! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
เมษายน 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
30 เมษายน 2563
 
All Blogs
 
ภาวะที่ 23 : ภารกิจ


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



            บ่ายสองโมงกว่าแล้ว  ฮันนี่นั่งมองจานอาหารที่เย็นชืดตรงหน้าด้วยสีหน้าบูดบึ้ง  อาหารที่เธอบรรจงทำอย่างสุดฝีมือ วัตถุดิบทั้งหลายล้วนเป็นของดีมีราคา  รสชาติที่ปรุงขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับความชื่นชอบของพี่ฆีมษ์มากที่สุด  แม้จัดแต่งให้แลดูสวยงามน่าทานเพียงใด  มันก็ไม่มีความหมายอะไร เมื่อเจ้าตัวไม่ได้สนใจที่จะแตะต้องเลยแม้สักคำ

            หญิงสาวพ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมาท่ามกลางความเงียบสงบ  หวังให้ใครบางคนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับภวังค์  พาตัวเองออกมาจากโลกส่วนตัวใบนั้น 

            ราชาสีขาวกำลังพักผ่อนในยามบ่าย  ความหมางเมินเหินห่างก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงล่องหนที่มองไม่เห็น  คอยกางกั้นไม่ให้พวกเธอสองพี่น้องเข้าใกล้เขาได้เหมือนเช่นเคย  ด้านหลังอันว่างเปล่าของพี่ฆีมษ์เคยมีร่างของพี่ฮันคอยอยู่เคียงใกล้  แต่ในตอนนี้ พี่ชายของเธอถูกส่งออกไปเพื่อติดตามหาข่าวของผู้หญิงคนนั้น  มารหัวใจที่เธออุตส่าห์กำจัดให้พ้นทางไปได้แล้วเชียว

            -- ขว้างงูไม่พ้นคอแท้ ๆ --  ฮันนี่ได้แต่นึกอย่างหงุดหงิดในใจ 

 
            เวลานี้ ฆีมษ์กำลังวุ่นวายกับการสืบเสาะหาข่าวคราวเกี่ยวกับธีรา  เขาค้นหาไปทั่วในทุกที่ทุกแห่ง ติดต่อพวกที่คอยรวบรวมข้อมูลข่าวสารในโลกของทีเซลล์  ยอมจ่ายเพื่อให้ได้รู้เบาะแสเกี่ยวกับผู้หญิงคนเดียวในประเทศไทยที่มีทีเซลล์สิงสถิตอยู่ในตัว

            ไม่มีแหล่งข่าวใดสามารถระบุได้ว่า ธีราหายไปไหน  เบาะแสสุดท้าย คือ หญิงสาวถูกพาตัวไปโดยราชาวิปลาส  ฆีมษ์ขบฟันเข้าหากันแน่น  เมื่อรายละเอียดที่แพร่กระจายออกไปกลายมาเป็นตัวตอกย้ำ  มันเกิดขึ้นที่นี่  หน้าอาคารที่เป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มกองกำลังของเขา  ราชินีทีเซลล์ถูกชิงตัวไปอย่างง่ายดาย  โดยที่ราชาสีขาวทำอะไรไม่ได้ นอกจากนอนเป็นบุคคลทุพพลภาพอยู่บนเตียง

            หนังสือเล่มโปรดที่เคยทำให้จิตใจสงบลงได้ทุกทีที่อ่าน กางเปิดอยู่ต่อหน้า  แต่ทว่าในเวลานี้ มันกลับไม่สามารถทำให้ความร้อนรุ่มและความกระวนกระวายใจ คลายไปได้เหมือนทุกที  ไม่ว่าฆีมษ์จะพยายามตั้งสมาธิ เพื่อจดจ่อกับตัวอักษรสักเท่าไหร่  เขาก็ไม่สามารถบังคับตัวเองให้อ่าน หรือทำความเข้าใจกับเนื้อหาตรงหน้าได้เลย

            แว่วเสียงเอะอะโวยวายเล็ดลอดเข้ามาภายในห้องสีขาว  ความวุ่นวายภายนอกเป็นตัวเร่งเร้าให้ฆีมษ์จำต้องออกไปดู ในฐานะผู้นำ หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ควบคุมดูแลกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ‘กลุ่มราชาสีขาว’
 

            “เกิดอะไรขึ้น มีอะไรกัน”

            ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาล ดวงหน้ากระจ่างใส ส่งเสียงถามสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง ซึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงานสถานการณ์เบื้องล่างพอดิบพอดี

            “หัวหน้าครับ ! มีใครก็ไม่รู้บุกเข้ามา  มันใส่หน้ากาก ใส่แว่น ปิดหน้า ปิดตา  มันไม่พูดอะไรเลย นอกจากชื่อของหัวหน้าคนเดียว”

            นาทีนั้น ฆีมษ์นึกสงสัย  เหตุการณ์ความไม่สงบทั้งหลายที่เกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงนี้ ทำให้ความหวาดระแวงพุ่งขึ้นสูง จนต้องรีบรุดลงไปตรวจสอบด้วยตนเอง 

           
            ร่างของลูกน้องคนหนึ่งกระเด็นกระดอน ปลิวมาปะทะกำแพงเสียงดังสนั่น  เมื่อเข้าสู่ระยะการมองเห็น  ราชาสีขาวจึงได้เห็นร่างของผู้บุกรุก ผู้ซึ่งกำลังเล่นงานลูกน้องของเขาอย่างชัดเจนถนัดแก่สายตา  ร่างนั้นขยับเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความแคล่วคล่องว่องไว  แขนและขาป่ายปัดไปมาอย่างรวดเร็ว ไหลลื่น เป็นอิสระ ราวปลายพู่กันที่ขยับวาดในอากาศ  การเคลื่อนไหวเหล่านั้น ทำให้ฆีมษ์รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด  ราวกับเคยเห็นจากใคร หรือที่ไหนสักแห่งในความทรงจำ

            ขนาดคนนับสิบกรูกันเข้าไปล้อมรอบ  แต่ฝ่ายนั้นยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยท่วงท่าอันแสนสบาย  เสมือนไร้ซึ่งแรงกดดันใด ๆ  แสดงออกประหนึ่งมองไม่เห็นว่า จะมีใครที่สามารถพิชิตตนลงได้ในที่แห่งนี้

            สายลมอันไร้ที่มา กระโชกพัดอย่างรุนแรงในฉับพลัน  ฆีมษ์ดีดตัว กระโดดลงมาจากชานพักตรงชั้นสาม วาดขาขึ้นสูงข้างหนึ่ง ในท่าพร้อมตอกส้นเท้าลงมาดุจค้อน เล็งตำแหน่งบริเวณส่วนหัว หมายสร้างความเสียหายและความรุนแรงให้ได้มากที่สุด เท่าที่ตนจะสามารถทำได้
 
            ปึ่ก !
 
            เสียงรองเท้ากระทบเนื้อดังถนัดถนี่  ทว่านั่นเป็นเสียงต้นขาของฆีมษ์ ที่ถูกหัวรองเท้าผ้าใบของอีกฝ่ายวาดสวนมากระแทกโดนในเสี้ยววินาที  ผู้บุกรุกร่างผอมทิ้งตัวลงสู่พื้นในท่าหงายหลัง กางมือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ ก่อนออกแรงหมุนสะโพก ตวัดสับเปลี่ยนขาอีกข้างกลางอากาศ เตะอัดซ้ำเข้าตรงที่เดิม ส่งผลให้ร่างของฆีมษ์ถึงกับเสียหลักกลางอากาศ พลาดท่ากระเด็นไปกระแทกเข้ากับเสายึดตัวอาคาร เกิดเป็นเสียงดังสนั่น

            “..กือ..”

            ได้ยินเสียงต่ำครางเบา ๆ ราวเสียงสัตว์ในลำคอของอีกฝ่าย  ราชาสีขาวรีบยันตัวลุกขึ้นตั้งหลักอย่างไม่รอช้า  เหมือนนึกรู้ทันว่า อีกฝ่ายจะต้องรุดโจมตีสวนกลับมาอย่างแน่นอน  แล้วก็จริงดังคาด เมื่อร่างในชุดเสื้อคลุมมีฮู้ดนั่นดีดตัวผึง ตรงมาหาตนด้วยความไว  มือที่กำแน่นเป็นกำปั้นพร้อมตะบันหมัด พุ่งแหวกอากาศมาล่วงหน้าก่อนตัว

            ฆีมษ์กลั้นลมหายใจ เรียกใช้ความสามารถของทีเซลล์ขึ้นมาในตอนนั้น  นัยน์ตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีขาว อ้าปาก สูดลมเข้าเต็มกระพุ้งแก้ม ก่อนพ่นใส่อีกฝ่ายคล้ายเป่าลมเข้าใส่  กระสุนล่องหนซึ่งเกิดจากการบีบอัดของมวลอากาศพุ่งออกไป  มีอานุภาพทำลายล้างไม่ต่างจากกระสุนปืนของจริง

            เขาไม่ได้หมายสังหารอีกฝ่ายให้ดับดิ้นสิ้นชีวี  เพราะสัมผัสไม่ได้ถึงรังสีอำมหิต หรือความตั้งใจที่ ‘ฆ่า’ แผ่พุ่งมาเลยแม้แต่น้อย  เหมือนฝ่ายนั้นเจตนาเพียงแค่มาก่อกวน หรือแค่สร้างสถานการณ์ให้กลุ่มราชาสีขาวต้องแตกตื่นปั่นป่วนกันก็เท่านั้น 

            แรงอัดอากาศที่มองไม่เห็นนั้นไม่น่าจะพลาดเป้า  ทว่าอีกฝ่ายกลับเบี่ยงหน้าหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด ราวกับมองออกถึงการโจมตีโต้ตอบกลับในฉับพลัน 

            -- หลบได้งั้นหรือ !?  เป็นไปได้ยังไง  ..หรือว่า ! -- 

            ฆีมษ์เริ่มตระหนักถึงบางอย่างที่ส่อเค้าแปร่งแปลกในความรู้สึกของตน  สองมือของเขาตวัดสร้างแรงลมอันไร้ที่มา แต่สามารถบาดเนื้อเถือหนังของสิ่งมีชีวิตได้อย่างง่ายดาย  คมมีดที่สร้างขึ้นจากอากาศธาตุซัดไปข้างหน้า  เจตนาเพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ  หรือไม่ก็..แค่ทำให้เสียจังหวะ

            เป็นไปตามคาด  ร่างของคนแปลกหน้าหมุนตัว พลิกหลบฉากการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียด  ฆีมษ์ใช้แรงส่งจากข้อเท้า ดีดตัวไปข้างหน้า สาดแข้งนำไปก่อนหนึ่งดอก  ใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง  เพราะถ้ามันไปตามอย่างที่คิดเอาไว้  อีกฝ่ายจะต้องตั้งหลักได้ในเสี้ยววินาที และจะต้องเตะสวนกลับมาอย่างแน่นอน
           
            ปึ่ก !
 
            หนึ่ง..  ฆีมษ์นับในใจ  จังหวะที่ท่อนขาของคนทั้งคู่ปะทะกัน  ต่างคนต่างหมุนตัวในจังหวะที่แทบจะพร้อมเพรียงกัน  เพื่อเปลี่ยนใช้ขาอีกข้างเตะสวนแลกเข้าใส่กันด้วยความว่องไว
 
            ปึ่ก !
 
            สอง.. ฆีมษ์นับอีกครั้ง  ถึงตอนนี้เป็นจังหวะที่ขาของทั้งคู่ต่างเสียดสี ไขว้กันค้างอยู่กลางอากาศ  ราชาสีขาวไม่อาจไต่ระดับท่วงท่าในการเตะไปได้ไกลเกินกว่านี้อีกแล้ว นอกจากทำได้แค่ชักเท้าให้หลุดพ้นออกมา เพื่อเตรียมโจมตีด้วยมือหรือแรงลมใหม่อีกครั้ง  ทว่าฆีมษ์รู้สึกอยากทดสอบบางอย่างให้แน่ใจ  จึงปล่อยให้ท่อนขาของตัวเองยังคงยกสูงค้างอยู่อย่างนั้น

            “..กือ..”

            คนแปลกหน้าส่งเสียง พร้อมกับงอเข่า พับขาลงในท่าล็อกขาของฆีมษ์เอาไว้  ก่อนออกแรงกระทืบพื้นโดยใช้เท้าอีกข้างคล้ายเป็นแรงส่ง  หมุนร่างขึ้นคล้ายสะบัดตัวกลับหลังหันกลางอากาศ  วาดฝ่าเท้าเตะเข้าตรงต้นแขนของราชาสีขาวเต็มแรง จนร่างของฆีมฆ์ผงะหงาย ทรงตัวไม่อยู่ เซซวดไปชนเข้ากับผนังตามแรงปะทะ ก่อนทรุดลงนอนกองกับพื้นอีกครั้ง

            แม้พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่า  ทว่าฆีมษ์ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความยินดี

            “อาจารย์ !”

            ถ้าจะมีใครในโลกนี้ที่ชำนาญยิ่ง เรื่องการต่อสู้ระยะประชิดตัวราวกับเป็นอัจฉริยะ  ฆีมษ์จะนึกถึงบุคคลผู้หนึ่งแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  เขาคนนั้นเป็นคนที่เก่งกาจอย่างเหลือเชื่อ  เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่อง เทิดทูนบูชาให้เป็นราชาที่อยู่เหนือบรรดาราชาแห่งโลกมืดทั้งหลาย  สมญานามของเขาคือ ‘ราชันย์ไร้พ่าย’  หรืออีกนัยหนึ่ง ชายผู้เป็นบุคคลที่สอนทักษะการต่อสู้ให้กับฆีมษ์ ในกาลก่อนนั่นเอง

            “อาจารย์ใช่ไหมครับ !”

            ฆีมษ์ร้องถามซ้ำอีกครั้ง  ขณะใช้สองแขนยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง  รู้สึกเคล็ดขัดยอกอยู่บ้าง แต่อีกสักประเดี๋ยวก็คงคลายหายไปหมด ตามอัตราการฟื้นฟูรักษาร่างกายอย่างรวดเร็วของทีเซลล์
 
            “ทื่อ.. ทื่อลงนะ  ต้องเร็วกว่านี้”
 
            แว่นกันแดดถูกถอดออก  เผยให้เห็นดวงตาที่ฆีมษ์คุ้ยเคย  แม้แลดูเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากดวงตาคู่เดิมที่เคยคุ้นในความทรงจำ  ทว่านั่นก็ยังคงเป็นแววตาของเสือคนเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย

            ก้อนแข็งขึ้นมาจุกแน่นตรงลำคอ  ฆีมษ์ไม่อาจเอ่ยเอื้อนคำใดออกมาได้ ด้วยรู้สึกยินดีปรีดาอย่างเหลือล้นที่ได้เห็นการกลับมาของบุคคลตรงหน้า  เสือเดินโก่งตัว หลังงุ้มเล็กน้อย ตามความเคยชินที่ติดมาจากช่วงเวลาตอนที่ถูกคุมขัง  มือของราชันย์ไร้พ่ายยื่นมา ช่วยพยุงตัวราชาสีขาวให้ลุกขึ้นยืน  ตบหลังตบไหล่ ทำเหมือนอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้า ในอดีตกาล

            “โอ กือ นา  กีม ..”
            “อาจารย์..”

            ถ้อยคำที่ฟังไม่เป็นภาษาคล้ายงึมงำในลำคอ ทำให้ฆีมษ์ชะงักงันไป  เขาหันมองหน้าเสือผู้ซึ่งหลับตาลง พลางขมวดคิ้ว ดั่งกำลังพยายามลำดับความคิด เรียบเรียงคำพูดออกมาใหม่อีกครั้ง

            “โตขึ้นนะ ฆีมษ์”  

            “ผมเหนื่อยมากเลยครับ  ลำบากมากจริง ๆ  แล้วนี่.. อาจารย์หายไปไหนมา”

            เสือปลดหน้ากากผ้าออกแทนคำตอบ  เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวมากมาย  แสดงหลักฐานแห่งการผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ให้ชายหนุ่มรุ่นน้องได้เห็นชัดถนัดแก่สายตา  ฆีมษ์ถึงกับอึ้ง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ  หวนนึกถึงเหตุการณ์สุดท้าย ก่อนที่ราชันย์ไร้พ่ายจะหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อสองปีก่อน

 
            ในเวลานั้น สังคมด้านมืดแห่งเหล่าผู้ติดเชื้อทีเซลล์  ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘คิงเสือ’ ราชันย์ผู้อยู่เหนือบรรดาปวงราชา  บุรุษผู้มีทักษะการต่อสู้มือเปล่าอันสุดแสนร้ายกาจ  ไม่เคยเสียประวัติแพ้พ่ายให้แก่ใคร  ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการขนานนามให้เป็น ‘ราชันย์ไร้พ่าย’  เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา และความคลั่งไคล้ใหลหลงของบรรดาผู้ชื่นชอบการต่อสู้และความแข็งแกร่งแห่งโลกทีเซลล์

            เรื่องราวของราชาสีขาวเริ่มขึ้นตอนนั้นเอง  เมื่อคนธรรมดาอย่างฆีมษ์เกิดโชคร้ายติดเชื้อประหลาดเข้า  ในตอนนั้น  เขาได้รับการช่วยเหลือและการฝึกฝนจากเสือ ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้  เสือให้หลายสิ่งหลายอย่างแก่ฆีมษ์  ไม่ว่าจะเป็นวิชาการต่อสู้ หรือแม้แต่คำสอน ความยึดมั่นในอุดมคติอันชอบธรรม  ราชาทีเซลล์สองคนมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน เสมือนหนึ่งเป็นดั่งเพื่อนและพี่น้อง  ฆีมษ์จึงคล้ายดั่งเติบโตมาใต้เงาของเสือ  แม้ชีวิตถูกกระชากดึงเข้าสู่ห้วงความเลวร้าย  แต่ก็ยังมีที่พึ่งทางใจให้ได้พึ่งพิง

            กระทั่งวันแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง  วันที่เสือพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก ให้กับบุคคลที่เอาตัวอาจหาญมาต่อกรซึ่งก็คือ ‘จารึก’ หรือสมญา ‘ราชาพิฆาต’ ในเวลานั้น  ฆีมษ์ได้แต่ยืนตัวแข็ง มองดูร่างที่มีสภาพยับเยิน กระดูกแตกหักทั่วทั้งตัว ร่างกายและใบหน้าเต็มไปบาดแผลเหวอะหวะ  ร่างท่วมเลือดของเสือถูกหามออกไปต่อหน้าต่อตาของฆีมษ์  ท่ามกลางเสียงฮือฮาของบรรดาคนที่ต้องทำการเปลี่ยนฝั่งย้ายข้าง เพื่อสวามิภักดิ์ราชันย์คนใหม่

            หลังจากนั้น ไม่เคยมีใครพบเห็นราชันย์ไร้พ่ายอีกเลย  ไม่มีใครรู้ว่า เสือหายตัวไปไหน  แม้แต่ขจรลูกน้องคนสนิทที่ออกติดตามหาอย่างจ้าละหวั่น ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอยหรือเบาะแสใด  ข่าวลือจึงแพร่ออกไปดั่งไฟลามทุ่ม  คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ราชันย์ไร้พ่ายได้ถูกฆ่าตายไปแล้ว  และนั่นจึงทำให้การขึ้นมาแทนที่บนบัลลังก์ราชันย์ของคิงจา เป็นไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค  เขาสถาปนาตัวเองเป็นราชันย์พิฆาต  ปกครองควบคุมสังคมด้านมืดด้วยความโหดเหี้ยม  เลี้ยงดูผู้อยู่ใต้อาณัติด้วยความหวาดกลัว

            เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตอนที่ฆีมษ์เพิ่งก่อตั้งกลุ่มราชาสีขาวได้ไม่นาน  เมื่อพญาอินทรีปีกหักหายสาบสูญไป  ฆีมษ์จึงเปรียบคล้ายเป็นดั่งพ่อไก่ที่ต้องก้าวขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองลูกเจี๊ยบในฝูงของตน  โชคยังดีที่คนส่วนใหญ่มองภาพราชาสีขาวเป็นพวกที่ไม่มีพิษภัย  คิงจาที่กำลังวุ่นวายกับการก่อร่างสร้างอาณาจักรของตน จึงไม่ได้เพ่งเป้าหมายมาเล่นงานเขาอย่างเต็มตัว

            ทว่าความไม่แน่นอน คือ สิ่งที่แน่นอน  หากการแสวงหาพลังอำนาจและความแข็งแกร่งที่มากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของการเป็นราชาตามการชี้นำจากทีเซลล์  พ่อไก่จึงไม่อาจรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของราชสีห์  แต่การไล่ล่าเพื่อช่วงชิงเอาทีเซลล์ของราชาสีขาวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะฆีมษ์นั้นเป็นถึงลูกศิษย์ที่ได้รับการสอนสั่งมาอย่างดีจากเสือโดยตรง  การส่งพวกสมุนปลายแถวหรือราชาที่ไม่เก่งกาจมาจัดการกับราชาสีขาวนั้น จึงเป็นเรื่องยืดเยื้อเรื้อรังที่สร้างความยุ่งยากลำบาก ให้เกิดแก่คิงจามาโดยตลอด

            ด้วยเหตุนี้เอง  เหตุการณ์ไล่ล่าระหว่างคิงจา วสันต์ พิจิก และฆีมษ์จึงอุบัติขึ้นในคืนหนึ่ง  คืนเดียวกับที่ราชาสีขาวผู้บาดเจ็บร่วงหล่นจากท้องฟ้า ลงมาหยุดอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนหนึ่ง  สตรีผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคนพลิกชะตากรรมของใครอีกหลายคน  ไม่เว้นแม้แต่ตัวของฆีมษ์เองก็ด้วยเช่นกัน
 

            “..ข้าหายไป รักษาตัว..” 
 
            เสือเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของฆีมษ์โดยตรง  พูดแค่สั้น ๆ แบบรวบรัดตัดตอน  รู้ดีว่า อีกฝ่ายจะไม่ถามเซ้าซี้หรือซักไซ้ให้มากความเหมือนคนอื่น  จัดแจงสวมหน้ากากผ้าและแว่นกันแดดตามเดิม  ด้วยกวาดสายตามองไปเห็นและรับรู้ถึงสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ ของใครหลายคนในที่แห่งนั้น

            ไม่แปลกหรอก.. ในเมื่อตอนนี้ ตนมีรูปกายซึ่งแลดูไม่ต่างจากอสุรกายไปเสียแล้ว 

            ฆีมษ์ขยับปาก กำลังจะเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของอีกฝ่าย  หากแต่เสียงอันแหบพร่าที่พูดชื่อหนึ่งขึ้นมา ได้สร้างความพิศวงงงงวยให้เกิดแก่ตนยิ่งนัก

            “กีอา ..อืม..  ธีรา เล่าให้ข้าฟัง เกี่ยวกับธีรา”
            “อาจารย์รู้จักคุณธีรา ด้วยหรือครับ !?”

            ชั่วแวบหนึ่งนั้น เสือนึกอยากตอบออกไปว่า รู้จักดี.. ถึงขนาดที่เคยกัดกินเนื้ออีกฝ่ายลงท้องมาแล้ว  ทว่าเรื่องดังกล่าวยังคงเป็นบาปผิดติดอยู่ในใจ  เป็นเรื่องที่เสือตั้งใจเอาไว้ว่า ต้องทำดีไถ่โทษเพื่อแก้ตัวให้ได้อย่างแน่นอน

            ราชันย์ไร้พ่ายกำมือ  จิ้มนิ้วโป้งย้ำ ๆ ลงตรงตำแหน่งหัวใจแทนการตอบ  กิริยาอาการดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นยินดีให้เกิดแก่ฆีมษ์เป็นอันมาก

            “เจอเธอที่ไหนครับ !  แล้วตอนนี้ คุณธีราอยู่ที่ไหน”

            อาการส่ายหน้าของเสือแทนคำตอบ  ชายอัปลักษณ์เพียงตอบกลับสั้น ๆ เท่านั้น

            “เธอโผล่มา ช่วยข้าเอาไว้  แต่ตอนนี้ หายไปแล้ว”
            “แล้ว.. เธอไม่ได้อยู่กับราชาวิปลาส หรอกหรือครับ”
            “ไม่อยู่แล้ว”

            คำตอบของเสือทำให้ฆีมษ์รู้สึกสิ้นหวัง  เพราะเบาะแสล่าสุดเกี่ยวกับธีราหยุดอยู่ที่ราชาวิปลาส  ลำพังแค่ค้นหาข้อมูลสถานที่ เพื่อจะติดตามไปช่วยก็อับจนหนทางพอแรงอยู่แล้ว  หากแต่นี่สายป่านถูกตัดขาดไปเสียอีก  ฆีมษ์ยิ่งมองไม่เห็นเลยว่า จะสามารถติดตามหาเพื่อช่วยเหลือธีราได้จากตรงไหน

            ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าและผิวพรรณสะอ้านใส ยกสองมือขึ้นลูบใบหน้า  แสดงสีหน้าเคร่งเครียดเป็นกังวลอย่างไม่ปิดบัง  มีหลายสิ่งอย่างอย่างที่เขานึกอยากซักถามจากเสือ  แต่มันคงยากที่จะทำเช่นนั้น  เพราะเสือเป็นบุคคลประเภทที่..ถ้าตนไม่อยากจะพูดเสียอย่าง ต่อให้ถูกง้างปากก็จะไม่ได้ความอันใด หลุดออกมาแม้เพียงคำ

            “ผมจะทำอย่างไรดี  เพราะผมแท้ ๆ  คุณธีราถึงต้องเป็นแบบนี้..”

            “เล่ามาให้หมด  ฆีมษ์  เล่ามาตั้งแต่ต้น  ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอกับธีรา  ข้าจำเป็นต้องรู้ ..ทั้งหมด”

            แสงสว่างภายในตึกทาสีขาวแห่งนั้นยังคงสว่างไสว  ทว่าสายตาของฆีมษ์กลับมองเห็นสิ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงสว่างใด ๆ   สายลมหอบพัดพาเอาความหวังมาปรากฏให้เห็นเป็นตัวตนที่มีรูปกาย  ตำนานที่ยังมีชีวิตได้ทำให้ความหวังเรืองรองขึ้นมาใหม่  ความรู้สึกเป็นทุกข์อันหนักหน่วงถูกแบ่งเบาเอาไป  เมื่อมือของคนที่ตนสามารถเชื่อมั่นและไว้วางใจได้ ยื่นเข้ามาช่วยฉุดฆีมษ์จากความสิ้นหวังในครั้งนี้

            “อาจารย์จะช่วยเธอใช่ไหมครับ”

            มือของเสือเคลื่อนไหวแทนคำตอบ  ดวงตาของฆีมษ์เบิกกว้างขึ้น  เมื่อมองเห็นมือซ้ายของราชันย์ไร้พ่ายยกขึ้น กำมือหลวม ๆ วางอยู่เหนือตำแหน่งหัวใจ  ก่อนที่มือขวาจะเคลื่อนตามมา ทำท่าลูบลากผ่านหลังมือซ้ายที่กำลังกำมืออยู่นั้นอย่างช้า ๆ

            มันคือเครื่องหมายที่ให้น้ำหนักมากกว่า ‘สัญญา’  สิ่งใดก็ตามที่ราชันย์ไร้พ่าย ‘สาบาน’ ว่าจะกระทำสิ่งนั้น  สัญญาณมือเช่นนี้จะถูกแสดงออกมาให้ได้เห็น  แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคง เหนือยิ่งไปกว่าถ้อยวาจาใด ๆ

            “..ทุกอย่าง..”

            เสือแค่นเสียงแหบเครือผ่านลำคอ   ฆีมษ์ถึงกับขนลุกกับคำตอบที่ได้ยินได้ฟัง 
           

            ฮัน ลูกน้องคนสนิทของฆีมษ์ ที่เพิ่งกลับมาจากทำธุระข้างนอก รีบร้อนเข้ามาดูเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในฐานที่มั่นของพวกตนทันใด  ฮันนี่ถลันเข้าหาพี่ชาย กระซิบกระซาบพูดคุยกัน ด้วยสีหน้าและสุ้มเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

            “พี่คะ คนนั้นใคร ?”
            “นั่น.. ราชันย์ไร้พ่าย  คิงเสือยังอยู่หรือนี่  นึกว่าเขาตายไปแล้ว”
            “เขาเป็นอะไรกับพี่ฆีมษ์  ทำไม.. พี่ฆีมษ์ถึงได้ดูนอบน้อมกับเขาแบบนั้น”

            เพราะฮันนี่ก้าวเข้ามาในกลุ่มราชาสีขาว หลังจากเรื่องราวของเสือได้เงียบหายไปสักพักใหญ่แล้ว  และคนที่รู้เรื่องในอดีตเองก็ไม่มีใครรื้อฟื้นขึ้นมาพูดถึงกันอีก  ปล่อยให้ตำนานได้จมหายไปในกระแสความมืดดำแห่งสังคมด้านมืด  เป็นดั่งขี้เถ้าหรือฝุ่นผงที่ตกค้างในความทรงจำของคนทั่วไป

            “ผู้ชายคนนั้น..”  ฮันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกลำคอแห้งผาก ยามที่ต้องเอ่ยถ้อยความบอกกล่าวถึงบุคคลดังกล่าว ด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด  “..เป็นอาจารย์ของฆีมษ์  เป็นลูกพี่  เป็นเหมือนกับหัวหน้า  เขาเป็นคนที่เคยสอนสั่งและให้ทุกอย่างกับฆีมษ์  ช่วยเหลือตอนที่จัดตั้งกลุ่มใหม่ ๆ จนพวกเรามีทุกวันนี้ได้ เรียกได้ว่า เพราะเขาคนนี้เป็นกำลังหลักเลยก็ว่าได้..”

            “ห๊ะ ! ทำไมน้องไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ”

            ฮันนี่อุทานอย่างไม่เชื่อหู  หันมองดูร่างผอมของชายแปลกหน้าอีกครั้ง ทำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

            “เพราะมันเป็นเรื่องที่ฆีมษ์ไม่อยากให้ใครพูดถึง  หัวหน้ายังคงเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า คิงเสือจะต้องกลับมา  แล้วตอนนี้ เขาก็กลับมาจริง ๆ  ถือว่า โชคเข้าข้างพวกเราแล้วล่ะ”

            “จะใช่แบบนั้นเหรอ  ถึงกลับมาแล้วก็จริง แต่ตอนนี้ คนคนนี้จะช่วยอะไรได้ล่ะ  เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขามาหาพี่ฆีมษ์ทำไม”
            “ธีรา.. คิงเสือต้องมาเพราะเรื่องนี้แน่ ๆ “

            ฮันพูดออกมาด้วยความมั่นใจ  ประเมินสถานการณ์จากภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า  แม้ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยสนทนาของทั้งสองคนนั้น เพราะตนกับน้องสาวยืนอยู่ห่างพอสมควร  แต่รอยยิ้มแห่งความหวัง อีกทั้งกิริยาอาการที่แสดงออกถึงความโล่งใจ สีหน้าที่ผ่อนคลายความเครียดขึ้งกังวลลงของฆีมษ์  ในฐานะคนสนิท  ฮันย่อมสามารถคาดเดาได้ว่า ความทุกข์ในใจของฝ่ายนั้นถูกผ่อนเบาลงในเรื่องใด

            “แม่นั่นอีกแล้วหรือ  ฉันเกลียดมันจริง ๆ ”

            ส่วนฮันนี่พึมพำเสียงเบาออกมาอย่างขัดใจ  เมื่อได้ยินเรื่องของศัตรูหัวใจที่แม้หายตัวไปแล้ว แต่ก็ยังเฝ้าวนเวียน ดึงเอาความสนใจจากพี่ฆีมษ์ของเธอไปจนเกือบหมดในเวลานี้
            สองพี่น้องผู้ไม่อาจเคลื่อนไหว หรือคิดอ่านทำการอันใดได้  ได้แต่ยืนมองดูบุรุษสองนายผู้ซึ่งยืนอยู่คนละฟากฝั่งกับพวกตนสนทนากัน  ต่างรู้สึกถึงเค้าลางแห่งความยุ่งยากที่ก่อตัวขึ้น ดังพายุที่เตรียมโหมพัดมาในอีกไม่ช้า
 
 

 
+++++++++++++++++++++++++++
 


           
            บ้านพินิจใจ ในเวลานี้แม้เปิดไฟสว่างไสว แต่ภายในบ้านกลับเงียบสงบจนน่าใจหาย บรรยากาศอ้างว้างเปลี่ยวเหงา ปราศจากความมีชีวิตชีวาเหมือนอย่างเช่นในวันวาน  ความเศร้าหมองเริ่มปกคลุมไปทั่วบ้าน ในตอนที่สมาชิกครอบครัวคนหนึ่งของบ้านเกิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  ไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในบ้านอีกต่อไป  มารดาผู้น่าสงสารได้แต่นั่งชะเง้อชะแง้เฝ้าคอยอยู่หน้าประตู  มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่า จะได้เห็นภาพลูกสาวกลับเข้าบ้านมาอยู่ทุกขณะจิต  ภาพดังกล่าวทำให้หัวใจของลูกชายคนโตของบ้าน ต้องห่อเหี่ยวลงด้วยความเป็นทุกข์  ด้วยไม่มีสิ่งใดเลยที่ตนสามารถช่วยแก้ไข หรือทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

            พวกเขาต่างกลัดกลุ้ม เป็นกังวล และทุกข์ใจกันมากพออยู่แล้ว  แต่มาตอนนี้ สมาชิกอีกคนหนึ่งก็กลับมีเหตุ ให้ต้องพาตัวเองหลีกลี้หนีออกจากบ้านไปอีกคนเสียอีก  ทิ้งภาระหน้าที่การดูแลแม่ผู้บอบบางและอ่อนแอไว้ให้เป็นหน้าที่ตนแต่เพียงลำพังผู้เดียว

            ธนชาติ พินิจใจ  วางถ้วยชามที่ผ่านการใช้แล้วลงในอ่างล้างจาน  พลางพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อย่างต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก  หลังเพิ่งบังคับให้แม่ทานอาหารและยา เข้านอนพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ  สืบเนื่องจากท่านล้มป่วยด้วยอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากเหตุประหลาด  อ้างอิงจากคำพูดของน้องชายคนรอง ก่อนที่จะขาดการติดต่อไปว่า เจ้าตัวติดเชื้อโรคประหลาดเหมือนกับน้องสาว จำต้องออกจากบ้านไป เพราะไม่อยากทำร้ายใคร

 
            “-- พี่ชาติ  ฉันขอร้องล่ะ  พี่ช่วยดูแลแม่แทนฉันไปก่อนนะ  ตอนนี้ ฉันมีความจำเป็นจริง ๆ ฉันอยู่ที่บ้านไม่ได้แล้ว  ไม่งั้น พี่กับแม่จะเป็นอันตราย  และถ้าพี่อยากรู้ว่า เกิดอะไรกับฉันและธีรา ขอให้พี่อ่านสมุดบันทึกของธีราในลิ้นชักโต๊ะ ในห้องของมัน  ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อ  แต่ตอนนี้ ฉันเป็นเหมือนกับมันแล้ว --“
           

            เขาหวนนึกถึงคำพูดของน้องชาย  น้ำเสียงดังกล่าวเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน และกระวนกระวายอย่างไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ  ตัวธนสรณ์เองคงไม่มีแก่ใจทำล้อเล่น ในช่วงคอขาดบาดตายเช่นนี้อย่างแน่นอน  มันคงต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้น้องชายต้องออกจากบ้านไป  เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพออย่างเช่น เรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นตายของชีวิต

            พี่ชายคนโตของบ้านในวัยยี่สิบเก้าปี คว่ำจานใบสุดท้ายลงบนถาดรองพัก  หลังจากปล่อยให้ความเงียบสงบไหลเวียนไปทั่วในห้องครัว  ธนชาติก็รู้สึกว่า คงถึงเวลาที่ตนจะต้องกระโจนลงสู่เรื่องเพ้อฝันอันไร้แก่นสาร ซึ่งได้พรากเอาน้องชายและน้องสาวทั้งสองของตนไปเสียที

            บันไดไม้ส่งเสียงลั่นเบา ๆ ตอนฝีเท้าของเขาเหยียบย่างขึ้นไป  ห้องของธีราเป็นห้องแรกสุดอยู่ชิดติดมุมบันได  ขณะที่มือของธนชาติกำลังเอื้อมไปหมายจับลูกบิดประตู  พลันก็มีอันให้ต้องชะงัก  เมื่อเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของใครหรืออะไรบางอย่าง อยู่ภายในห้องของน้องสาว

            ใคร !?  หรือว่า..จะเป็นพวกขโมยขึ้นบ้าน

            คิดได้แบบนั้นแล้ว  ธนชาติจึงเหลียวซ้ายแลขวามองหาสิ่งของที่พอจะนำมาใช้แทนอาวุธได้  ใจเต้นตึกตักโครมครามด้วยความหวั่นกลัวปนระทึกใจ  คว้าเอาราวแขวนเสื้อคลุมแบบตั้งพื้นมาได้ จึงกำไว้แน่นให้กระชับถนัดมือ  ก่อนเอื้อมมือบิดลูกบิดประตู แล้วเปิดพรวดเข้าไปในทีเดียว

            “เฮ้ย ! หยุดนะ  ใครอ่ะ เข้ามาขโมยของใช่ไหม”

            เสียงตะโกนลั่นของธนชาติ ดูเหมือนไม่ได้ทำให้เงาร่างที่กำลังทำท่าก้ม ๆ เงย ๆ รื้อค้นข้าวของอยู่นั้น มีอาการตื่นตกใจเลยแม้แต่น้อย  ตรงกันข้าม ร่างดังกล่าวกลับหยิบจับหนังสือจากบนชั้นเก็บของ ขึ้นมาเปิดดูด้วยท่าทางเหมือนแสดงความสนใจ  รูปร่างอันเลือนรางในความมืดสลัวของยามคืนค่ำ แม้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่  แต่ธนชาติคิดว่า ตัวเองมองเห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอย่างแน่นอน

            “     ..  ไฟ  ..     ”

            เสียงแหลมเล็กของสตรีดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในความมืด  ก่อนที่จะมีเสียงของอะไรสักอย่างกระแทกโดนปุ่มกดเปิดสวิตช์ไฟ  ด้วยเหตุนี้ ไฟฟ้าภายในห้องจึงสว่างพรึบขึ้นในทันที  และนั่นจึงทำให้ธนชาติมองเห็นตัวผู้บุกรุกได้อย่างชัดเจน

            ร่างนั้นเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งในชุดแต่งกายประหลาด  คล้ายสวมใส่เพียงชุดคลุมสีน้ำตาลเนื้อหยาบ ยาวคลุมร่างกายถึงแค่ระดับหัวเข่า  ค่อยผินหน้าหันมองมาทางเจ้าของบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงหน้านั้นสวยงามลึกล้ำอย่างน่าประหลาด  สวยถึงขนาดที่ธนชาติถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ  ด้วยไม่เคยพบเห็นใครที่สามารถสะกดสายตาได้ถึงเพียงนี้มาก่อน

            “     ..  พินิจใจอีกคน อย่างนั้นหรือ  ..     ”

            ผู้บุกรุกขยับตัว ทำท่าจะเดินตรงเข้ามาหาตน  ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างทำให้ธนชาติถอยหลังโดยอัตโนมัติ  ถึงแม้ตนจะตัวใหญ่กว่าและมีอาวุธพร้อมในมืออยู่แล้วก็ตามที

            “     ..  จับ  ..     ”

            เสียงร้องสั่งนั้นทรงอำนาจ ดุจสั่งการให้บางสิ่งซึ่งหลบซ่อนตัวในเงามืดเปิดเผยตัวตนออกมา  บานหน้าต่างห้องของธีราเปิดออกกว้าง  สายลมแห่งราตรีโชยพัดเข้ามา พร้อมกับกลุ่มก้อนสีดำของแมลงประหลาดฝูงใหญ่ ที่พากันบินกรูกันเข้ามาในฉับพลันทันใด  เสียงกระพือปีกดังหึ่งอึงอลไปทั่วบริเวณ  ทั่วทั้งห้องมืดลงราวถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งฝูงแมลง

            “เฮ้ย ! เหวอ !  อะไรเนี่ย”

            อาวุธจำเป็นหลุดออกจากมือ  ธนชาติสิ้นอิสรภาพ คล้ายตกอยู่ในฝันร้าย  ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยแมลงตัวใหญ่ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือกลุ้มรุมไต่ตอม กระทั่งถูกตรึงร่างให้ร่นถอยไปชิดติดผนัง  แม้พยายามป่ายปัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นให้พ้นไป  แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้แก่คลื่นแมลงที่กดทับร่าง ราวกับหมุดเหล็กนับร้อย

            ยังไม่ทันหายตกใจกับเหตุการณ์แปลกประหลาด  ใบหน้าของผู้บุกรุกก็เคลื่อนเข้ามาชิดใกล้ ชนิดสามารถหายใจรดใบหน้า  ดวงตาสีดำสนิททว่าพราวระยับราวกับดวงตาของเนื้อทราย จ้องมองลงลึก สบประสานสายตา  ราเคียร์ยิ้มอย่างไม่มีความหมายให้แก่มนุษย์เพศชายตรงหน้า  ก่อนคว้าเอามือข้างซ้ายของธนชาติที่ตอนนี้ มีเลือดไหลซึมจากรอยขีดข่วนจากฝีมือพวกแมลงขึ้นมา  อ้าปากก่อนแลบลิ้นออกมาเลียลิ้มชิมเลือดสีแดงของมนุษย์  แล้วหลับตานิ่งไปชั่วครู่ใหญ่

            อาจเป็นด้วยเสียงเอะอะโวยวายของธนชาติ ที่ปลุกมารดาให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล  นางปวีณาเปิดประตูห้องออกมาในท่าเดินเอามือประคองศีรษะ  ใบหน้าซีดขาวแลดูอิดโรยตามประสาคนป่วย

            “     ..  ไป  ..     ”

            ราเคียร์เพียงกล่าวสั้น ๆ ทั้งที่ยังคงหลับตา ฝูงแมลงปริศนาพลันสลายตัว  บินกรูกันกลับออกไปทางหน้าต่างทันที  ธนชาติที่เป็นอิสระรีบปราดเข้าไปยืนเอาตัวบังร่างมารดาไว้  ละล่ำละลักบอกแม่ปากคอสั่น

            “แม่ครับ อันตราย ! แม่รีบลงไปข้างล่าง แล้วออกจากบ้านไปเรียกยามหรือใครก็ได้มาเร็วเข้า  ผู้หญิงคนนี้ บุกรุกเข้ามาในบ้านเรา  เขาจะทำร้ายพวกเราครับ”
            “อะ อะไรนะ ชาติ เกิดอะไรขึ้น  ใครจะทำอะไรนะ”
            “มีคนเข้ามาในบ้านเราครับ  ใครก็ไม่รู้ น่าจะเป็นโจรหรือขโมยนี่แหละ  แม่รีบออกไปก่อนครับ”
            “ไหน..”

            นางปวีณาชะโงกตัว มองดูคนแปลกหน้าจากทางด้านหลังของลูกชาย  ก่อนจะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี  รีบปรี่เข้าไปสวมกอดร่างดังกล่าว ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงความดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง

            “ธีรา ! กลับมาแล้วเหรอลูก  ธีรา ลูกแม่.. แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน”

            ธนชาติยืนงง รู้สึกมึนเหมือนโดนค้อนทุบลงตรงกลางหัว  -- นี่มันอะไรกัน !? --  แม่ของเขาป่วยหนักจนฟั่นเฟือนไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้มองเห็นคนแปลกหน้าเป็นลูกสาวที่หายตัวไปในเวลานี้

           
            มือของราเคียร์ค่อย ๆ ยกขึ้นโอบหลังคนตรงหน้า  รับสัมผัสแห่งอ้อมกอดที่มนุษย์เพศหญิงวัยกลางคนกำลังถ่ายทอดให้แก่ตน  แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวนี้  แต่ก็สามารถประเมินได้จากอุณหภูมิและกลิ่นฟีโรโมนอันเบาบางของร่างกาย  รวมถึงตีความจากการเคลื่อนไหวที่กำลังแสดงออกถึงความเป็นมิตรอยู่อย่างเต็มที่

            ต้องเป็นมิตรสิ..  เพราะรูปแบบชีวิตอันลี้ลับในร่างมนุษย์ ได้ทำการปล่อยคลื่นพลังงานบางอย่าง เพื่อดัดแปลงคลื่นสมองของคนตรงหน้า ส่งผลให้สมองมีการรับรู้ที่ผิดเพี้ยนไป  ซึ่งนั่นสามารถควบคุมระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต ทำให้หญิงมนุษย์ตรงหน้านี้มองเห็นตน เป็นเหมือนกับลูกสาวที่หายตัวไปทุกประการ

            ด้วยการทำเช่นนี้  ราเคียร์จึงได้กลายเป็นธีรา  ในสายตาของนางปวีณาโดยสมบูรณ์
 
            “     ..  ตรวจ ไม่พบ ราก ของ ไคเมร่า  ..     ”
 
            ธนชาติสะดุ้งวาบ  ตอนที่สายตาของหญิงแปลกหน้ามองข้ามไหล่ของมารดามาที่ตน  แววตาดังกล่าวนั้นแลดูว่างเปล่า ผิดแผกแตกต่างไปจากคนปกติธรรมดา  พี่ชายคนโตของบ้านพินิจใจรู้สึกตัวเย็นไปทั้งร่าง  เมื่อถูกน้ำเสียงอันเรียบเย็นไต่ถามหาความอย่างช้า ๆ ทีละถ้อยคำ  ถามถึงเหล่าคนที่ไม่อยู่ด้วยในที่แห่งนี้

            ดวงตาสีดำสนิทของราเคียร์ส่อประกายวามวาว  ริมฝีปากสีแดงฉ่ำ อิ่มสวยได้รูปเผยอขึ้น  เพื่อถ่ายทอดคำพูดในภาษามนุษย์ที่ตนเพิ่งเรียนรู้มาได้อย่างรวดเร็ว
 
            “     ..  อีก สองคน อยู่ ที่ไหน  ..     ”
 
 


 
++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 30 เมษายน 2563
Last Update : 30 เมษายน 2563 9:32:30 น. 4 comments
Counter : 165 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณอุ้มสี, คุณnewyorknurse


 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: **mp5** วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:16:26:58 น.  

 
ขอบคุณ คุณ **mp5** ด้วยนะคะ ที่แวะมาเยี่ยมเยือนกันค่ะ


โดย: zionzany วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:18:55:13 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กะว่าก๋า Music Blog ดู Blog
สายหมอกและก้อนเมฆ Travel Blog ดู Blog
The Kop Civil Diarist ดู Blog
newyorknurse Klaibann Blog ดู Blog
ธนูคือลุงแอ็ด Diarist ดู Blog
จันทร์ใส Photo Blog ดู Blog
สันตะวาใบข้าว Diarist ดู Blog
ฟ้าใสวันใหม่ Home & Garden Blog ดู Blog
เนินน้ำ Food Blog ดู Blog
zionzany Literature Blog ดู Blog

แวะมาอ่านค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:10:22:52 น.  

 
ขอบคุณ คุณอุ้มสี ที่แวะมาอ่าน และ เยี่ยมเยือนกันค่า


โดย: zionzany วันที่: 4 พฤษภาคม 2563 เวลา:18:30:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.