ดั้นด้นค้นหาคุณธรรม

ความเป็นมาของคำว่าสาธุ






28 ตุลาคม 2564 เข้าหน้าหนาวแล้ว Covid - 19 ยังไม่คลี่คลายเลยน้ำก็ท่วมอีก เฮ้อ ! เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง ๆ ยอดผู้เสียชีวิตแม้จะมีแนวโน้มว่าลดลงแต่ก็ประมาทไม่ได้มาอ่านเรื่องราวน่ารู้และสาระธรรมดีกว่าสำหรับวันนี้ลองมาอ่านความเป็นมาเรื่องของคำว่า สาธุ

หมายเหตุ...ลมหนาวโชยมาอย่างแผ่วเบาแล้ว

ความเป็นมาของคำว่า สาธุ นั้นมีประวัติความเป็นมา ดังมีเรื่องย่อว่าชายคนหนึ่ง

อยู่ในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ได้ฟังพระแสดงธรรมเทศนาแล้วเห็นโทษในการครองเรือน มีความปรารถนาจะขอบวช เพื่อแสวงหาความสงบในสมณธรรม จึงลาจากภรรยาไปบวช ได้ตั้งใจพากเพียรในสมณธรรมตามที่ปรารถนาไว้ตลอดมา ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงพบหญิงผู้เป็นภรรยาของชายคนนั้น และเมื่อทรงได้ทราบเหตุความเป็นมาทั้งหมด จึงเกิดสมเพชในนางผู้เป็นภรรยา รับสั่งให้นำหญิงนั้นมาเลียงไว้ในพระราชวัง ตั้งเป็นท้าวนางกำนัล อยู่มาวันหนึ่ง

ราชบุรุษนำดอกนิลุบลบัวเขียวมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล กำมือหนึ่ง พระองค์จึงประทานแก่ท้าวนางคนละดอก ฝ่ายสตรีที่เป็นภรรยาของชายที่ไปบวชนั้น เมื่อไปรับพระราชทานก็ยิ้มแสดงความยินดีดุจนางอื่น ๆ แต่พอดมกลิ่นนิลุบลแล้ว นางกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จึงร้องไห้พระเจ้าปเสนทิโกศลสงสัยพระทัย จึงตรัสถามว่า เหตุใดนางจึงยิ้ม แล้วร้องไห้ นางจึงกราบทูลว่า ที่นางยิ้มเพราะดีใจที่ทรงพระกรุณาพระราชทานอดกบัวให้ แต่พอดมดอกบัวแล้วหอมเหมือนกลิ่นปากสามีที่ไปบวช นางคิดถึงความหลัง จึงร้องไห้ พระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องการพิสูจน์วาจาของนาง จึงโปรดให้ประดับวังด้วยของหอมทั้งปวง เว้นแต่

บัวนิลุบล แล้วอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหล่าภิกษุสงฆ์ ให้มาฉันภัตตราหารในพระราชฐาน แล้วมีพระราชดำรัสถามหญิงนั้นว่า พระมหาเถระองค์ไหนที่นางอ้างว่าเป็นสามี หญิงนั้นก็ชี้ไปที่พระมหาเถระ เมื่อเสร็จภัตตกิจแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศล อาราธนาให้พระพุทธเจ้าและภิกษุองค์อื่น ๆ กลับวัดไปก่อน เว้นพระมหาเถระ ขอให้อยู่เพื่อกล่าวอนุโมทนา เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกับ ไปแล้วพระมหาเถระองค์จึงกล่าวอนุโมทนาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ และมีกลิ่นหอมฟุ้งออกจากปากพระเถระรูปนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ กลบเสียซึ่งกลิ่นการบูร และพิมเสน ผสมกฤษณา หอมยิ่งกว่าดอกบัวนิลุบล ปรากฏการณ์นี้ปรากฏแก่ชนทั้งทั้งหลายในพระราชวัง ส่วนองค์มหากษัตริย์ เมื่อเห็นจริงดัง

หญิงนั้นกราบทูลก็ทรงโสมนัสน้อมนมัสการ ฝ่ายพระมหาเถระเสร็จสิ้นการอนุโมทนาแล้ว ก็กลับไปสู่วิหาร ครั้นพอ รุ่งเช้า พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงเสด็จไปสู่พระวหาร ถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลถามว่า เหตุใดปากของพระมหา เถระจึงหอมนักหนา ท่านได้สร้างกุศลใดมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัส บุพพกรรมของภิกษุนั้นว่า เพราะบุพชาติปางก่อน ภิกษุรูปนี้ได้ฟังพระสัทธรรมไพเราะจับใจ เต็มตื้นด้วยปีติยินดี จึงออกวาจาว่า สาธุ เท่านั้น อานิสงส์แห่งการฟังพระสัทธรรมให้ผล จึงได้มีกลิ่นปากหอมดังนี้

ถ่ายภาพประกอบเนื้อหาโดย สุชู

มัชฌิมประภาสปุญสถาน


ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ







 

Create Date : 28 ตุลาคม 2564   
Last Update : 28 ตุลาคม 2564 16:57:10 น.   
Counter : 197 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

พุทธศาสนามีลักษณะเฉพาะ






Buddhism is characterized by an emphasis on the possibility of inner transformation—a process of bringing forth our full human potential. There is a common perception that the discipline and focus necessary for such a process requires a set of ideal circumstances not available to most. Nichiren Buddhism, however, teaches that it is only by squarely facing the challenges that confront us amidst the harsh contradictions of society that we can carry out the task of changing our own lives and the world for the better.

พุทธศาสนามีลักษณะเฉพาะโดยเน้นที่ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงภายใน ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำศักยภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ออกมา มีการรับรู้ทั่วไปว่าระเบียบวินัยและการมุ่งเน้นที่จำเป็นสำหรับกระบวนการดังกล่าวต้องใช้ชุดของสถานการณ์ในอุดมคติซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีให้ อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนานิชิเร็นสอนว่าการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เผชิญหน้าเราอย่างตรงไปตรงมาท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงของสังคมเท่านั้นที่เราจะสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเองและโลกให้ดีขึ้นได้

Human revolution is the term used by second Soka Gakkai President Josei Toda to describe a fundamental process of inner transformation whereby we break through the shackles of our lesser self bound by self-concern and the ego growing in altruism toward a greater self capable of caring and taking action for the sake of othersultimately all humanity. As Daisaku Ikeda explains There are all sorts of revolutions: political revolutions economic revolutions industrial revolutions scientific revolutions artistic revolutions but no matter what one changes the world will never get any better as long as people themselves remain selfish and lacking in compassion. In that respect human revolution is the most fundamental of all revolutions and at the same time the most necessary revolution for humankind.

การปฏิวัติมนุษย์ เป็นคำที่ใช้โดยประธานโซกะ กักไคคนที่สอง โจเซ โทดะ เพื่ออธิบายกระบวนการพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงภายใน โดยที่เราฝ่าฟันห่วงของ ตัวตนที่น้อยกว่า ของเราซึ่งผูกติดอยู่กับความกังวลในตนเองและอัตตา เติบโตในความเห็นแก่ประโยชน์แก่ ตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่สามารถดูแลและดำเนินการเพื่อผู้อื่นท้ายที่สุดแล้วคือมนุษยชาติทั้งหมด ดังที่ อาจารย์ ไดซาคุ อิเคดะ อธิบายว่า การปฏิวัติมีทุกประเภท การปฏิวัติทางการเมือง การปฏิวัติทางเศรษฐกิจ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติทางศิลปะ แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะเปลี่ยนไป โลกจะไม่มีวันดีขึ้น ตราบใดที่ตัวผู้คนเอง ยังคงเห็นแก่ตัวและขาดความเมตตา ในแง่นั้น การปฏิวัติของมนุษย์เป็นพื้นฐานที่สุดของการปฏิวัติทั้งหมด และในขณะเดียวกัน การปฏิวัติที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษยชาติ






Post_0000000009_2010.jpg




 

Create Date : 13 กันยายน 2564   
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2564 15:46:23 น.   
Counter : 192 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Nichiren Buddism









ผมเป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมในนิกายมหายาน คือ นิกายนิชิเร็นโชชิวในด้านกิจกรรมก็มีการเรียนธรรมะการเผยแผ่ธรรม(ฆราวาส)ก็มีการทำวัตรเช้า- วัตรเย็นเหมือนเถรวาทและการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างใรการสวดมนต์เพื่อให้ชีวิตเราสอดคล้องกับสกลจักรวาล คือ จังหวะชีวิตเราสอดคลองกลับสกลจักรวาลเทพธรรมบาลคุ้มครองเราอธิษฐานสิ่งใด้ก็จะสมปรารถณาแต่ไม่ใช่การงมงายขอให้ถูก[หวย]อันนี้

ไม่ถูกต้องการอธิษฐานก็ คือ อธิษฐานแล้วลงมือกระทำด้วยตนเองยกตัวอย่างเช่นบ้านของเราอยู่มานานแล้วมันเก่าชำรุดทรุดโทรมแต่เรายังไม่พร้อมคือปัจจัยในการซ่อมแซมบ้านยังไม่พอเราก็อธิษฐานขอต่อ โงะฮนซน ว่าให้ข้าพเจ้า(...)ได้มีโอกาสซ่อมแซมบ้านแล้วเราก็ทำการงานอาชีพไปตามปกติจนกระทั่งถึงจุด ๆ หนึงผลบุญที่เราทำวัตรเช้าเย็นก็จะอำนวยผลหนุนนำให้เราสามารถซ่อมแซมบ้านได้ไม่ใช่อธิษฐานแล้วนั่งเฉย ๆ โดยไม่ทำงาน
ไว้จะมาเล่ารายละเอียดอีกครั้ง

ความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวใน พุทธธรรม หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มที่รวมกันอย่างกลมเกลียวบนพื้นฐานของธรรมะ.....SGI

ไม่ว่าในยามไหนชีวิตก็มีค่ารักษา
ชีวิตไว้ในยามที่โรคระบาดคุกคาม
บ้านเมืองระส่ำระสายประชาชนไร้
ที่พึ่งเราต้องช่วยตัวเองใช้ชีวิตให้
คุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมา

It Begin Never Ending

ขอให้ปลูกเมล็ดแห่งมิตรภาพและสันติภาพหล่อเลี้ยงผืนดินแห่งจิตใจของประชาชนเพื่ออนาคตอีก 50 ปี 100 ปี นับจากนี้...SGI


เรื่องเล็ก ๆ นั้นมีความสำคัญ

ขอให้ตั้งเป้าหมายพิเศษเพื่อฤดูร้อนนี้(สงกรานต์)

และทำอย่างดีที่สุดเพื่อไปสู่ชัยชนะในแต่ละวัน

จงสวดมนต์เช้าเย็นและสวด ไดโมขุ คือ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว อย่างก้องกังวาน

และรักษาจังหวะที่ดีในชีวิตประจำวันด้วยการใช้"ปัญญา"ของเรา

นี่คือวิธีที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจ

ขอให้ท้าทายกับตนเองเพื่อ พัฒนามิตรภาพ กับคนจำนวนมาก

ซึ่งทำให้เรามีฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่แห่ง(การปฏิวัติมนุษย์)
 
ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้ดูกายดูใจ ดูจิต ตามดูตามรู้Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren BuddhismNichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism Nichiren Buddhism




 

Create Date : 12 กันยายน 2564   
Last Update : 12 กันยายน 2564 20:08:37 น.   
Counter : 208 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นางกีสาโคตมี





สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ.เชตวันกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแลบุตรของนากาสีโคตมีซึ่งกำลังน่ารัก - น่าเอ็นดูได้ตายลงนางกีสาโคตมีเสียใจแทบเป็นบ้าเพรานางมีลูกคนเดียวนางได้อุ้มลูกน้อยไร้วิญญาณไปบ้านโน้น - เรือนนี้ขอให้ชาวบ้านช่วยรักษาลูกของนางให้ฟื้นขึ้นมาชาวบ้านมีความสงสารหัวอกของผู้เป็นแม้แต่ก็สุดที่ใคร ๆ จะช่วยนางได้จึงแนะนำนางให้ไปพบพระพุทะเจ้านางจึงอุ้มลูกน้อยผู้สิ้นลมไว้แนบอกแล้วรีบวิ่งไปยังสำนักเชตวันซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่นางกาสีโคตมีซึ่งผู้มีสีหน้านองด้วยน้ำตายื่นแขนทั้งสองที่รองรับลูกน้อยไว้ไปทางพระพุทะเจ้าพลางพูดด้วยเสียงสะอื้นว่าท่านเจ้าขาโปรดช่วยชุบชีวิตลูกน้อยของอิฉันให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยเถิด

พระเจ้าข้า พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่นาง กีสาโคตมีว่า เธอจงไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดในบ้านที่ไม่มีคนตายมาสักหยิบมือแล้วเราจะประกอบยาชุบชีวิตให้ลูกเธอ นางได้อุ้มลูกน้อยไว้แนบอกวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านตามหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด แทบทุกเรือนบอกว่า เมล็ดพันธุ์ผักกาดมีแต่พอถามถึงว่าที่บ้านนี้มีคนตายมากก่อนมั๊ย ? ทุกบ้านตอบตรงกันว่าเคยมี เช่น พ่อ - แม่ - ปู - ย่า - ตา - ยาย - ผัว - เมีย - ลูก - หลาน นางกีสาโคตมีตระเวนหาตั้งแต่เช้าถึงเย็นจนลูกเหม็นเน่าก็ไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกากจากบ้านที่ไม่มีคนตายเลยแม้แต่เมล็ดเดียวจึงต้อง

กลับมาเฝ้าพระพระพุทธเจ้าด้วยความผิดหวัง พระพุทธองค์จึงทรงให้สติแก่นางว่า กีสาเอ๋ย อนิจจตาธรรมนี้มิใช่แสดงธรรมเฉพาะนิคม มีใช่ธรรมเฉพาะสกุลเดียวแต่เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลกหมายความว่าความตายเป็นเรื่องสาธารณะทั่วไปมิใช่ว่าบ้านนี้ตาย - บ้านโน้นไม่ตาย ตระกูลโน้นตาย - ตระกูลนี้ไม่ตายก็หามิได้ แต่ว่าตายหมดทุกบ้านทุกเมือง แม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม ก็มิได้มีข้อยกเว้นจะต่างกันก็แต่ว่าจะช้าหรือเร้วเท่านั้น บางคนไม่ตายตอนเด็ก็ตายรุ่นหนุ่ม - สาว ไม่ตายรุ่นหนุ่ม - สาวก็ตายเมื่อแก่ ไม่ตายดีก็ตายร้าย ตายเหมือนกันหมดไม่เว้นแม้แต่พระราชา เศรษฐี ยาจก จนถึงพระสงฆ์องค์

เจ้าผู้เว้นจากบาปเวรก็ต้องตายเช่นเดียวกัน นางกาสีโคตมีได้ฟังธรรมจากพระพุทะองค์ก็ได้สติปลงตกถึงกฏธรรมดาของโลกว่ามีเกิดมีตายไม่มีใครหยุดยั้งได้จึงนำบุตรของตนไปทิ้งแล้วขอบรรพชาอุปสมบท ต่อมาไม่นานนางก็ได้บรรลุอรหันต์เป็นสาวิกาสำคัญองค์หนึ่งของโลก

พิมพ์สด ๆ ออกมาจากหนังสือซึ่งได้อ่านและรวบรวมไว้หนึ่งในหนังสือจำนวนหลายร้อยเล่มที่บ้านของข้าพเจ้าเป็นเรื่องสั้น ๆ พอที่จะพิมพ์ไหวก็เลยพิมพ์คัดลอกออกมาหนังสือชุดไม้เท้ายอดกตัญญูสำนักพิมพ์ธรรมสภา ก็ได้แต่หวังว่าจะมีข้อมูลใหม่ ๆ บนเว็บฯ ของข้าพเจ้าบ้าง เอามาจากเว็บอื่นบ้าง  คัดลอกออกมาจากในหนังสือบ้าง

มัชฌิมประภาสปุญสถาน

ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ










 

Create Date : 27 สิงหาคม 2564   
Last Update : 27 สิงหาคม 2564 20:24:24 น.   
Counter : 258 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ




บันทึกในวันที่ CV-19 ระบาดหนักทั่วทั้งประเทศมีแต่ความมืดมินมองไม่เห็นความหวังผู้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วงหล่นลงพื้นผู้คนไร้ความหวังอีกทั้งมีตายอยู่ที่บ้านตายในโรงพยาบาลชีวิตใช่ผักอย่างนั้นหรือ ? อาหาร ที่อยู่ อาศัย ยารักษาโรค อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต และแล้วสถานการณ์ล่ามีคนตายริมฟุตบาทในกรุงเทพส่วนการล้มตายภายในบ้านก็มีหลายสิบรายและมีแต่จะเพิ่มประมาณมากขึ้นทุกวัน

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ

ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยากขอให้ตั้งอยู่ในความสงบรับโอวาทพอสมควรวันนี้มีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตมาถวายดอกไม้ตามกาลเวลา เรื่องสักการะเรื่องคารวะการเคารพต่อผู้ใหญ่เป็นมงคลอันเลิศ พรรษานี้อาตมาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงไม่สบาย สุขภาพไม่แข็งแรงจึงหลบมาอยู่บนภูเขานี้ก็ได้รับอากาศบริสุทธิ์สักพรรษาหนึ่ง ญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายไปเยี่ยมก็ไม่ได้สนองศรัทธาอย่างเต็มที่เพราะว่าเสียงมันจะหมดแล้ว ลมมันก็จะหมดแล้วนับว่าเป็นบุญที่เป็นตัวเป็นตนมานั่งให้ญาติโยมเห็นอยู่ นี่นับว่าดีแล้ว ต่อไปก็จะไม่ได้เห็น ลมมันก็จะหมด เสียงมันก็จะหมดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของสังขารที่พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสอนไว้ ขะยะ - วัยยัง คือ ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขาร

ความเสื่อมไปแห่งสังขาร

เสื่อมไปอย่างไร เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนมันเป็นน้ำเขาเอามาทำให้เป็นก้อน แต่มันก็อยู่ไม่นานหรอกมันก็เสื่อมไปเอาก้อนน้ำแข็งใหญ่ ๆ เท่าเทปนี้ไปวางไว้กลางแจ้ง จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็งก็เหมือนสังขารนี้ มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อยไม่กี่นาทีไม่กี่ชั่วโมงก้อนน้ำแข็งก็จะหมด ละลายเป็นน้ำไป นี่เรียกว่าเป็นขะยะวัยยัง ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่มีโลกขึ้นมาเราเกิดมาเราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วยไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน พอเกิดเราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกันดังนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า ขะยะ- วัยยัง ความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย เรานั่งอยู่บนศาลานี้ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งหมดนี้ มีแต่ก้อนเสื่อมทั้งนั้นนี่ที่ก้อนมันแข็ง เปรียบเช่นก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนเป็นน้ำ มันเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วก็เสื่อมไปเห็นความเสื่อมมันไหม ดูอาการที่มันเสื่อมซี ร่างกายของเรานี่ทุกส่วนมันเสื่อม ผมมันก็เสื่อมไป ขนมันก็เสื่อมไปเล็บมันก็เสื่อมไปหน้ามันก็เสื่อมไป อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น

ควรตั้งเป้าของชีวิตหรือตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทผ่านสงกรานต์ปีใหม่ไทย

แล้วควรเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเพื่อชีวิตและวันข้างหน้าจะได้ไม่ตกไปเป็น(โมฆะชีวิต)

เนื้อหาธรรมบรรยายโดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน ปีพุทธศักราช 2553






 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2564   
Last Update : 22 กรกฎาคม 2564 17:56:40 น.   
Counter : 445 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#17


 
suchu
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เงียบ ๆ และชอบสันโดษ ไม่พูดมาก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ชอบคุย



https://leemupai.tumblr.com/post/167978216820/in-bangkok-1900


IMG0813 L
[Add suchu's blog to your web]