์ตูนเรื่องนี้ยังสื่อถึงแนวคิดในเรื่องของความขัดแย้งใน “กรรมสิทธิ์” อันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างแนวคิดกรรมสิทธิ์เอกชน (private properties) ในแบบตะวันตกที่มองว่ามนุษย์สามารถเข้าครอบครอง แสดงความเป็นเจ้าของสิทธิ์เหนือพื้นที่ได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนแดงกลับมีแนวคิดกรรมสิทธิ์ในแบบ “ร่วม” หรือ “กรรมสิทธิ์ชุมชน” (common properties) ที่มองมนุษย์ว่ามนุษย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ และธรรมชาติ ต่างไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร อีกทั้งมนุษย์เองนี่แหละต้องแสดงความเคารพธรรมชาติในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาแห่งชีวิต (ซึ่งถ้ามองผ่านสายมาของมานุษยวิทยาก็คือการทำพิธีกรรมบูชาภูตผี ธรรมชาติในแบบต่างๆ นั้นเอง) มุมมองดังกล่าวถือได้ว่าเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับแนวคิดในเชิงนิเวศวิทยาเลยทีเดียว

วิธีคิดในแบบดังกล่าวทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองเสียเปรียบยิ่งนัก เพราะความไม่หยี่ระในกรรมสิทธิ์เอกชนเลย ทำให้คนขาวเข้ามาบุกเบิก ครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติด้วยวิธีต่างๆ ทั้งกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจโดยมุ่งเข้ากว้านซื้อพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงกลยุทธ์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงโดยพยายามขับไล่ชนเผ่าพื้นเมืองให้ออกไปจากพื้นที่ของตน

การ์ตูนเรื่องนี้ถือได้ว่าสะท้อนมุมมองการสร้างประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของเลยทีเดียว ทำให้เราเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ชาติอเมริกาไม่ได้ถูกสร้างมาโดยง่าย หากแต่เต็มไปด้วยการเสียเลือดเนื้อและการเข้ากดขี่ชนเผ่าพื้นเมืองด้วยวิธีต่างๆ นานา

สุดท้ายก็คือผมประทับใจฉากจบของเรื่องมากที่ “เรด” พระเอกของเรื่องที่มุ่งหน้าจะแก้แค้นอย่างเดียวนั้น พอถึงจุดจบของชีวิตสิ่งเขาโหยหากลับเป็น “อิเอโร่” เพื่อสนิทชาวญี่ปุ่น ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่าแก้แค้นกันมาตั้งเกือบยี่สิบเล่ม พอสำเร็จมันกลับว่างเปล่า สิ่งที่เรดต้องการกลับเป็นเพื่อนและมิตรภาพ อีกทั้งผู้เขียนยังทำให้เห็นว่ามิตรภาพว่าเป็นสิ่งที่ยาวนานเหลือเกิน แต่การแก้แค้นเป็นเพียงเปลวไฟที่เผาไหม้ในช่วงเวลาสั้นๆที่มันไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรขึ้นมาเลย

ดังนั้นรักกินไว้เถิดชาวไทย (จบห้วนๆซะงั้น ฮ่า)




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2550    
Last Update : 13 ตุลาคม 2550 0:49:54 น.
Counter : 935 Pageviews.  

คิมัยร่า : บันทึกเผด็จการครองโลก

Yukihiro Toda and Takonori Yasaka

NED Comics 5 เล่มจบบริบูรณ์

สวัสดีปีใหม่คร้าบทุกท่าน (หวังว่าคงไม่สายเกินไป แหะๆ)

ที่วันนี้ผมสามารถลุกขึ้นเอามือมาจรดแป้นพิมพ์ได้นี่ก็เพราะอานิสงค์ของการ์ตูนเรื่อง “คิมัยร่า” เลยแท้ๆ เชียว ซึ่งเดิมทีการ์ตูนเรื่องนี้แทบไม่ได้อยู่ในสายของผมเลยครับ ตอนอยู่ที่ร้านเช่าหนังสือก็เดินโฉบไปโฉบมาอยู่หลาย หยิบจับขึ้นมาพลิกดูบ้าง แต่ก็ไม่ตกลงปลงใจกับมันเสียที จนมาวันนี้สบโอกาสเหมาะ เห็นมี 5 เล่มพอดีเปรี๊ยะเลยลองสอยมาซะ

สรุปว่าผมอ่านรวดเดียวไม่มีหยุดเลยครับ.............

ใจจริงของผมนั้นอยากจะเล่าเรื่องราวในการ์ตูนให้ฟังจนหมดเปลือกเลยเชียวหละ แต่มโนสำนึกที่อยู่ลึกๆในใจมันเริ่มทำการคัดง้างครับ เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการ spoil ให้ผู้อ่านทุกท่านจนเกินงาม และคำประณามต่างๆนานาคงพรั่งพรูเข้ามาหาผมเป็นแน่แท้ ฮ่าๆ

และใจจริงอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากสารภาพมากก็คือผมเองคิดจะรีวิวการ์ตูนหลายเรื่องมากๆ แต่ท้ายที่สุดความขี้เกียจในตัวก็เอาชนะผมไปได้ทุกทีสิน่า เหลือบไปดูที่รีวิวไว้ตอนล่าสุดโน่นเดือน พ.ย. ตอนนี้เลยปีใหม่เข้าไปละ คนอะไรแช่ blog ได้นานขนาดนี้ สงสัยตอนนี้ blog ผมคงโดนอัปเปหิไปแล้วมั๊ง

เอาหละบ่นมาก็ยาวแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

“คิมัยร่า” เป็นชื่อของหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งที่ ซาคางูจิ คาโอรุ ไปพบเข้า ณ บ้านของลุงที่เป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาของมันระบุถึงวิธีการสร้าง “พระเจ้า” ขึ้นมาเพื่อชี้นำสังคม

จากหนังสือเล่มนี้นี่เอง คาโอรุ และเพื่อนอีกสามคนได้แก่ คิคุจิ ริวอิจิ และ โคบายาชิ เคนจิ และ ซาคาคิบาระ โยชิโนะ จึงได้ร่วมมือกันตีความหนังสือเล่มดังกล่าว ทดลองใช้กับกลุ่มของตัวเองดู ซึ่งท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่น่าสลดใจที่เกิดขึ้นก็คือ โยชิโนะ ได้ฆ่าตัวตายไป

หลังจากนั้น 15 ปี ทุกคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง คาโอรุ กลายเป็นนายน้อยของแก๊งค์ยากูซ่า ริวอิจิ ได้สืบทอดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของพ่อเอาไว้ และเคนจิ เป็นโปรดิวเซอร์ผลิตรายการโทรทัศน์

ในระยะ 15 ปีที่แต่ละคนได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง พวกเขาแต่ละคนได้ประสบกับเหตุการณ์ที่ชักนำทั้งสามรู้สึกไปในทางเดียวกันว่า สังคมควรถึงเวลาที่จะได้รับการ “ชำระล้าง” เสียที ตรงนี้นี่เองจึงนำมาสู่การกลับอีกครั้งของ “คิมัยร่า” คู่มือแห่งพระเจ้า คู่มือที่จะสร้างสรรค์พระเจ้าขึ้นมาเพื่อชำระล้างสังคมอันฟอนเฟะนี้เสีย โดยผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมาเพื่อให้ทั้งสามปั้นเป็นพระเจ้าก็คือ ชิโร คนจรจัด ซึ่งไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้ามาก่อน

เนื้อหาในสมุดนั้นเป็นอย่างไร พวกเขาทั้งสามมีแผนการที่จะสร้างพระเจ้าแบบไหน แล้วท้ายที่สุด ชิโร จะสามารถกลายเป็น “พระเจ้า” ได้หรือไม่ บทสรุปของการ์ตูนเล่มนี้จะอยู่ที่ใด คงต้องลองไปหาคำตอบดูกันเองครับ คงต้องขอกั๊กเอาไว้ก่อน

ทีนี้มาที่ความเห็นส่วนตัวของผมบ้าง

สำหรับคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้เจ๋งตรงข้อสมมติฐานเริ่มแรกในการสร้าง “พระเจ้า” ของหนังสือเล่มนั้นที่พยายามจะบอกว่า ยิ่งคนที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกเท่าไหร่ ยิ่งมีความสามารถในการแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้มากเท่านั้น และความรู้สึกที่ถูกแสดงออกมามันจะดูจริงจัง และสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

และแน่นอนผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมาย่อมต้องมีคุณสมบัติตามนี้ นั่นคือไร้อารมณ์ความรู้สึก เปรียบเสมือนแก้วเปล่าที่พร้อมจะเติมน้ำลงไปได้ทุกเมื่อ

และภายใต้สมมติฐานดังกล่าวนี่แหละจึงนำมาสู่แผนการสร้าง “พระเจ้า” ในแบบของทั้งสามคน โดยที่มันถูกนำเสนอผ่าน “ร่างอุดมคติ” (ขั้นสุดยอดของสุดยอด) กล่าวคือ ชิโร บุคคลที่ทั้งสามปั้นขึ้นนั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองที่ขาดจากมิติด้านอำนาจ ด้านการเงิน อย่างสิ้นเชิง จากเดิมการเมืองที่เคยถูกตีความเป็นเรื่องของ “อำนาจ” นั้น ถูกกลับตาลปัตรให้กลายเป็นเรื่องของ “การอุทิศตนเพื่อผู้อื่น” การเมืองเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง โดยนำเสนอผ่านร่างทรงที่ชื่อว่า ชิโร นั่นเอง

นอกจากเรื่อง Concept หลักที่น่าสนใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าแจ่มก็คือการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างน่าติดตาม มีการผูกโยงเรื่องที่ดี (แม้ว่าบางทีจะดูจงใจให้บังเอิ้น...บังเอิญเกินไป อิอิ) ผสมโรงกับการหักเหลี่ยมเฉือนคม (ซึ่งเป็นธรรมชาติของการ์ตูนการเมือง และการเมืองทีเป็นจริง) ทำให้เรื่องสามารถดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด แม้ว่าจะมีบรรยากาศทึมๆแทรกเป็นระยะก็ตามที

และที่สำคัญคือการ์ตูนเรื่องนี้ทำให้เราเห็นความซับซ้อนในหลายๆแง่มุมของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งมันก็กลับตาลปัตรจากที่เราคิดไว้เลยทีเดียวล่ะ คนที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกที่เราเชื่อว่าสามารถควบคุมได้และมีพฤติกรรมที่แน่นอน (ภายใต้การกล่อมเกลาของเรา) แท้ที่จริงแล้วหลายครั้งกลับมีพฤติกรรมที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเสน่ห์ของการ์ตูนเรื่องนี้อีกตรงหนึ่งที่ตัวดำเนินเรื่องที่ชื่อว่า ชิโร มักจะ “ผิดคิว” เป็นประจำ และตรงที่เองก็จะนำไปสู่จุดจบที่ยากจะคาดเดาเลยทีเดียว

ท้ายที่สุดการ์ตูนเรื่องนี้ได้สะท้อนธรรมชาติของความเป็น “สัตว์การเมือง” (politic animal) ของมนุษย์ออกมา แน่นอนว่าไม่ทุกคนในเรื่องที่จะมีลักษณะดังกล่าวเสียหมด แต่สำหรับพวกบรรดานักการเมืองทั้งหลายที่โชว์ตัวในการ์ตูนเรื่องนี้คงไม่หลุดออกจากกรอบดังกล่าวไปซักเท่าใดนัก แม้แต่ฝั่งของพวกคาโอรุเองที่สามารถยึดครองวาทกรรมสร้างความชอบธรรมแก่กลุ่มตัวเองให้เกิดขึ้นในใจเรานั้นก็ยังมีธรรมชาติตรงนี้อย่างครบถ้วน ท้ายที่สุดการเมืองอุดมคติที่ถูกนำเสนอมามันก็กลายเป็นเรื่องของ “อำนาจ” ในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

ลึกๆในใจของมนุษย์ทุกผู้
ต่างก็หวังให้มีผู้นำทาง
“พระเจ้า” จึงเข้ามาสถิตในใจของประชาราษฎร์
และเมื่อสิ่งนั้นพร้อมปรากฏเป็นตัวตน
ข้าจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้!!





 

Create Date : 29 มกราคม 2550    
Last Update : 29 มกราคม 2550 2:17:52 น.
Counter : 540 Pageviews.  

SOTEN KORO : สามก๊ก จอมราชันย์อหังการ

เรื่อง : I Hagin
ภาพ : King Gonta

Burapat Comics มี 29 เล่ม (ยังไม่จบ)

ก่อนอื่นเลยต้องขออภัยมิตรรักแฟนคลับทั้งด้วย (หลงตัวเองจริงเรา ฮ่าๆ) ที่กระผมหายหน้าหายตาไปนานโข ซึ่งสาเหตุก็ไม่มีอะไรมากนอกจากความขี้เกียจครับ (ขอสารภาพแบบตรงๆไปเลย) จริงๆตอนแรกลืม blog นี้แล้วนะเนี่ย พอดีวันนั้นบังเอิญเปิดเข้ามาดู แล้วตกใจ เอ้ย!! ไม่ได้ up มาเป็นชาติ ว่าแล้วเลยจัดแจงหาเรื่องมารีวิวให้สำราญใจ (รึเปล่า?) แก่ท่านๆ ทั้งหลายกันดีกว่า

เรื่องที่จะเอามาบอกเล่าเก้าสิบกันคราวนี้คิดว่าแฟนๆสามก๊กทุกท่านคงจะคุ้นเคยกันดี ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “จอมราชันย์อหังการ” ดูจากชื่อแล้วท่าทางพี่แกคงจะห้าวน่าดู ซึ่งก็เป็นจริงดังคาดครับ อ่านไปนี่เจอแต่ความห้าวของพระเอกเราเต็มไปหมด เหอ เหอ

ความแปลกใหม่อันดับแรกของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจุดหมุนการเล่าเรื่องสามก๊ก จากที่เราคุ้นเคยว่าท่านเล่าปี่ผู้ทรงคุณธรรมของเราเป็นตัวเอก ในเรื่องตัวเอกของเรื่องกลับกลายเป็น “โจโฉ” ในใครๆในใต้หล้าก็ต่างขนานนามว่าเป็นโจรชั่วกดขี่องค์ฮ่องเต้

ผู้เขียนพยายามตีความนิยายพงศาวดารสามก๊กให้ออกมาวาดลวดลายบนแผ่นกระดาษ ในแบบของเค้าเอง อยากจะบอกว่าการ์ตูนเรื่องนี้สุดขั้วดีครับ ภาพที่สื่อออกมาค่อนข้างเกินจริงไปพอสมควร ซึ่งถ้าใครอินกับสามก๊กแบบเรียบง่ายอาจจะรับไม่ได้ แต่ถ้าคนชอบของแปลกรับรองอ่านแล้ว “อิน” แน่นอนครับท่าน

ในส่วนของการดำเนินเรื่องราวก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนจากสามก๊กที่เราคุ้นเคยกันซักเท่าใดนัก อาจจะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยผิดแผกไปบ้าง จริงๆนึกไม่ค่อยออก ถ้าเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็เช่น ในช่วงศึกศึกเซ็กเพ็กมันต้องมีบังทองโผล่มาแล้วนี่หว่า นี่เลยไปนานแล้วยังไม่เห็นแม้เงาหัว เหอ เหอ (แต่เข้าใจครับว่าในสามก๊กตัวละครเยอะมาก การที่จะพูดให้ครบทุกคนคงเป็นการยาก อย่างไรก็ตามบังทองจะโผล่มามีบทบาทตอนที่เล่าปี่บุกจกครับ แต่โผล่มาไม่กี่ตอนก็ม่องแล้ว) แต่โดยรวมแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากครับ

นอกจากเนื้อหาที่เข้มข้น ผมว่าสามก๊กฉบับนี้มีจุดเด่นตรงที่การตีความตัวละครเสียมากกว่า........

เริ่ม “โจโฉ” พระเอกของเราก่อนเลย สำหรับผมคิดว่าผู้เขียนตีความโจโฉให้ออกมาเป็นยอดคนแห่งยุคโดยแท้ มีความสามารถ ฉลาดเฉลียว บู๊บุ๋นได้หมด อีกทั้งยังมีความเป็นผู้นำอย่างเหลือล้น แต่ที่น่าสนใจก็คือผู้เขียนมักจะพยายามใส่ความ “ทีเล่นทีจริง” ของโจโฉลงไป ไอ้การทีเล่นทีจริงนี่แหละที่ทำให้โจโฉรู้สึกดู “เหนือ” กว่าคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้เห็นจากโจโฉก็คือความ “modern” ครับ เพราะในเรื่องถือได้ว่าเป็นคนที่มีหัวคิดที่ก้าวหน้ามากๆ โจโฉจะใช้คนโดยมองผลงานเป็นหลัก แม้แต่ลูกตัวเองถ้าหากไม่มีผลงานหรือความสามารถก็มีสิทธิ์จะโดนเมินเช่นกัน รวมไปถึงยังสังคยานาลัทธิความเชื่อเก่าๆ ทิ้งไป จะเห็นได้ว่าความคิดของเค้าก้าวหน้าเสียจนขัดกับแบบแผนธรรมเนียมเก่าๆ ไปเสียหมด ถึงจะเป็นแบบนั้นโจโฉก็ไม่สนใจครับ เค้ายังดำเนินการสร้างแผ่นดินที่เค้าวาดเอาไว้

ต่อมาก็เป็นอีกคนที่บทบาทสำคัญไม่แพ้กันซึ่งก็คือ “เล่าปี่” ผู้ที่มักจะได้บทเป็นพระเอกอยู่ตลอด (แต่ในเรื่องนี้ไม่ใช่ ฮ่าๆ) ในเรื่องนี้เล่าปี่ก็ยังคงมีความเป็นเล่าปี่ครบครับ แต่ผมชอบการตีความของผู้เขียนที่พยายามมองเล่าปี่ให้เป็นคนมากกว่าที่เราได้รับรู้หรือได้ยินมา กล่าวคือ เล่าปี่เหมือนเช่นคนอื่น ที่มีความดี เลว ปะปนกัน จังหวะโฉดๆ เล่าปี่เราก็ใช่ย่อยซะที่ไหน จังหวะจะกะล่อน ก็กะล่อนซะน่าหมั่นไส้ จังหวะที่จะร้องไห้จูงใจคนก็ทำได้กินใจเหลือเกิน กล่าวคือผู้เขียนพยายามเพิ่มมิติของเล่าปี่เข้าไปให้แลดูมีสีสันขึ้นครับ มากกว่าที่จะเป็น พระเจ้าอาเล่า ที่เป็นคนดีประดุจเทพยาดา

เมื่อมีผู้นำ “วุย” และ “จก” ก็ต้องมี “ซุนกวน” ผู้นำแห่ง “ง่อ” ซึ่งในเรื่องนี้การตีความซุนกวนของผู้เขียนก็ทำออกมาได้น่าสนใจเช่นกัน ในเรื่องซุนกวนจะเป็นคนพูดน้อย แต่น่าประหลาดตรงที่ว่าเค้าสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าบรรดาสิงสาราสัตว์) อีกทั้งบุคลิกที่นิ่งเงียบนั้นกลับทำให้รู้สึกว่าเป็นคนที่สามารถมองทะลุปรุโปร่งไปได้ทุกอย่างเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ซุนกวนพึ่งโผล่มาตอนเล่มหลังๆนี่เองครับ บทบาทวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป

นอกจากตัวละครหลักๆ ทั้งสามแล้ว ในเรื่องนี้ยังมีอีกหลายคนที่น่าสนใจครับ แต่จะยกมาเล่าหมดก็คงจะไม่ไหวแฮะ ผมคงต้องขอเล่าเฉพาะตัวที่ผมชอบเป็นพิเศษแล้วกัน

ถ้าเป็นฝั่งโจโฉผมคิดว่า “กุยแก” เป็นคนที่น่าสนใจมากที่สุดนะ แม้ว่าในเรื่องซุนฮกจะรับบทเป็นกุนซือคนสนิท แต่บทบาทของกุยแกนี่ไม่แพ้กันทีเดียว และโจโฉก็ค่อนข้างที่จะไว้ใจเค้าเป็นอย่างสูงด้วย ที่ผมชอบกุยแกในเรื่องนี้ก็ตรงที่มีบุคลิกที่โผงผางไม่กลัวใคร (คือเถียงกับเจ้านายได้ ฉอดๆๆ) อีกทั้งยังเป็นกุนซือที่มีชีวิตอยู่เพื่อสนามรบโดยแท้จริงๆ (อะไรมันจะเท่ปานนั้น)

อีกคนหนึ่งก็คงจะเป็น “แฮหัวตุ้น” ทหารคนสนิทของโจโฉ คนนี้ไม่ต้องสืบเลยครับ เป็นชายชาติทหารล้านเปอร์เซ็นต์ เหี้ยมหาญ ดุดัน แข็งแกร่ง แถมยังเป็นคนที่เชื่อใจโฉมากกว่าใครๆ ขนาดตอนนี้โจโฉสั่งให้นายทหารทุกคนไปเป็นพลทหาร ก็มีเพียงแฮหัวตุ้นนี่แหละที่ทำตามอย่างสมัครใจโดยที่ไม่บ่นซักแอะ

ส่วนทางฝั่งเล่าปี่ ก็มีหลายคนที่น่าสนใจครับ แต่ที่สุดๆเลยก็คงเป็น “ขงเบ้ง” ซึ่งผู้เขียนตีความให้อีตานี่เพี้ยนไปเลยครับ แต่เป็นความเพี้ยนที่มีพร้อมกับสติปัญญาอันเลอเลิศ การตีความขงเบ้ง (ในช่วงที่ปรากฏตัวแรกๆ) ออกไปในแนวที่ว่าไม่ใช่คนกันเลยทีเดียว เหมือนกับเป็นเซียนก็ไม่ปาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขงเบ้งในเรื่องนี้จะทำตัวแปลกๆ แถมบางเรื่องก็น่าบัดสีเสียอีก ซึ่งผู้เขียนคงอยากนำเสนอว่าภายใต้การตีความแบบนี้ ศีลธรรมหรือบรรทัดฐานแบบปกติคงไปวัดเค้าไม่ได้นั่นเอง

และที่ชอบมากๆก็คือการตีความของผู้เขียนที่พยายามมองว่าแท้ที่จริงแล้ว ไอ้พี่น้อง กวนอู เตียวหุยมันไม่ค่อยจะรักกันหรอก (ฮ่าๆ) เพราะมักจะมีฉากที่ต้องทำให้ทะเลาะกันประจำ ซึ่งตรงที่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว

สำหรับทางด้านซุนกวนนั้นผมยังไม่ค่อยถูกใจใครเป็นพิเศษ นอกจากพี่ชายของซุนกวนซึ่งก็คือ “ซุนเซ็ก” ที่ในเรื่องผมยกให้เป็นอีกหนึ่งยอดคนเลยทีเดียว เปี่ยมไปด้วยปัญญา และความเหี้ยมหาญ อีกทั้งบารมียังเยอะอีก ไปไหนมาไหนผู้คนก็ยกย่องชมชอบ แต่เสียดายที่อายุสั้นไปนิด บทไม่ส่งเลยพับผ่าดิ แต่ถือได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญที่ปูพื้นฐานให้แก่ซุนกวน

จะเห็นได้ว่าตัวละครเรื่องนี้เยอะแยะจริงๆ มากมายสาธยายไม่หมดแน่ๆ ซึ่งถ้าหากท่านอยากเห็นตัวละครเหล่านี้โลดแล่นแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้เลยครับ รับรองไม่ผิดหวัง (จบดื้อๆซะงั้น)

แล้วพบกันใหม่ครับ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2549 15:19:09 น.
Counter : 1118 Pageviews.  

1  2  3  

gelgloog
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add gelgloog's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.