Group Blog
 
 
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
รักได้ไหมถ้าหัวใจไม่กลัวเจ็บ

“เรามากิ๊กกันไหม ? ” เสียงทุ้มกึ่งเย้าลอยมาเข้าหู หญิงสาวในชุดนักศึกษาเสื้อขาวเข้ารูปกระโปรงจีบรอบตัว ยกมือขึ้นขยับแว่นนิดหนึ่งก่อนหันไปมองเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินอ่อนหน้าตึกเรียน แล้วก็เห็นว่าชายหนุ่มผิวขาวใบหน้าละมุมตาคมมองมาที่เธอเช่นกัน อิมยกนิ้วชี้ที่ตัวเอง นึกในใจว่าตานี่ท่าจะประสาท หรือไม่ก็เมาค้าง

“ก็เธอนั่นแหละยัยแว่น” วินร้องตอบก่อนจะลุกขึ้นจากกลุ่มเพื่อนซึ่งนั่งกันอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินอ่อน แล้วเดินตรงมาหาอิม คิ้วหนาของเธอย่นเข้าหากันอย่างสงสัย

“นึกสนุกอะไรขึ้นมา ? ” อิมกระชากเสียงถามเมื่อวินมาหยุดยืนตรงหน้า

“ไม่ได้นึกสนุก แต่พูดจริงๆ ” ชายหนุ่มมองหน้าคนฟังแล้วยักคิ้วให้สองครั้ง

“เท่าที่ฉันจำได้เนี่ย นายน่ะเป็นเกย์ไม่ใช่เหรอยะ ? ” หญิงสาวเชิดหน้าถาม

“เราเป็นเกย์ แล้วเธอล่ะ” เขาไล่สายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า “เป็นอะไร ผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิง”

“ฉันเป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ย่ะ แถมยังเคยมีแฟนเป็นเพศตรงข้าม ไม่ใช่เพศเดียวกันแบบนาย” คนถูกกล่าวหาสวนทันควันและยังไม่ยอมลดลาวาศอก “โดนแฟน หุหุหุ” มือขวาเท้าเอวมือซ้ายปิดปากหัวเราะหน้าเชิด “ที่เป็นผู้ชายทิ้งก็เลยหันมากิ๊กกับผู้หญิงย้อมใจงั้นสิ ไร้สาระ ถอยไปฉันจะรีบกลับบ้าน” เธอใช้มือเล็กเรียวนั้นปัดตัวเขาให้พ้นทาง แล้วเดินเลี่ยงไป

“อกหักจากผู้ชายแล้วหันมาชอบผู้หญิงมันผิดตรงไหน เราอยากจะลองคบผู้หญิงดูบ้างไม่ได้รึไง ? แล้วใครบอกว่าเราจะเป็นกิ๊กกับเธอจริงๆ ล่ะ นี่ฟังเราพูดก่อนสิอิม” วินตะโกนไล่หลัง “โธ่เอ๊ย ! นึกว่าจะแน่...เอ๊ะ! หรือว่าที่ไม่กล้ารับคำเพราะเธอกลัวจะเผลอใจมาชอบผู้ชายที่ไม่แมนอย่างเราเข้าจริงๆ ใช่มั๊ยล่ะ ? ” พอได้ยินประโยคหลังหญิงสาวหยุดฝีเท้าทันทีและหันหลังเดินย้อนกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตารีเรียวนั้นประสานกับตาคมโตอย่างตั้งใจ แล้ววินก็เปลี่ยนอารมณ์โดยฉับพลันเปิดปากพูดต่ออย่างนุ่มนวล

“นะ ช่วยเราหน่อยนะอิม เราอยากรู้ว่าความรู้สึกเวลาที่เราสนิทกับผู้หญิงน่ะมันต่างจากผู้ชายยังไง โจรจะกลับตัวเขายังช่วยกันเลย นี่เพื่อนจะกลับใจอิมจะไม่ยอมช่วยเลยหรือ ? อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ผู้ชายให้มากขึ้นอีกหนึ่งคนนะ ” ชายหนุ่มทำเสียงอ้อน ขณะที่อิมฟังพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ ไปด้วยเหมือนกำลังคล้อยตาม

“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ”

“ก็เรื่องเพี้ยนๆ แบบนี้ก็มีแต่คนเพี้ยนอย่างเธอเท่านั้นแหละที่จะยอมทำ” วินจ้องดวงตาเรียวภายใต้กรอบแว่นนั้นนิ่งนาน เหมือนกำลังใช้กระแสจิตสะกดเธอให้ยอมทำตามคำขอของเขา

“แล้วไอ้เรื่องเพี้ยนๆ ของนายเนี่ยมันจะกินเวลานานเท่าไหร่ ? ”

“แค่ 3 เดือนเอง ถึงตอนนั้นเราคงพิสูจน์ได้แล้วล่ะว่าความรู้สึกที่เรามีต่อแซ็คน่ะมันคืออะไร เหมือนอย่างที่คนอื่นเขาคิดกันหรือเปล่า” สายตาของชายหนุ่มสลดลงชั่วอึดใจ เมื่อพูดถึงเพื่อนชายที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนนี้ห่างกันเนื่องจากเขาบินตามหญิงคนรักไปเรียนต่อต่างประเทศ และนั่นทำให้เขาหงอยไปจนใครต่อใครคิดว่าเขาอกหัก

“นี่นายกำลังจะบอกว่านายสับสนในตัวเองอย่างงั้นเหรอ ? ”

“ก็แล้วแต่จะคิด”

“ได้” อิมเน้นคำและตวัดหางเสียงขึ้น “ฉันจะช่วยนายพิสูจน์เอง” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีชัยยังไม่ทันถึงเสี้ยววินาทีอิมก็สวนขึ้น “แต่อย่าเพิ่งดีใจไปจะมาเป็นกิ๊กฉันน่ะไม่ง่ายขนาดนี้หรอก นายก็ต้องทำอะไรให้มันสมศักดิ์ศรีของฉันหน่อย” เธอหยุดคิดแวบหนึ่งแล้วก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก “งั้นบทพิสูจน์ข้อแรก พรุ่งนี้นายต้องเอาดอกไม้มาคุกเข่าบอกรักฉันต่อหน้าสาธารณะชน กล้าไหมล่ะ ? ”

“มันไม่มากไปหน่อยเหรอ ? อิม” วินกระแทกเสียงอย่างขัดใจ

“ฉันรับปากช่วยนายแล้วนะ ถ้านายไม่กล้าก็ช่วยไม่ได้” หญิงสาวกระดกไหล่ขึ้น แก้มป่องนั้นยิ้มยั่วให้ชายหนุ่มเกิดโทสะเล่น แล้วก็หันหลังเดินจากไป เลยอดเห็นว่าอีกฝ่ายขบฟันแน่น หน้าแดง ลมออกหู จ้องร่างเพรียวระหงของเธอที่กำลังเดินจากไปนั้นเขม็ง...


อิมนั่งขำอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อคิดถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอกับวินได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้กัน ทั้งที่วันนั้นเธอพูดเล่น ไม่คิดว่าวินจะบ้าจี้ยอมทำตามข้อเสนอ เธอลุกเดินมาหยุดที่หัวเตียงมองช่อดอกกุหลาบสีขาว ซึ่งบัดนี้โดนกาลเวลาพลัดพรากเอาความสดชื่นจากไปแล้ว “ป่านนี้เจ้าของเจ้าจะเป็นยังไงบ้างนะ” หญิงสาวพึมพำกับดาวบนฟ้าพร้อมกับไล้นิ้วลงบนกลีบกุหลาบแห้งที่วางอยู่บนหัวเตียงด้วยความคิดถึง...


“อะไรนะอิม นี่แกจะบ้าเหรอ” แนนเพื่อนรักของอิมร้อง เมื่อเธอเล่าเรื่องวินให้ฟังในตอนเช้า ตาจ้องดวงหน้าขาวใสของเพื่อนเขม็ง เพราะไม่เข้าใจว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่

“เอาน่า แค่เอาดอกไม้มาขอความรักฉันต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดเนี้ย นายวินก็ไม่กล้าแล้ว” อิมตอบอย่างมั่นใจแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือแกล้งทำเป็นไม่สนใจเพื่อน

“แล้วถ้านายนั่นทำจริงๆ ล่ะ แกจะว่ายังไง ?” เพื่อนสาวยังไม่ยอมลดละ อิมยกไหล่แทนคำตอบ “เฮ้อ! แกเอ้ย อยู่ดีไม่ว่าดีริจะคบกับเกย์” แนนบ่นไปส่ายหน้าไป

“ฉันแค่คบกับเขาเล่นๆ จริงจังไปได้น่ะแก”

“ผู้ชายจริงๆ ก็มีถมไป” แนนกอดอกมองเพื่อนอย่างตำหนิ อิมมองหน้าเพื่อน ดวงตาส่อแววเศร้า

“ก็ผู้ชายจริงๆ ของแกมันหักอกฉันนี่หว่า คบผู้ชายไม่แท้บ้างก็ดีเหมือนกัน” น้ำเสียงประชดประชันกับรอยยิ้มเหยียดนั้นทำให้แนนเข้ามาตบที่ไหล่เบาๆ เป็นเชิงปลอบเพราะรู้ดีว่าเพื่อนผ่านความเสียใจมายากลำบากขนาดไหน แต่แวบเดียวอิมก็กลับมายิ้มสดใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นึกขำภาพนายวินเอาดอกไม้มาบอกรักเธอในจินตนาการ

“อิม...อิม...ยัยอิม” แนนร้องเรียกเสียงดังขึ้นตามลำดับ พร้อมกับเขย่าแขนเพื่อนอย่างแรง จิตสำนึกของอิมวิ่งออกจากภวังค์อย่างเร็วจี๋ ภาพในจินตนาการแตกดัง เพล้ง! “แกเป็นบ้าไปแล้วเหรอ อยู่ดีๆ ก็นั่งหัวเราะ ...ฮึ เดี๋ยวได้หัวเราะไม่ออกแน่ นายวินเดินมาโน่นแล้ว” อิมหันไปมองตามที่เพื่อนสาวบอก ตายล่ะหว่า! นาย
วินถือช่อดอกไม้เดินตรงมาที่เธอ ชักไม่สนุกแล้วสิ นึกตำหนิตัวเองที่คะนองปากไม่คิดว่านายวินจะบ้าทำอย่างที่เธอบอก ก่อนที่จะหันมายิ้มแหยๆ ให้แนน แล้วพยักเพยิดให้เพื่อนสาวเดินตามเธอไปในขณะที่วินก็เร่งฝีเท้าเมื่อเห็นอิมทำท่าจะเดินหนี

“จะไปไหนน่ะอิม...อย่าบอกนะว่าเธอกำลังหนีเรา” สิ้นเสียงเย้ยของชายหนุ่ม อิมสะบัดหน้าเดินตรงมาที่เขาทันที ทั้งคู่จ้องหน้ากันพร้อมจะเปิดศึกคารมอีกครั้ง “เราเอาดอกไม้มาให้ตามที่เธอขอแล้วไง” ในที่สุดชายหนุ่มก็อ่อนข้อเพราะต้องการให้เจตนาของตัวเองลุล่วง ปรอทอารมณ์ของหญิงสาวเมื่อครู่ค่อยๆ ปรับองศาเดือดลงมาเกือบเป็นปกติเมื่อเห็นดอกกุลาบขาวช่อโตอยู่ตรงหน้า

“งั้นก็คุกเข่า แล้วบอกรักฉันสิ” น้ำเสียงน่าหมั่นไส้คราวนี้ทำให้ชายหนุ่มอารมณ์เดือดแทน

“นี่เธอ” ตาคมโตของเขาจ้องเธอแทบถลน กรามขบกันแน่น ค่อยๆ ข่มความรู้สึกที่ร้อนระอุให้เย็นลง แล้วทำตามที่หญิงสาวบอกอย่างขุ่นใจ

“เฮ้ย” อิมร้องตาที่เคยเล็กกลับโตขึ้นมาเพราะความตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะทำตามอย่างว่าง่ายแบบนี้ หญิงสาวขยับแว่นก้มมองเขาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ในขณะที่มีดวงตาอีกหลายสิบคู่จับจ้องมาที่เขาและเธออย่างค้นหาคำตอบ...


ในตอนนั้นอิมบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกน่าแค่ขำๆ สามเดือนเท่านั้น นึกเสียว่ามีเพื่อนเพิ่มมาอีกคน แม้ในช่วงแรกที่แกล้งคบกันเธอจะปวดหัวกับคำถามคาใจต่างๆ นาๆ ของเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยที่แวะเวียนมาถามเกี่ยวกับตัววิน แต่เมื่อพวกนั้นเจอเข้ากับวาจาพิฆาตของเธอก็ถอยทัพกลับและในที่สุดก็เงียบไป แล้ววันเวลากับความใกล้ชิดก็เล่นตลกด้วยการขันเกลียวแห่งความผูกพันของเธอกับเขาเสียแน่น...


ห้า ห้า ห้า! อิมหัวเราะลั่นสายตาจับจ้องอยู่ที่คิ้วของวินเมื่อไปเหลือบเห็นเขาเดินเข้ามาในห้อง เธอมองที่คิ้วทันทีและไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเชื่อและกลับไปทำตามที่เธอบอกเมื่อวานนี้ คิ้วที่หนาเข้มของเขาถูกใบมีดโกนเลาะออกจนบางโก่งได้รูปสวยอย่างนางแบบ นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าที่สวยเกินผู้หญิงดูหวานขึ้นไปอีก

“นี่นายเชื่อฉันจริงๆ เหรอ” สิ้นเสียงแหลมเล็กทุกคนก็หันไปมองตามสายตาของเจ้าของเสียง หลังจากที่มองอย่างสงสัยในเสียงหัวเราะนั้นอยู่ก่อนแล้ว เสียงหัวเราะลั่นกับสายตาทุกคู่ในห้องทำให้วินหยุดทันที ก่อนจะจ้องไปที่หญิงสาวต้นเหตุอย่างเอาเรื่อง แต่เธอทำเป็นลอยหน้าและอาการแบบนั้นก็ยั่วให้คนจ้องโมโหรีบสาวเท้าเข้ามาฉุดเธออกไป

“เฮ้ย ! อะไรเนี่ย อาจารย์จะเข้าสอนอยู่แล้ว นายลากฉันออกมาทำไม” เธอร้องหลังจากที่สะบัดแขนออกจากมือเขาได้สำเร็จ

“ก็อิมเป็นต้นเหตุให้เราเป็นแบบนี้ ต้องรับผิดชอบ”

“จะบ้าเหรอ ฉันแค่บอกว่าคิ้วนายมันหนาจนเกะกะ ไม่ได้บอกให้ไปกันออกสักหน่อย”

“ไม่รู้แหละอิมต้องรับผิดชอบ ไม่งั้นก็อย่าหวังว่าวันนี้จะได้เข้าห้องเรียนเลย”

“จะเอาไงก็ว่ามา” คนถูกเซ้าซี้ตัดบทด้วยความรำคาญ

“เราอยากกินเค้ก” เขาตอบลอยหน้าลอยตา

“ได้ เดี๋ยวพาไปเลี้ยงร้านที่อร่อยที่สุดเลย” พอพูดจบประโยคเธอก็ดึงมือชายหนุ่มกลับไปทางเดิม “ไปเรียนได้แล้ว” แต่คนถูกดึงฝืนตัวไว้ ทำให้เธอต้องหันมาถาม “อะไรอีกล่ะ ? ”

“ยังพูดไม่จบเลย... เราอยากกินเค้กฝีมืออิมน่ะ”

“จะบ้าหรือไง ฉันทอดไข่ยังไม่สุกเลย” หญิงสาวปล่อยมือจากเขาแล้วเดินกลับไปเข้าห้องเรียน ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนลังเลว่าจะเข้าห้องเรียนตามไปในสภาพคิ้วโก่งแบบนี้ดีหรือว่าวันนี้จะโดดเรียนหลบความอายดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจฝ่าสายตาเพื่อนๆ เดินเข้าไปนั่งเรียนตามปกติ...


“เหอะน่าเชื่อเราดิว่าอิมทำได้...นะ...นะ...เราอยากกินเค้กฝีมืออิมจริงๆ นะ” วินยังไม่ยอมแพ้ วันนี้ทั้งวันเขาตามเซ้าซี้อิมไม่เลิก

“ก็ได้ แต่ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นยังไงนายต้องกินให้หมดนะ ไม่งั้นฉันไม่ยอม บอกว่าทำไม่เป็นก็ไม่เชื่อ” คนถูกเซ้าซี้รับปากด้วยความรำคาญแต่ในใจก็นึกกระหยิ่มที่จะได้แกล้งอีกฝ่าย เพราะเธอมั่นใจว่าเค้กที่เธอทำมันต้องไม่เป็นสับปะรดแน่ๆ

แม่ของอิมส่ายหน้าขณะที่คิดว่าวันนี้ห้องครัวที่บ้านต้องพังแน่เพราะครึ่งชั่งโมงที่ผ่านมาได้ยินเสียงอิมกับวินถียงกันไม่ลดลาวาศอกสลับกับเสียงโช้งเช้งของเครื่องครัวลั่นบ้าน

“เฮ้ย ! อิมนมหกหมดแล้วค่อยๆ เทสิ” วินร้องเมื่อเห็นอิมเทนมใส่ถ้วยตวงจนล้น

“บ้า” หญิงสาวรีบยกแขนขึ้นกอดอก

“เราหมายถึงนมในถ้วย” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงปนหัวเราะ ด้วยขบขันในท่าทางของคนตรงหน้า อิมขยับแว่นตานิดหนึ่งก่อนจะหันไปตอกไข่ใส่ถ้วย

“ทำดีๆ นะอย่าให้ไข่แดงแตก”

“มาทำเองไหม พูดมากจัง”

“เฮ้ย ! …ไม่เล่นนะอิม” วินร้องห้ามเมื่ออีกฝ่ายเป่าแป้งใส่เขา หญิงสาวหัวเราะร่า

“แค่นี้พอหรือยัง” เธอถามหลังจากเทแป้งที่ผสมเสร็จแล้วใส่พิมพ์

“น้อยไปใส่อีกหน่อย บอกให้เทให้หมดมันจะเต็มพอดี”

“ก็กลัวมันล้นนี่ โอ๊ย ! ยากจัง ซื้อเขากินก็หมดเรื่อง”

หลังจากเถียงกันอยู่เกือบสองชั่วโมงก็ได้เค้กหนึ่งก้องกับครีมสำหรับปาดหน้าสีขาวฟูเนียน ชายหนุ่มตักครีมปาดไปบนก้อนขนมเค้กอย่างชำนาญปากก็สอนวิธีทำไปด้วย ในขณะที่คนถูกสอนยืนมองอย่างชื่นชม

“อ่ะ ลองทำดู” เขายื่นไม้พายให้เธอลองทำดูบ้าง

“ทำแบบนี้ใช่ไหม ถูกไหม” เธอถามในขณะที่กำลังปาดครีมบนตัวเค้ก คนสอนยืนมองอมยิ้มรอจนหญิงสาวทำเสร็จ “อ่ะ...เสร็จแล้วไงต่อ” เธอเงยหน้าขึ้นถาม

“คราวนี้ก็มาแต่หน้าเค้กกัน” วินตักครีมสีม่วงใส่กรวยกระดาษสีขาวที่ตรงถูกตัดออกเล็กน้อยเพื่อเป็นทางออกของครีม เขาบีบครีมลงบนหน้าเค้กเป็นรูปท้องฟ้า จากนั้นหยิบอีกกรวยที่มีครีมสีขาวมาบีบเป็นรูปดาว หญิงสาวนำตุ๊กตาเด็กชายและเด็กหญิงที่ทำน้ำตาลมาวาง

“ว้าว ! เสร็จแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันก็ทำเค้กได้” เธอร้องตาหยีนั้นโตขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“ยัง เหลืออีกอย่าง” เขาค้านแล้วก็นำครีมมาบีบเป็นตัวหนังสือลงบนหน้าเค้ก

HAPPY BIRTHDAY TO WIND

“วันนี้วันเกิดนายหรือ ? ” อิมเอ่ยถามเมื่อเห็นข้อความนั้น เขาพยักหน้ายิ้มกว้าง “ขอโทษนะฉันไม่มีของขวัญให้” เธอรู้สึกผิด

“ก็นี่ไงของขวัญ...แล้วก็เป็นของขวัญที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดด้วย” เขาบอกรอยยิ้มยังคงอยู่ และนั่นทำให้อิมเขินจนต้องหาเรื่องมาปกปิด หญิงสาวใช้นิ้วปาดครีมมาป้ายจมูกเขา

“ทำแบบนี้ก็โดนสิ” วินกำลังจะทำตามแต่อิมรู้ตัววิ่งหนีเสียก่อน ชายหนุ่มชูนิ้วที่แตะครีมวิ่งไล่ เสียงร้องห้ามปนกับเสียงหัวเราะลั่นครัว แม่ของอิมที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกอมยิ้มไปพร้อมๆ กับส่ายหน้า คิดว่าครัวจะแตกเสียแล้ว...


เปลวไฟที่โหมอยู่ตรงหน้ายิ่งทวีความร้อนในยามบ่ายให้รุนแรงขึ้น แต่อารมณ์ของคนยิ่งร้อนกว่า ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน บ้างถือถังน้ำสาดเข้าไปในกองไฟ บ้างตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์ ยังดีที่ตอนนี้ปิดเทอมจึงมีเด็กอยู่ไม่กี่คน วินยืนละล้าละลังเมื่อรู้ว่าอิมวิ่งเข้าไปช่วยเด็กหญิงอายุห้าขวบที่เป็นต้นเหตุให้ไฟไหม้ครั้งนี้ เธอแอบนำไม้ขีดไฟเข้าไปจุดเล่น ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไป

“ไม่เป็นไรใช่ไหม ยัยบ๊อง” เขาถามเมื่อส่งเด็กที่อุ้มไปสู่อ้อมแขนของผู้เป็นแม่แล้ว อิมส่ายหน้ามองห้องสมุดเล็กๆ ที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของเธอและเพื่อนๆ รวมทั้งชาวบ้านอย่างอาลัย “คิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์เกิร์ลหรือไง” เขาบ่น แต่เธอไม่ได้ต่อปากต่อคำเหมือนเคยเพราะรู้สึกผิด ไม่ทันคิดถึงผลของการวิ่งเข้าไปในกองไฟแบบนั้น ถ้าเขามาช่วยไม่ทันคงแย่เหมือนกัน

“ดีนะที่ยังไม่ขนหนังสือเข้าไป” หญิงสาวพึมพำด้วยท่าทีอ่อนแรง นึกถึงหนังสือต่างๆ ที่เธอและเพื่อนๆ ตั้งใจช่วยกันรวบรวมและตระเวนรับบริจาค เมื่อรู้ว่าต้องมาออกค่ายฯ ที่โรงเรียนบนดอย
วินโอบหลวมๆ และตบไหล่เธอสองสามครั้ง ทั้งคู่มองสิ่งก่อสร้างตรงหน้า ซึ่งเสียหายไปบางส่วนแล้วถอนใจออกมาเกือบพร้อมกัน นั่นทำให้รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว นายนี่ก็แมนเหมือนกันนะ เธอคิดในขณะที่สบตาเขา...


เวลาสามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากที่แกล้งคบกันกลับกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริง แต่อิมไม่ยอมรับและไม่กล้าที่เผชิญหน้ากับความจริง เธอกลัวเขาจะเดินมาบอกว่าเขายังรักแซ็คอยู่ ผู้หญิงที่เคยโดนทิ้งอย่างเธอจะไปทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็นผู้ชายแท้ๆ ได้ยังไง เมื่อถึงวันแห่งการจากลา เธอจึงหนีมาที่บ้านบนดอยซึ่งเคยพักตอนมาออกค่ายตามลำพัง

“คนขี้ขลาด” เสียงวินดังแทรกเสียงแมลงกลางคืน ทำให้หญิงสาวหันไปมองแวบหนึ่ง

“มาเที่ยวไม่ได้หรือไง” อิมถียงข้างๆ คูๆ

“นี่แน่” เขาเดินเข้ามาหอมแก้มเธอดังฟอด แล้วชิงพูดต่อ “เป็นการลงโทษที่หนีมาเที่ยวคนเดียว” แสงยามค่ำคืนทำให้คนพูดไม่เห็นว่าคนฟังหน้าแดงขนาดไหน ถึงจะไม่แน่ใจในเพศชายของเขาก็เถอะ เล่นหอมแก้มกันแบบนี้ก็ต้องมีอาการบ้างล่ะ หญิงสาวแกล้งเดินหนีกลัวจะซ่อนอาการเขินไม่มิด ชายหนุ่มวิ่งมาดักหน้าและจับมือทั้งสองข้างของเธอ

“เราขอต่อเวลาของการคบกันไปอีกได้ไหม ? ” พูดในขณะที่สบตาคนฟังนิ่ง

“ไหนบอกว่าสามเดือนก็รู้แล้วไงว่าเป็นผู้ชายหรือเปล่า”

“ก็อยากให้แน่ใจมากว่านี้ เลยต้องยืดเวลาออกไปอีก”

“นานแค่ไหนล่ะคราวนี้” อิมถามเพราะไม่รู้ว่าเขาจะสนุกกับเรื่องนี้ถึงเมื่อไหร่

“จนกว่าอิมจะไม่อยากเห็นหน้าเรา”

“งั้นก็พรุ่งนี้น่ะสิ” พูดจบก็หัวเราะออกมาดังลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความสับสนในใจ แล้วก็รีบวิ่งหนีก่อนที่จะโดนทำโทษอีกครั้ง
ภาพชายหนุ่มกับหญิงสาววิ่งไล่หยอกล้อกันท่ามกลางหมู่ดาว ปนเสียงหัวเราะที่แข่งกับเสียงแมลง ปลุกให้พระจันทร์ตื่นขึ้นมามองอย่างอิจฉา ต้นไม้ก็แกล้งหลับตาเพราะหมั่นไส้คนทั้งสอง...


แม้เวลาสามเดือนจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน แต่เธอยังจำทุกเรื่องราวระหว่างเธอกับเขาได้เสมอ อิมเดินไปหยิบการ์ดที่วาดด้วยสีน้ำเป็นรูปชายหญิงนั่งคู่กันท่ามกลางทะเลดาวออกมาจากลิ้นชักชั้นล่างสุดของตู้หนังสือ และเดินกลับมายืนข้างๆ ช่อดอกกุหลาบแห้งดังเดิม การ์ดใบนี้วินให้เธอก่อนที่จะจากไป หญิงสาวอ่านข้อความในนั้นซ้ำไปซ้ำมาเหมือนจะเตือนตัวเองว่าเจ้าของการ์ดรู้สึกอย่างไรกับเธอ ข้อความในนั้นมีความหมายสำหรับหญิงสาวกว่าถ้อยคำใดๆ มันทำลายกำแพงของความกลัวในความรักและความคลุมเครือในตัวเขาจนหมดสิ้น ถ้าได้การ์ดใบนี้ก่อนเขาคงไม่ต้องจากไปแบบนี้...


ฤดูหนาวที่ผ่านมาวินพาอิมมาที่โรงเรียนบนดอยอีกครั้ง เวลาผ่านไปเกือบปีความเติบโตของห้องสมุดที่เคยช่วยกันสร้างไว้เห็นได้ชัดเจนจากชั้นที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนหนังสือ ซึ่งนั่นทำให้อาคารเล็กๆ แทบไม่พอสำหรับเด็กๆ ที่สนใจใฝ่หาความรู้ นี่เป็นของขวัญปีใหม่ที่ทำให้ทั้งเธอและเขามีความสุขเหลือเกิน กับการเติมเต็มความรู้ให้กับอนาคตของชาติ สิ่งที่ได้เห็นทำให้เหตุการณ์ไฟไหม้วันนั้นจางไป เด็กหญิงคนที่จุดไฟและเธอกับเขาเข้าไปช่วยไว้โตขึ้นจนผิดตา แต่ยังซุกซนเหมือนเดิม ชายหนุ่มโอบไหล่หญิงสาวทั้งคู่ยืนมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มให้กัน

หลังจากไปเยี่ยมโรงเรียนบนดอยแล้ว วินพาอิมไปดูดอกซากุระบานบนดอยแม่สลองในเช้าวันถัดมา โชคดีที่เธอและเขามาฉลองปีใหม่กันล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ นักท่องเที่ยวจึงยังบางตาอยู่

ลมหนาวโบกโบย กวักมือชักชวนดอกซากุระที่กำลังบานเต็มที่ให้ปลิดปลิวเต้นระบำหวานแหวกว่ายในอากาศก่อนจะร่อนลงสู่พื้นดิน ภูเขาลูกสลับลูกเล็กใหญ่ไกลสุดตาถูกปกคลุมด้วยไอหมอก อิมมองภาพที่เห็นอย่างตื่นตาตื่นใจ หญิงสาวขยับแว่นเข้าที่ก่อนจะพ่นลมเพื่อระบายไออุ่นลงสู่มือ วินหยิบถุงมือไหมพรมสีฟ้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง และยื่นให้เธอ

“อ่ะ ใส่ซะ”

หญิงสาวยิ้มให้เขาก่อนจะรับถุงมือมาสวม แต่ก็ต้องตาโตด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่ามีอะไรอยู่ข้างใน พอหยิบออกมาดูก็เห็นว่าเป็นสร้อยข้อมือสีเงินและมีตัวอักษร I&V ตัวเล็กห้อยอยู่ตรงปลายสุดของสร้อย

“โห...” เธอช้อนตาขึ้นมองเขานิดหนึ่ง “สวยจัง”

“ของขวัญปีใหม่” เขาพูดสั้นๆ และหยิบสร้อยมาสวมให้เธอ ต่างคนต่างเขิน หน้าที่แดงจากลมหนาวอยู่แล้วยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ “อิมอุตส่าห์ลำบากลำบน แกล้งคบกับเราอยู่ตั้งนาน จะลำบากเพิ่มขึ้นไหมถ้าเราจะมาคบกันจริงๆ”

เล่นถามตรงๆ แบบนี้อิมก็อายจนม้วนไปเลย แต่นอกจากความอายแล้วอิมยังไม่แน่ใจในตัวเขา “ผู้ชายที่เป็นเกย์นะแกไม่มีทางเลิกเป็นได้หรอก ระวังจะเสียใจอีกรอบนะ” คำพูดของแนนดังก้องในสมอง

“ทำไมเงียบไปล่ะ ? ” วินถามถามเมื่อเห็นหญิงสาวนิ่งไปนาน

“แล้ววินพิสูจน์ตัวเองได้แล้วเหรอ ? ยังไงก็ไม่กลับไปรักผู้ชายแล้วใช่ไหม ? เอ่อ...อิมหมายถึงวินจะไม่กลับไปหาแซ็คน่ะ” คำถามนี้ทำให้ชายหนุ่มอึ้งกิมกี่ไปเลย อิมไม่ลังเลกับการรอคำตอบเธอกลบเกลื่อนอาการที่สลดลงด้วยการวิ่งไล่เก็บดอกซากุระอย่างร่าเริงเกินเหตุ และนั่นทำให้เธอพลาดที่จะเห็นแววตาผิดหวังของอีกฝ่าย

วินส่ายหน้าและบ่นกับตัวเอง “ยัยบ๊องเอ๊ย เลยไม่รู้กันว่าตกลงจะคบกันจริงๆ ไหม” ความน้อยใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้วบางๆ นี่คบกันมาเป็นปีแล้วเธอยังไม่มั่นใจในตัวเขาอีกหรือ แต่ท่าทางที่ร่าเริงไม่ค่อยสนใจอะไรตรงหน้านั้นทำให้เขาเก็บคำต่อว่าไว้ในใจอย่างเดิม

ทั้งคู่กลับถึงกรุงเทพฯ ในอีกห้าวันถัดมา เมื่อถึงบ้านวินพบว่าแซ็คมารอเขาอยู่ หลังจากคุยกับเพื่อนเรียบร้อยแล้วเขาจัดแจงโทรไปรายงานกับอิม

“ทายสิอิมว่าใครมาหาเรา” เสียงที่สดใสของเขาทำให้ปลายสายหวั่นใจ แต่กลบเกลื่อนมันไว้ด้วยน้ำเสียงเช่นเดียวกัน

“เสียงวินลั้นลาขนาดนี้ จะเป็นใครนอกจากนายแซ็คล่ะสิ”

“อืม...เราจะไปอเมริกากับแซ็คนะ…” ชายหนุ่มยังไม่ทันพูดจบคนฟังก็สวนปร๊าดขึ้นมาเสียก่อน

“ก็ไปสิ “คำพูดสั้นๆ ห้วนๆ ของเธอทำให้คนฟังเจ็บจี๊ดตรงหน้าอก

“อิมจะไม่ถามอะไรเราเลยหรือ ? ”

“ไม่เป็นไรฉันเข้าใจ”

“แต่เราอยากอธิบาย”

“วินจะบอกว่าวินเลือกแซ็คแต่ไม่รู้จะพูดยังไงใช่ไหมล่ะ ? เรื่องที่ขออิมเป็นแฟนจริงๆ น่ะ ช่างมันเถอะ” หญิงสาวพยายามบังคับน้ำเสียงให้แจ่มใสแต่มันมากไปจนคนฟังจับได้ถึงอาการผิดปกติ “แค่นี้นะอิมยุ่งอยู่” อิมรีบวางสายเพราะน้ำตาเริ่มไหล ไม่อยากให้วินรู้ว่าเธอกำลังอ่อนแอและแพ้ใจตัวเองเสียแล้ว...


บ่ายของวันรุ่งขึ้นวินก็ออกเดินทาง อิมได้แต่นั่งมองเครื่องบินทุกลำบนฟ้าตลอดบ่ายนั้น เธอน่าจะเชื่อแนนตั้งแต่แรกแล้วว่าคนที่เป็นเกย์น่ะยังไงก็ไม่มีทางหาย ช่วยไม่ได้ใครอยากให้นายวินใจดี อ่อนโยน เอาใจใส่เธอขนาดนั้น แถมยังหน้าตาดีอีกต่างหาก เธอไม่ใช่คนใจหินสักหน่อยจะได้ไม่รู้สึกอะไรกับเขา

“เป็นไงแก นั่งมองเครื่องบินเป็นหมาเลย” แนนเดินเข้ามาทักแล้วก็ส่ายหน้าในสภาพของเพื่อน

“ถ้าจะมาซ้ำเติมกันล่ะก้อ กลับไปเลย ยัยเพื่อนปากเสีย” อิมขว้างค้อนใส่เพื่อนวงใหญ่

“เอ๊า ! นี่” แนนยื่นซองสีฟ้าให้อิม “มีคนเขาฝากมาให้”
อิมเปิดซองดูจึงเห็นการ์ดใบหนึ่งเป็นภาพชายหญิงนั่งคู่กันท่ามกลางทะเลดาว คล้ายกับที่เธอและวินเคยไปเที่ยวด้วยกันบนดอย ในการ์ดเขียนว่า

อิม
จริงๆ เรากับแซ็คต้องไปเรียนด้วยกัน แต่เราไม่ไปเพราะอยากรู้จักผู้หญิงที่ชื่ออิมให้มากกว่าเคย อิมคงไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เห็นอิมใจเราเต้นแรงขนาดไหน เราไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้มาก่อน แม้แต่กับแซ็ค
รักอิมที่สุดเลย... อยากรู้จังว่าอิมรักเราบ้างหรือเปล่า
วิน...


วินจากไปเกือบอาทิตย์แล้วโดยที่อิมไม่รู้ว่าเขาตามแซ็คไปเพราะอะไร แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่ นึกโกรธตัวเองที่ไม่ฟังเขาอธิบายในวันนั้น ก็ช่างเถอะแต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือเธอหลงรักผู้ชายที่ใครๆ บอกว่าไม่แมนคนนี้เสียแล้ว ถึงจะต้องเสียใจอีกครั้งเธอก็ยอมหากได้รักผู้ชายที่ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้ และเขาก็ทำให้เธอเข้าใจความรักมากขึ้นว่าความรักที่แท้นั้นปราศจากข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น วันนี้เธอขอมีความสุขกับการได้คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตที่ได้ร่วมสร้างมันขึ้นมาพร้อมกับเขาเท่านั้นก็พอ

ดึกแล้วอิมหลับไปพร้อมการ์ดใบสวยที่วางแนบอยู่ที่อก ฝันว่าตัวเองนั่งนับดาวโดยมีวินนั่งอยู่ข้างๆ ที่บ้านบนดอยหลังเดิม...

วันนี้อิมกำลังประชุมกับเพื่อนๆ อยู่ในห้องชมรม หญิงสาวนั่งอยู่ด้านหน้าของกลุ่ม ถัดมาเป็นรุ่นพี่ที่เคยปิ๊งเธอแต่ก็เลิกลาไปเมื่อเห็นเธอเดินกับวิน ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่กำลังปรึกษากันเรื่องที่จะจัดกิจกรรมการรับน้อง แต่ภาพที่เห็นดูกระหนุงกระหนิงเกินเหตุจนใครคนหนึ่งทนไม่ได้ เดินเข้ามานั่งแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง อิมมองหน้าผู้มาเยือนอย่างงงๆ คิ้วย่นเข้าหากันจนกลายเป็นเส้นเดียว เธอทำเป็นไม่สนใจ มองเลยข้ามไปที่รุ่นพี่บอกกับเขาว่าพรุ่งนี้ค่อยคุยกันต่อ ก่อนจะลุกเดินหนีไป แต่ก็หนีไม่พ้นคนที่เดินตามมา

“หนีเราทำไม ไอ้เรารึคิดถึง พอลงเครื่องปุ๊บก็รีบมาหาเลย แต่กลับวิ่งหนีซะงั้น” วินพูดแกล้งทำน้ำเสียงน้อยใจสุดฤทธิ์ พร้อมกับทำคอตกหวังจะให้อีกฝ่ายสงสาร

“ใครจะไปรู้ เห็นหายเงียบไปก็นึกว่าอยู่ที่โน่นกับแซ็คแล้ว” อิมค้อน “มาถึงก็ทำนิสัยเสียนึกว่าคนอื่นเขา

เหมือนตัวเองหรือไง” เธอพูดไปเดินไป น้ำเสียงแข็งจนอีกฝ่ายใจเสีย

“เหมือนอะไร ?” เขาถามในขณะที่ก้าวขาตาม

“ก็โลเลไง” หญิงสาวเร่งฝีเท้าในขณะที่ปากก็พูดไปด้วย

“นี่คิดไปถึงไหนแล้ว เรากับแซ็คอาจจะสนิทกันมากจนกลายเป็นความผูกพัน แต่มันไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นจริงๆ แล้วที่ไปเนี่ยก็ไปงานหมั้นของมัน” ฝีเท้าของหญิงสาวลดความเร็วลงชายหนุ่มจึงรีบวิ่งไปดักหน้าทำให้เธอหยุดกึก “เราคิดถึงอิมแทบแย่แต่ใครจะกล้าโทรมาหา เดี๋ยวคนบางคนก็พูดเองเออเองอีก สู้มาเห็นหน้าเลยดีกว่า เผื่องอแงจะได้ถูกทำโทษ” อิมรีบเดินต่อเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาหอมแก้มเธอตอนที่หนีไปที่บ้านบนดอย

“อย่ามาทำอะไรบ้าๆ นะ” เสียงของหญิงสาวอ่อนลง

“ก็รักนี่...ที่เขียนไว้ในการ์ดว่ารักอิมที่สุดน่ะไม่เชื่อหรือไง ? ”
เขาทำเสียงอ้อน เธอหยุดเดินกระทันหันอีกครั้งทำให้คนเดินตามเบรกไม่ทัน พอดีกับที่เธอหันหน้ามาคราวนี้หน้าของคนสองคนก็เลยชนกันอย่างไม่ตั้งใจ เขารวบเอวเธอไว้เพื่อไม่ให้ล้มไปข้างหลัง แก้มใสของอิมพลอยเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปด้วย พอได้สติเธอก็พลักเขาออกจากตัว แต่มือเขาเหนียวยิ่งกว่าติดกาวไว้เสียอีก เพราะมันติดกับเอวเธอแน่นจนแกะไม่ออก “เรามาทวงคำตอบที่ถามไว้ในการ์ดน่ะ” เขาถามต่อในขณะที่เธอก็ยังดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากเขา

“ปล่อย... บอกให้ปล่อยไง” จากสีชมพูแก้มเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่ารอบๆ มีสายตาหลายคู่กำลังจ้องอยู่

“ไม่ ตอบเราก่อนสิว่าอิมรักเราหรือเปล่า” เขาต่อรอง เธอเงียบเขายิ่งสนุกกอดเธอแน่นขึ้นทำให้คนถูกกอดต้องยอมแพ้

“รัก” เธอกัดฟันตอบเพื่อจะได้หลุดพ้นจากอ้อมแขนเขา ทำให้เสียงที่ลอดออกมาดังแผ่วๆ คนฟังจึงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

“พูดว่าอะไรนะ ไม่เห็นได้ยินเลย” เขาแกล้งเอียงหูเข้าไปใกล้

“รัก” เธอตะโกนออกมาแก้มที่แดงราวกับเนื้อทับทิมนั้นร้อนผ่าว หญิงสาวอาศัยจังหวะเผลอพลักเขาออกให้พ้นตัว เสียงเพื่อนๆ ตบมือและตะโกนแซวทำให้เธอแทบแทรกแผ่นดินหรือไม่ก็เหาะหนีไปเลย แต่เธอทำได้แค่วิ่ง วิ่งให้เร็วที่สุด ตาบ้าเอ้ย !!


..................................................






Create Date : 14 เมษายน 2550
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2551 4:00:58 น. 4 comments
Counter : 320 Pageviews.

 
555 ดีจังเกย็กลับใจได้ด้วย อิอิ


โดย: pang IP: 58.8.92.79 วันที่: 26 เมษายน 2550 เวลา:10:27:54 น.  

 
สนุกดแต่ตัวหนังสือกะแบร็คกราวเข้ากันเลยอ่านยาก


โดย: noon IP: 202.28.117.237 วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:13:46:00 น.  

 
สนุกดี แต่อ่านยากจัง สงสารป้าบ้างนะตายิ่งไม่ค่อยดีอยู่ 555


โดย: lemonlimebitter IP: 210.49.142.98 วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:7:15:20 น.  

 
น่ารักดีค่ะ


โดย: หัวใจห้องบนขวา วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:16:17:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

gagayear
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]































Site Meter

New Comments
Friends' blogs
[Add gagayear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.