"ถอดรหัสวันวิสาขบูชา" ความจริงบางประการที่ชาวโลกควรรู้ในฐานะเป็นวันพุทธศาสนาโลก
สามเหตุการณ์สำคัญในวันวิสาขบูชา มีนัยยะที่ไม่อาจมองข้ามอย่างเด็ดขาด

วันเพ็ญเดือน ๖ ปีจอ เจ้าชายแห่งศายวงศ์ ประสูติอย่างฉุกละหุกกลางป่าลุมพินี ชายแดนระหว่างเมืองของพระบิดากับเมืองพระมารดา (ปัจจุบันเป็น ตำบลรุมมินเด แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) อีก ๕ วันต่อมาทรงได้รับขนานพระนามว่า สิทธัตถะ 

๓๕ ปีหลังจากนั้น วันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา เจ้าชายสิทธัตถะในเพศนักบวช ทรงบรรลุโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่โคนต้นอัสสัตถะ ริมแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบัน เป็นเมืองพุทธคยา รัฐพิหาร)

ผ่านไป ๔๕ ปี ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีมะเส็ง พระพุทธศาสดา ผู้บัดนี้มีพระชนม์ ๘๐ พรรษาแล้ว ทรงทอดสังขารขันธ์ลงใต้ต้นสาละคู่ในป่าสาละ เมืองกุสินารา เสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่ามกลางเหล่าสาวกและศาสนิกชน (ปัจจุบันเป็นเมืองกุสีนคระ)

สามเหตุการณ์ที่บรรจบลงในวันนี้ มีนัยยะสำคัญที่น่าพิจารณาอยู่ไม่น้อย

หนึ่ง… เหตุการณ์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน บอกอะไรแก่ชาวโลก


สอง… มีปริศนาหรือรหัสอะไรอยู่ในคำว่า วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า


……………………………………..


หนึ่ง… วันแห่งการลืมตาดูโลกของบุคคลที่จะสั่นสะเทือนโลกด้วยกงล้อแห่งธรรม ในอีก ๓๕ ปีข้างหน้านั้น เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกในป่าชายแดนเมืองกบิลพัสดุ์คาบเกี่ยวกับเมืองเทวทหะ เป็นเรื่องน่าพิจารณายิ่ง

เรื่องประสูติกาลของเจ้าชายน้อยเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งสองตระกูล พระญาติทั้งสองฝ่ายก็ต้องเตรียมการรับครรภ์และรับขวัญกันพรักพร้อมอยู่แล้ว  ข้างหมอหลวงก็ต้องคำนวณเวลาชัดเจนแล้วว่าจะคลอดกันช่วง แต่สุดท้ายทารกน้อยก็เคลื่อนจากอุทรพระมารดาขณะเร่งเสด็จกลับเมืองเทวทหะเพื่อคลอดตามประเพณี เล่นเอาคุณเท้าคุณกำนัลฉุกละหุกชุลมุนกันกลางป่า

เมื่อมาพิจารณาคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเตือนอยู่เสมอว่า การเกิดเป็นปฐมบทของความทุกข์ และตัวทุกข์ทั้ง ๑๒ ชนิด มันก็พร้อมจะเล่นงานสัตว์โลกได้ทุกเมื่อ ไม่เลือกวันเลือกสถานที่ ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เหตุปัจจัยเอื้อเมื่อไหร่ก็ถล่มโครมลงมาทันที

การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงเหมือนการเบิกโรงมหสพแห่งทุกข์ให้ชาวโลกดู ว่าทุกมันเป็นเยี่ยงนี้ มันเกิดขึ้นเช่นนี้ จะตั้งประรำทำพิธีไว้รอท่าว่าเจ้าต้องเกิดตรงนี้ เวลานี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้

วิธีรับมืออย่างทีที่สุด พระองค์ก็ทรงสั่งเสียไว้แล้วในนาทีสุดท้ายก่อนปรินิพพานว่า "ชีวิตสังขาร เสื่อมลงอยู่ตลอดเวลา พวกท่านจงอย่าประมาท เร่งระงับดับทุกข์ให้หมดสิ้นโดยเร็วเถิด" 


๒๙ ปี กับชีวิตที่สุขสบาย มีทรัพย์สมบัติ การศึกษา ครอบครัว เพียบพร้อมทุกอย่าง และอนาคตอันรุ่งโรจน์กำลังรออยู่ แต่เจ้าชายทรงเห็นว่ามันมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางที่เป็นแก่นสารอะไรเลย ยิ่งอยู่กับมันก็ยิ่งอยากเบื่อหน่าย วันหนึ่งก็ตัดสินพระทัยหักดิบชีวิตตนเองเสด็จออกผนวช ห่อกายด้วยผ้าเก่าๆ อาศัยหลบแดดฝนใต้ต้นไม้และโคนไม้ ในมือมีกระเบื้องใบหนึ่งสำหรับขอข้าวชาวบ้านกินไปวันละมื้อ ใช้ชีวิตกลับด้านกันสุดขั้ว

๖ ปี ที่มุมานะชนิดเอาชีวิตเข้าแลก กระทั่งค้นพบ "ทางสายกลาง" อันเป็นทางที่จะขจัดทุกข์สร้างสุขที่แท้จริงขึ้นมาได้ ย่ำรุ่งขึ้นวันเพ็ญเดือน ๖ ก็ทรงบรรลุโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด

พระองค์ใช้คำว่า อยู่จบพรหมจรรย์ คือค้นพบความสุขที่แท้จริง มีจิตใจผ่องใสปราศจากกิเลส ไม่มีการเวียนเกิดเวียนตายชดใช้เวรกรรมอีกแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือหลังจากนั้น คือการช่วยเหลือสัตว์โลก

เหตุการณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นอีกฉากหนึ่งที่น่ายกมาพิจารณาว่า แม้ยังไม่ตรัสรู้ สิ่งที่คนทั่วไปมองว่าคือสุข พระองค์ก็มองกลับด้านว่ามันคือทุกข์ เรื่องที่คนทั่วไปมองว่ามันคือความสำเร็จในชีวิต พระองค์กลับมองว่ามันคือเรื่องหาสาระมิได้และถ่ายเททุกข์มาถมตนเองไม่มีที่สิ้นสุด เข้าลักษณะ "หวังสร้างสุขอนันต์แต่กลับเพิ่มทุกข์มหันต์"

นั่นเป็นขั้นปรมัตถ์เหนือโลกีวิสัยอยู่บ้าง แต่ในการใช้ชีวิตอย่างสามัญ ขอเพียงมีคนมองชีวิตตามความจริง เห็นอย่างที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็น  เราก็ยังคงไม่หาเรื่องเพิ่มทุกข์กันได้ไม่เว้นวัน ประเทศชาติคงสงบสุขขึ้นทันตาเห็น


ช่วงเวลาหลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงอุทิศเวลา สติปัญญา และเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ตลอด ๔๕ ปี ทรงตรากตรำพระวรกาย มีเวลาพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก บางวันถึงกลับไม่ได้บรรทมเสียด้วยซ้ำ (เช่น คืนที่ไปโปรดชัมพุกาชีวก) หลายครั้งที่โรคเก่ากำเริบ (สันนิษฐานว่าเป็นโรคกะเพาะเรื้อรัง อันเนื่องมาจากอดอาหารในช่วงบำเพ็ญทุกรกิริยา) แต่ก็ไม่ทรงผ่อนภาระกิจเพื่อผู้อื่นลงเมื่อแต่น้อย 

ประคองสังขารมาจนพระชนมายุ ๘๐ ถือว่าไม่ง่ายเลย 

วันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงทอดสังขารขันธ์ลงใต้ต้นสาละคู่หนึ่งในดงไม้สาละ จากนั้นก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นได้อีก ก่อนจะปรินิพพานยังทรงพร่ำเตือนสาวกว่า ชีวิตเป็นเช่นนี้ ไม่ควรยึดถือเป็นตัวตน 

แล้วก็ตรัสสั่งเสียเป็นปัจฉิมโอวาทว่า "วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ : ชีวิตสังขาร เสื่อมลงอยู่ตลอดเวลา พวกท่านจงอย่าประมาท เร่งระงับดับทุกข์ให้หมดสิ้นโดยเร็วเถิด" 

สิ้นกระแสพระดำรัสก็ทรงระงับพระโอษฐ์ พริ้มพระเนตรลงจนสนิท เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ปิดฉากมหรสพแห่งทุกข์โรงใหญ่อย่างหมดจดสมบูรณ์

สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ พระพุทธเจ้าพร่ำสอนเรื่องความทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ และตาย เรื่องความไม่เที่ยงแท้ของสิ่งทั้งปวง เรื่องความไม่เข้าไปยึดถือเอาเป็นตัวกูของกูมาตลอดพระชนม์ชีพ  ในบั้นปลาย ก็ยังทรงใช้สรีรสังขารของพระองค์เป็นครูให้ทุกคนได้เรียนกันสดๆ นับเป็นศาสดาเพียงองค์เดียวที่แสดงการตายจริงให้ชาวโลกดู

นั่นก็เพื่ออะไร?


……………………………………….


สอง... ในอีกมุมหนึ่ง หากคิดในแง่ที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก สามเหตุการณ์บรรจบนี้ น่าจะเป็นปริศนาธรรมที่คนโบราณตกทอดไว้ให้คนรุ่นหลังช่วยกันถอดรหัส

กลุ่มที่มองเช่นนี้ คือนักปราชญ์เซ็น ของพุทธศาสนามหายาน เซ็นตีความว่า การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา คือวันที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ทางกายภาพ แต่เป็นเหตุการณ์ทางสภาวธรรม นั่นคือ 

ความเป็นพุทธะหรือโพธิญาณได้เกิดขึ้นหลังจากที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้แล้ว  

การตรัสรู้อันนั้นสว่างวาบขึ้นมาก็เพราะปัญญาของพระองค์ได้ทำลายกิเลสให้มอดไหม้ไปหมดสิ้นแล้ว

ข้อนี้ ท่านพุทธทาสก็กล่าวไว้ว่า "พูดในภาษาท่ีลึกกว่านี้ คือภาษาธรรมแล้ว เรื่องก็จะกลาย เป็นว่า ที่แท่นั้นการประสูติ การตรัสรู้ กับการปรินิพพานนั้น มันมีความหมายอย่างเดียวกัน. …ประสูตินั้นคือ ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น, ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดในขณะที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. ทีนี้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น จะมีได้ต่อเมื่อกิเลสมันสิ้นไป ที่เรียกว่า กิเลสนิพพาน หรือตัวกูมันนิพพาน..."


…………………………………..


ทั้งสองนัยยะดังกล่าว เป็นการเสนอแนวคิดสวนกระแสสามัญอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการกะเทาะผ่านกระพี้เข้าไปถึงเนื้อใน และแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

ชักชวนชาวพุทธมายกระดับวันวิสาขบูชาให้สูงขึ้นกว่าการเป็น "ประเพณี" กันเถอะ



ความรู้เสริม

การนับเดือนในสมัยโบราณของอินเดีย เรียกเดือน ๖ ว่า "เดือนวิสาขะ"

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสุดท้ายของเดือนที่พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ เต็มดวงสะท้อนแสงสว่างอวดฟ้า เรียกว่า วิสาขปูรณมี 



 






Create Date : 14 พฤษภาคม 2554
Last Update : 15 กันยายน 2556 0:21:42 น.
Counter : 2322 Pageviews.

1 comments
  
สาธุ
โดย: nordcapp (nordcapp ) วันที่: 14 พฤษภาคม 2554 เวลา:12:58:51 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

รวี_ตาวัน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



พฤษภาคม 2554

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31