All Blog
หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา : อุรุดา โควินท์






หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา



บทประพันธ์ : อุรุดา โควินท์


ISBN 978-974-02-1559-2 ฉบับปก สำนักพิมพ์มติชน. พิมพ์ครั้งที่ 1. 2560.

จำนวน 408 หน้า ราคา 370 บาท


รายละเอียด

อุรุดา หรือ ชมพู นักเขียนสาว-อดีตพนักงานธนาคาร หนีอะไรบางอย่างมาถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเรียกว่าโชคชะตาได้หรือเปล่า ที่พาให้เธอมารู้จักและใกล้ชิดกับ กนกพงศ์ ผู้มีฉายาว่า “นักเขียนหนุ่มตลอดกาล” ซึ่งหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งของเขาเคยได้รับรางวัลซีไรต์มาแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ความสำเร็จในอดีตกำลังกลายเป็นกรอบปิดกั้นการสร้างสรรค์ผลงานของเขา 

อุรุดาเคยสนทนา (เรียกว่าสนทนาได้ไหมนะ) กับกนกพงศ์ครั้งแรกผ่านไปรษณียบัตร ซึ่งเขาเขียนตอบกลับเกี่ยวกับงานเขียนของเธอ เมื่อครั้งที่เธอเขียนบทกวีส่งไปให้เขาพิจารณาในนิตยสารไรเตอร์ และได้พบหน้าเขาอีกครั้งในงานชุมนุมช่างวรรณกรรม โดยไม่ได้พูดคุยกันเลย แต่แล้วกาลเวลาก็พาทั้งสองมาเจอและทำความรู้จักกันอย่างจริงจังที่อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติและขุนเขา อ้อมกอดของกนกพงศ์สั่นสะเทือนหัวใจของอุรุดาให้เริ่มหวั่นไหว เธอเฝ้าคิดถึงเขา คิดถึงกอดนั้นจนรำคาญตัวเอง และแล้วหัวใจของอุรุดาก็ยินยอมอยู่เคียงข้างเขา ในวันที่เขากระชับอ้อมแขนโอบเธอเอาไว้ แล้วกระซิบกับเส้นผมของเธอว่า “อยู่ด้วยกันนะ ทำงานด้วยกัน” หากเพียงเขาจะเอ๋ยคำรัก เธอคงไม่หลงเหลือความลังเล เธอยังรอคำนั้น รอตั้งแต่วันแรก เมื่อมองย้อนกลับไปในวันเวลาที่ล่วงผ่านเลย อุรุดาได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดูตัวเอง เพราะความหลังระหว่าง ‘เขา’ กับ ‘เธอ’ ดูราวกับจะจบลงด้วยหยาดน้ำตา ทว่าในทุกหยาดน้ำตาแห่งความคิดถึง ล้วนเจือเอาไว้ด้วยหยดน้ำหวานแห่งความทรงจำ


ฉันพูดคำรักอย่างสามัญเพราะไม่มีคำอื่นให้กล่าว

และฉันไม่อาจหาคำใดมาแทนค่าความรู้สึกที่มีต่อรัก อย่างเรียบง่าย

ฉันพอจะขยายความได้, ฉันพร้อมร่วมชะตากรรมกับพี่

ฉันทำให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวันว่าความรักของฉันไม่ใช่การแตะต้องสัมผัส

คำหวาน หรือการเอาใจ

แต่มันคือการยืดหยัดข้างพี่ ไม่ว่าพี่จะเป็นอย่างไร

และไม่ว่าจะเกิดอะไรกับเรา

- หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา


REVIEW

หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา บทประพันธ์ของ อุรุดา โควินท์ สำหรับผมแล้วนิยายเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังสารคดีชีวิตที่ถูกหยิบมานำเสนอในรูปแบบของนิยาย ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ คือเรื่องจริงซึ่งผู้เขียนใช้ภาษาและวรรณศิลป์ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า ภายใต้หยาดน้ำตาของความคิดถึงที่อุรุดามีต่อกนกพงศ์ มีหยดน้ำหวานของความทรงจำมากมายที่มีค่ามาก และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อุรุดาเดินหน้าไปสู่เส้นทางของนักเขียนอาชีพ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ คือหนึ่งในความสำเร็จที่ทุกคนควรได้ลองอ่าน 

หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เล่าเรื่องราวชีวิตของสองนักเขียน โดยนำเสนอผ่านความทรงจำของนักเขียนสาว คือ อุรุดา ตัวละครเอกซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตคู่เคียงข้าง กนกพงศ์ จนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของเขา ผู้เขียนเริ่มต้นเล่าเรื่องจากความคิดถึงที่อุรุดามีต่อกนกพงศ์ แล้วจึงพาผู้อ่านย้อนกลับไปยังเรื่องราวในวันวานที่พวกเขาได้พบเจอและตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันที่หุบเขาฝนโปรยไพร อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งสลับมุมมองกลับมายังช่วงเวลาที่กนกพงศ์จากเธอไปแล้ว




นิยายเรื่องนี้ นับเป็นนิยายรักที่ดีเรื่องหนึ่งเลย เพราะไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรักของหนุ่มสาวที่มีความฝันเหมือนกัน แต่ยังนำเสนอแง่มุมของชีวิตคู่ ซึ่งเป็น “ชีวิตคู่จริง ๆ” ที่มีทั้งสุข ทุกข์เศร้า เหงา การโต้เถียง รอยยิ้ม กำลังใจ การยอมรับซึ่งกันและกัน เมื่อ อุรุดา ตัดสินใจเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับ กนกพงศ์ นักเขียนหนุ่มผู้มีชื่อเสียง เขาหวังให้เธอเป็นแรงใจคอยสนับสนุนให้เขาเขียนงานได้สำเร็จ เธอเองก็คาดหวังเช่นนั้น เธออยากช่วยเขา อยากเรียนรู้และทำงานเขียนของเธอไปพร้อมกับเขา เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอรักเขา แต่ทว่าชีวิตคู่จริง ๆ ไม่เหมือนนิยายพาฝัน เรื่องราวของเธอและเขาจึงไม่ง่ายเลย 

ผมรู้สึกชื่นชอบนางเอกของเรื่องมากที่สุด ชอบทั้งความคิด บุคลิกลักษณะ การแสดงออกแบบแก่น ๆ ของเธอในบางครั้ง หรือแม้แต่การประชดประชันที่เธอแสดงต่อกนกพงศ์ ซึ่งเธอทั้งรักและทั้งหมั่นไส้ สำคัญคือเรามองเห็นความอดทนและความจริงใจที่อุรุดามีต่อคนรักของเธอ พยายามเป็นกำลังใจให้เขากลับมาเขียนเรื่องสั้นดี ๆ ได้อีกครั้ง ช่วยทลายกรอบและอีโก้ของเขา ไม่ใช่เพียงเพื่อหวังเอาชนะเขาเป็นที่ตั้ง แต่เพื่อให้เขาชนะตัวเองด้วย

ในมุมมองของผม อุรุดา คือตัวละครหญิงที่สุดยอดมาก ยิ่งฉากที่มีการประชันความคิดกับกนกพงศ์ ผมยิ่งชอบใจ เพราะทำให้เราเห็นการชิงไหวชิงพริบของทั้งสองคน ก่อนจบลงด้วยการยอมรับความเห็นต่าง การให้เกียรติกัน ทั้งที่แสดงและไม่แสดงออก นอกจากนี้ นิยายยังนำเสนอความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งในแง่การใช้ชีวิต ความรัก การทำงาน ความคิด และจิตวิญญาณ


กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

นักเขียนรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2539 : รวมเรื่องสั้นแผ่นดินอื่น

Cr. bookster.blog


พี่ขังตัวเองไว้ชั้นบน มัดขาติดเก้าอี้ ไม่ยอมไปไหน ฉันรู้ว่าพี่พยายามเพียงใดเพื่อจะกลับมา พี่กรีดหนัง เลาะเนื้อ เผื่อบางทีเขาจะอยู่ในกระดูก-นักเขียนหนุ่มคนนั้น... 

บ้านแทบระเบิด เพราะความเคร่งครัดที่พี่ยัดเยียดให้การงาน ฉันแน่ใจ แม้แต่การอ่านก็ไม่ทำให้ผ่อนคลาย 

พี่บอกตัวเอง-ต้องทำให้ได้ ทั้งที่สูญเสียความมั่นใจไปแล้ว 

หากนักเขียนมีความมั่นใจ เราจะไม่บอกตัวเองว่าต้องทำได้ ความมั่นใจช่วยให้เรามีสองทางเลือก, เขียน หรือไม่เขียน 

ฉันเชื่อ, เชื่อมั่นว่าพี่จะได้นักเขียนหนุ่มกลับมา ฉันจะอยู่ในบ้านซึ่งไร้เสียงสนทนา รอคอยเรื่องสั้นของพี่ถือกำเนิด... 

พี่คะ มันเศร้าเสียจนโกรธไม่ลง ไม่ว่าพี่จะเย็นชากับฉันแค่ไหน ความเห็นใจข่มความถือดีของฉันจนสิ้น... 

พี่ส่งบุหรี่ให้ฉัน 

“ได้งานมั๊ยคะ” 

“ยังไม่น่าพอใจ” 

“แล้วแบบไหนที่พี่จะพอใจคะ”

“เราไม่ใช่พูนะ อยากเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนยังไงก็ได้”

ฉันยิ้ม “เป็นโชคดีของพูที่ไม่ได้เติบโตมากับคำชม และรางวัล”

พี่จ้องตาฉันอย่างกับจะกินเนื้อ ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นประกายวูบวาบ แต่แล้วความเศร้าก็ลบทุกอย่างทิ้ง พี่จุดบุหรี่ตัวใหม่ “มันนานมาก มากจริงๆ ที่เราไม่มีงานออกมา”

“พี่ไม่เขียนอะไรเลยเหรอ สามสี่ปีที่ผ่านมา”

“เขียนก๊อกแก๊ก ไม่ใช่งานที่ตั้งใจไว้”

“ขออ่านได้มั๊ยคะ” ฉันเคาะบุหรี่ออกมาตัวหนึ่ง “งานก๊อกแก๊กเหมาะกับนักเขียนป๊อกแป๊กที่สุด”

พี่ถอนใจ “เขียนสนุกๆ เท่านั้นเอง”

“นั่นล่ะค่ะ น่าสนใจ”

“ถ้าอยากอ่าน พรุ่งนี้พิมพ์ให้”

“พูจะบอกพี่อย่างตรงไปตรงมา อย่าด่วนตัดสินงานตัวเองค่ะ บางทีพี่ก็ไม่มีสิทธิ์”

พี่เลิกคิ้ว

“พี่ไม่ได้อ่านมันอย่างอิสระ พี่อ่านโดยมีกำกับว่านี่คืองานของนักเขียนซีไรต์” ฉันยักคิ้ว “เพื่อชีวิตคนสุดท้ายด้วยสิ”

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่พูด” พี่ปล่อยควันบุรี่ “จริงๆ”

“ก็ถือว่าไม่ได้พูดสิคะ ช่างหัวมัน”

“เราพูดเองนะ”

“พูดได้ก็ลืมได้ค่ะ”

“เรากลับมาอยู่พรหมคีรี เพราะต้องการบรรยากาศเหมือนตอนเขียนแผ่นดินอื่น เข้ามาสู่วิถีแห่งการงาน แต่เราไม่สนุกแบบเดิมอีกแล้ว มันแย่นะที่ไม่สนุก”

“พี่จะเขียนแผ่นดินอื่นเล่มที่สองเหรอ ?”

พี่ขมวดคิ้วแน่น

“ไม่ได้กวนตีนนะคะ ถามจริง ถ้าไม่ใช่ พี่ก็ต้องไม่เหมืนเดิมแล้วล่ะ”

“เราอยู่ที่นี่ ถือเป็นการบวชชนิดหนึ่ง ถ้าไม่ได้งานก็ไม่ออกไป”

ฉันชูกำปั้น “ลุยเลยค่ะ”

“เราไม่ใช่นักเขียนกิ๊กก๊อกนะ”

“ลองเป็นมั๊ยล่ะ สนุกนะ” ฉันหัวเราะ

จะทำ, พูดอะไรได้อีก ในยามนั้น หวนกลับไปทบทวน ฉันจนตรอกอยู่ดี



Cr. ksamphan.wordpress.com

บทสนทนาข้างต้นที่ผมยกมา (เสียยาวเยียดเลย) เป็นตอนหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ อ่านแล้วได้กำลังใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะหลังจากที่อุรุดาต้องทนอยู่ในบ้านแสนอึดอัด ขณะที่กนกพงศ์เอาแต่เคร่งเครียดกับการเขียนเรื่องสั้นไม่ได้ดังใจ จนความเครียดเหล่านั้นแผ่ซ่านไปทั่วบ้าน บางคนอาจเลิกทนแล้วขอแยกทาง (ก็ใครกันจะทนไหว อันนี้ต้องลองอ่าน แล้วลองตัดสินใจกันเองครับ) แต่สำหรับอุรุดา เมื่อหมดความอดทน เธอเลือกที่จะพูดกับกนกพงศ์ตรง ๆ และคำพูดของเธอก็แฝงไว้ด้วยพลังพร้อมปลุกไฟนักเขียนในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง

อุรุดาเองก็อยากเป็นนักเขียนมืออาชีพ การถูกคนรักย้อนเข้าให้ว่า “เราไม่ใช่พูนะ อยากเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนยังไงก็ได้” แหม ถ้าเป็นใครได้ยินก็คงเจ็บจี๊ดน่าดู แต่เธอแกร่งจริง ๆ ความจริงใจของเธอเลยเอาชนะอคติของเขาได้มากทีเดียว เพราะหลังจากนั้น แม้ว่ากนกพงศ์จะเขียนงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เขาก็เพียรเขียนจนได้ผลงานหลายเล่มเลย (แต่ละเล่มทำให้ผมอยากตามไปอ่านเลยล่ะ) ขณะเดียวกัน เขาก็คอยเป็นพลังสนับสนุนอุรุดาให้สร้างสรรค์งานเขียนของตัวเองด้วย เหมือนดังคำพูดที่เขาบอกเธอ และเธอจดจำมันไว้เป็นกำลังใจให้ตัวเองเสมอว่า “ให้พูเขียนหนังสือ แล้วงานเขียนจะปกป้องพูจากทุกอย่าง”

อาจเป็นประโยคสั้น ๆ นั้นก็ได้ ที่ทำให้ อุรุดา โควินท์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเขียนอย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้



บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
(มีคนบอกผมว่า ถ้าอยากได้ภาพของหยดน้ำหวานในหยาดน้ำตาที่ครบสมบูรณ์ ต้องอ่านเล่มนี้ด้วย)

อุรุดาเขียนงานจากความรัก ความจริงใจของเธอจริง ๆ ผมเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้เมื่อลองหยิบงานเขียนของเธอขึ้นมาอ่าน อย่างเรื่อง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ซึ่งอุรุดานำเสนอด้วยสำนวนภาษาที่สั้น ง่าย กระชับ แต่ทั้งหมดในทุกถ้อยคำตั้งแต่บทนำ (ก่อนนวนิยาย) จนถึงบทที่ 39 หน้าสุดท้าย ล้วนเต็มไปด้วยพลังของถ้อยคำที่อ่านแล้วอิ่ม ยอมรับว่าเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ผมอ่านเพลินจนวางไม่ลงเลย

นอกจากประเด็นเรื่องการสร้างงานเขียนของทั้งสอง ในนิยายยังมีอีกหลายแง่มุมชีวิตของสองนักเขียนที่สนุก ชวนติดตาม เช่น การเดินป่า การทำอาหาร ความสัมพันธ์กับเพื่อนนักเขียน หญิงสาวแฟนคลับกนกพงศ์ที่เขามาปั่นป่วนหัวใจนางเอกของเรา ฯลฯ ต้องลองไปอ่านกันดูครับ สนุกดีนะ

แม้เรื่องราวในนิยายจะไม่ได้จบลงอย่างเศร้าโศก แต่เพราะรู้แก่ใจว่าทุกตัวหนังสือนำเสนอมาจากความทรงจำที่เธอมีต่อกนกพงศ์ อดีตคนรักที่ได้จากไปแล้วร่วมสิบปี ผมก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอ (นิดหน่อย) แต่ถึงอย่างนั้น ในหยาดน้ำตา ไม่ว่าของอุรุดาหรือผู้อ่าน ก็น่าจะมีหยดน้ำหวานเจือจานอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

แนะนำให้ลองอ่านกันดูครับ




Jim-793009

27 : 11 : 2017




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2560 9:50:42 น.
Counter : 558 Pageviews.

17 comment
เพชรกลางไฟ : ว.วินิจฉัยกุล





เพชรกลางไฟ


บทประพันธ์ : ว.วินิจฉัยกุล


ISBN 978-974-253-517-9 ฉบับปก สำนักพิมพ์ทรีบีส์. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2559.

จำนวน 482 บาท ราคา 350 บาท


รายละเอียด

หม่อมเจ้าอุรวศี หรือ ท่านหญิงหลง ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งไฟริษยา นับแต่เสด็จในกรมผู้เป็นพระบิดาสิ้นพระชนม์ หม่อมต่วน หม่อมใหญ่ของเสด็จในกรมก็เฝ้ารังควานหม่อมเล็ก ๆ และบรรดาลูก ๆ ของพวกเธอ หม่อมสลวย ผู้เป็นหม่อมมารดาของอุรวศี จึงจัดการส่งท่านหญิงเข้าไปพึ่งใบบุญ เสด็จพระองค์หญิง (เสด็จป้า) ในพระบรมมหาราชวัง 

ถึงกระนั้น ความริษยาอาฆาตของหม่อมต่วนก็ยังคงตามไปแผดเผาอุรวศีไม่เลิกรา 

แม้ชะตาชีวิตกำหนดให้อุรวศีต้องอดทน ทะนงตนสู้กับคนคิดร้าย เหมือนดั่ง ‘เพชร’ ที่ต้องแกร่งอยู่ท่ามกลาง ‘ไฟ’ ทว่าท่านหญิงก็ยังคงชุ่มชื่นหัวใจจากมิตรภาพที่ได้รับจาก อนล ข้าราชการหนุ่ม ลูกผู้ดี ผู้หลงใหลการอ่านหนังสือ ดีดจะเข้ และเป็นนักกลอนกวีที่แอบฝากใจไปกับทุกถ้อยคำในบทกลอน ซึ่งเขาบังอาจส่งให้อุรวศีหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งความรักของหนุ่มสาวต่างฐานันดรศักดิ์ก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิดภายใต้ความจริงใจที่มีให้กัน หากแต่ความรักของ ‘หม่อมเจ้าหญิง’ กับ ‘สามัญชน’ จะสอดประสานกันได้เช่นไร อีกทั้งไฟริษยาจากหม่อมต่วนก็จ้องแต่จะเผาผลาญอุรวศี ให้มอดม้วยอยู่ทุกห้วงลมหายใจ ยากนักจักดับด้วยความเมตตา


“อยู่นี่กับพี่อนล

แม้ว่าต้องทำนั่นทำนี่เหนื่อยอยู่บ้าง ฉันก็ไม่เดือนร้อน

กลับสบายใจที่ไม่มีใครตามมาราวี

ฉันก็เพิ่งรู้ว่าชีวิตที่ลำบากกายแต่สบายใจ

ดีกว่าลำบากใจแต่สบายกาย”

- เพชรกลางไฟ


REVIEW

เพชรกลางไฟ บทประพันธ์ ว.วินิจฉัยกุล คงเป็นนิยายอีกหนึ่งเรื่องที่แฟน ๆ ของอาจารย์วินิตา ดิถียนต์ ต่างบอกต่อถึงความสนุกและความชื่นชอบทั้งในตัวพระเอกที่อ่อนโยน แสนสุภาพ หรือนางเอกที่แกร่งและฉลาด พล็อตหลักนั้น ว่าด้วยเรื่องของ หม่อมเจ้าอุรวศี ที่ชีวิตต้องตกระกำลำบาก เพราะความริษยาอาฆาตของ หม่อมต่วน ผู้ไม่ต้องการเห็นหม่อมหรือบุตรธิดาองค์ใดของเสด็จในกรม ได้ดีไปกว่าตนและบุตรธิดาของตน อันที่จริงนั้น หม่อมต่วนก็จงเกลียดจงชังทุกคนพอ ๆ กัน แต่ที่นางเจาะจงเคียดแค้นอุรวศีมากกว่าใคร ๆ นั่นเพราะอุรวศีทรงเป็นธิดาองค์เล็กที่เสด็จในกรมรักมาก และเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมลงให้แก่หม่อมต่วน อุรวศีนางเอกของเรื่องจึงเปรียบเหมือนเพชรที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางไฟ หากแต่เพชรแท้ถือเป็นรัตนชาติที่มีความแกร่งที่สุด ต่อให้ถูกไฟแผดเผาย่อมไม่ไหม้นั่นเอง ชื่อนิยายเลยบอกใบ้บทสรุปของเรื่องไปในตัวแล้ว 

ความน่าสนใจของเพชรกลางไฟ ที่ผมสังเกตเห็นจากบทประพันธ์ คือการสอดแทรกพล็อตรองซึ่งมีประเด็นที่น่าศึกษา นอกเหนือไปจากเรื่องความอิจฉาริษยา บาปบุญคุณโทษ ซึ่งปรากฏชัดอยู่แล้วในพล็อตหลักของเรื่อง การรีวิวในครั้งนี้ ผมจึงเลือกหยิบประเด็นน่าสนใจ 3 ประเด็นมาพูดถึง และต้องชื่นชมนักเขียนที่ท่านสามารถ Blend ประเด็นเหล่านี้ ให้อยู่ภายในนิยายเรื่องเดียวได้อย่างพอดี งดงาม




ประเด็นแรก ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นเจ้า 

นิยายเรื่องนี้มีนางเอกและตัวละครแวดล้อมเป็น ‘เจ้านาย’ ค่อนข้างเยอะ ในความเป็นจริงแล้ว สังคมของชนชั้นเจ้าสำหรับคนยุคนี้ ถือได้ว่าห่างไกลและยากที่จะจินตนาการได้หมด แต่แน่นอนว่าการนำเสนอ ‘ความเป็นเจ้า’ ในเพชรกลางไฟ ผมรู้สึกได้ว่าผู้เขียนทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยความน่าสนใจอยู่ที่การบอกเล่าวิถีความเป็นเจ้าผ่านตัวละคร เสด็จพระองค์หญิง ซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมจารีต แสดงออกถึงการวางตัวและทะนงในศักดิ์ศรีความเป็นเชื้อพระวงศ์ ตลอดจนวิธีคิดของชนชั้นเจ้า สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านบทพูดของเสด็จพระองค์หญิงอย่างชัดเจน และได้กลายเป็นกรอบจารีตที่ขีดเส้นกั้นระหว่างอุรวศีกับอนล ตัวอย่างเช่น ตอนที่อุรวศีถูกจับได้ว่าแอบเก็บกลอนของอนลไว้ในหนังสือ


“คนเกิดมา ต้องแบกทั้งบุญและกรรมจากกำเนิดเอาไว้ทั้งสองอย่าง มีบุญเกิดเป็นเจ้า ก็ต้องรักษาบุญเอาไว้ คนอื่นที่เป็นไพร่เขาก็ทำบุญมาอย่างไพร่ เขาก็รักษาบุญอย่างไพร่ หลานนี่สิ เป็นเจ้าหากไปทำตัวอย่างไพร่ บุญก็หมดเหลือแต่กรรม” 

“ตัวต้องรู้ตัวว่าเกิดเป็นเจ้า จะไปเกลือกกลั้วกับไพร่ไม่ได้ เจ้าผู้ชายมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็ช่างมันเถิด มันเกี้ยวตัวไม่ได้ มันก็ไปเกี้ยวผู้หญิงอื่นต่อ มันไม่เสียอะไร แต่ตัวสิ มีแต่เสียหาย รู้ถึงไหนอับอายถึงนั่น” 

“ดีแล้วที่รู้จักไว้ตัว เกิดเป็นหงส์ต้องรู้ว่าเป็นหงส์ อย่าไปเกลือกกลั้วกับกา ถ้าไม่รักศักดิ์ของตัวเอง ใครเขาจะมารักแทนให้ หญิงหลงเป็นสาวแล้ว ทางโน้นก็ผู้ชายหนุ่ม ขึ้นชื่อว่าชายหญิงย่อมเหมือนแม่เหล็กดึงดูดเข้าหากัน แต่คนดีย่อมรู้จักยับยั้งชั่งใจ เอาแต่ทำตามใจตัวเองไม่ได้”

“ไหน ๆ พูดแล้ว ก็พูดเสียให้หมด ป้าไม่เก็บหลานไว้ในวังจนแก่ตาย วันหนึ่งก็คงมีคู่ แต่คู่นั้นมิใช่ว่าสักแต่เห็นแล้วถูกตาถูกใจ ต้องดูให้ถี่ถ้วนด้วย เกิดมาเป็นเจ้านาย ก็เหมือนเพชร หาเรือนรองรับก็ต้องเรือนทองเนื้อเก้า ไม่ใช่อ้ายพวกทองชุบเสาชิงช้า...”

“ลองนึกดู หากคิดผิดไปได้คนชั้นต่ำ หลานจะไหว้พ่อแม่มันได้ลงหรือ ถ้าแม่ผัวชี้นิ้วสั่งให้กวาดพื้นเทกระโถนเหมือนสะใภ้อื่น จะทำไหวไหม หากผัวไพร่มันจืดจาง ด่าทอทุบตีเอาตามประสาไพร่ จะร้องให้ใครหน้าไหนช่วย ญาติพี่น้องเขาก็ตัดขาดกันไปหมดแล้ว เสื่อมเสียไม่ใช่แค่ตัวเอง เสียถึงเสด็จพ่อด้วย”


แม้มองเผิน ๆ คำพูดของเสด็จพระองค์หญิงจะบ่งบอกถึงการปิดกั้นความรักต่างชนชั้น และเหยียดชนต่างฐานันดรอยู่ในที แต่จริง ๆ แล้วผมเดาว่าจุดประสงค์อันแท้จริง คือการสั่งสอนให้อุรวศีวางองค์เองอย่างเหมาะสมแก่ชาติกำเนิด ไม่ยึดเอาอารมณ์รักใคร่เป็นใหญ่ เพราะถึงแม้เกิดมาสูงส่ง เป็นเจ้านาย แต่หากประพฤติตนไม่คู่ควรเสียแล้ว ย่อมเสื่อมทั้งศักดิ์และศรี ไม่มีคุณค่าให้คนเขาเชิดชู

เรื่องความทะนงในศักดิ์และชาติกำเนิด ถูกย้ำอีกครั้งในตอนที่หม่อมสลวยได้สามีใหม่เป็นนายบุญทัน ซึ่งเป็นชนชั้นไพร่ เสด็จพระองค์หญิงทรงเห็นว่าอุรวศีไม่ควรนับถือไพร่เสมอด้วยพระบิดาของตน ความว่า


“หญิงจงสำนึกเสมอว่า พ่อของหญิงเป็นใคร สูงยิ่งกว่านั้นคือปู่ของหญิงเป็นใคร!...จะให้คนอย่างเจ้าผัวใหม่ของแม่มาแทนที่เสด็จพ่อได้หรือ ไม่ต้องพูดกันมาก ถึงบอกว่าเขาไม่มา เอาเข้าจริงเกิดมา แค่เจอกัน จะให้ใครไหว้ใคร ก็ประดักประเดิดกันทั้งสองฝ่าย”


หากพ่อของหม่อมเจ้าหญิงคือ เสด็จในกรม แน่นอนว่าปู่ของท่านหญิงก็อาจเป็น พระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ความเป็นเจ้าในสังคมสยามยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัด เจ้านายอยู่สูงเหนือชนชั้นไพร่ เจ้านายไม่กราบไหว้ไพร่ เจ้านายเกิดมามีข้าทาสคอยปรนนิบัติรับใช้ ดังนั้น สิ่งที่อุรวศีกำลังเผชิญ ทั้งชายหนุ่มที่เข้ามาฝากรักผ่านบทกลอน หรือพ่อเลี้ยงที่มาแต่งงานกับหม่อมมารดา จึงทำให้เสด็จพระองค์หญิงหวั่นเกรงว่าจะเป็นการทำลายเกียรติแห่งความเป็นเจ้าของหลานสาว และอาจฉุดให้ชีวิตของอุรวศีตกต่ำตามไปด้วย หากแต่ความเป็นเจ้าก็มิอาจอยู่เหนือ ‘คุณงามความดี’ รักต่างชนชั้นของอุรวศีกับอนลจึงเกิดขึ้นในที่สุด 




ประเด็นสอง ว่าด้วยเรื่อง รักต่างชนชั้น 

เรื่องความรักต่างชนชั้น นับว่าเป็นพล็อตคลาสสิกอย่างหนึ่งของนิยายไทย และนิยายอื่น ๆ ทั่วโลก ทว่าความน่าสนใจของเพชรกลางไฟ คือการสร้างภาพสะท้อนของสังคมสยามยุครัตนโกสินทร์ที่กำลังก้าวข้ามจากขนบเก่าไปสู่ความศิวิไลซ์ตามอย่างสากล อย่างแรกคือ การให้ความสำคัญกับความรัก ความพึงพอใจ เหนือความเหมาะสม สิ่งนี้เราเห็นชัดได้จากอุรวศีที่ปฏิเสธความรักและการหมั้นหมายของ หม่อมเจ้าสุรคม ซึ่งผู้ใหญ่ต้องการให้อภิเษกสมรสกัน เพราะมองว่าเหมาะสมด้วยชาติกำเนิด

กฎมณเฑียรบาลในอดีตกำหนดเคร่งครัดว่า เจ้านายผู้หญิงจะอภิเษกสมรสกับชายที่มีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าตนไม่ได้ ถ้าใครได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาบ้าง ก็คงเห็นว่า เหตุใดเจ้าหญิงในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์จึงครองตนเป็นโสด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนเจ้านายผู้ชายที่สมกันมีน้อย และโอกาสที่ชายหญิงจะได้พบปะทำความรู้จักกันอย่างเสรีก็แทบไม่มีเลย คู่อภิเษกสมรสส่วนใหญ่จึงเกิดจากการสู่ขอหมั้นหมายโดยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบเป็นหลัก 

การถอนหมั้น หม้ายขันหมาก และการหย่าร้าง ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่าอดสู เป็นที่อับอายขายหน้าของคนในสังคม ประเด็นนี้ เราเห็นได้จากกรณีหม่อมเจ้าสุรคมปฏิเสธการอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าอรุณวาสี หรือ ท่านหญิงเล็ก พี่สาวต่างหม่อมมารดาของอุรวศี หรือจะเป็นกรณีของ ดวงแข ที่กำลังจะเป็นหม้ายขันหมากหลังจากอนลถูกจับในข้อหากบฏ ผู้ใหญ่เลยต้องแก้ด้วยการให้ อนึก พี่ชายของอนลแต่งงานแทนน้อง เพื่อรักษาหน้าตาและเกียรติของฝ่ายหญิง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การหมั้นหมายในสมัยก่อนถือเป็นเรื่องใหญ่และจริงจัง ฝ่ายหญิงเมื่อถูกหมั้นก็เท่ากับเป็นของฝ่ายชายเป็นแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง 

เช่นเดียวกันกับการหย่าร้าง ในกรณีของ หม่อมเจ้าเมรา ที่อดทนจำใจอยู่กับ หม่อมเจ้าอธิป ไม่กล้าหย่าร้าง แม้เหตุผลสำคัญคือการอดทนเพื่อความสุขสบายของหม่อมมารดาและพระโอรส แต่อีกหนึ่งเหตุผลที่แฝงอยู่ คือการรักษาเกียรติของตน ไม่ให้เป็นที่ครหานินทาด้วย 

สำหรับความรักต่างชนชั้นของอุรวศีกับอนล นับว่านักเขียนผูกเรื่องได้ดี ด้วยการให้พระเอกมีความพึงใจต่อนางเอกโดยไม่รู้ว่านางเอกเป็นเจ้า ดังนั้น ความรักแรกพบของเขาจึงเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ จริงใจ ไม่ใช่การบังอาจต่อเบื้องสูง แต่เมื่อความรักบังเกิดขึ้นแล้ว หัวใจก็ยากจะหักห้าม เขาจึงต้องเลือกหาวิธีสารภาพรักอย่างสุภาพ และยังอยู่ภายใต้การเคารพในความเป็นเจ้าของอุรวศี


มิอาจพบประสบพักตร์.............................ใช่ว่าจักคิดหักใจ

        คิดถึงทุกวันไป..........................................แม้มิได้อยู่ใกล้กัน

ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้...................................เพราะดวงใจอันผูกพัน

        เหมือนเห็นกันทุกวัน.................................เราพบกันนั้นด้วยใจ


ผมเชื่อว่า กลอนบทนี้คงประทับใจทุกคนที่รักนิยายเรื่องนี้ ถือว่าเป็นวรรคทองของบทประพันธ์เพชรกลางไฟเลยก็ว่าได้ สื่อถึงความรักความจริงใจที่พระเอกมีต่อนางเอก เรื่องความรักของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 6 พบว่าได้มีการตรากฎมณเฑียรบาล ให้เจ้านายที่จะอภิเษกสมรสต้องทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน จึงจะอภิเษกสมรสกันได้ กฎดังกล่าว เข้าใจว่าตราขึ้นเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเจ้านายที่จะออกเรือน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการปิดกั้นความรักอันเสรี และมักมีผลกระทบต่อเจ้านายผู้หญิงอย่างมาก 

ด้วยเหตุนี้ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 กฎข้อนี้จึงถูกปรับแก้ว่า หากเจ้านายผู้หญิงประสงค์จะแต่งงานกับชายสามัญชน ให้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์เสียก่อนจึงจะแต่งงานกันได้ ซึ่งปรากฏว่ามีเจ้านายผู้หญิงหลายองค์ทีเดียว ที่ยอมลาออกจากฐานันดรศักดิ์

ทว่าสำหรับ หม่อมเจ้าอุรวศี ผู้มีพระชนม์ชีพอยู่ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวยังคงบังคับใช้อยู่นั้น นักเขียนก็ได้ใช้กลวิธีให้นางเอกของเราเสมือนตายและสิ้นความเป็นเจ้าไปแล้ว ก่อนกลายเป็นสามัญชนในนามของ อุษา จึงสามารถแต่งงานกับอนลได้อย่างไม่ขัดต่อกฎมณเฑียรบาล ผมรู้สึกชื่นชอบการวางกลวิธีตรงนี้มาก เพราะทำให้เรื่องราวดูสมเหตุสมผล อีกทั้งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นต่อความรักของอุรวศี ซึ่งลั่นวาจามาแต่ไหนแต่ไรว่า “แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า” อันหมายถึงการได้เลือกชายที่ตนรักมาเป็นคู่ครอง





ประเด็นสาม ว่าด้วยเรื่อง กบฏ ร.ศ.130 

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 เป็นเหตุการณ์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดจากกลุ่มนายทหารหนุ่ม หรือเรียกกันว่า ยังเติร์ก ได้ร่วมมือกับพลเรือนกลุ่มหนึ่ง คิดวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยในเบื้องต้นต้องการเพียงให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ หรือพระจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่น แต่แล้วกลับเลยเถิดถึงขั้นคิดวางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัว โดยมีชนวนเหตุหนึ่งมาจากความบาดหมางระหว่างทหารกับมหาดเล็ก เมื่อครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ยังคงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

หากแต่ท้ายที่สุด ผู้ร่วมขบวนการทุกคนก็ถูกจับกุมได้ทั้งหมด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454 และถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษ ซึ่งตามกฎหมายแล้วโทษฐานกบฏ คือ ‘ประหารชีวิต’ แต่ด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานอภัยโทษให้กลุ่มผู้ก่อกบฏพ้นจากโทษตายทุกคน ในคราวพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2467

กบฏ ร.ศ.130 ถูกนำเสนอในนิยายผ่านตัวละคร อนล ที่เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์กบฏเพียงเพราะต้องการช่วยเหลือ อนึก ผู้เป็นพี่ชายให้หลุดจากขบวนการดังกล่าว ผมคิดว่าการที่นักเขียนเลือกฉากหลังของนิยายเป็นยุคสมัยรัชกาลที่ 6 ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต้องการนำเสนอเหตุการณ์ กบฏ ร.ศ.130 ซึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สังคมสยามยุคนั้นเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย ตลอดจนแนวคิดและค่านิยมของสังคมสมัยใหม่ตามแบบชาติตะวันตก

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่ทรงละเว้นโทษตายให้แก่ผู้ก่อกบฏ ทั้งที่ทรงรู้ดีว่า พวกเขาคิดลอบปลงพระชนม์พระองค์ก็ตาม ถือว่าเป็นพระเมตตาอันใหญ่หลวงอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ระบอบประชาธิปไตยก็ยังคงถูกเป็นที่ถกเถียงในสังคมสยามอยู่เรื่อย ๆ จนนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในที่สุดนั่นเอง




เพชรกลางไฟ ไม่เพียงเป็นนิยายที่ถ่ายทอดความบันเทิงตามแบบอย่างละครไทย แต่ยังแฝงเสน่ห์ด้วยการหยิบภาพสังคมสยามมาเล่า อีกทั้งท้ายเรื่องยังสื่อถึงความคิดอ่านของอุรวศี ในฐานะผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้า คิดพึ่งพาความสามารถของตนเป็นหลัก โดยไม่ได้หวังพึ่งผู้ชายอย่างสังคมโบราณ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอุรวศีเห็นตัวอย่างความล้มเหลวจาก หม่อมเจ้าเมรา มาแล้วก็เป็นได้ ตัวอย่างความคิดดังกล่าว ถูกนำเสนออย่างชัดเจนในบทสนทนาระหว่างหม่อมสลวยและอุรวศี เมื่อหม่อมสลวยเอ่ยถึงชะตากรรมของท่านหญิงเมรา แต่อุรวศีกลับมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากหม่อมมารดา ความว่า


“ผู้หญิงเราเรื่องใดก็ไม่สำคัญเท่าได้ผัวดี จะเกิดมาชาติตระกูลสูง จะสวยจะงามขนาดไหน หากว่าผัวเลว ทิ้งขว้างร้างหย่าเสียอย่าง ก็เสียหมดทุกอย่าง”

อุษามองหม่อมมารดาอย่างไม่เห็นด้วย เธอถอนใจเบา ๆ ตอบว่า

“ถ้าคิดอย่างนั้นก็น่าสงสารนะจ๊ะ แม่ เหมือนเด็กทารก พ่อแม่ทิ้งก็อดตาย ทำมาหากินไม่ได้ ฉันอ่านหนังสือธรรมะถวายเสด็จป้า จำได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ท่านไม่เคยสอนให้พึ่งคนอื่นถึงจะควร ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูอย่างป้าผ่อง ลุงตายไปหลายปีแล้ว ป้าผ่องก็ไม่เห็นเสียอะไรตรงไหน ยังค้าขายได้ทองมาใส่พรึ่บทั้งตัว มีเงินมากกว่าเมื่อลุงหาเลี้ยงเสียอีก”




ใครสนใจเพชรกลางไฟ แต่ยังไม่ได้ลองหยิบมาอ่าน ผมแนะนำให้ลองอ่านกันดูนะครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะได้รับมุมมองและสาระดี ๆ จากบทประพันธ์ที่นอกเหนือจากความสนุก ดราม่า ส่วนเรื่องสำนวนภาษา ว.วินิจฉัยกุล ยังคงถ่ายทอดออกมาได้ลื่นไหล งดงามเช่นเดิมครับ



เพชรกลางไฟ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 และ 2


เพชรกลางไฟ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4


Jim-793009

03 : 09 : 2017




Create Date : 03 กันยายน 2560
Last Update : 13 กันยายน 2560 15:18:00 น.
Counter : 734 Pageviews.

8 comment
พญาปลา : แก้วเก้า





พญาปลา


บทประพันธ์ : แก้วเก้า


ISBN 974-603-063-9 ฉบับปก สำนักพิมพ์ดอกหญ้า. พิมพ์ครั้งที่ 1. 2538.

จำนวน 84 หน้า ราคา 55 บาท


รายละเอียด

นิมมาน ได้พบกับ บุรา อีกครั้ง หลังจากที่สองปีก่อน ชายหนุ่มนักสำรวจผู้ชื่นชอบการผจญภัยอย่างบุรา ได้เดินทางจากเมืองไทยไปพร้อมกับหัวใจของเธอ นิมมานไม่คิดว่าเขาจะย้อนกลับมา แต่แล้วจู่ๆ บุราก็มาถึงบ้านของเธอโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า 

บุรานำภาพถ่ายและภาพวาดสัตว์ประหลาดจากอินโดนีเซียมาให้นิมมานดู เขาเรียกมันว่า “เดอะฟิช-คิง” หรือพญามัจฉา มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งปลา นิมมานรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของพญามัจฉาดูน่าเกลียด น่ากลัว แต่แล้วในคืนหนึ่ง นิมมานกลับฝันว่าถูกพญามัจฉาปลุกปล้ำ อาการคล้ายผีอำ แล้วในคืนต่อมา เธอก็ถูกพญามัจฉาเรียกตัวไปที่สระว่ายน้ำโดยไม่รู้ตัว บุราจึงต้องสืบหาว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนิมมาน เป็นเพราะอาถรรพณ์ของพญามัจฉา หรือเป็นเพราะนิมมานปรารถนาจะเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้น


“...ฉันบอกว่าเขาน่าเกลียดมาก

เขาก็ย้อนว่าถ้าเขาใจแคบอย่างฉัน เขาคงเห็นว่าฉันน่าเกลียดเหมือนกัน

เพราะโลกของเขานั้นพวกเขาต่างหากที่สวยงาม

แต่เขาก็ใจกว้างพอจะเห็นว่าฉันสวย

ฉันว่าเขาพูดเหมือนมนุษย์ผู้ชายไม่มีผิดเลย เธอว่าอย่างนั้นไหม

ผู้ชายพูดกันเก่งทั้งนั้นไม่ว่าเป็นมนุษย์

หรือว่าเป็น...ปลา”

- พญาปลา


REVIEW

พญาปลา นิยายขนาดสั้นจากปลายปากกา แก้วเก้า เป็นหนึ่งเรื่องที่ต้องบอกความรู้สึกตามตรงว่า “กำลังอ่านติดลมอยู่ดีๆ ทุกอย่างก็จบสิ้นลงอย่างน่าเสียดาย” ต่อให้เรื่องราวจบบริบูรณ์ แต่ความรู้สึกมันช่างติดค้างมากๆ อยากให้เรื่องยืดออกไปอีก เพราะยอมรับว่าเรื่องราวสนุก ชวนให้ติดตามและสงสัย ว่าพญาปลาคืออะไร แล้วเกิดอาถรรพณ์ได้อย่างไร แต่ถึงจะจบไปอย่างดื้อๆ บทสรุปของเรื่องก็ยังคงชวนให้ขบคิด... 

พล็อตเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง น่าจะถูกสรุปย่อให้แล้วในข้อความที่ใช้โปรยอยู่บนปกหลัง ความว่า 


สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจอย่างเงียบงัน...มาเนิ่นนาน... 

คือการกลับมาของใครคนนั้น...คนที่ราวจะตายจากกันไปแต่เมื่อวันเก่าๆ โน้นแล้ว 

ทว่า... 

จะเป็นปาฏิหาริย์หรือมนตราลึกลับของพญามัจฉาในตำนาน 

ที่บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิตเธอก็สุดแท้ กลับทำให้หัวใจด้านชาดวงนี้ 

ได้พานพบกับปรากฏการณ์แห่งรักที่หวานล้ำอีกครั้ง... 


สรุปง่ายๆ ในความคิดเห็นของผม พญาปลาหรือพญามัจฉาในเรื่องเหมือนเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่เข้ามาพัวพันในชีวิตนิมมาน นางเอกของเรื่อง ทำให้นิมมานมีลักษณะเหมือนคนบ้าที่เพ้อฝันไปเอง ว่าพญาปลามาปลุกปล้ำและมารักมาหลงเธอ เป็นเหตุให้ "บุรา" ซึ่งไม่ค่อยเอาใจใส่ความรู้สึกของนางเอกมากนัก (ทั้งที่รู้แก่ใจว่านางเอกรักและรอตัวเองคนเดียว) ได้รู้ใจตัวเองว่าเป็นห่วงนางเอกมากๆ และเกิดอาการหึงพญาปลาขึ้นมาเสียอย่างนั้น หลังจากที่นางเอกได้สารภาพความในใจทำนองว่า เธอชักจะชอบๆ พญาปลาขึ้นมาเสียแล้ว 

ผมขอยกเนื้อเรื่องช่วงหนึ่งมาให้ลองอ่านกันดูนะครับ... 


“ฉันกำลังนึกถึง...เขา จริงอย่างที่เขาพูดไหม...ความสวยหรือความน่าเกลียดเป็นเพียงอุปทานของมนุษย์ ฉันเห็นเขาน่าเกลียดเพราะฉันไม่คุ้นเคยกับหน้าตาอย่างเขาต่างหาก แต่ลึกลงไป...เขาอาจจะไม่ได้ต่างจากมนุษย์ผู้ชายอื่น ๆ ก็ได้”

“นิม ตัวนั่นมันไม่ใช่มนุษย์นะ แล้วมันก็ทำเอานิมเกือบตายมาแล้ว” บุราท้วงเสียงแข็ง

“เขาบอกว่าเขาชอบฉัน...แล้วเขาก็ไม่เสแสร้งด้วยว่า เขารู้สึกอย่างไร” หล่อนพูดต่อไปเหมือนไม่ได้ยินคำท้วง “แปลก ตอนนั้นฉันไม่ค่อยกลัวเขาเท่าไหร่หรอก ก็คิดว่าพูดกันได้...ตอนฉันลงไปในน้ำ ฉันไม่รู้สึกหนาว เขาบอกว่าไม่ต้องกลัว...เขาจะไม่ทำอันตรายฉัน ถ้าหากว่าฉันไม่ชอบ...เขาก็ไม่ทำ”

เสียงหล่อนขาดหายไป พร้อมกับบุราเกิดความหงุดหงิดขึ้นมารำไร มีอย่างหรือ ผู้หญิง เขาห่วงหล่อนแทบเป็นแทบตายว่าหล่อนจะขวัญหนีดีฝ่อ เอาเข้าจริง หล่อนพูดเหมือนกับว่าหล่อนชักจะชอบมนุษย์ครึ่งปลานั่นขึ้นมาเสียแล้ว


ความปรารถนาของนิมมาน ตัวละครเอกของเรื่องคือ การได้ครองรักกับบุราชายหนุ่มที่เธอแอบรักมานาน พออ่านนิยายเรื่องนี้จบแล้ว ทำให้ผมคิดเล่นๆ ว่า “นางเอกแกล้งหลอกให้พระเอกสนใจรึเปล่านะ ?” แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะในเรื่องบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า พญาปลามีอาถรรพณ์จริงๆ เคยมีผู้หญิงคนอื่นเจอดีแบบนางเอกมาแล้ว แบบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างนิมมานกับพญาปลาจะจบลงอย่างไร แล้วนิมมานจะได้สมหวังกับบุราไหม ลองไปตามอ่านกันต่อในเล่มนะครับ 


ตรงหน้าของปลาตัวใหญ่เห็นกระจ่าง

นัยน์ตากลมใสปราศจากหนังตามองเขม็ง ไม่มีจมูก

ปากกว้างเป็นเส้นโค้งเผยอน้อยๆ

มองเห็นฟันแหลมเรียงอยู่ภายในเพียงรำไร

เหนือหัวขึ้นไปมีครีบแข็งตั้งอยู่ มองคล้ายมงกุฎ...

นี่ละมัง เดอะฟิช-คิง...พญามัจฉา

- พญาปลา



พญาปลา

ฉบับปก สำนักพิมพ์เพื่อนดี


Jim-793009 

06 : 04 : 2017





Create Date : 06 เมษายน 2560
Last Update : 7 เมษายน 2560 9:39:22 น.
Counter : 785 Pageviews.

4 comment
ความสุขของกะทิ : งามพรรณ เวชชาชีวะ





ความสุขของกะทิ


บทประพันธ์ : งามพรรณ เวชชาชีวะ


ISBN 978-616-18-1539-4 ฉบับปก แพรวสำนักพิมพ์. พิมพ์ครั้งที่ 100. 2559.

จำนวน 112 หน้า ราคา 125 บาท


รายละเอียด

กะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ต้องผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งสำคัญที่สุด เมื่อ แม่ ต้องจากไปก่อนวัยอันควร กะทิพานพบทั้งความสุขและทุกข์ ความผูกพันและการพลัดพราก ความสมหวังและความสูญเสีย ถึงกระนั้น กะทิก็ได้เรียนรู้ว่า ความทุกข์จากการสูญเสียไม่อาจพรากความสุขจากความรักและความผูกพันของแม่กับเธอได้ เด็กน้อยเติบโตขึ้นจากประสบการณ์นี้ ด้วยความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตต่อไป จากบุคคลใกล้ชิดผู้ที่เธอรักและรักเธอ 

[ตัดตอนและเรียบเรียงจาก “คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2549”]


กะทิชอบรูปในกรอบมากที่สุด

แม่ดูเหมือนมีชีวิต

และเฝ้าดูแขกที่มาอย่างเพลิดเพลิน

แม่คงหลุดพ้นจากการจองจำในร่างอันมีข้อจำกัด

และคงล่องลอยอย่างมีความสุขไปทุกหนแห่งที่ใจปรารถนา

และกะทิมั่นใจว่า ที่หนึ่งที่แม่ต้องมา

คือข้างกายของกะทินี่เอง

- ความสุขของกะทิ


REVIEW

ความสุขของกะทิ บทประพันธ์ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นนวนิยายขนาดสั้น ซึ่งได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2549 ตีพิมพ์ครั้งแรกกับสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน เมื่อปี 2546 ปัจจุบัน ได้รับการแปลแล้ว 11 ประเทศ ฉบับที่ผมอ่านนี้ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10ผมทึ่งจนต้องซื้อมาอ่าน เพราะได้ยินชื่อเสียงมานาน แต่ไม่เคยเสาะหามาอ่านเลยสักครั้ง นับว่าเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ถ่ายทอดเรื่องราวเรียบง่าย สั้น หากแต่หนักหน่วงในอารมณ์ ลึกซึ้ง และเจือไว้ด้วยความสุข 

กะทิ อยู่กับ ตา และ ยาย ที่บ้านริมคลอง เธอโหยหาแม่ อยากให้แม่อยู่กับเธอ กระทั่งวันหนึ่งตากับยายก็พากะทิไปหา แม่ ที่บ้านชายทะเล แม่ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่นั่น เพราะป่วยหนักด้วยโรคเอแอลเอส (ALS - Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเพราะโรคร้ายนี้ แม่จึงต้องทิ้งกะทิให้อยู่กับตายายมาตลอด เมื่อแม่ของกะทิจากไปอย่างสงบ ลุงตอง น้าฎา และ น้ากันต์ ช่วยพากะทิกลับไปที่บ้านกลางเมือง ซึ่งเป็นบ้านของแม่ ภายในบ้านแม่จัดห้องหับต่างๆ ให้กะทิใช้สืบค้นเรื่องราวชีวิตของแม่ หนึ่งในสิ่งที่กะทิได้รับรู้ คือเรื่องราวความรักของพ่อกับแม่ 

แม่ทิ้งจดหมายไว้ให้กะทิหนึ่งฉบับ หากว่ากะทิอยากพบพ่อ ก็ให้นำไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ได้เลย กะทิทำตามเช่นนั้น แต่ทว่าจดหมายมิได้เดินทางไปถึงพ่อของเธอในอังกฤษ เพราะกะทิแอบส่งไป พี่ทอง เด็กชายที่กะทิสนิทสนมรักใคร่ และเคยช่วยชีวิตกะทิไว้ครั้งหนึ่ง กะทิคงยังไม่ต้องการพ่อ เพราะเวลานี้ชีวิตของกะทิได้รับความสุขจากคนรอบข้างมากพอแล้ว

ผมรู้สึกชอบสไตล์การเล่าเรื่องของความสุขของกะทิ คือเน้นการใช้บทบรรยายและพรรณนาเป็นหลัก แทรกด้วยบทสนทนาเพียงเล็กน้อย แต่ครอบคลุมเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครไว้ได้หมด แต่ละบทถ่ายทอดออกมาด้วยถ้อยคำสั้นๆ ไม่ซับซ้อน แต่ลุ่มลึก อบอุ่น ทำให้เราเห็นภาพความรักที่แม่มีต่อกะทิ และมิตรภาพที่ตัวละครภายในเรื่องมีต่อกัน

และอีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญของเรื่องนี้ คือ ทำให้เราเข้าใจและเห็นใจผู้ป่วยโรคเอแอลเอส (ALS)

ความสุขของกะทิ (เล่มแรก) ยังมีภาคต่ออีกสองเล่ม คือ ตามหาพระจันทร์ และ ในโลกใบเล็ก ตามมาด้วยภาคพิเศษในวาระตีพิมพ์ครั้งที่ 100 คือ เธอคือของขวัญ พิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2559

ใครยังไม่เคยหยิบเรื่องนี้มาอ่าน ลองดูนะครับ


Jim-793009

05 : 02 : 2017




Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2560 10:01:03 น.
Counter : 2055 Pageviews.

4 comment
เด็กชายมะลิวัลย์ : ประภัสสร เสวิกุล






ด็กชายมะลิวัลย์


บทประพันธ์ : ประภัสสร เสวิกุล


ISBN 978-974-289-475-7 ฉบับปก แพรวสำนักพิมพ์. พิมพ์ครั้งที่ 30. 2559.

จำนวน 135 หน้า ราคา 130 บาท


รายละเอียด

มะลิ เด็กชายผิวพรรณขาวผ่อง จนเพื่อนๆ เติมสร้อยให้ว่า มะลิวัลย์ เขามีภูมิลำเนาอยู่แถวเสาชิงช้า กรุงเทพฯ แต่ช่างโชคร้ายที่เขาเกิดมาในยุคข้าวยากหมากแพง ทุกสิ่งอย่างอัตคัต ทั้งอาหารหยูกยา มะลิเลยป่วยเป็นโรคโปลิโอ พิการขาลีบ แต่ถึงอย่างนั้น มะลิก็ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งมีแม่คอยเฝ้าปลูกฝังให้เขาหยิ่งทะนงในเกียรติ และมี ติงฮั้ว เพื่อนรักลูกคนจีน ที่คอยเตือนสติให้มะลิค้นพบความกล้าที่แท้จริง “ขามันอยู่ส่วนขา นายอย่าเอามันไปใส่ไว้ในหัวให้เกะกะก็สิ้นเรื่อง” เรื่องราวของเด็กชายมะลิวัลย์ คือภาพสะท้อนชีวิตที่ตราตรึงใจ


แกยิ้มเมื่อเห็นผม

เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้สึกว่า

ตนเองยังมีความหวังและศรัทธาต่อการมีชีวิต

ผมค่อยๆ วางเปลือกหอยลงบนมือที่เหี่ยวย่น

ตารองบีบมือผมไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมให้หลุดไป

เรามองดูกันเงียบๆ

และเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่า

คนเราสามารถพูดกันได้โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ

- กระเช้าสวรรค์, เด็กชายมะลิวัลย์


REVIEW

เด็กชายมะลิวัลย์ บทประพันธ์ ประภัสสร เสวิกุล เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ประทับใจผมมาก ผู้เขียนนำเสนอออกมาในรูปแบบของนวนิยายกึ่งเรื่องสั้น (ตามความรู้สึกของผม) เพราะถึงแม้เนื้อหาตลอดทั้งเรื่องจะเป็นเรื่องราวของเด็กชายมะลิ แต่กลวิธีนำเสนอเป็นตอนๆ จบใจความสำคัญหรือแก่นเรื่องภายในตอน ดูเหมือนการเขียนเรื่องสั้น เมื่อนำมาร้อยเรียงเป็นเล่มเดียวกัน ก็ทำให้เรื่องสั้นหลายๆ เรื่องรวมกันเป็นนวนิยายที่ถ่ายทอดภาพชีวิตของมะลิได้อย่างงดงาม 

เด็กชายมะลิวัลย์ เปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครหลัก ส่วนใหญ่คือคนในครอบครัวของเด็กชายมะลิ แล้วจึงนำเสนอภาพวิถีชีวิตของผู้คนเมืองกรุงในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านมุมมองของเด็กชายมะลิ ที่เล่าย้อนถึงวัยเด็กของเขา ผู้เขียนไม่เพียงทำให้เราหลุดเข้าไปในถ้อยคำ ซึ่งบรรยายและพรรณนาถึงกรุงเทพฯ ในอดีตได้อย่างน่าเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง อีกทั้งหลายสิ่งที่มะลิถ่ายทอดมาให้เราอ่าน ก็ไม่อาจเรียกกลับคืนมา หรือตามหาร่องรอยในปัจจุบันได้อีกแล้ว เช่น เรื่องจับแมงดาแถวพระบรมรูปทรงม้า (รัชกาลที่ 5) เชื่อว่าไม่มีใครจินตนาการออกแน่ๆ ว่า ย้อนกลับไปราวๆ เจ็ดสิบกว่าปี แถวลานพระบรมรูปทรงม้าจะสามารถดักจับแมงดามาทำอาหารได้ เรื่องนี้เล่าไว้ในตอน “ครัวคนยาก” ความว่า


บางวันที่พ่ออยากกินน้ำพริกแมงดา ก็จะบอกพี่โมกแต่เนิ่นให้ไปจับแมงดาที่ลานพระรูป...ลานพระบรมรูปทรงม้าในตอนนั้นดูช่างกว้างใหญ่เหลือเกินในความรู้สึกของผม ยามกลางคืนมีโคมแสงจันทร์นวลตาล่อแมงดาให้บินมาเล่นไฟ ทำให้เด็กๆ มาไล่จับแมงดากันคึกคัก


นอกจากนี้ เรายังได้เห็นถึงความสัมพันธ์ ทัศนคติของคนไทยและคนจีน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในตรอกซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เรื่องราวสนุกๆ จึงไม่ได้มีแค่วัฒนธรรมประเพณีแบบไทยเท่านั้น แต่ยังเล่าถึงประเพณีจีนด้วย เช่น ที่มาของความเชื่อและประเพณีไหว้พระจันทร์ ตรุษจีน ฯลฯ 

หรือในตอน “รถราง” ก็เป็นอีกหนึ่งตอนที่ผมชื่นชอบ เพราะเขายกเอาคำร้องเล่นของเด็กๆ มาให้เราได้อ่านกัน แถมด้วยเรื่องการเล่นว่าวของเด็กๆ และกลวิธีทำป่านคม สำหรับตัดเชือกว่าวของคู่แข่ง แม้ตอนนี้จะจบแบบสลดหดหู่ แต่ผมก็ยังรู้สึกชอบ โดยเฉพาะเพลงรถราง ลองอ่านแล้วเพลินดีครับ


“ปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด...เสียงนกหวีดทำให้รถจอด

จอดจ้าจอด พอถึงสามยอดรถยอดทันที

อาเฮียอย่าเพิ่งขึ้น ขอให้คุณน้าแกลงก่อนซี

ขึ้นแล้วกระเถิบเข้าใน สตางค์เตรียมไว้อย่าได้รอรี

หลักเมืองถึง เอส.เอ.บี. ราคาเขามีห้าสิบสตางค์

ไว จ้า ไว ขึ้นแล้วเดินไปอย่าได้หยุดยั้ง

ท่านหญิงโปรดจงระวัง

กระเป๋าสตางค์ท่านจะหายไป...”


อีกหนึ่งตอนที่จบได้สะเทือนใจสุดๆ คือ “รั้วสังกะสี” เล่าถึงสภาพบ้านเมืองยุคสงครามโลกว่า มีอาชีพหนึ่งซึ่งมาพร้อมสงครามและภาวะข้าวยากหมากแพง คือ โสเภณี เมื่อหนุ่มๆ ยุคนั้นเอ่ยถึง ‘โบสถ์พราหมณ์’ ‘ตรอกไข่’ ‘ตึกดิน' จะเป็นการกล่าวอย่างมีเลศนัยหมายถึง สถานโสเภณีที่ล้อมรั้วด้วยสังกะสี ซึ่งเด็กๆ ยุคนั้นมักจะชอบวิ่งร้องเพลงที่พวกเขาไม่รู้ความหมายที่แท้จริงว่า “เดินดีๆ เป็นชีกะล็อก เดินด๊อกๆ เป็นช็อกกะลี”

เรื่องสะเทือนใจในตอนนี้ กล่าวถึงโสเภณีชื่อ ดวงจันทร์ ที่ยอมขายตัวเอง เพื่อนำเงินมาส่งเสียน้องชายให้เรียนหนังสือ พอน้องเรียนจบ ดวงจันทร์ก็จบชีวิตของเธอด้วยการผูกคอตาย อยู่ภายในสถานที่ที่ล้อมรั้วสังกะสีแห่งนั้นเอง...

ถ้าเป็นตอนที่ผมชอบมากที่สุด ผมขอยกให้ตอน “กระเช้าสวรรค์” ซึ่งเด็กชายมะลิเล่าถึง ตารอง ชายแก่ที่มักถูกเด็กๆ ล้อว่าเป็นผีปอป ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แต่ตารองนี่แหละ คือคนแรกที่พามะลิขึ้นกระเช้าสวรรค์ และเกิดเป็นความประทับใจที่ตราตรึงเขาเสมอมา อยากรู้ว่าน่าประทับใจอย่างไร ลองหามาอ่านกันดูนะครับ

เด็กชายมะลิวัลย์ วรรณกรรมเยาวชนที่รับเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ในความคิดของผม เด็กๆ วัยนี้น่าจะอ่านแล้วงุนงงบ้างแน่ๆ เพราะเรื่องราวและสำนวนนับว่าเกินกว่าเด็กๆ จะเข้าถึงได้ทั้งหมด แต่ถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกสักนิด คิดว่าน่าจะพออ่านได้ไม่เบื่อหน่าย เรื่องต่างๆ ที่ผู้เขียนนำมาถ่ายทอดลงในหนังสือ มีทั้งจบด้วยความสุข ความประหลาดใจ และจบด้วยความเศร้า หากแต่แฝงไว้ด้วยข้อคิดให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงชีวิตในหลากหลายแง่มุม โดยเฉพาะการครองตนอยู่ในความยากจนอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเราเห็นเด่นชัดแล้วจากครอบครัวของเด็กชายมะลิ

แนะนำครับ สำหรับใครที่อยากอ่านงานเขียนขนาดสั้น แต่กินใจแทบทุกบรรทัด


“...ใน ‘เด็กชายมะลิวัลย์’

สิ่งหนึ่งนอกเหนือจากการบอกเล่าเรื่องราวของเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง

ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว (อ้างอิงฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2530)

ก็คือการบันทึกความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

และภาวะจิตใจของผู้คนที่แม้จะบอบช้ำจากพิษภัยของสงครามมาหมาดๆ

แต่ก็เปี่ยมไปด้วยน้ำจิตน้ำใจ ความอารีอารอบ

ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีคุณธรรม รวมทั้งความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง

ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ นับวันมีแต่จะเลือนหายไปจากสังคมไทย

…

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยความเคารพและศรัทธาต่อน้ำใจของคนไทย

ในสังคมไทยยุคนั้น และปรารถนาที่จะให้

‘เด็กชายมะลิวัลย์’

เป็นดั่งน้ำใสบริสุทธิ์สักหยาดที่หยาดลงบนหัวใจที่แห้งผาก

ของคนในสังคมยุคปัจจุบัน...”

- ประภัสสร เสวิกุล


Jim-793009

20 : 01 : 2017




Create Date : 20 มกราคม 2560
Last Update : 20 มกราคม 2560 9:18:47 น.
Counter : 3552 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  

Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments