ผีลุงพล

เรื่องนี้ ส่งมาจากคุณโมทย์
    เรื่องราวนี้เกิดขึ้นนานมากแล้ว เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน สมัยที่ผมยังเด็กมากๆ เหตุเกิดที่จังหวัด อุบลราชธานี
หลังจากคุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกัน  ก็ได้แยกครอบครัวออกมาอยู่กันที่ บ้านเถียงนาที่ตายายยกให้พ่อผมชื่อว่าพล ได้รู้จักกับคนต่างถิ่นคนนึง ที่มาได้แฟนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เขาก็ชื่อพล เหมือนกันด้วย โดยผมจะเรียกเพื่อนพ่อคนนี้ว่า "ลุงพล"
ลุงพลแกจะมีรูปร่างสูงใหญ่  ตัวมีกลิ่นสาป และไม่ชอบใส่เสื้อ โดยปกติแกมักจะชอบ ชวนพ่อผมไปหากบ หาเขียดกันยามค่ำคืนบ่อยๆ ตกตอนเย็นก็ชอบมาคุยเล่นที่บ้านกับพ่อผมอยู่เสมอๆ  มาทุกวันจนกลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันเลยก็ว่าได้  เย็นวันหนึ่ง พ่อกำลังนั่งตกปลาอยู่  ก็ได้มองไปทางฝั่งนาของลุงพล  เห็นแกยืนมองมาจากคันนา แต่ไม่ได้พูดอะไร ด้วยความที่สนิทกัน พ่อผมจึงตะโกนถามไปว่า "ทำอะไรอยู่ ?" ลุงพลก็หันมามอง พร้อมกับกวักมือเรียก พ่อผมจึงลุกเดินไปหา  แต่ยังไม่ทันเดินไปถึง ตัวลุงพลแกก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านแกไป  ซึ่งตอนนั้นกว่าที่พ่อผมจะเดินจากนาตัวเอง ไปยังนาของลุงพล ก็เป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร เมื่อพ่อผมเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงได้เห็น เมียของลุงพล กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ในนา  แถมมีรอยถูกตีที่หัวจนเลือดออก  แต่ยังคงมีสติไม่สลบ พ่อผมจึงรีบวิ่งเข้าไปดู   แล้วเรียกเมียลุงพลให้ได้สติ  พอเมียลุงพลเห็นพ่อผม แกก็ทำหน้าตาช็อคมาก และก็ร้องไห้ ปากก็บอกว่า "ช่วยผัวฉันด้วย  ช่วยผัวฉันด้วย " พ่อผมจึงถามว่า "อ้าว..แล้วไอ้พล มันอยู่ไหน?"  เมียลุงพลก็บอกว่า "แกอยู่ที่คอกวัวทางโน้น" พ่อผมจึงวางเมียลุงพล ให้พิงกับกองฟาง แล้วรีบวิ่งไปที่คอกวัวอย่างรวดเร็ว พอไปถึงก็เห็นขาลุงพล โผล่ออกมาจากคอกวัว  แต่ส่วนตัวถูกขี้วัวทับอยู่  ซึ่งพอไปถึงจึงรู้ว่าลุงพลได้เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็มีการไปแจ้งตำรวจ  และเมื่อเมียลุงพล แกตั้งสติได้ แกก็เล่าว่า ขณะที่แกกำลังหุงข้าวทำอาหารอยู่ในครัวก็ได้ยินเสียงลุงพล ร้องเสียงดัง แกจึงรีบวิ่งออกมาดู ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้จอบสับลุงพลอยู่  เมียแกจงรีบวิ่งจะเข้ามาช่วย คนร้ายมันจึงทำร้ายแกจนสลบไป ผู้ชายคนที่มาทำร้ายลุงพลนั้น  คือคนบ้าในหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้รู้จักกับลุงพลด้วย แต่เวลาที่เขาเดินไปที่ไหนในหมู่บ้าน ก็มักจะโดนชาวบ้านขู่ว่า  "เดี๋ยวให้ลุงพลมาจัดการเลย" จึงทำให้เค้ากลายเป็นคนที่กลัวลุงพลมากๆ  ส่วนวันเกิดเหตุ เห็นเค้าว่าคนบ้าคนนั้น เดินมาเห็นลุงพล ซึ่งตอนนั้นลุงพล ไม่ทันตั้งตัวนั่งหันหลังอยู่  จึงได้จังหวะเหมาะเลยก่อนเหตุฆ่า โดยที่ลุงพลก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ซึ่งตามปกติแล้วศพที่ตายโหง จะไม่ให้นำเข้าหมู่บ้าน ศพลุงพล จึงสวดแค่คืนเดียวที่เถียงนา แล้วฝังไปเลย โดยคืนนั้น พ่อผมก็ไปฟังสวดด้วย พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาประมาณสองทุ่ม  จากนั้นพ่อก็ออกไปหากบต่อ เพราะไม่งั้นจะไม่มีอะไรกิน พ่อผมเดินหากบไปเรื่อยๆ  แล้วก็ได้กลิ่นสาปๆ  คล้ายกับกลิ่นลุงพลลอยมาตามลม ซึ่งพ่อผมจำกลิ่นนั้นได้ดี   แล้วก็ได้ยินเสียงคนเดินตามมา พ่อผมแกก็หันไปดู  ก็เห็นลุงพล กำลังยืนอยู่จริงๆ  ด้วย ในสภาพที่ไม่ใส่เสื้อ สะพายฆ้อง ส่วนอีกมือ ถือฉมวกกำลังเดินตามพ่อผมมา พอเห็นอย่างนั้นแล้ว  พ่อแกก็วิ่งทันทีด้วยความตกใจ  ซึ่งพอวิ่งไปแล้วหันมาดู  ก็ยังเห็นลุงพล แกวิ่งตามมาด้วย  พ่อผมจึงรีบวิ่งกลับบ้าน พอถึงหัวบันได ก็โยนทิ้งของ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กระโจนขึ้นไปบนบ้านทั้งๆ ขี้โคลนเปื้อนขาแบบนั้น จนแม่เห็นจึงเข้ามาถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อผมก็ไม่ตอบอะไร แต่แม่ก็เดาได้ว่า  แกน่าจะไปเจออะไรมา  เพราะแม่รู้ว่ายังไงลุงพลก็ต้องมา พอรุ่งเช้าพ่อผม จึงมาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟังว่า ลุงพลแกตามไปจับกบด้วย  แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ หาว่าพ่อเมาจึงตาฝาดไปเอง กระทั่งถึงเวลาก่อนจะฝังศพลุงพล  สัปเหร่อก็มีการเปิดโลงศพลุงพล ออกมาเพื่อทำพิธีล้างหน้าศพ พ่อเล่าว่าเขาแทบช็อค เมื่อเห็นที่ขาศพลุงพลเปื้อนขี้โคลนเต็มไปหมด..!! ทั้งๆ ที่ก่อนทำพิธีก็ได้มีการทำความสะอาดศพแล้ว ทุกคนจึงอ้าปากค้างกัน แต่ไม่มีใครทัก แล้วพอหลังฝังศพเสร็จ ทุกคนก็เดินกลับบ้านตัวเอง  โดยมีความเชื่อกันว่าห้ามหันหลังกลับไปมอง
คืนนั้น..พ่อผมก็รีบขึ้นบ้านนอน เวลาผ่านไปสักสามทุ่ม ก็ได้ยินเสียงลุงพลแกมาเรียกพ่อว่า "ไอ้พล จะไปรึยังเฮ้ย.." (ซึ่งเป็นประโยคที่แกมักมาเรียกพ่อ) พ่อผมแกก็กลัวมาก จนต้องหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มย้อมใจ เพื่อข่มตาให้หลับ เป็นแบบนั้นอยู่ถึง 2 คืนติดๆ เลยทีเดียว พอคืนที่สาม แม่ผมซึ่งก็ได้ยินเสียง ที่ลุงพลมาเรียกพ่อเมื่อคืนนี้เช่นกัน  แกก็กลัวมาก จึงขอพาผมที่ตอนนั้นยังเด็กมาก เอาไปนอนที่บ้านตากับยายก่อน  ส่วนพ่อผมแกก็กลัว แต่พ่อไม่สามารถไปด้วยได้ เนื่องจากต้องเฝ้าบ้าน เพราะกลัวเป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้จะหาย เย็นนั้นพอแม่กับผมไปแล้ว พ่อผมกินข้าวเสร็จ ก็กินเหล้าที่ทำเองหมดไปเป็นไหๆ  ไม่เท่านั้น ยังหอบไหเหล้า ขึ้นมากินต่อบนบ้านอีกไหหนึ่งด้วย  พอกินเหล้าย้อมใจจนเมาแกก็หลับไป.. ตื่นเช้ามาก็พบว่าตัวเองลงมานอนที่ชั้นล่างของบ้านเฉยเลย   แถมที่ข้างกายยังมีแก้วเพิ่มขึ้นมาอีกใบนึงด้วย..  แต่แกก็จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
พอคืนที่สี่ พ่อเลยลองไม่กินอะไรดู  แต่ไม่ได้เล่าให้แม่ฟังนะ เพราะพ่อกลัวแม่จะเป็นห่วง พอหลังฟังวิทยุเสร็จก็ปิด  ก็ได้ยินเสียงคนเดินมา แล้วก็ได้ยินเสียงเปลดังแอ๊ดแอ๊ด  พ่อจึงกลั้นใจตะโกนบอกว่า " เฮ้ย..ตายไปแล้วก็อยู่ใครอยู่มัน อย่ามาหลอกกันสิ กลัวนะเว้ย " พอสิ้นเสียง  เปลก็เงียบไป  แล้วก็ได้ยินเสียงคนพูดกลับมาว่า "ไปมั้ย วันนี้เสี่ยวพล  ไปมั้ยวันนี้" พ่อผมก็ขนลุกซู่  รีบยกเหล้าขึ้นดื่มดับความกลัว กะจะให้หลับไปเลย
พอวันที่ห้า จึงตั้งใจว่าถ้าวันนี้เจออีก จะไม่อยู่ที่บ้านหลังนี้แล้ว  ว่าจะหนีไปกรุงเทพ สะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย  ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า ตกดึกคืนนั้น พ่อผมก็ยังไม่กินเหล้า  แต่พอขึ้นนอนก็ได้ยินเสียงเดินมาอีก และ เสียงคนเดินมาที่ใต้ถุนบ้าน  จากนั้นก็เปลี่ยน เป็นเสียงเปลแกว่งไปมา ดังแอ๊ดแอ๊ด พ่อก็เลยคิดว่าเป็นไงเป็นกัน  ก็เลยก้มมองที่ช่องว่างของพื้นกระดานจากบนบ้านปรากฏว่า เห็นแต่เปลแกว่งเอง แต่ไม่มีคนน้่ง พ่อจึงล้มตัวลงนอนแล้วตะโกนบอกไป "อย่ามาแกล้งกันสิ  อย่ามาแกล้งกันเลย" แล้วก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาจากลุงพลว่า "เสี่ยว กูตายแล้ว มึงยังจะรังเกียจกูอีกหรอ..!!" พ่อแกกลัวมาก  โดยระหว่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงเปลอีก ดังแอ๊ดแอ๊ด ตลอดเวลา แกจึงลุกขึ้นมาส่องดูอีกที ก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่เปลแกว่ง  แต่พอกำลังจะผงกหัวขึ้น หน้าลุงพลก็โผล่มาที่ร่องกระดานทันที  เห็นลูกกะตาแกเต็มๆ พ่อผมถึงกับตกใจหงายหลังเป็นลมสลบไปเลย  เช้ามาก็เป็นไข้  และเมื่อแม่ผมกลับมาก็ ให้คุณตามารับไปเก็บของในบ้าน แล้วไปส่งขึ้นรถไปกรุงเทพเย็นนั้นเลย พ่อบอกว่ายอมรับเลยครับ ว่าขืนอยู่ต่อไม่ไหวแน่ หนีเข้ากรุงเทพเลยดีกว่า ดูสิยังจะตามมาได้อีกรึเปล่า
 



Create Date : 06 มีนาคม 2564
Last Update : 6 มีนาคม 2564 23:27:57 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 6233428
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ทุกเรื่องหลอนเล่าจากประสบการณ์จริง แม้มองไม่เห็นแต่เราสัมผัสได้
มีนาคม 2564

 
1
8
10
12
13
14
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
 
6 มีนาคม 2564