|
นิยาย "บ่วงรักพันปีของจอมปีศาจ" Yuri - บทที่ 7
7 คมกระบี่ที่เริ่มปรากฏ และแผ่นหลังที่มั่นคง “ศิษย์พี่ ท่านรอข้านานหรือไม่?” เสียงสตรีผู้หนึ่งเอ่ยถาม พร้อมลมหายใจหอบหนัก หลังรีบวิ่งมาหาสตรีชุดขาวที่นั่งอ่านตำราอยู่หน้าเรือนไม้ “ไม่หรอก” สตรีชุดขาวที่นั่งอยู่ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบ พอเห็นอีกคนมีเหงื่อแตกซึมเต็มหน้าผาก ก็วางตำราลง หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมา “เจ้านั่งลง ข้าจะซับเหงื่อให้” สตรีคนแรกทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย ยิ้มกว้างปล่อยให้อีกฝ่ายเช็ดเหงื่อให้อย่างเต็มอกเต็มใจ “ศิษย์พี่ ท่านช่างใจดีกับข้านัก” อีกฝ่ายชะงักมือเล็กน้อย ก่อนพูดตอบเสียงแผ่วเบา “แค่กับเจ้า” สตรีคนแรกยิ้มกรุ้มกริ่ม ฉวยโอกาสจับมือสตรีอีกคนไว้ แล้วประทับจูบที่หลังมือเบาๆ ศิษย์พี่ไม่ได้ชักมือหนี ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ก่อนตระกองกอดกันแนบชิด ดูแล้วทั้งคู่สนิทสนมกันเกินกว่าคำว่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง นี่ข้าฝันอะไรล่ะเนี่ย...ช่างลามกยิ่งนัก อวิ๋นชิหยางต่อว่าตัวเองในใจ หลังสะดุ้งตื่นขึ้น เสียดายแต่ว่าเด็กสาวเห็นหน้าสองสตรีในฝันไม่ชัดเจน จึงไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง แต่พอคิดถึงสองคนนั้น ใบหน้าก็ร้อนผะผ่าวเขินอาย ทำไมข้าต้องฝันถึงพวกนางซ้ำๆ ด้วยนะ? พอขยับตัวก็นึกได้ว่า ตนนอนอยู่บนเตียงเคียงข้างกับฉู่ซีเหอ เด็กสาวเอียงมาเหม่อมองใบหน้าสวยไม่ต่างนางล่มเมืองที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ ท่านซีเหอช่างงดงามยิ่งนัก แม้ภายนอกจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่เนื้อแท้ท่านจิตใจดีงาม อบอุ่นยิ่งกว่าผู้ใด...ข้าโชคดีมากที่ได้รู้จักท่าน แม้เรือนหยกครามจะมีห้องนอนสองห้อง ทว่าเด็กสาวเปรยขึ้นว่าอีกห้องที่เล็กกว่าเหมาะจะใช้เป็นห้องปรุงโอสถและห้องหนังสือ ไม่คิดว่าสตรีหน้าสวยจะพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อเหลือเตียงเดียว อวิ๋นชิหยางจึงเสนอว่าตนจะปูผ้านอนที่พื้นหน้าเตียง ยกเตียงให้อีกคน ทว่าฉู่ซีเหอเลิกคิ้วเล็กน้อย “เตียงนี้กว้างพอจะนอนได้สองคน เหตุใดเจ้าต้องไปทรมานตัวเองด้วยเล่า” “ข้าเป็นแค่ศิษย์รับใช้ต้อยต่ำ แถมนอนดิ้นด้วย เกรงจะรบกวนท่าน” “ข้าไม่ถือ” ฉู่ซีเหอเอ่ยเสียงเรียบเย็น “หากเจ้ายืนกรานจะนอนพื้น เช่นนั้นข้าก็จะนอนพื้นด้วย ดีหรือไม่?” จะดีได้อย่างไร? อวิ๋นชิหยางจนคำจะโต้เถียง จึงนอนร่วมเตียงกันมาตั้งแต่คืนแรกที่ย้ายมาเรือนแห่งนี้ และนั่นก็ทำให้เด็กสาวเริ่มฝันแปลกๆ เกือบทุกคืน เกือบสว่างแล้ว ข้าต้องรีบไปทำอาหารเช้า เดี๋ยวท่านซีเหอจะหิว เด็กสาวค่อยๆ ย่องลงจากเตียง ไม่อยากรบกวนเพื่อนร่วมเตียงที่นอนหลับสนิท เพื่อไปทำกิจวัตรช่วงเช้า ไม่ต่างจากตอนอยู่ที่กระท่อมหลังเก่า โดยไม่เห็นสายตาสีน้ำตาลเข้มที่ปรือขึ้นมองตามหลังตน เป็นเด็กที่ขยันเสียจริง ช่วงสาย ภายในเรือนหยกครามอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสมุนไพรและไอเย็นจากม่านหมอก อวิ๋นชิหยางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินหยก ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นแดงระเรื่อ มีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม ผิวพรรณของนางดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระแสปราณในกายที่เคยติดขัดและอ่อนล้า บัดนี้กลับไหลเวียนคล่องตัวราวกับสายน้ำที่เพิ่งพ้นจากคุกน้ำแข็ง วูบ! มวลอากาศรอบกายของนางสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนที่แสงสีนวลจะวาบผ่านดวงตาเมื่อนางลืมตาขึ้น อวิ๋นชิหยางสัมผัสได้ถึงความเบาสบายของร่างกาย และพลังงานที่เอ่อล้นอยู่ในจุดตันเถียน “ท่านซีเหอ ข้า ข้าทำได้แล้วเจ้าค่ะ” อวิ๋นชิหยางร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น เด็กสาวกระโดดลงจากแท่นหินแล้วรีบวิ่งไปหาฉู่ซีเหอ ที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ริมหน้าต่าง ฉู่ซีเหอเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยความพึงพอใจลึกๆ แก่นราชาอสูรได้ผลดีทีเดียว “กลั่นลมปราณขั้นต้นระดับที่สาม ถือว่าไม่เลวร้ายนักสำหรับคนโง่อย่างเจ้า” “ระดับสามเลยหรือ?” อวิ๋นชิหยางเบิกตากว้าง เดิมเด็กสาวฝึกได้แค่ขั้นฝึกกายพื้นฐานเท่านั้น “นี่ข้าก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณได้จริงหรือนี่ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะโอสถที่ท่านหลอมให้ กับวิชาปราณพื้นฐานที่ท่านให้ข้าอ่าน ใช่หรือไม่?” ฉู่ซีเหอปิดตำราลงช้าๆ “โอสถเป็นเพียงส่วนเสริม ใจของเจ้าต่างหากที่เป็นตัวขับเคลื่อน แต่จำไว้ระดับสามยังเป็นเพียงมดปลวกในสายตาของผู้ฝึกฝนทั่วไป อย่าได้ลำพองตนไป” “เจ้าค่ะ ข้าทราบดี” อวิ๋นชิหยางยิ้มกว้างจนตาปิด “เช่นนั้น ในเมื่อข้ามีพลังปราณแล้ว ข้าขอออกไปรับภารกิจของศิษย์ระดับล่างกับท่านได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าไม่อยากนั่งกินนอนกินอยู่แต่ในเรือน ข้าอยากช่วยท่านหาแต้มบ้าง...” ฐานะของเด็กสาวเป็นแค่ศิษย์รับใช้ ไม่อาจรับภารกิจได้ด้วยตนเอง ด้วยกฎสำนักกำหนดไว้ว่า ขั้นต่ำต้องเป็นศิษย์สายนอก แต่สามารถติดตามไปได้ ถ้าศิษย์สายนอกอนุญาต “ไม่ได้” คำสั่งเด็ดขาดหลุดออกจากปากฉู่ซีเหอทันที รอยยิ้มของอวิ๋นชิหยางชะงักค้าง “เหตุใดเล่าเจ้าคะ? ข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วนะเจ้าคะ” “ระดับสามของเจ้า แค่เจอสัตว์อสูรระดับต่ำที่ดุร้ายกว่าปกติ เจ้าก็รักษาชีวิตตัวเองไม่ได้แล้ว” ฉู่ซีเหอลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาแล้วแตะไหล่ของเด็กสาว “เจ้ายังต้องฝึกคุมลมปราณให้เสถียรกว่านี้ ภารกิจข้างนอกนั่น ข้าไม่อนุญาตจนกว่าเจ้าจะเลื่อนเป็นกลั่นลมปราณขั้นห้า เจ้าจงอยู่ที่เรือน ท่องตำรา ฝึกวรยุทธ์ และโคจรปราณให้ครบร้อยจบ ห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนหยกครามเด็ดขาด” กลั่นลมปราณขั้นห้าเชียวรึ! แล้วเมื่อใดข้าจะถึงล่ะนั่น อวิ๋นชิหยางก้มหน้าลง ความน้อยใจแล่นเข้าจู่โจมหัวใจของนาง ท่านยังเห็นข้าเป็นภาระอยู่สินะ ต่อให้ข้าพยายามเพียงใด ท่านก็ยังมองว่าข้าอ่อนแอจนต้องหลบอยู่หลังท่านตลอดไป “เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” เด็กสาวตอบเสียงแผ่ว ฉู่ซีเหอไม่ได้สังเกตเห็นแววตาที่หม่นแสงลงของเด็กสาว นางเพียงแต่สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากเรือน เพื่อไปรับภารกิจระดับสูงที่นางค้างไว้ โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า ความเป็นห่วงที่มากเกินไปของนาง กำลังจะกลายเป็นชนวนเหตุของเรื่องราวใหญ่โต หลังจากฉู่ซีเหอจากไปได้พักใหญ่ อวิ๋นชิหยางนั่งท่องตำราด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น เด็กสาวมองดูเสบียงในครัวที่เริ่มร่อยหรอ จึงใช้ข้ออ้างนี้ในการขัดคำสั่ง แค่ไปซื้อของที่ตลาดเบื้องล่างครู่เดียว ท่านซีเหอคงไม่รู้หรอก เด็กสาวเดินลงเขาไปยังตลาดของสำนัก ซึ่งพลุกพล่านด้วยศิษย์พี่ศิษย์น้อง ทว่าโชคร้ายประหนึ่งสวรรค์กลั่นแกล้ง เมื่ออวิ๋นชิหยางกำลังเลือกซื้อหัวไชเท้าอยู่นั้น เสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง “โอ๊ะ! ดูสิว่าเราเจอใคร เจ้าเด็กรับใช้ที่ไปเกาะแข้งเกาะขาศิษย์ใหม่จนได้ย้ายไปอยู่เรือนหยกครามนี่เอง” จางซือหานและศิษย์หญิงอีกสี่คนเดินเข้ามาล้อมอวิ๋นชิหยางไว้ พวกจางซือหานยังคงแค้นเคืองฉู่ซีเหอ ที่ทำให้กลุ่มของนางต้องรับโทษโบยเมื่อวันก่อน จึงมาพาลลงที่อวิ๋นชิหยาง “ศิษย์พี่หลิว ข้าเพียงมาซื้อของ โปรดหลีกทางให้ข้าด้วย” เด็กสาวพยายามรักษาความเยือกเย็นตามที่ฉู่ซีเหอเคยสอนไว้ “หลีกทาง? เจ้ากล้าสั่งข้าเชียวหรือ” จางซือหานปัดหัวไชเท้าในมือของอีกฝ่ายจนตกพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบซ้ำ “มีวาสนาได้อยู่เรือนดีๆ แต่สันดานเดิมก็ยังเป็นแค่สวะคอยรับใช้ผู้อื่น เจ้ากับซีเหอนั่นช่างเหมาะสมกันนัก คนหนึ่งเป็นพวกไร้หัวนอนปลายเท้า อีกคนก็เป็นขยะที่ไม่มีวันโผล่พ้นน้ำ” อวิ๋นชิหยางกำหมัดแน่น ความโกรธพลุ่งพล่านจนแทบทนไม่ไหว “ท่านจะว่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามว่าท่านซีเหอ” “ทำไมข้าจะว่าไม่ได้? ฉู่ซีเหอนั่นก็คงเป็นพวกปีศาจจำแลงมาล่อลวงผู้อาวุโส หรือไม่ก็ใช้วิชามารล่ะสิ ถึงได้เก่งกาจผิดมนุษย์เช่นนั้น-” เพียะ! ฝ่ามือของอวิ๋นชิหยางฟาดเข้าที่ใบหน้าของจางซือหานอย่างจัง จนใบหน้าหัน ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วตลาดทันที อวิ๋นชิหยางตกใจในพละกำลัง และความว่องไวของตนเองที่เพิ่มขึ้นมาก ก่อนกลายเป็นความตื่นตระหนก หลังนึกขึ้นได้ว่า ตนเพิ่งลืมตัวก่อเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว แย่แล้ว! “เจ้า เจ้ากล้าตบข้า” จางซือหานกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่ง หันไปสั่งศิษย์น้อง “ฆ่านาง เอานางคนชั้นต่ำนี่ไปสับให้เป็ดกิน” พวกศิษย์หญิงพุ่งเข้าใส่อวิ๋นชิหยางพร้อมกัน เด็กสาวตระหนกเพียงชั่วครู่ ก่อนที่สมองจะนึกถึงกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่ฉู่ซีเหอเคยสอนหลายสิบรอบ นางไม่มีกระบี่ในมือ จึงคว้าท่อนไม้ที่วางอยู่แถวนั้นต่างอาวุธ ฟุ่บ! ร่างของอวิ๋นชิหยางเคลื่อนไหวว่องไวประหนึ่งวิหคเหิน นางเบี่ยงตัวหลบกรงเล็บของศิษย์คนแรก แล้วใช้กิ่งไม้จิ้มเข้าที่จุดชีพจรที่แขนของอีกคนจนดาบในมือร่วงหล่น “นี่มันวิชาอะไรกัน” จางซือหานตกตะลึง แต่นางก็ซัดฝ่ามือปราณธาตุน้ำเข้าใส่อวิ๋นชิหยาง อวิ๋นชิหยางหลับตาลงนึกถึงคำสอนของฉู่ซีเหอ “ปราณคือสายน้ำ ใจคือทำนบ อย่าต้านมัน แต่จงไหลไปกับมัน” นางวาดกิ่งไม้เป็นครึ่งวงกลม สลายพลังปราณของจางซือหานออกไปด้านข้าง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปประชิด แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกหน้าอกของจางซือหานอย่างจัง อึก! จางซือหานกระเด็นไปชนกับแผงขายของจนพังยับเยิน ศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก อวิ๋นชิหยางยืนหอบหายใจ กิ่งไม้ในมือนางสั่นระริก ทว่าแววตากลับมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ใครที่บังอาจหมิ่นเกียรติท่านซีเหอ ข้าจะไม่ยอมอีกต่อไป” จางซือหานพยายามลุกขึ้น ชี้นิ้วไปยังเด็กสาวอย่างอาฆาตมาดร้าย “เจ้ากล้ามากนะอวิ๋นชิหยาง” “เป็นท่านหาเรื่องข้าก่อน” “ตายไปซะ-” “หยุดเดี๋ยวนี้! ใครกล้าก่อเหตุวุ่นวายในตลาด!” เสียงทรงอำนาจของอาจารย์ผู้หนึ่งดังขึ้น ณ ห้องโถงรับโทษ อวิ๋นชิหยางและพวกจางซือหานนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่กลางห้อง โดยมีผู้อาวุโสเพ่ยหลินฉงและอาจารย์มู่ลี่อิงนั่งอยู่บนแท่น “อวิ๋นชิหยาง เจ้าก่อเหตุทะเลาะวิวาทและลงมือกับศิษย์พี่ แม้จะอ้างว่าถูกยั่วยุ แต่การใช้ความรุนแรงในสำนักคือความผิด” ผู้อาวุโสเพ่ยเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าสั่งให้เจ้าไปสำนึกตนที่หอสำนึกตนเป็นเวลาเจ็ดวัน ส่วนจางซือหานกับพวกยั่วยุและดูหมิ่นศิษย์ร่วมสำนัก จงไปรับโทษโบยสิบทีและไปสำนึกตนที่หอสำนึกตนหนึ่งเดือน” “ท่าน ท่านผู้อาวุโส ท่านตัดสินแบบนั้นกับข้าไม่ได้” จางซือหานพยายามค้าน “หุบปาก ไม่งั้นข้าจะเพิ่มโทษโบยอีกสิบที” เพ่ยหลินฉงตวาดลั่น จางซือหานรีบหุบปาก ไม่ใช่ข้าไม่ช่วยเจ้านะชิหยาง นี่ถือว่าโทษน้อยแล้ว อาจารย์มู่คิดในใจ หากเปรียบเทียบแล้ว การตัดสินของผู้อาวุโสเพ่ยก็ถือว่าลำเอียงเข้าข้างศิษย์ของตนนิดหน่อย จึงเลือกที่จะเงียบ พอชำเลืองมองศิษย์ตัวน้อยของตน พลันสังเกตเห็นบางอย่างที่แตกต่างจากเดิม ทำให้นางชะงักเล็กน้อย คิดไม่ถึงเจ้ารู้จักกับซีเหอเพียงไม่นาน ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นกลั่นลมปราณ...ช่างเหนือความคาดหมายของข้านัก ส่วนอวิ๋นชิหยางนั่งคุกเข่าน้ำตาคลอเบ้า นางเสียใจที่ทำให้ฉู่ซีเหอต้องเสียหน้า ข้าผิดเองที่ระงับอารมณ์ไว้ไม่ได้ ข้าทำให้ท่านซีเหอต้องผิดหวังแล้ว ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นที่หน้าประตู มีรังสีอาฆาตมหาศาลพุ่งเข้าปกคลุมห้องโถง ทำเอาเกือบทุกคนหายใจไม่ออก ฉู่ซีเหอเดินเข้ามาด้วยชุดขาวที่มีรอยเลือดสัตว์อสูรติดอยู่เล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลแดงของนางจ้องมองไปที่อวิ๋นชิหยางที่กำลังคุกเข่าอยู่ “ท่านซีเหอ ข้า ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” อวิ๋นชิหยางเงยหน้าขึ้น กระซิบเสียงแผ่ว เตรียมรับคำดุด่า ฉู่ซีเหอเดินตรงเข้าไปหาเด็กสาว ท่ามกลางสายตาที่หวาดระแวงของเหล่าผู้อาวุโส นางหยุดอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นชิหยาง แล้วยื่นมือออกไป แต่แทนที่จะเป็นการตบหรือการดุด่า นางลูบศีรษะอวิ๋นชิหยางเบาๆ “เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?” คำถามแรกที่หลุดออกมาทำให้อวิ๋นชิหยางนิ่งอึ้ง “มะ ไม่เจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไร แต่ข้าทำให้ท่านต้องเดือดร้อน ผิดหวังกับความวู่วามของข้า” ฉู่ซีเหอหันกลับไปมองจางซือหานที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกล นางส่งสายตาเย็นชาจนน่าขนลุกให้คนพวกนั้นแวบหนึ่ง ก่อนแตะไหล่อวิ๋นชิหยางเบาๆ “เจ้าทำได้ดีมากที่สั่งสอนพวกนางแทนข้า” นางหันไปหาผู้อาวุโสเพ่ยหลินฉง แล้วประสานมือนอบน้อม “อวิ๋นชิหยาง ศิษย์น้องของข้าทำเพื่อปกป้องเกียรติของข้า หากจะลงโทษนาง ก็จงลงโทษข้าด้วย” “ซีเหอ กฎก็คือกฎ เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร” ผู้อาวุโสเพ่ยเผยสีหน้าลำบากใจ “เช่นนั้นข้าจะไปอยู่กับนางที่หอสำนึกตนด้วย แค่อยู่เป็นเพื่อนนาง คงได้กระมัง” ฉู่ซีเหอถาม เพ่ยหลินฉงนิ่งคิด ก่อนอนุญาต “ได้” “ขอบคุณผู้อาวุโสเพ่ย” สตรีหน้างามปรายตาไปทางคู่กรณี “หากใครในที่นี้ยังกล้ามีปัญหากับศิษย์น้องของข้าอีก ข้าไม่รับรองว่าครั้งหน้าข้าจะมาเจรจาด้วยวาจาเช่นนี้หรือไม่” พวกจางซือหานรีบหลบตาต่ำ หวาดกลัวสตรีผู้นี้จนหัวหด อาจารย์มู่กับผู้อาวุโสเพ่ยแค่สบตากัน แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ที่ผ่านมา พวกจางซือหานชอบก่อเรื่องรังแกศิษย์ที่อ่อนแอกว่าเป็นประจำ ด้วยอาศัยมีตระกูลใหญ่คอยให้ท้าย จึงไม่มีศิษย์คนใดกล้าต่อกรด้วย เรื่องไม่ดีต่างๆ จึงถูกปกปิดและไม่เคยถูกลงโทษเลยสักครั้ง ทว่าฉู่ซีเหอเป็นแบบอย่างท้าทายพวกนั้นอย่างไม่เกรงกลัว พลอยทำให้เหล่าศิษย์จำนวนหนึ่งเริ่มลุกขึ้นต่อต้านพวกศิษย์เกเรบ้าง หลายคนขยันฝึกฝนมากขึ้นผิดหูผิดตา ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเห็นแนวโน้มอันสดใสของลูกศิษย์และของสำนักเมฆาโปรย เจ้าเด็กนี่...น่าสนใจจริงๆ หอสำนึกตนโยวหราน หรือหอสงบเงียบ เป็นหอคอยหินตั้งอยู่บนยอดเขาสูง พอตกค่ำอากาศจะหนาวจัดและมืดสลัว อวิ๋นชิหยางนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ โดยมีฉู่ซีเหอนั่งหลับตาอยู่ข้างๆ “ท่านซีเหอ ท่านโกรธข้ามากใช่ไหมเจ้าคะที่ข้าขัดคำสั่งออกไปข้างนอก” อวิ๋นชิหยางเอ่ยทำลายความเงียบ หลังอยู่ในห้องนี้เกือบหนึ่งชั่วยาม ฉู่ซีเหอลืมตาขึ้นช้าๆ “ข้าโกรธ แต่ข้าโกรธตัวเองมากกว่าที่ดูแลเจ้าไม่ดีพอ” “ท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลย ท่านช่วยข้ามามากพอแล้ว” เด็กสาวซบหน้าลงกับเข่า “ข้าแค่อยากแข็งแกร่งขึ้น อยากยืนเคียงข้างท่านได้โดยที่ท่านไม่ต้องกังวล ข้าไม่อยากเป็นเพียงนกน้อยในกรงของท่านตลอดไป ข้าอยากยืนด้วยลำแข้งของตนเอง” ฉู่ซีเหอชะงักไป คำพูดนั้นสะท้อนถึงความรู้สึกของจื่อเวยในอดีตที่เคยอยากสู้เคียงข้างนางในฐานะแม่ทัพ ไม่ใช่เพียงแค่คนรักที่ถูกปกป้อง นางถอนหายใจยาว ก่อนจะดึงร่างของอวิ๋นชิหยางเข้ามากอดไว้หลวมๆ “อวิ๋นชิหยาง ฟังข้านะ” ฉู่ซีเหอกระซิบเสียงอ่อนโยน “โลกใบนี้มันโสมมและอันตรายกว่าที่เจ้าคิด ข้าเพียงอยากให้เจ้าปลอดภัยจากลมพายุพัดแรง แต่ข้าลืมไปว่า เจ้าเองก็เป็นกระบี่ที่มีคมเช่นกัน ครั้งนี้เจ้าพิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าปกป้องเกียรติของข้าได้ ข้าภูมิใจในตัวเจ้า” อวิ๋นชิหยางเงยหน้าขึ้นมองดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ที่บัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ท่านภูมิใจในตัวข้าจริงๆ หรือเจ้าคะ?” “จริงสิ” ฉู่ซีเหอกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “ต่อจากนี้ ข้าจะไม่ห้ามเจ้าออกไปรับภารกิจอีก แต่เจ้าต้องไปกับข้าเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?” “เจ้าค่ะ ข้าสัญญา” อวิ๋นชิหยางกอดตอบฉู่ซีเหอแน่น ความหนาวเหน็บในหอสำนึกตนดูเหมือนจะหายไปสิ้น เพียงเพราะอ้อมกอดอบอุ่นนี้ “ท่านซีเหอ ท่านเห็นข้าเป็นศิษย์น้องของท่านจริงหรือเจ้าคะ?” “ไม่ได้หรือ?” “เช่นนั้น ข้าขอเรียกท่านว่าท่านพี่ซีเหอ ได้หรือไม่?” เด็กสาวเอ่ยขึ้น สองแก้มขึ้นสีเรื่อจาง “คือข้า ข้ารู้สึกว่าเรียกท่านซีเหอ จะห่างเหินกันเกินไปหน่อย” “ได้สิ” ฉู่ซีเหออนุญาต ก่อนย้อนถามกลับไปว่า “แล้วข้าควรเรียกเจ้าว่าอย่างไร ถึงจะสนิทสนมกว่านี้?” “อาจารย์มู่เรียกข้าชิหยาง แต่ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวหยางเถอะ” “เสี่ยวหยางเหรอ อืม ดียิ่ง” ฉู่ซีเหอยิ้ม พลันรู้สึกว่าเด็กสาวตัวสั่นน้อยๆ “เจ้าหนาวหรือ?” “นิดหน่อยเจ้าค่ะ” ฉู่ซีเหอผละออกห่างจากอีกฝ่าย “เช่นนั้นลองเดินลมปราณแบบที่ข้าให้เจ้าฝึกสิ จะช่วยบรรเทาความหนาวได้” “เจ้าค่ะ” อวิ๋นชิหยางรีบนั่งขัดสมาธิ แล้วทำตามขั้นตอนที่จดจำได้อย่างคล่องแคล่ว สตรีงดงามอมยิ้มพอใจ หัวไวทีเดียว ขอเพียงมีทรัพยากรเพียงพอ เร็ววันนี้เจ้าต้องเลื่อนขั้นได้อีกแน่ เช้ามืดวันถัดมา อาจารย์มู่ลี่อิงมาเยี่ยมทั้งสองที่หอสำนึกตน นางเห็นภาพสตรีสองคนนั่งหลับตา ฝึกลมปราณอย่างสงบ ก็อดพอใจไม่ได้ “ซีเหอ” เสียงเรียกเบาๆ ทำให้เจ้าของชื่อลืมตาขึ้น “อาจารย์มู่” ฉู่ซีเหอเดินไปแสดงความเคารพที่หน้าประตูลูกกรง “ข้าประหลาดใจนักที่เห็นชิหยางก้าวหน้าขึ้นถึงเพียงนี้ ภายในไม่นาน นางก้าวข้ามขีดจำกัดที่ติดค้างมาหลายปีได้สำเร็จ เจ้าใช้โอสถวิเศษชนิดใดกันแน่?” มู่ลี่อิงถามด้วยความอยากรู้ “โอสถเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยนำทางเจ้าค่ะอาจารย์มู่ แต่สิ่งที่ทำให้นางก้าวหน้าคือความปรารถนาที่แรงกล้า และความต้องการที่จะปกป้องใครสักคน” อาจารย์มู่ถอนใจเบาๆ “เจ้าสอนนางได้ดี แต่ข้ากังวลว่านางจะกลายเป็นคนแข็งกร้าวเหมือนเจ้า” “ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนอ่อนโยนคือเหยื่ออันโอชะเจ้าค่ะ” ฉู่ซีเหอสบตากับมู่ลี่อิงด้วยแววตาที่ลึกล้ำ “คนเราต้องพึ่งพาตนเองและมีคมดาบไว้ในมือ ไม่เช่นนั้นก็จะโดนคนอื่นรังแกจนไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรี ข้าเพียงสอนให้เสี่ยวหยางรู้จักใช้เขี้ยวเล็บป้องกันตัวเท่านั้น” มู่ลี่อิงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของฉู่ซีเหอ “ข้าเข้าใจแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอบใจเจ้ามากซีเหอ ขอบใจที่ช่วยดูแลศิษย์โง่ของข้าคนนี้ให้นางได้เติบโตเสียที” “นางไม่ใช่ศิษย์โง่เจ้าค่ะ ให้เวลาเสี่ยวหยางอีกหน่อย ข้าเชื่อว่านางสามารถก้าวขึ้นเป็นศิษย์ที่เก่งกาจได้ในเร็ววัน” ฉู่ซีเหอหันไปมองเด็กสาวที่กำลังหลับตาพริ้มโคจรปราณ เรียกเสี่ยวหยางหรือ? สนิทสนมกันดีสินะ เช่นนั้นข้าก็วางใจ “งั้นเหรอ ข้าจะรอดู” มู่ลี่อิงยกยิ้มพอใจ ก่อนส่งห่อขนมเซาปิ่งสี่ชิ้นยื่นผ่านลูกกรงให้อีกฝ่าย “เผื่อพวกเจ้าสองคนจะหิว เจ้าเด็กนั่นชอบขนมนี่มาก” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” ฉู่ซีเหอรับห่อขนมไปถือ นางรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ท่านอาจารย์ช่างเอาใจใส่เสี่ยวหยางนัก ต่อไปภายหน้า ข้าจะต้องทดแทนคุณของท่านแน่ “ข้าไปก่อนนะ ไว้จะมาเยี่ยมใหม่” “เจ้าค่ะ” แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างหอคอย ตกกระทบลงบนร่างของสตรีทั้งสอง ทั้งคู่นั่งทานเซาปิ่งไป คุยกันไป จากนั้นก็ฝึกวิชาต่อ พักผ่อนบ้าง สลับกันไป ...การถูกลงโทษในหอสำนึกผิดไม่ได้น่ากลัวแบบที่ผู้คนร่ำลือเลย
| Create Date : 05 กรกฎาคม 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 5 กรกฎาคม 2569 15:58:52 น. |
| Counter : 79 Pageviews. |
|
 |
|