ขอตำหนิหนัง "ประวัติพระพุทธเจ้า"
ตั้งหัวข้อกันแบบตรงๆ อย่างนี้แหละครับ




เห็นโปรโหมตกันเสียยิ่งใหญ่อลังการ เป็นธรรมดาของชาวบ้านที่ต้องคาดหวังกันพอสมควร
ผมนั้นเห็นโปรเตอร์ครั้งแรกตั้งแต่ไปดูหนังเรื่องรักแห่งสยาม
แล้วก็บอกกับตัวเองว่าจะต้องมาดูให้ได้
เมื่อได้เห็นการบูมกระแส ก็ยิ่งกระตุ้นให้อยากมาดู

มีเหตุสูงใจห้าประการคือ
หนึ่ง ผมเป็นชาวพุทธที่มีพระไตรรัตน์เป็นที่ระลึกมั่น
สอง อยากสนับสนุนคนที่ทำหนังแนวศาสนาอย่างนี้ ถ้ากล้าทำออกมาก็หมายถึงว่าต้องดี
สาม ที่ "คุย" กันนักหนาว่าเป็นหนังระดับโลกนั้น จะจริงไปไหวหรือเปล่า
สี่ จะ "ได้" อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง
และ ห้า อยากเห็น "กึ๋น" คนกำกับและคนเขียนบทว่าจะสมราคาคุยหรือเปล่า

วันจันทร์ที่ ๑๐ เวลา ๑๙.๒๐ น. โดยประมาณ
ปลื้มใจเหลือเกินที่คนไปดูหนังเรื่องนี้มากพอสมควร
พี่คนหนึ่งควงแฟนสัญชาติฝรั่งไปดูด้วย
คุณน้าคุณอาก็หอบลูกน้อยไปดูกัน
คุณน้องคุณนุ่งก็หิ้วฟงหิ้วแฟนไปดูกัน
ปลื้มใจครับ คนพุทธยังให้ความสนใจกับหนังแนวศาสนากันอยู่
อย่างที่ทราบ การเรียนพุทธประวัติหรือว่าวิชาพุทธศาสนานั้นน่าเบื่อขนาดไหน

และแล้วก็น่าเบื่อจริง

ผมและพี่คนข้างๆ (ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้) เกิดอาการนี้ตั้งแต่หนังเดินไปไม่ถึงกลางเรื่อง แต่ด้วยความหวังว่า อาจจะไปดูเอาตอนกลาง

ไปแล้ว
แต่
หนังไปถึงใกล้จบก็ยังไม่มีอะไรให้ "ประทับใจ"

การดูหนังแนวศาสนา นอกจากเล่าประวัติแล้วยังต้องสร้างสุดปราบปลื้มใจและประทับใจไปเป็นช่วงๆ
ซึ่งหนังเรื่องพระพุทธเจ้า มีช่วงที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ร่วมหลากหลายได้มากมาย

แต่หนังเรื่องนี้ ทำไม่สำเร็จ

ผมเดินออกจากโรงมาด้วยอารมณ์ของคนที่เสียความรู้สึก
เสียความรู้สึกอย่างแรงเสียด้วย
ปกติผมเป็นอารมณ์เย็นออกไปทางชืดชา แต่พอเจอหนังเรื่องนี้ ตบะแตกครับ
เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่ครั้งที่รู้สึกเสียดายเงินร้อยยี่สิบอย่างมาก

มีอะไรให้ผมคิดอย่างนี้คือ

การลำดับภาพไม่มีความต่อเนื่อง ขาดวิ่น

การเล่าเรื่องราบเรียบ

เห็นถึงความพยายามของคนทำเอนิเมชั่น แต่ปีนยังไม่ถึงชั้น "ก้านกล้วย"
ถ้าก้านกล้วยไปถึงชั้นที่สิบ หนังเรื่องนี้ได้แค่ชั้นที่สาม

เขียนบทได้ในระดับน่าตำหนิ คำพูดตัวละครพื้นมาก ไม่มีลูกล่อลูกชน ไม่สร้างแรงกระเพื่อมทางอารมณ์
ที่สำคัญคือ เขียนอย่างคน "ไม่รู้" พุทธประวัติ

ซื่อสัตย์กับหนังสือ พุทธประวัติมากเกินไป
คำพูดของพระพุทธเจ้า ส่วนมาก ถอดออกมาจากตำราชนิดคำต่อคำ ไม่มีการย่อยให้ดีเสียก่อน

คนพากย์อ่านศัพท์เฉพาะเช่น นิโครธาราม เป็นต้น ผิดๆ ถูกๆ แสดงว่าขาดผู้เชี่ยวชาญเข้าไปแนะนำตรวจสอบก่อน

มีแนวปาฏิหาริย์อยู่พอสมควร แต่ก็คนทำจินตนาการ "ไม่ถึง" ปาฏิหาริย์ซึ่งมีความเป็นไปได้ และมีที่มาที่ไปอย่างน่าเชื่อของพระ

พุทธเจ้า จึงถูกสื่อออกมาแบบเล่นขายของเลยทีเดียว
การ์ตูนช่องเก้ายังเวิร์กกว่า

มีอยู่หลายช่วงที่ตัดต่อมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
โดยเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้องกับประวัติสาวก ตัดต่อมาแบบไม่มีที่มาที่ไป กลายเป็นฉากผ่านที่คนดู งงๆ ว่ามันไปยังไงมายังไง
ยกตัวอย่างเช่น ตอนพระเทวทัตทำสังฆเภท แค่ประท้วงประพุทธเจ้า ไม่ใช่สังฆเภทมีเหตุการต่อจากนั้นอีกนิดเดียว แต่กลับถูกตัด

ออกไป พอพระเทวป่วย จริงๆ มีที่มาที่ไป นี่กลับละเลยไป ตอนพระเทวทัตถูกเผ่นดินสูบก็ไม่ได้ถูกสอบไปเฉยๆ
เห็นชัดเจนว่า คนกำกับภาพ "ไม่รู้" อนุพุทธประวัติ (ประวัติสาวก)

ตอนจบของหนัง จริงๆ ควรเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจมาก
เกือบยี่สิบปีก่อน ตอนเรียนนักธรรมตรี ผมอ่านหนังสือพุทธประวัติ ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส
ทั้งที่หนังสือเรียนเล่มนั้น เป็นตำราที่จัดว่าภาษาเก่าอ่านเข้าใจยากเล่มหนึ่ง
ผมยังรู้สึกสะเทือนใจและรับรู้ถึงบรรยากาศอันโศกสลดมากกว่าดูตอนจบของหนังเรื่องนี้



เมื่อเดินออกจากโรง พระพุทธเจ้ายังเป็น "คนที่มีประวัติประหลาดในตำรา" เหมือนเดิม
ไม่มีทัศนคติ "ใหม่" ต่อพระพุทธเจ้าแม้แต่น้อย

ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ใครเป็นที่ปรึกษาหนังเรื่องนี้ผม ขอบอกว่า ท่านเสียชื่อเสียแล้ว
อย่างน้อยผมก็ขอตำหนิท่าน ที่ไม่สร้างความเข้าใจพุทธประวัติให้คนสร้างให้ดีกว่านี้
คนเขียนบทก็เอาหนังสือเล่มไหนมาประกอบการเขียนบทบ้างก็ไม่รู้
ไม่รู้พากันรู้จัก "พุทธจริยา" ของ อาจารย์ วิศิน อินทสระ หรือเปล่า
ถ้าคนเขียนบทผ่านตาหนังสือเล่มนี้ ผมว่าน่าจะเขียนให้พระพุทธเจ้ามีเลือดมีเนื้อมากกว่านี้หลายเท่า
คำพูดคำจาของตัวละครก็จะละมุนละไมกว่านี้หลายเท่า

ถ้าผมเป็นอาจารย์ ผมจะให้ผู้กำกับและคนเขียนบทเรื่องนี้ "สอบตก"


เสียดายผมมีเวลาเขียนน้อยไป ไม่อย่างนั้นจะเขียนให้ละเอียดที่สุด

ตำหนิกันอย่างนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมกับศัทธาของคนสร้างอยู่บ้าง
แต่ศรัทธาที่ขาดการเตรียมการที่รัดกุม ก็กลายเป็น ทำคุณได้โทษเช่นเดียวกัน
เงินร้อยยี่สิบล้านกับเวลาสี่ปี น่าจะทำได้ดีกว่านี้สิบเท่า
เอาเงินและเวลาไปทำอะไรกันแน่...

หนังเรื่องนี้หวังไว้ว่า จะเป็นหนังระดับโลก
จึงไปถึงได้แค่ในฝันเท่านั้นครับ

ได้ยินว่า จะทำเรื่องอื่นๆ ในแนวเดียวกันออกมาอีก อย่างเรื่องพระเวสสันดร
ควรทำการบ้านกันดีๆ หน่อย หาที่ปรึกษาที่ไม่ใช่พวกแบกตำราหน่อย
อย่างน้อยที่ปรึกษาผู้นั้นควรเป็นนักประพันธ์ด้วย
อย่าง อ.วศิน อินทสระ อ.แสง จันงาม อ.สุทัสสา อ่อนค้อม ป้าทมยันตี ยังนี้เป็นต้น
ม่ายงั้นจะล้มไม่เป็นท่าเหมือนเรื่องนี้




Create Date : 15 ธันวาคม 2550
Last Update : 15 ธันวาคม 2550 15:17:18 น.
Counter : 863 Pageviews.

22 comments
  
อ่า ยังไม่เคยไปดูหนังเรื่องนี้ค่ะ
แต่จริง ๆ ก็อยากดู เห็น ไทเทิ้ลหนังแล้วน่าสนใจ 55+
ยังไม่เคยดูยังไม่รู้เลย 55+
โดย: bestcat วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:15:36:51 น.
  
คิดคล้ายๆ อย่างนี้เหมือนกัน ...แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า " หรือเราจะคาดหวังมากไป" ...
โดย: rainfull วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:20:02:56 น.
  
อาจจะยังไม่ดีพร้อม แต่ผมเชื่อว่าดีกว่าไม่มีการเริ่มต้นเลยครับ
ข้อติเตียนเหล่านี้ จะได้เป็นแนวทางปรับปรุงให้กับทางทีมงาน
โดย: Hematite วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:20:33:01 น.
  


ถ้าบอกเหตุผลที่ ไม่คิดจะไปดูหนังเรื่องนี้ให้ฟัง
อย่าหาว่า ไร้สาระนะคะ

ได้เห็นฉากโฆษณาหนัง แล้วเห็นตัวละครที่เป็นพระพุทธเจ้าครั้งหนุ่ม
แล้ว.. รับไม่ได้

โหงวเฮ้งไม่ใช่เลย ฮือๆ



ก็นี่ความเห็นส่วนตัวนะคะ
ความรู้แค่หางอึ่ง คงมิบังอาจออกความเห็นในเรื่องสาระ

*ขอบคุณที่อนุญาตให้คนทั่วไปตอบได้แล้วค่ะ
โดย: ฝนพรำ IP: 203.113.17.172 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:20:31:47 น.
  
เท่าที่ผม ท่องไปตามเว็ปไซต์ต่าง ๆ มีทั้งคนยกย่อง มีทั้งคนสรรเสริญ ทั้งนี้แม้ผมเองจะยังไม่ได้ดู แต่กระนั้นก็ไม่อาจจะวิจารณ์ได้ว่า ดีหรือไม่ การใช้อักขระสนธิ และสัณหวาจามีพร้อมหรือไม่

ในส่วนของการประพันธ์นั้น เป็นอย่างไร ผู้ประพันธ์คงไว้ซึ่งพระพุทธวจนะหรือไม่

ส่วนเรื่องของภาพนั้น ไหน ๆ ก็พอได้เห็นตัวอย่างมาบ้าง
ก็พอทราบว่า ทวัตติงสะปุริสะลักษณะ ก็ดี อะสีตะยานุพยัญนะ ก็ดี หมายถึงว่า ความพร้อมบริบูรณ์แห่งปุริษลักษณะ 32 ประการก็ดี ความถึงพร้อมด้วยอนุพยัญชนะ 80 ก็ดี ตามองค์แห่งบารมีแห่งพระสัพพัญญูเจ้า คงจะไม่มีพร้อม

เอาเป็นว่า ดีอยู่ที่คนว่า บ้าอยู่ที่คนแส้ง แพงอยู่ที่คนซื้อ ทื้ออยู่ที่คนลับ ดับอยู่ที่คนปิด ผิดอยู่ที่คนทำ ย้ำอยู่ที่คนเตือน เพียรอยู่ที่คนประกอบกิจ พินิจย์อยู่ที่คนอ่าน หวานอยู่ที่คนชิม นิ่มอยู่ที่คนคล่ำ ล้ำอยู่ที่คนสร้าง บางอยู่ที่คนถาก ลากอยู่ที่คนดึง ถึงอยู่ที่คนไป ไหนอยู่ที่คนถาม ยามอยู่ที่ประตู สู้อยู่ที่นักรบ จบอยู่ที่นักแสดง

---------ขอบคุณ โดย มหาบัณฑิต
โดย: 123456 IP: 58.9.117.206 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:21:21:21 น.
  
ได้สดับเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเป็นวุ้นในความดำริของใครสักคน
ที่มีไอเดียจะทำ
แล้วก็เฝ้าติดตามเรื่อยมา ในใจลุ้นให้ทำออกมา
บอกคนข้างๆ ว่า จะพาไปดูหนัง "พระพุทธเจ้า"
เธอดีใจมาก เหมือนตอนบอกจะพาไปดูแฮรี่พล๊อตเตอร์
ตกลงกันว่า จะเป็นช่วงธันวา

พอคุณรวี มาเล่าให้ฟัง ความอยากลดลงเหลือครึ่งเลย
แต่อย่างไรเสีย...ก็จะไปดูครับ
(ไม่แน่ใจว่า สงสัยใบหูตัวเอง หรือ ต้องการสงเสริมคนทำการ์ตูนไทย..อิๆ)
โดย: อาร์พี IP: 58.9.44.154 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:16:02:09 น.
  
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้น่ะ
ก็หลวงพี่ - ไปไม่ชวนนี่นะ
โดย: ดาริกามณี วันที่: 23 ธันวาคม 2550 เวลา:14:43:46 น.
  
เง้อ...อออพี่ระวี แอบมาอยู่บ้านบล็อกแก๊งกะเค้าเหมือนกันเหรอคะ สวัสดีค่ะ แล้วจะแวะมาตีซี้บ่อยๆนะคะ
โดย: หนูใบข้าว วันที่: 25 ธันวาคม 2550 เวลา:22:14:35 น.
  
หนังเรื่องพระพุทธเจ้าได้ใจความสำคัญและข้อคิดดีๆเกี่ยวกับศาสนาด้วย
โดย: แพนด้า IP: 222.123.10.209 วันที่: 27 ธันวาคม 2550 เวลา:18:24:47 น.
  
ขอบคุณทุกท่านที่คอมเม้นท์ครับ
แล้วโปรดรอฉบับวิจารณ์อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้นะครับ

อ้อ ในหัวข้อนี้ มีคำผิดอยู่เป็นจำนวนมาก
ผมไม่แก้นะครับ ปล่อยเอาไว้ประจานตัวเองอย่างนั้นแหละ
เป็นอุทาหรณ์เตือนใจตัวเองดี
ต่อไปจะได้ไม่ทำอะไรแบบขอไปทีอีก
หลุดมาครั้งเดียว มีสมาชิกเอาไปประจานในกระทู้ข้างนอก
จำไปอีกนานครับ
(สมน้ำหน้าตัวเอง)

ปล.คิดถึง อ.อาร์พี นะครับ ไม่ได้คุยกันเลย
โดย: รวี ตาวัน (รวี_ตาวัน ) วันที่: 30 ธันวาคม 2550 เวลา:15:59:54 น.
  
โดย: ปฏิภาณ เครืออยู่ IP: 125.27.106.59 วันที่: 3 มกราคม 2551 เวลา:12:05:49 น.
  
- -*
โดย: ปฏิภาณ เครืออยู่ IP: 125.27.106.59 วันที่: 3 มกราคม 2551 เวลา:12:06:43 น.
  
โดย: ปฏิภาณ เครืออยู่ IP: 125.27.106.59 วันที่: 3 มกราคม 2551 เวลา:12:07:25 น.
  
อยากบอกคนตั้งกระทู้ว่า ลองสร้างหนังสักเรื่องดูซิ ว่าจะทำได้ดีอย่างปากพูดหรือเปล่า
โดย: ? IP: 125.26.19.141 วันที่: 22 มกราคม 2551 เวลา:21:51:06 น.
  
เราทำได้อย่างเขาหรือยัง

ก่อนที่จะไปตำหนิเขานะ

คิดก่อนทำ

อย่าเอาอารมย์ตัวเองเป็นตัวตัดสินว่าดีหรือไม่ดี
โดย: โมชิโมชิ IP: 117.47.134.174 วันที่: 20 กันยายน 2551 เวลา:2:58:21 น.
  
บทจะไม่ดูดำดูดีกับเสียงวิพิากย์วิจารณ์ก็ดูกระไรอยู่

แต่นับว่าประสบความสำเร็จในการเขียนถึงเรื่องนี้

น่าคิด น่าคิดเอาทีเดียว

น่าคิดว่า การพูดถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง
จำเป็นหรือไม่ที่จะชื่นชมกันโดยถ่ายเดียว
จำเป็นหรือไม่ที่ต้องยกยอปอปั้นกันจนเลิศลอย

จำเป็นหรือไม่

ทั้งที่มีข้อบกพร่องที่ต้องช่วยการ "ชี้"

การตำหนิมีอยู่สองอย่าง
ตำหนิเพื่อก่อ และตำหนิเพื่อทำลาย
เจตนาของผมนั้นบริสุทธิ์พอว่า
ไม่ได้ตำหนิเพื่อทำลายอย่างแน่นอน

และก็น่าคิดเหมือนกันว่า
เรามีภาษิต

"ผู้คลุกคลีสถานการณ์งงงวย ผู้ยืนชมด้านข้างแจ่มใส"

ไว้เพื่ออะไร

ถ้าไม่ใช่ไว้เพื่อการณ์นี้

โดย: รวี_ตาวัน วันที่: 30 ตุลาคม 2551 เวลา:13:16:22 น.
  
ผมสัจธาในพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้

ทำให้ผมเตือนตัวเองเมื่อกระผมมีกิเลส

ที่สุดในศาสนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดย: ผู้หวังดี IP: 222.123.74.40 วันที่: 5 มกราคม 2552 เวลา:12:54:58 น.
  
มาอ่านช้าไปหน่อยนะครับ

ความเห็นส่วนตัวนะครับ !!!

ข้อดีของหนังเรื่องนี้นะ

- ธรรมชาติเด็กชอบการ์ตูน อยู่แล้วหลานผมเองก้อได้ดูหนัง
พระพุทธเจ้าเรื่องนี้ครับ ผลก้อคือ ยังไงเด็กก้อไม่สามารถ
รับรู้เรื่องราวพุทธประวัติ ได้มากนัก อย่าแต่ว่าเด็กเลยครับ
ผมเอง แม้จะได้อ่านหนังสือธรรมะมามากพอสมควร

การเข้าใจในเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ก็ต้องยากเป็นธรรมดา แต่ถ้ามองในแง่ดี จะพบว่า

ความไม่เข้าใจนี้แหละ จะทำให้เกิดความคิด จากข้อ
สงสัยต่าง ๆ นำทางไปสู้การไปค้นหาต่าง ๆ เกี่ยวประวัติ
เพราะ ผมไม่คิดว่า จะมีผู้สร้างหนังที่สร้างประวัติพระพุทธเจ้า ไ้ด้ดีชนิดที่ว่า ดูแล้วเข้าใจ ดูแล้วสนุก แล้วดูแล้ว
สรุปสิ่งต่าง ๆ ที่พระพุทธองศ์ทรงตรัสไว้ดีแล้วได้หรอก
ครับ

เพราะ ปัญญาของเรา ๆ ท่าน ๆ แค่เพียง คำไม่กี่คำที่ทรง
ตรัสไว้ ของยากเกินจะอธิบาย ในลึกซึ้งได้ในมุมมองเดียว

แต่หนังเรื่องนี้ก้อ เล่าได้ครบถ้วนดี รูปก้อสวยงามดี
ผมดูแล้ว ครั้งแรกนะ ก้ออดดีใจไม่ได้ที่มีโอกาสได้ดูหนัง
เรื่องนี้ ผมคิดว่าจะมีไม่กี่คนที่กล้าทำหนังแบบนี้ออกมา

เพราะ เสี่ยง ถ้าใจไม่รักจริง ๆ นะครับ

ข้อเสีย ของหนัง
คงจะเป็นการดำเนินเนื้อเรื่องที่จะกระโดดไปมา ดูแล้ว
ถ้าไม่ได้อ่านพุทธประวัิตมาก่อนจะ งง มาก ๆ แต่นี่อาจจะเป็น เสน่ห์ ของการดูหนังที่เล่าถึงความไม่ธรรมดาของหนัง พุทธประวัติ เพราะว่า ธรรมะ เข้าใจได้ยาก รู้ได้ยาก
รู้แล้ว ก้อยังปฏิบัติได้ยาก ปฏิบัติืแล้วก็จะบรรลุยากอีก

ผมเข้าใจแบบนั้นนะ ครับ

โดย: เดช IP: 203.146.20.17 วันที่: 4 เมษายน 2552 เวลา:23:52:26 น.
  
ต่ออีกนิด ผมป่าวจะว่าใครนะครับ

คือ แค่ประโยคนี้นะ


"รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ"

แค่นี้ ผมว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ก็อธิบายกันไม่ได้แล้วล่ะ

มันลึกซึ้ง ไร้ขอบเขต ที่มนุษย์ธรรมดา ยกเว้นพระอริยะ

จะอธิบายให้แจ่มแจ่ง ให้ชัดเจน แค่พูดผมว่าก้อแย่แล้วนะ

อย่าแต่ว่าทำเป็นหนังเลย คงจะยากเข้าไปอีกหลายร้อย

เท่านะครับ

เพราะยิ่งไปอธิบาย ให้ลึก ก็ยิ่งไม่ใช่ อีก มันก้อแปลกเป็น
ธรรมดา ดังนั้น ก็ต้องแบบกลาง ๆ ให้ไปคิดกันเอาเอง

ขอบคุณครับ
โดย: เดช IP: 203.146.20.17 วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:0:08:13 น.
  
ผมคิดว่าความตั้งใจของผู้สร้างต้องการให้คนที่ไม่เคยรู้ ได้รู้มากกว่า ไม่ใช่ทำหนังตามพระไตรปิฎก มันเลยมีคำบรรยายที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยังได้รู้ว่า ปัจวคี พระอานนทร์ หรือ อหิงสะกะ เป็นใคร ซึ่งผมคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่ผมก็ชื่นชมที่มีคนคิดสร้างขึ้นมา
โดย: salas IP: 125.24.139.173 วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:35:02 น.
  
นานาจิตตังค่ะ ส่วนตัวเราว่าหนังก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น ก็ต้องเข้าใจว่า ถ้าจะทำให้สนุก มันก็ต้องมีเนื้อหาที่บิดเบือนไปจากพระไตรปิฎกเข้าไปเสริม ซึ่งผู้สร้างเองก็คงมีเจตนาที่จะไม่ทำแบบนั้น
โดย: Cedile IP: 180.180.103.31 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:26:22 น.
  
ผมศึกษามาเยอะ และความเชื่อด้วย น้อยคนที่เข้าใจ
โดย: กู IP: 124.120.99.227 วันที่: 2 มิถุนายน 2555 เวลา:0:15:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

รวี_ตาวัน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



ธันวาคม 2550

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30