Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 

2019 Hokkaido: เดินดูประวัติศาสตร์ฮอกไกโดที่ Historical Village of Hokkaido

เดินเล่นกับหาที่กินลั้ลลามาหลายวันละ 

วันนี้เราน่าจะไปเพิ่มพูนความรู้ (รึเปล่า ? 117 110 ) ที่ Historical Village of Hokkaido กันซักหน่อย

พิพิิธภัณฑ์หมู่บ้านฮอกไกโด หรือ Historical Village of Hokkaido เดินทางไม่ไกลจากตัวเมืองซัปโปโร เดินทางก็ไม่ยาก จาก Shin Sapporo Station   แล้วต่อด้วยรถบัสสาย 22 ประมาณ 15 นาที

ที่นี่จะเป็นพิพิิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่บ้ะเริ่มเทิ่ม เดินกันแบบหมดวันไปง่าย ๆ เลย อาคารสถานที่บำรุงรักษามีดีเทลรายละเอียดกันดีมาก โดยจัดแสดงประวัติความเป็นมาของฮอกไกโดตั้งแต่สมัยเมจิ ไทโช รุ่น คศ.1868 - 1926  แบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ๆ คือ เมือง หมู่บ้านชาวประมง หมู่บ้านฟาร์มและหมู่บ้านบนภูเขา

และห่างออกไปประมาณ 10 นาที จะมีอีกพิพิิธภัณฑ์นึงชื่อพิพิิธภัณฑ์ฮอกไกโด Historical Museum of Hokkaido เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่แสดงประวัติ ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่แค่หมู่บ้านละ แต่แสดงประวัติตั้งแต่สมัยยุคไดโนเสาร์กันเลยทีเดียว

บอกมาแค่นี้ก็น่าสนุกแล้วเนอะ 128

 

มาเริ่มวันกันแต่เช้าด้วยอาหารเช้าดีๆ ที่โรงแรม


กินปลาเยอะ ๆ จะได้ฉลาด ๆ 110





อาเฮียก็กินอะไรน่าเบื่อตามประสาเฮีย 121




ขึ้นรถไฟมาลงที่ Shin Sapporo Station  เพื่อจะต่อรถบัสสาย 22 ประมาณ 15 นาที  ราคา 210 เยน



รถบัสก็จะโล่ง ๆ ชิลล์ ๆ หน่อย




มาถึงละ Historical Village of Hokkaido  ถึงจะเป็นช่วงเมษา เริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิ แต่ที่นี่ก็ยังมีกองหิมะสุมอยู่ ถ้ามาเที่ยวหน้าหนาวนี่คงดูไม่จืด






ศาลารอรถบัสเค้าน่ารักดี




มองลงมาจากด้านหน้าอาคาร นี่ถ้าเป็นช่วง Peak รถน่าจะจอดกันเต็มลานเลยนะนี่








จะมีแผนที่แสดงโซนอาคารต่าง ๆ ถึง 60 กว่าอาคาร 








ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริง ๆ   มีตัวการ์ตูนในทุก ๆ ที่







เข้ามาข้างในละ  จะมีอาคารหลากหลายมาก




มีรถรางม้าลากอยู่รอบ ๆ ด้วย




แต่ละอาคารเค้าจะมีป้ายบอกว่าเป็นอาคารอะไร โรงพัก Town Hall โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ไปรษณีย์ ร้านอาหาร อะไรก็ว่าไป




เข้าไปดูได้ทุกตึก






เดินข้ามไปข้ามมาระหว่างตึก ก็จะต้องระวังเวลาข้ามถนนนิดนึง อาจโดนรถม้าเสยไปได้ 

ยืนดูมันลากแล้วก็สงสารม้าอยู่นะ ยิ่งอิตัวที่เห็นนี่ดูโวยวายอาละวาดเล็ก ๆ จนตอนหลังเหมือนต้องเปลี่ยนตัวโดนลากไปเก็บ



น่าจะเป็นร้านขนม




มีชั้นวางเกี๊ยะด้วย



ร้านอาหาร มีห้องครัว



ห้องนอนสมัยก่อน






ห้องอาบน้ำ ถึงเป็นสมัยนู้นก่อนที่จะมีเครื่องทำน้ำร้อน คนญี่ปุ่นก็ต้องแช่น้ำในอ่าง ตามที่เห็นในการ์ตูนเคยอ่านเจอว่ามันจะมีเป็นแบบหม้อเหล็กที่เรียกว่า โกเอมงบุโระ ที่จะจุดไฟต้มน้ำกันอย่างนั้นเลย ออกจะได้ฟีลกระทะทองแดงหน่อย ๆ  เนื่องจากหม้อต้มน้ำเป็นเหล็ก ก็เลยจะมีแผ่นไม้เพื่อกันไม่ให้คนโดนต้มจนสุกในหม้อด้วย 

แต่อินี่ไม่แน่ใจว่าเป็นแค่อ่างแช่ธรรมดาหรือเปล่า



ส้วมก็มี



ห้องแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่น




ห้องครัว




ห้องนั่งเล่น มีให้ผิงไฟจิบชาด้วย






ส้วมชายแบบฉี่อัดผนัง  107




เดินเข้าเดินออกแต่ละบ้าน แต่ละอาคารก็จะตกแต่งต่าง ๆ กัน










รองเท้าสาน










โรงพยาบาล














โรงพัก





เฮียไปชี้หน้าเค้า เดี๋ยวก็โดนจับหรอก  117



อันนี้ไปรษณีย์






ร้านตัดผมดูไม่ต่างจากของไทยตามต่างจังหวัดไกล ๆ เท่าไหร่ หรือที่อินเดียก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่






ต่อมาเป็นร้านที่น่าจะเหมือนห้างสรรพสินค้าของเราสมัยนี้ อันนี้ในช่วง 1900 ต้นๆ














ร้านขนม  น่าจะมีขายจริงด้วยนะ จะกินให้หมดเลย  108











โรงไม้ ทำเลื่อน










มีสระน้ำให้นั่งพักเหนื่อย ถ้าช่วงหิมะตกแถวนี้คงจะสวยน่าดู  หากาแฟอุ่น ๆ มานั่งจิบดูหิมะไปน่าจะฟินน์ แต่เรามาช่วงที่ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยเที่ยวกัน ข้อดี คือไม่ต้องแย่งกันเที่ยวกับคนอื่น ๆ เพราะวันที่เราไปนี่ แทบไม่มีคนเลย เดินน๊านนานถึงจะเจอนักท่องเที่ยวซักคู่ ทำให้ลั้ลลาถ่ายรูปเล่นได้เต็มที่ แต่ช่วงนี้ร้านคิออสขายอาหารขายกาแฟมันปิดค่าท่านผู้ช๊มมมม 111    เหลือแต่ร้านอาหารใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า คือต้องเดินจนรอบแล้วถึงเดินกลับไปได้น่ะ เพราะที่นี่มันก็ไม่ได้เล็ก ๆ เลย 118







ชักจะหิวๆ  แต่ก็เดินกันต่อ






ตามข้างทาง มีดอกไม้ขึ้นด้วย น่ารัก





เดินมาด้านหลังจนเจอโรงม้า

ได้พักเหนื่อยแล้วน้าาา 






เดินไม่รอบ น่าจะขาดโซนหมู่บ้านชาวประมง เพราะไม่งั้นต้องเดินวนกันอีกไกล

ก่อนกลับแวะร้านอาหาร เป็นเหมือนโรงอาหารใหญ่ ๆ 




หนาววววว  เลยสั่งบะหมี่ร้อน ๆ มากิน




ขนมก็น่ากินหลายอย่างเลย อันนี้แป้งทอด ๆ จิ้มซ็อส



อินี่เหมือนขนมไข่เต่า รสชาติก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ 




ข้าวหมูทอดแกงกะหรี่




ตามด้วยขนม




ตอนเดินออกมาฟ้าใสปิ๊งเลย เราจะไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ฮอกไกโด




นั่นคือรถบัสที่กำลังจะไปพิพิธภัณฑ์ฮอกไกโดที่เรากำลังจะไป 

พลาดไปแค่เสี้ยวนาที 111




ไม่เป็นไร เดินก็ได้วะ 112

เดินไปประมาณ 10-15 นาที แล้วแต่ว่ามีแรงสับขาขนาดไหน 

แต่วิวสวยอยู่นะ












เดินมาตามถนนนี่แหละ 117  ฟ้าสวย ๆ วิวหิมะข้างทาง อากาศดี ๆ ก็พอเดินได้อยู่






มาถึงละ



เข้ามาก็เจอร้านกาแฟ นั่งพักเหนื่อยและอัพโซเชียลกันตามประสา

กาแฟที่นี่มีทำลาเต้อาร์ทเป็นรูปกระดูกไดโนเสาร์ด้วย




ได้คาปูชิโน่แอมโมไนท์มา 

แอมโมไนท์เป็นบรรพบุรุษของปลาหมึก เป็นสัตว์ทะเล ถึงแม้หน้าตามันจะเหมือนหอยก็เหอะ อิฉันรู้จักมันก็จากหนังสือโดเรมอน ที่เล่าว่าแอมโมไนท์ฟอสซิลเนี่ยมันมีอยู่ทั่วไป  โนบิตะยังไปขุดหาได้เลย ซึ่งจริง ๆ มันก็มีอยู่ทั่วไป อยู่ทั่วโลก บนเขาก็มี แสดงว่าสมัยก่อนน้ำทะเลมันสูงมากจนท่วมเขา

หรืออีกทฤษฎี น้ำทะเลอาจจะไม่ได้สูงขนาดนั้น น้ำทะเลอยู่เท่าเดิมกะตอนเนี้ยะ เพียงแต่ตอนที่อุกกาบาตพุ่งชนโลก อาจทำให้น้ำกระฉอกตูมซะสูงจนกระจายไปทั่วสัตว์น้อยใหญ่ก็กระฉอกตามขึ้นเขาไปด้วย ทำให้บนเขาทั่วโลกเจอฟอสซิลสัตว์ทะเลกันเยอะแยะ  แล้วมันก็ตายสูญพันธุ์กันหมด แต่ยังไงซะทฤษฎีนี้ก็อย่าเชื่อให้มากนะฮะ เพราะมันเป็นของอิฉันที่พึ่งคิดได้เมื่อกี้นี้เอง    110








เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ซะหน่อย





แมมมอธใหญ่ม่วกกกกก






งามันใหญ๊ใหญ่  เค้าว่ามันจะใช้งาขุดอาหารใต้หิมะขึ้นมา น่าสงสาร น่าจะหาของกินยากทีเดียวเชียว  ต้องขุดลึกขนาดไหนละพ่อ 111





ชอบที่นี่ตรงที่มีชิ้นส่วนพวกกระดูกไดโนเสาร์แบบให้จับได้ด้วย พิพิธภัณฑ์มักเป็นอะไรที่ให้ดูแต่ตา ห้ามจับ ให้อ่านให้ดูได้อย่างเดียว บางทีเลยออกจะน่าเบื่อไปหน่อย ของอันนี้เขียนไว้เลยว่า Please touch 128



เอ๊ะ..แต่พอเลื่อนมาดูรูปมุมซ้ายล่าง เพิ่งเห็นว่ามีป้ายห้ามจับ คืออิหยังว่ะ 130

แต่ไม่รู้ล่ะ จับไปแล้ว  110


อุปกรณ์มนุษย์ถ้ำยุคหินสมัยโบราณ เป็นอุปกรณ์สมัยยุคโจมง Jomon 






ยุคโจมงเป็นยุคหิน ทั้งยุคจะเป็นช่วง 300-14000 ปีก่อน คศ. ซึ่งจะมีช่วงที่มีวัฒนธรรมร่วมกับรุ่นเมโสโปเตเมียกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำไนล์ ตามข้อมูลจากวิกิ บอกว่ายุคนู้นนนนานมากละ แผ่นดินญี่ปุ่นน่าจะยังคงเป็นแผ่นดินที่ติดกับแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้แยกมาเป็นเกาะเหมือนสมัยนี้ กลุ่มมนุษย์ยุคโบราณก็เดินกันมาเรื่อย ๆ จากทางไซบีเรียทางจีนมาอยู่ที่ญี่ปุ่น มนุษย์ยุคโจมงเป็นกลุ่มแรก  ๆ ที่ผลิตเครื่องปั้นดินเผาและผลิตอาวุธหินไว้ล่าสัตว์กันได้  เมื่อผลิตเครื่องปั้นดินเผา ก็เริ่มปรับวิถีชีวิตให้อยู่ติดที่กันมากขึ้นกว่ารุ่นบรรพบุรุษที่ย้ายถิ่นฐานตามสัตว์ที่จะล่า โดยยุคท้ายๆ ก็จะเริ่มทำกสิกรรมเกษตรกรรมกัน

อันนี้เป็นตุ๊กตาดินเผา ตุ๊กตาปั้น เป็นของทำเลียนแบบของในยุคโจมงเช่นกัน สมัย 3000-4000 ปีก่อน คศ. ซึ่งก็คือ 6000 ปีที่แล้ว   105










ยุคนั้นนิยมปั้นตุ๊กตาน่าดู




อาวุธต่าง ๆ ในสมัยนั้น




แล้วก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ 








รูปชนเผ่าชาวไอนุ 



อ่านเรื่องของชาวไอนุแล้วสงสาร ออกจะคล้ายอินเดียนแดงที่โดนคนเมกันมาบุกยึดที่อยู่เลย  เพราะคนไอนุก็เป็นชนพื้นเมืองที่โดนชาวญุี่ปุ่นกดขี่ข่มเหงพอควร

อิฉันไปอ่านเจอเรื่องชาวไอนุในพันทิปและหลาย ๆ บทความมา ดูน่าสนใจดี ขออนุญาตจับแป๊ะชนแกะหลาย ๆ บทความนำมาแปะให้อ่านกันตรงนี้นะคระ

พื้นที่อาศัยของชาวไอนุส่วนใหญ่อยู่ในเกาะฮอกไกโด รวมไปถึงเกาะเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซีย โดยอยู่ที่นี่มานาน จนกระทั่งมีการพูดว่า "ชาวไอนุอยู่ที่นี่หลายแสนปีก่อนที่บุตรแห่งพระอาทิตย์จะมา” 

ชาวไอนุในอดีตยึดมั่นในวัฒนธรรมประเพณีของตัวเอง จนทำให้ถูกรัฐบาลญี่ปุ่นสมัยเอโดะหมายหัวและบังคับต่าง ๆ นานา  ปัจจุบันมีประชากรชาวไอนุอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นประมาณสองหมื่นกว่าคน แต่ส่วนใหญ่เป็นประชากรที่ยากจนและไม่ได้รับการศึกษา 

วัฒนธรรมของชาวไอนุ คือการสังเวยหมี หญิงสาวกับรอยสัก และรองเท้าหนังปลา  ชาวไอนุเป็นชนเผ่าที่มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้านั้นแปลงกายมาเป็นพืช สัตว์ และสิ่งอื่นๆ ในธรรมชาติเพื่อปกปักรักษาและให้ชีวิตแก่มนุษย์  ซึ่งอิฉันดูแล้วก็ไม่ได้ต่างจากอินเดียนแดงซักเท่าไหร่

พิธีกรรมที่สำคัญของชาวไอนุคือ “iyomante” ซึ่งเป็นการส่งวิญญาณของสัตว์กลับคืนสู่สวรรค์ จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ชาวไอนุจะทำพิธีบูชายัญหมี (หรือบางครั้งก็เป็นนกฮูก) โดยการจับลูกหมีมาเลี้ยงดูอย่างดีจนมีอายุได้ 2 ปี จากนั้นจึงทำพิธีส่งพวกมันกลับคืนสู่สวรรค์เพื่อเป็นการส่งข้อความถึง “บิดาแห่งหมีผู้ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า” เนื้อและหนังของหมีจะถูกนำมาใช้เป็นอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนกะโหลกศีรษะจะถูกนำไปเป็นเครื่องสักการะบูชาเพื่อระลึกถึงพระเจ้า  

 
ถัดมาในเรื่องของรอยสัก

หญิงชาวไอนุจะเริ่มทำการ “สัก” ตั้งแต่อายุ 12 ปี  รอบริมฝีปาก มือ และแขน เมื่อสักจนครบถ้วนภายในเวลา 3 ปี หญิงชาวไอนุวัย 15 หรือ 16 ปี ก็พร้อมที่จะออกเรือน รอยสักของหญิงชาวไอนุจะต้องทำการสักโดยผู้หญิงด้วยกันเท่านั้น ในยุคเอโดะรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายห้ามสักและถือว่ารอยสักเป็นเครื่องหมายของความรุนแรง เพราะมีการใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชญากรรม การแต่งงานของหญิงชาวไอนุบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความพอใจของหนุ่มสาว เมื่อชายหนุ่มชาวไอนุต้องการจะสู่ขอหญิงสาวที่หมายปองเขาจะเดินทางไปเยือนบ้านของฝ่ายหญิง ผู้หญิงจะเสิร์ฟข้าวมาในถ้วย ฝ่ายชายจะทานข้าวครึ่งถ้วยและส่งกลับคืนให้หญิงสาว ถ้าเธอทานต่อจนหมดหมายความว่าเธอยอมรับ แต่ถ้าคว่ำข้าวที่เหลือลงหมายความถึงการปฏิเสธ นอกจากนี้ในพิธีแต่งงานก็จะมีการทานข้าวคนละครึ่งถ้วยเพื่อเป็นสัญญารักเช่นกัน 

ชุดพื้นเมืองของชาวไอนุทำมาจากหนังและขนของนก รวมไปถึงหนังของหมี กวาง จิ้งจอก แมวน้ำ สุนัข และสัตว์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งหนังของปลาอย่างแซลมอนและปลาเทราต์ นอกจากนี้ยังมีชุดสีขาวที่ทำจากพืชอย่างต้นข้าวไรย์หรือต้นเอล์ม เครื่องแต่งกายของชาวไอนุจะใช้วิธีการปะติดและเย็บปักถักร้อย เมื่อผ้าฝ้ายได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นในญี่ปุ่นก็มีการเย็บปักอย่างละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย 

ชาวไอนุมีภาษาพูดเป็นของตัวเองแต่ไม่มีภาษาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร พวกเขาถ่ายทอดวัฒนธรรมการพูดด้วยการเล่าเรื่องราวผ่านรุ่นสู่รุ่น สถานที่หลายแห่งในฮอกไกโดมาจากภาษาของชาวไอนุเช่น ซัปโปะโระ (แม่น้ำที่แห้งและใหญ่) มุโระรัง (พื้นที่ลาดเอียงขนาดเล็ก) ทะเลสาบโทยะ (ชายฝั่งของสระน้ำ)

คนเชื้อสายไอนุเอง ลึกๆลงไปก็คงแบบเดียวกับที่ชาวสก๊อตรู้สึกกับอังกฤษ  มีเรื่องเล่าออกแนวประชดเล็ก ๆ ว่า ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกตนเองว่า นิฮง = สองท่อน,สองชิ้น  นั้น ก็เพราะในสมัยก่อนชาวญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวไอนุ ก็จะเอาเปรียบโดยนับสินค้าให้ตัวเองเกิน โดยนับ ชิ้นแรก, 1, 2, 3,... หมดแล้วก็นับเกินอีก... 'ชิ้นสุดท้าย' ชาวญี่ปุ่นก็จะได้เกินไปสองชิ้นเสมอ  ดังนั้นชื่อเรียกตนเองของชาวญี่ปุ่นจึงมีที่มาจากจำนวนสินค้าที่โกงไปสองชิ้นนั่นเอง 
 
(ข้อมูลเรื่องชาวไอนุนี่อิฉันนำมาจากพันทิพและหลาย ๆ บทความนะคระ หากผิดพลาดประการใดต้องขออำภัย)


เอารูปหญิงสาวกับรอยสักมาให้ดู   สักปากกันอย่างงี้ เกร๋ ๆ 



หน้าตาชาวไอนุจะต่างจากคนญี่ปุ่นที่เป็นมองโกลอยด์ แต่ก็มีหลายทฤษฎีแหละ ว่า มีบ้างที่ว่าชาวญี่ปุ่นเป็นลูกผสมระหว่างไอนุกับชาวยาโยอิ แต่บางทฤษฎีก็บอกไม่ใช่เลย 




เครื่องดนตรีที่สำคัญของชาวไอนุคือเครื่องสายอย่าง “mukkuri” และ “tonkori”  




ตัวอย่างบ้านเรือนของชาวฮอกไกโดในสมัยก่อน

บ้านเป็นฟาง หน้าหนาวนี่คงดูไม่จืดเลย  129





การเดินทางโดยรถรางในสมัยก่อน







ข้าวของสมัยก่อน

 ซึ่งบางอย่างก็เหมือนยังเห็นในไทยอยู่แว้บๆ  




โซนเกือบสุดท้ายจะมีสัตว์ฮอกไกโดให้ดู

หมีกับแซลมอน








จิ้งจอกสมัยนี้ชอบมาคุ้ยขยะนะฮะ 

จิ้งจอกเนี่ย อิฉันชอบมาก มันน่ารักดี บ้านป๊าม๊าอาเฮียที่อังกฤษในสวนหลังบ้านก็ชอบมีจิ้งจอกโผล่มา ป๊าชอบเอาไก่สด ใส่จานไว้ให้มัน สมัยสาว ๆ อิฉันชอบไปแอบส่องเฝ้าจิ้งจอกมากินไก่






สิงโตทะเลตัวโค่ดใหญ่






กลับบ้านมานอนเลื้อย พอดึก ๆ ค่อยออกไปหาข้าวหน้าเนื้ออร่อย ๆ ราคาย่อมเยากินกัน









เดี๋ยวบล็อกหน้าพาไปลานแสดงศิลปะกลางแจ้งฮะ

 




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2563
1 comments
Last Update : 10 สิงหาคม 2563 18:58:41 น.
Counter : 1951 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณKavanich96

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 13 สิงหาคม 2563 3:41:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


คนดีผีคุ้ม
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




อิฉันทำรีวิวเพื่อที่จะเก็บบันทึกการเดินทางไว้เหมือนไดอารี่ เอาไว้มาดูอัลบั้มการท่องเที่ยวของตัวเองที่ผ่านมา ดังนั้น จึงมีรูปตัวเองและอาเฮียเยอะแยะ ไม่ได้เป็นรีวิวเพื่อแนะนำการท่องเที่ยวซักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครผ่านไปผ่านมาและอาจได้ประโยชน์จากบล็อกบ้าง ก็นับเป็นโชคดีของอิฉันที่ยังอุตส่าห์มีอะไรมาแบ่งปันนะคะ
Friends' blogs
[Add คนดีผีคุ้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.