เทศกาลกินเจประจำปี 2553 - 2010 ตอนที่ 1





เป็นภาพบรรยากาศสด ๆ {วันนี้ 7 ตุลาคม 2553} พิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง ๙ พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ หากพวกเราร่วม
ใจ กันงดทานเนื้อสัตว์วันละ 1 มื้อ ชีวิตสัตว์จะรอดตายเป็นจำนวนมหาศาล นับจากวันนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้า {Sometime}จะอยู่ใน ศีล เจ 10 วัน
การทาน อาหารที่ปราศจากเลือดเนื้อ - ชีวิตสัตว์ ไม่จำเป็นต้องเข้าเทศกาประจำปี ก็ได้ ในทุก ๆ วันปกตินี่แหละหากเราสมาทาน ศีล ๘ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งในวันพระจะเป็นการสร้างกุศลและทานอันยิ่งใหญ่เป็นความจริงทุกวันปกติ นี่แหละไม่จำเป็นต้องเข้าสู่เทศกาลก็ได้ เราตั้งว่าวันนี้จะ
ถืออุโบสถ ศีลเราก็ปฏิบัติทันทีได้เลยทุกสิ่งเริ่มจากใจ หนทาง1,000 ลี้ เริ่มจาก้าแรกเพียงก้าวเดียว พุทธะเท่านั้นคือ{จิต}และจิตเท่านั้นคือพุทธะ{พุทธะ}ไม่ได้อยู่นอกจิต และ{จิต}ก็ไม่ได้อยู่นอก{พุทธะ}ท่าน อิสระมุนีได้กล่าวไว้เดินตามพระ อย่าเดินตาม{มาร}วาทะหลวงพ่อปัญญานันท ภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ปากเกร็ด นนทบุรี เพียง เข้าวันที่ 2 ของการงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์{มาร}ก็เริ่มสำแดงเดชแล้ว{มาร}
ในที่นี้ คือ.........{มาร}ใจเรามารที่คอยหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลาได้แก่ ความกำหนัด ตาเห็นรูป หูได้ยินสิ่งที่น่าพอใจ - ไม่น่าพอใจกิเลส{มาร}

ขอความโกรธ จงอยู่ในอำนาจของท่านทั้งหลาย 

ขอความเสื่อมคลายในมิตรธรรม

อย่าได้เกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายอย่าได้ติเตียนผู้ที่ไม่ควรติเตียน   

และอย่าได้พูดคำส่อเสียดเลย

ก็ความโกรธเปรียบปานดังภูเขา ย่อมย่ำยีคนลามก




.........................ข้อความบางตอนจาก{อัจจยสูตร}........................



......................................มัชฌิมประภาสปุญสถาน.........................


ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคน เทอญ......................



Create Date : 15 ตุลาคม 2553
Last Update : 18 มิถุนายน 2557 23:42:46 น.
Counter : 358 Pageviews.

0 comment
天涯歌女{周璇}





Create Date : 01 กันยายน 2553
Last Update : 13 มกราคม 2560 22:09:29 น.
Counter : 302 Pageviews.

0 comment
梁山伯与祝英台





Create Date : 16 กรกฎาคม 2553
Last Update : 13 มกราคม 2560 22:35:20 น.
Counter : 305 Pageviews.

1 comment
จุดยืน




จุดยืน



คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีจุดยืน คนจะมีความสุขก็ต้องมีจุดยืนเช่นกันฐานของจุดยืนเรื่องความสุขมีอยู่ 3 ฐาน


1.เกิดมาเพื่อมุ่งหน้าหาความสุขตะพึด - ตะพือ


2.เดินทางสายกลาง....ไม่สุด โต่ง....ไม่กล้าเกินควร สุขก็ต้องหา - ทุกข์ก็ต้องระวัง


3.ไม่ให้จิตใจเป็นทุกข์ - สุขไม่เอา ระวังแต่ทุกข์ไม่วิ่งหาหาความสุขแต่เฝ้าระวังทุกข์ใครชอบทางไหน - ข้อไหนก็เลือกเอาแต่สำหรับอาตมา


(พระพยอม)คิดว่าชาตินี้จะไม่วิ่งหา ความสุข สุขไม่ด้ก็ช่างหัวมันใครจะสวย - ใครจะรวยแค่ไหนใครจะสนุกสนานแบบไหนมาชวนไปเล่นสนกกับเขาอาตมาไม่ไปชาติน้จ ะบวชรับใช้พระพุทธเจ้า รับใช้พระศาสนาจะเอาเหงื่อบูชาพระศาสนาไม่ยอมเสียเหงื่อเพื่อรับใช้กิเลส ตัณหาดดยเด็ดขาดใครมันจะสวยแค่ไหนชวนไปเสียเหงื่อกับมันไม่ไปเด็ดขาดชีวิตจะ ปลอดภัยเพราะวางอยู่บนรากฐานที่ปลอดภัย


คิดเป็นเห็นสุข


อาตมาขอฟันธงเลยว่าไอ้ความสุขนั้น.....มันอาจจะนำพาไปสู่ความ....และความหายนะไอ้ความสุขนี่มันเป็นตัวที่ทำให้เราต้อง
เพิ่มภาระต้นทุนชีวิตให้สูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจแย่ ทำให้สังคมเสื่อมทราม ทำให้ใจมนุษย์ต่ำลงจ้องเอาเปรียบเบียดเบียนแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวคน
ที่ วิ่งไล่งับความสุข โดยไม่ระวังทุกข์ก็จะพบกับความหายนะถ้าต้องการความสุขต้องระวังทุกข์อย่าให้ มันได้เข้ามาในชีวิต

คัดลอก(พิมพ์สด)จากหนังสือวาทะ(พระ พยอม)วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี





Create Date : 22 พฤษภาคม 2553
Last Update : 13 มกราคม 2560 22:38:29 น.
Counter : 266 Pageviews.

1 comment
ข้อคิดจากกำไลมือ






พระเจ้ากรุงพาราณสีพระองค์หนึ่ง เสด็จเข้าที่บรรทมในกลางวัน
ในคิมหสมัยและในพระราชสำนักของพระองค์นาง วรรณทาสีกำลังบดจันทร์เหลืองอยู่ในแขนข้างหนึ่งของนางมีกำไลทองหนึ่งวงในแขน อีกข้าง
หนึ่งมีกำไลทองสองวงกระทบกันกำไลทองหนึ่งวงนอกนี้ไม่กระทบพระ ราชาทรงเห็นเหตุนั้นแล้วจึงทรงแลดูนางทาสีบ่อย ๆ พลางทรงพระราช -
ดำริ ว่า ในการอยู่เป็นหมู่ย่อมมีการกระทบกันในการอยู่คนเดียวย่อมไม่มีการกระทบ เหมือนอย่างนั้นแล
โดยสมัยนั้นพระเทวีผู้ทรงประดับประดาด้วยเครื่อง อลังการพร้อมสรรพ์ ประทับยืนถวายงานพัดอยู่ พระนางทรงดำริว่าพระราชาชะรอยจะมี
พระหทัยปฏิพัทธ์ในนางวรรณทาสี ทรงให้นางทาสีนั้นลุกออกไป ทรงปรารภเพื่อจะทรงบดด้วยพระองค์เองในพระพาหาทั้งสองข้างของพระนางมี
กำไล ทองหลายวงกระทบกันเกิดเสียงดังมาก พระราชาทรงเอือมระอายิ่งขึ้น ทั้งที่บรรทมด้วยปรัศว์เบื้องขวา ทรงปรารภวิปัสสนาได้ทำให้แจ้งซึ่ง
พระ ปัจเจกโพธิญาณพระเทวีทรงถือจันทน์ เสด็จเข้าเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นซึ่งบรรทมเป็นสุข ด้วยความสุขอันยอดเยี่ยม ทูลว่ามหาราชหม่อมฉัน
จะไล้ทา พระราชตรัสว่า ออกไป อย่าไล้ทา พระนางทูลว่าอะไร มหาราช ! พระราชาตรัสว่า เราไม่ใช่ราชา อำมาตย์ทั้งหลายฟังการสนทนานั้น
ของพระราชาและพระเทวีนั้น อย่างนั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้า พระราชาผู้อันอำมาตย์เหล่านั้นทูลเรียกด้วยวาทะว่า มหาราช จึงตรัสว่า นายเรา
ไม่ใช่ราชาบทที่เหลือเป็นเช่นกับ คำที่กล่าวแล้ว ในคาถาต้นนั้นแล ส่วนคาถาวัณณนามี ดังนี้ว่า....................................................
บุคคล แลดู กำไลทองสองอันงามผุดผ่องที่บุตรแห่งนายช่างทองให้สำเร็จด้วยดีแล้ว กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด
ฉะนั้นดังนี้ ในบทเหล่านั้นบทว่า ทิสฺวาได้แก่แลดูแล้ว บทว่า สุวณฺณสฺส ได้แก่ ทองคำบาลีที่เหลือว่า วลฺยานิ เป็นคำที่นำมาเพิ่มเข้า เพราะอรรถ
ของคำ ที่เหลือมีเนื้อความอย่างนี้เหมือนกันบทว่า ปภสฺสรานิ ได้แก่ อันแพรวพราวเป็นปกติ อธิบายว่า มีแสงรุ่งเรืองบทที่เหลือเป็นบทมีอรรถ
ตื้น ทั้งนั้น...........................................
ส่วนโยชนาดังนี้ ว่า เราแลดูกำไรทองกระทบกันอยู่ในข้อมือ จึงคิดว่าเมื่อมีการอยู่เป็นหมู่ ย่อมมีการกระทบกันเมื่อมีการอยู่คนเดียว หากระทบ
กันไม่จึงปรารภวิปัสสนา ได้บรรลุแล้วบทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 19


ชื่อว่า วินัย มี ๒ อย่าง ใน ๒ อย่างนี้

อย่าง หนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง ใน ๕ อย่างนั้น วินัยนี้ ท่านเรียกว่า วิเนติ ก็ด้วย

วิธี๘ อย่างด้วยว่า วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ ....................

สังวร วินัย ๑

อสังวรวินัย ๑

ก็ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัยหนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง ก็แม้สังวรวินัยนี้ก็มี ๕ อย่าง คือ............



๑.ศีลสังวร

๒.สติสังวร

๓.ญาณสังวร

๔.ขันติ สังวร

๕.วิริยสังวร





.................แม้ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ...............




๑.ตทังคปหาน

๒.วิกขัมภนปหาน

๓.สมุจเฉทปหาน

๔.ปฏิ ปัสสัทธิปหาน

๕.นิสสรณปหาน.

ในสังวรวินัยทั้ง ๕ อย่างนั้นความสำรวมซึ่งมาแล้วในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุ

เป็นผู้เข้าถึง เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้ชื่อว่า

ศีลสังวร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 20


ความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ชื่อว่า สติสังวร
ความ สำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อน อชิตะ กระแส (กิเลส) เหล่าใดมีอยู่ในโลกสติเป็นเครื่องกั้น
กระแสเหล่า นั้น เราเรียกเครื่องกั้นกระแสทั้งหลายว่า สังวร กระแสเหล่านั้น อันบุคคลย่อมกั้นเสียได้ด้วยปัญญาดังนี้............................
ชื่อ ว่าญาณสังวรความสำรวมซึ่งมาแล้ว ในคำทั้งหลายเป็นต้นว่าภิกษุย่อมอดทนต่อความหนาวต่อความร้อนดังนี้ชื่อว่า ขันติสังวรความสำรวมซึ่งมา
แล้วในคำทั้งหลายเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมยับยั้ง คือว่าย่อมละ ย่อมบรรเทากามวิตกที่บังเกิดขึ้นแล้วดังนี้ พึงทราบว่า วิริยสังวรก็ความสำรวมนี้แม้ทั้ง
หมดท่านเรียกว่าสังวรก็เพราะสำรวมระวัง กายทุจริต และวจีทุจริต เป็นต้นที่จะพึงสำรวมระวัง เรียกว่า วินัยเพราะกำจัดกายทุจริต และวจีทุจริต
เป็นต้นที่จะพึงกำจัดตามความเป็น จริง.สังวรวินัย พึงทราบว่า แบ่งเป็น ๕ อย่าง อย่างนี้ก่อนอีกอย่างหนึ่ง การสืบต่อสันดานที่ไม่มีประโยชน์อันใด
เป็นไปอยู่
ในองค์แห่งวิปัสสนา ทั้งหลาย มีนามรูปปริเฉท (การกำหนดรู้นามรูป) เป็นต้นด้วยอำนาจที่ยังละตนไม่ได้อยู่เพียงใด การละสันดานที่ไม่มี
ประโยชน์ นั้น ๆ ด้วยญาณนั้น ๆ ก็ย่อมมีอยู่เพียงนั้น



Create Date : 20 พฤษภาคม 2553
Last Update : 9 มีนาคม 2557 13:56:22 น.
Counter : 393 Pageviews.

2 comment
1  2  3  

suchu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เงียบ ๆ และชอบสันโดษ ไม่พูดมาก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ชอบคุย