ความหวังสุดท้ายของยายจุก [เรื่องสั้นสะท้อนความรักของแม่]


สี่ห้าเดือนหรือไม่ก็ร่วมปี  ทัพถึงจะกลับมาให้ยายจุกเห็นหน้าครั้งหนึ่ง  หัวนอนปลายเท้าก็ไม่รู้ว่ามันเอาไปซุกไว้ที่ไหน มาทีถ้าไม่เพราะเพื่อ “รีดเลือดปู” จากนาง ก็กลับมาในสภาพซมซาน  ตัวเหม็นหึ่งเหมือนไปหลงป่าปีนเขามาสองสามอาทิตย์  ครั้นถามไถ่เอาความมันก็ไม่เคยปริปากเล่าอะไรให้ฟัง  นอกจากตอบมาห้วนๆ ว่า จะรู้ไปทำไม  เรื่องของฉัน


    หากโผล่มาคราวนี้  ลูกชายของนางแต่งตัวดีเป็นพิเศษ ใบหน้ายิ้มแย้ม  จนผู้เป็นแม่ต้องยื่นหน้าเข้าไปถามให้แน่ใจว่า เอ็งใช่ไอ้ทัพลูกฉันรึเปล่า  เพราะทุกครั้งมันไม่เคยมาในสารรูปนี้  อีกฝ่ายหัวเราะกึกๆ ตอบว่า ก็ฉันนั่นแหละไอ้ทัพขนานแท้

    “ฉันถูกล็อตเตอรี่ ได้โชคมาหลายแสน”   มันบอกพลางวางถุงใส่ของกินของใช้ที่ติดมือมาลงไว้มุมตู้เก่าๆ    “นี่ของฝากนิดหน่อย   แม่ดูเอาเองละกัน” 

    “อือ... ขอบคุณพระคุณเจ้าที่ให้ลาภเอ็ง...” นางบอกเรียบเรื่อย  ไม่ออกอาการใดๆ ทางสีหน้า  “มีเงินมีทองเสียทีข้าก็ดีใจ  รีบหาทางตั้งเนื้อตั้งตัวซะ  อายุก็สามสิบกว่าเข้าไปแล้วไม่ใช่รึ”     

    ท้ายเสียงเหมือนตำหนิลูกชายกลายๆ  ฝ่ายทัพที่ปีนี้เข้าสามสิบห้าแล้วหัวเราะ ทำเหมือนไม่ได้ยิน

    “นี่เงินสามพัน  ฉันให้แม่ไว้จ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้  ส่วนที่เหลือแม่ก็เก็บไว้ใช้”

    ไม่ว่าเปล่า มันควักแบงก์สีแดงออกมานับแล้วยื่นจำนวนหนึ่งมาตรงหน้าแม่   ยายจุกมองหน้าลูกชาย  ดวงตาหมองฉายแววคาดหวังบางอย่าง  ครั้นได้สำเหนียกว่า อย่างน้อยเจ้าทัพก็แสดงความกตัญญูต่อแม่มันแล้วในวันนี้  จึงได้ยอมรับไว้

    “ฉันจะเอาเจ้าเอี้ยงไปอยู่ด้วย”   ทัพยืดคอสำรวจหาบุคคลที่สาม  “แล้วนี่มันไปไหนเสียล่ะ”   

    พอฟัง สีหน้ายายจุกเผือดลงถนัด  เอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยว่า

    “งวดที่แล้วก็เอามันไปปล่อยทิ้งปล่อยขว้างจนปางตาย  แล้วนี่เอ็งยังจะเอามันไปอีกรึ”

    โรคประจำตัวก็สูบกินเรี่ยวแรงของยายจุกไปทุกวัน  งานหลักที่พอให้แกมีรายได้เจือจานชีวิต คือเก็บถุงพลาสติกมาล้างแล้วพับขาย  ได้เงินสิบยี่สิบบาท  คนแก่ก็อาศัยเจียดเงินจำนวนนั้นไป “กรึ๊บ” เติม “แรง” เข้าไป  เหมือนรถยนต์ที่อาศัยน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง

    คราวนั้น เจ้าทัพบอกว่ามันได้งานเป็นลูกจ้างท่าทรายย่านฝั่งธน  นายจ้างให้ที่อยู่ที่พักพร้อมสรรพ  ยายจุกที่แบกภาระเลี้ยงหลานมาก็ลำบากเอาเรื่อง  ได้โอกาสจึงเอ่ยปากให้มันเอาลูกไปอยู่ด้วย  ครั้นไม่นาน  มันก็อุ้มกลับมาคืน อ้างว่าไม่มีเวลาดูแล ฝ่ายยายจุกจับตัวหลานเท่านั้นก็ใจหายวาบ  ตัวมันร้อนเป็นไฟ  เห็นสารรูปเจ้าเอี้ยงผ่ายผอมมอมแมมขนาดนั้น คนแก่ก็น้ำตาพราก  นึกเสียใจว่ากูไม่น่าเห็นแก่ตัว ให้คนไม่รู้จักรับผิดชอบอย่างเจ้าทัพเอาเด็กไปดูแลเลย

    “ไม่ต้องห่วงหรอกแม่  ฉันตอนนั้นกับฉันตอนนี้มันต่างกันลิบลับ”   ทัพบอก

    “ใจคอเอ็งจะให้ข้าอยู่คนเดียวอย่างนั้นหรือ”   ยายจุกครวญ

    “เมื่อก่อนแม่ก็อยู่คนเดียวมาตลอดอยู่แล้วนี่”

    เมื่อก่อนก็ไม่เพราะเอ็งหรอกรึเอาแม่มาทิ้งไว้  แล้วก็หายหน้าไป  ปล่อยแม่อยู่ตามบุญตามกรรมตั้งสิบกว่าปี  ยายจุกตัดพ้อในใจ  ยังดีที่หลายปีมานี้ได้เจ้าเอี้ยงมาเป็นเพื่อน

    คนแก่พอรู้ว่าจะถูกพรากหลานที่เลี้ยงมันมาจนโตออกจากอก  ก็ใจหาย

    แกจำได้ว่า  หกปีก่อนมีหญิงสาวคนหนึ่งอุ้มเด็กตัวนิดเดียวมายืนเรียกลูกชายนางอยู่หน้าบ้าน  ไอ้ทัพมันเคยอยู่บ้านเสียเมื่อไหร่  ยายจุกกำลังพับถุงอยู่ในบ้าน นางชะเง้อดูแล้วร้องบอกหล่อนไปตามนั้น  แต่แทนที่จะแล้วกันไป  หล่อนพอรู้ว่าที่นั่งอยู่นี่เป็นแม่ของชายซึ่งตนกำลังตามหา  ก็ปึงปังเข้ามา  ปลงเด็กลงตรงหน้าคนแก่  แล้วสะบัดหน้าเดินตัวปลิวออกไป  ไม่ถามไถ่สั่งความสักคำ  เห็นเด็กมันเพิ่งจะหัดคลาน  ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่บอกไม่กล่าว  ครั้นจะเรียกไว้ก็ไม่ทัน  คำตอบต่อข้อสงสัยของนางกลับเป็นเสียงร้องไห้จ้าลั่นบ้าน

    ต่อเมื่อมาไล่เรียงเอากับลูกชายในอีกอาทิตย์ถัดมา  ถึงได้ความว่า มันเกิดไปมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น  เรื่องมันเกิดขึ้นง่ายๆ  หล่อนเมา เขาเมา  อารมณ์ร้อนร่านชั่ววูบเพราะขาดสติยับยั้งของทั้งสอง เปิดทางให้อีกชีวิตหนึ่งโผล่ออกมาเผชิญโลก

    “เรื่องอะไรฉันต้องรับผิดชอบ  ก็มันใจง่ายให้ฉันเองนี่นา”   มันว่า ทำตาขวางมองเด็กที่มันเองก็เพิ่งจะรู้เอาเดี๋ยวนั้นว่าเป็นลูกชาย   “ไม่รู้ปล่อยให้เกิดมาทำไม  รีดทิ้งไปก็สิ้นเรื่อง”

    คนเป็นแม่ได้ยินแล้วส่ายหน้า  ลูบหัว “หลาน” อย่างเวทนา

    มันพอๆ กับพ่อมัน... เชื้อไม่ทิ้งแถว... ยายจุกพ้อในใจ

    นึกแปลกใจเหมือนกัน...  วันนี้มันเกิดคิดเป็นกุศลขึ้นมายังไง  ถึงจะเอาลูกไปอยู่ด้วย  จะเพราะมีเงินมีทองแล้วคิดเผื่อแผ่ครอบครัวก็หาใช่สันดานมัน  หรือมีหลวงพ่อวัดไหนเทศน์สั่งสอนกลับใจมัน...

    “ต่อไปนี้แม่ไม่ต้องทำงานแล้วนะ   ฉันจะส่งเงินมาให้เอง”   ให้ความหวังมาทั้งที่นายจุกเองยังไม่ได้ยินมันบอกสักคำว่า ได้งานการทำจนพอลืมตาอ้าปากได้แล้ว
รอจนเจ้าเอี้ยงกลับถึงบ้าน  ทัพก็รวบๆ เสื้อผ้าสองสามชุดของลูกชายยัดเข้ากระเป๋านักเรียน  แล้วหิ้วแขนออกจากบ้าน

    “ไปไหน”   เอี้ยงแหงนหน้าถาม

    “จะพาไปกินขนมอร่อยๆ   ไปซื้อของเล่นไงลูก”  มันโกหกลูกชาย  ก่อนจะหันกลับมามองหน้าแม่

     “เหล้าน่ะ...เพลาๆ บ้างนะ”

    จะเตือนเพราะเป็นห่วงหรืออะไรก็แล้วแต่  ยายจุกยังอิ่มเอมใจกับคำของมัน  แต่ไม่แสดงกิริยารับปาก  เพราะรู้อยู่ว่าตนเองทำไม่ได้อย่างที่มันบอก

    ความจริงอายุยายจุกเพิ่งจะห้าสิบห้า  แต่ก็เพราะฤทธิ์เหล้ามันแผดเผา  สังขารร่างกายของนางจึงดูหง่อม ผิวพรรณเหี่ยวยานกร้านซีดคล้ายคนแก่วัยเจ็ดสิบแปดสิบ  ...ยายจุกกินมันเป็นเรื่องปกติมาแต่ยังสาว... มันเริ่มต้นเมื่อนางสาวจุกหนีบ้านช่องไปเข้าคณะรำวง  เพราะหลงเล่ห์รักของเจ้าหนุ่มนักดนตรี  ซึ่งก็คือพ่อของเจ้าทัพในเวลาต่อมา 

    จนป่านนี้แล้ว ยายจุกนึกมายังแค้นใจนัก... แรกๆ มันก็พร่ำบอกแต่ว่ารักนักรักหนา  พอสาวเจ้าจุกหอบเสื้อหอบผ้าตามมันไป  ยอมให้ทุกอย่างจนไม่มีอะไรให้แล้ว  มันก็หมดความสนใจต่อนาง  ตระเวนไปถิ่นไหน  ก็หว่านรักฝากเสน่ห์ไว้ทั่วไป  ผลสุดท้ายมันก็ตายเพราะเรื่องนี้  วันที่เห็นมันนอนจมกองเลือด  นางไม่หลั่งน้ำตาให้แม้สักหยด 

    พอวัยสาวเริ่มโรยรา  นางก็ไม่มีความหมายต่อคณะรำวง  จะขึ้นเวทีก็ไม่สะดุดตาต้องใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่อีกแล้ว  ส่วนเลือดเนื้อเชื้อไขของนางก็พอๆ กับพ่อมันราวกับถอดแบบสันดานมายังไงยังงั้น  นึกมายายจุกให้น้อยเนื้อต่ำใจ...นี่แหละนะ  โบราณท่านบอก ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น 

    ตอนนั้นเจ้าทัพอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด  มันเองก็ชอบแต่จะมีเรื่องกับใครเขาไปทั่ว  ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าคณะ  พอได้ยินแม่ออกปากว่าจะออกจากคณะ  มันก็เห็นพ้องทันที 

    แต่ครั้นพาแม่มาเช่าบ้านโกโรโกโสนี่อยู่ได้ไม่ถึงสามวัน   มันก็หายหน้าไปพร้อมกับเงินก้อนสุดท้ายที่ยายจุกซุกไว้ใต้ที่นอน...

----------------------

    ตั้งแต่เจ้าทัพหิ้วลูกชายจากไป  ยายจุกก็เฝ้ารอว่า มันจะทำอย่างที่บอกไว้หรือเปล่า เดือนหนึ่งผ่านไปยังเงียบ  เดือนที่สองก็แล้ว  เข้าเดือนที่สามก็ยังไร้วี่แวว  ราวกับว่าสองพ่อลูกถูกกาลเวลาอีกมิติกลืนหายเข้าไปแล้ว  ห่วงก็แต่เจ้าเอี้ยงนี่สิ  ไม่รู้พ่อมันจะพาไปปล่อยทิ้งปล่อยขว้างอย่างครั้งที่แล้วรึเปล่า  ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ  เวลาทุกข์ใจก็มีแต่เหล้าเท่านั้นเองจะช่วยผ่อนช่วยคลาย  จากที่กรึ๊บพอได้มีแรง  ก็กลายเป็นกรอกเข้าไปจนฟุบ  ค่าเช่าบ้านพอจ่ายทบต้นทบดอกแล้วเหลือไม่ถึงห้าร้อย  ไม่กี่วันก็หมดเพราะน้ำย้อมใจอีก 

    เมื่อก่อนยายจุกจะหักเงินครึ่งหนึ่งจากที่ขายถุงได้ไว้ซื้อเหล้า  บัดนี้ถูกใช้ไปเต็มจำนวน  พอสร่างเมาท้องก็ร้องหาข้าว  ครั้นจะเสนอหน้าไปขอชาวบ้านย่านถิ่นกิน  ก็ให้อายเขา  ทางสายสุดท้ายมีแต่ต้องขอข้าววัดกิน  พระท่านก็เวทนา  สั่งเด็กวัดให้เก็บสำรับกับข้าวเข้าปิ่นโตไว้เผื่อแผ่แกทุกวัน

    ตื่นเช้ามา  ยายจุกนั่งมองสังขารโทรมๆ ของตนเองแล้วถอนใจ  หวังจะได้ฝากผีฝากไข้ลูกเต้าเหล่าหลานนั้นเห็นจะริบหรี่เต็มทน  มีแต่พึ่งพาเหล้านี่เองช่วยกล่อมจิตประคองกายคนแก่ไปวันๆ  ครั้นจะอดก็รังแต่จะตายเร็วเข้าอีก เพราะน้ำเหล้ามันกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเลือดเนื้อของนางเสียแล้ว  ขาดมันก็จอดสนิทเหมือนรถหมดน้ำมัน  ...นางยังไม่อยากตาย 

    เข้าปีที่ห้าสิบหกนี้นางสังเกตท้องตนเองเริ่มป่อง  หน้ามืดบ่อย  ครั้นฤทธิ์เหล้าเหือดจากกายนางก็แทบจะหาเรี่ยวแรงไม่ได้  หัวใจเต้นอ่อน  มือไม้สั่นงกๆ  จะหยิบฉวยอะไรไม่ค่อยอยู่มือ  ข้าวน้ำไม่หิว  อยากแต่น้ำบ่มน้ำดองนั่นอย่างเดียว  บางวันไม่เหลือเศษเงินซื้อใส่ขวดกระทิงแดงมาเผื่อยามเช้า  นางก็ต้องซมซานออกไปร้านเหล้ากลางซอย  ไกลกันแค่สองร้อยเมตร  แต่กว่าจะถึงก็เล่นเอาหอบจับ

    ขณะที่ยายจุกแทบจะหมดหวังแล้วว่าจะได้เห็นหน้าลูกกับหลาน  พร้อมกับการได้สำนึกว่าชีวิตของตนเริ่มหดสั้นจวนเจียนเข้าไปแล้วนั่นเอง  หลังเที่ยงวันหนึ่ง  เจ้าทัพก็กลับมา  คราวนี้ดูราศีจับเป็นกอง  ต่างจากครั้งก่อนซึ่งดูคล้ายเอาเสื้อไปห่มตอเสียมากกว่า  มันรีบขอโทษขอโพยนางยกใหญ่  ทั้งที่สิบปีสิบชาติไม่เคยได้ยินมันพูด  ยายจุกรู้ ลูกชายมันเคยเดือดเนื้อร้อนใจกับความทุกข์ความลำบากของใครเสียที่ไหน  ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ถูกมันปล่อยทิ้งเหมือนเสื้อเก่าผ้าขาดอย่างนี้หรอก

    “ฉันมาสำนึกว่า ฉันไม่เคยสนใจแม่มาตลอด  ฟังฉันนะแม่ ต่อไปฉันจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด”

    ว่าพลางยื่นขวดเล็กๆ จุน้ำอำพันให้  เหมือนจะรู้ว่าแม่ต้องการมันเป็นของฝากมากกว่าสิ่งอื่นใด

    นางเมื่อก่อนหน้านั้นให้อัดอั้นตันทรวงเหลือทน  ตรองไว้ว่าหากมันโผล่มา  นางจะเล่นงานมันสักตั้ง  พอฟังมันป้อนคำหวานเข้าเท่านั้น    คนเป็นแม่ก็ลืมเรื่องคับอกจนหมด  มองหน้าลูกชายเขม็ง  น้ำตาค่อยๆ เอ่อขอบตา

    แต่ยังไม่ลืมถามกลับไปว่า

    “เจ้าเอี้ยงหละ...  ทำไมเอ็งไม่พามันมาด้วย”

    เจ้าทัพหัวเราะ

    “โถ  แม่นี่แก่แล้วจริงๆ... วันนี้วันธรรมดา  มันก็ต้องไปโรงเรียนซิ”  มันนั่งลงข้างๆ กอดแขนนางไว้   “แม่ไปอยู่กับฉันเถอะนะ”

    “เอ็งจะพาข้าไปอยู่ที่ไหน”

    “บ้านใหม่ของฉันสิแม่... ฉันว่าแม่รีบเก็บเสื้อผ้าเถอะ  จะได้ไปกันเลย  เย็นนี้ก็ได้เห็นหน้าเจ้าเอี้ยงแล้ว  มันโตขึ้นเป็นกองเชียวหละ”

    ผู้เป็นแม่พยายามจะบ่ายเบี่ยงว่า ข้าอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี  ข้ารักที่นี่  จะให้ไปอยู่ที่อื่น ข้าขี้เกียจปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่อีก  แต่สุดท้ายเห็นมันยืนยันความตั้งใจมั่นคง  จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี  

    เจ้าทัพพาแม่นั่งแท็กซี่ออกมาเกือบถึงชานเมือง  ก่อนจะจอดลงตรงที่ใดที่หนึ่ง เป็นย่านใดนางก็แยกแยะไม่ออก  มันหอบกระเป๋าเดินนำตัดพงเตี้ยเข้าไปตามทางเล็กๆ แล้วทะลุถึงที่อาศัยบริเวณหนึ่ง  ปลูกเป็นเพิงพักเหมือนห้องแถว บ้างก็สร้างด้วยไม้เก่าๆ บ้างก็ก่อด้วยปูนลวกๆ พออยู่ได้  เจ้าทัพเดินไปหยุดหน้า “บ้าน” ที่ก่อด้วยปูนตอนหนึ่ง  พลางเปิดประตู

    “ฉันอยู่ที่นี่เองแหละ”   ว่าพลางจูงมือยายจุกเข้าไปข้างใน

    ในห้องนั้น  กว้างยาวเพียงสามคูณห้าเมตร  นอกจากกองเสื้อผ้าและข้าวของจุกจิกแล้ว  ก็พอเหลือที่ให้ล้มตัวลงนอน 

    “แม่อยู่นี่นะ  อย่าออกไปไหนล่ะ”   น้ำเสียงทัพกำชับแม่อยู่ในที

    “อือ... เอ็งไม่พาไปข้าจะกล้าออกไปไหน...”  ยายจุกบอก ดวงตาระโหยแห้ง  “เหนื่อยเต็มที”   
      พลางมองสำรวจห้อง  สิ่งแรกที่แกหาคือ เสื้อผ้าและเครื่องใช้ของหลานชาย  แล้วก็เข้าไปนั่งพับเสื้อผ้าเก่าๆ นั้นเข้าที่  นึกร่ำๆ ว่า  อีกหน่อยพอกลับมาเจอว่าย่าอยู่ที่นี่เจ้าเอี้ยงคงดีใจใหญ่ ก่อนจะล้มลงม่อยไปด้วยความเพลีย  ใบหน้าซีดเซียวเหี่ยวย่นของแกประดับรอยยิ้มจางๆ...

    รู้ตัวอีกทีก็มืด  ไม่รู้เป็นเวลาไหน  พอขยับลุกนางก็หน้ามืดล้มโครมลงไปกอง  “แรง” ที่เติมไว้แต่บ่ายไม่เหลือแล้ว  ยายจุกใช้มืออันอ่อนเปลี้ยค่อยๆ เท้าผนังพยุงตัวขึ้น  กัดฟันพาตัวเองเดินไปผลักประตู  แต่มันเขยื้อนเพียงเล็กน้อย...

    ประตูถูกคล้องกุญแจจากด้านนอก...

    เจ้าทัพมันหายไปไหน ลูกชายมันหละ จนป่านนี้ทำไมยังไม่กลับ... ยายจุกนึกกังวล  ลองเขย่าประตูแล้วตะโกนเรียกออกไป  หากเสียงที่ผ่านลำคอออกมาเบาเป็นกระซิบ... 

    แสงนีออนจากตรงไหนสักแห่ง  ลอดช่องประตูและช่องหลังคาเข้ามา  พอช่วยสายตาคนแก่ให้เห็นสภาพภายในห้อง  แกคว้ากระเป๋าเสื้อผ้ามาล้วงหาเหล้าที่ลูกมันซื้อไว้ให้

    แต่แล้วหัวใจคนแก่ก็หล่นวูบ...  ขวดเหล้าหายไป...

    ------------------------------

    วันนั้น หลังเอาแม่มาทิ้งไว้  เจ้าทัพเองก็หายไปทั้งคืน  สายๆ ของวันถัดมามันถึงกลับมา ยายจุกนอนแบบหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ในบ้าน  ได้ยินแว่วๆ เหมือนมันกำลังตกลงอะไรกับใครอยู่ข้างนอก ทำนองว่ามึงก็จัดการไปสิ  กูไม่อยากเข้าไปให้แก......  คนลดเสียงเบาคลับคล้ายจะเป็นลูกชายยายจุกเอง  สักพักประตูบ้านก็เปิดออก   แสงจากภายนอกสาดเข้าตา จนนางต้องเอียงหน้าหยีตา  แต่ยังเห็นว่ามีเงาคนเดินเข้ามา

    ยายจุกเองข้าวยังไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เย็นวานยังพอทน  แต่เหล้านั่นสินางหิวโหยแทบขาดใจ  ตัวซีดเซียวและอ่อนล้าจนไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่พยุงกายขึ้นนั่ง  ชายสองคนเดินเข้ามายืนขนาบยายจุกทั้งสองข้าง  ดวงตาอันปรือเบลอและไร้ประกายของแกไม่เห็นเจ้าทัพเข้ามาด้วย  แต่เห็นคนหนึ่งนั้นอุ้มเจ้าเอี้ยงมาและปลงลง  ฝ่ายเจ้าเอี้ยงพอเป็นอิสระก็โผเข้าซบอกย่า  ร้องห่มร้องไห้เสียยกใหญ่    ผู้เป็นย่ายกมือสั่นเทาลูบหัวหลานชาย  ปลอบเสียงแหบพร่าว่านิ่งเถิดหลานย่า  ไม่เป็นไรแล้ว  ย่าอยู่นี่แล้ว   ทั้งที่นอกจากเหตุการณ์ตรงหน้านี้ นางเองก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ามันเป็นยังไงมายังไง

    ชายคนขวายื่นแก้วมาตรงหน้า  จมูกยายจุกพอได้กลิ่นน้ำใสๆ ที่กระเพื่อมอยู่แค่ก้นแก้วเท่านั้น ก็เหมือนปลิงหิวโซได้กลิ่นเลือด  แกคว้าทันควัน  แต่ก็ถูกเอาอากาศธาตุ  เพราะอีกฝ่ายชักแก้วกลับเหมือนจะล่อ...

    ----------------------------

    ขอเพียงสูดได้กลิ่นเหล้า ร่างกายของยายจุกจะออกอาการสั่นระริกหิวโหยแทบขาดใจทันที   มาวันนี้แกจะตัดเยื่อใยกับมันให้ตายๆ ไปเสียก็สมควรแล้ว  ที่ยอมอยู่ก็เพราะสงสารเจ้าเอี้ยง  ห่วงเหลือเกินว่า  หากตนเองไม่ยืนหยัดกัดฟันไว้  มันจะตกระกำลำบากไปกว่านี้ 

    ข้างเจ้าทัพ  ตั้งแต่วันนั้นมันก็หายหน้าไปไม่เห็นร่องรอยอีก  ปล่อยแม่มันทิ้งให้ใครก็ไม่รู้เขาขู่เขาเข็ญเอาอย่างกับว่าเป็นวัวเป็นควาย

    เช้าตรู่ สองย่าหลานถูกพามาทิ้งไว้ตีนสะพานลอยตรงนี้ทุกวัน หากเดินเลยขึ้นไปก็เป็นห้างใหญ่   วันนี้เจ้าเอี้ยงซุกหัวหลับอยู่บนตักย่า  มือเหี่ยวย่นและสั่นน้อยๆ ของแกลูบผมมันเบาๆ... เจ้าเอี้ยงเอ๋ย เจ้าเอี้ยงหลานย่า...  น้ำตาคนแก่พรากลงอาบแก้ม  เมื่อมองร่างสกปรกมอมแมมของหลายชาย ที่บัดนี้แทบจะเหลือเพียงเนื้อติดกระดูก

    ยายจุกไม่นึกว่าเจ้าทัพพ่อของมันจะทำกับลูกทำกับแม่ได้เช่นนี้ ทว่านางก็ไม่อยากโยนโทษทั้งหมดให้ลูกชาย  ค่าที่ตนเองก็หาได้อบรมดูแลมันดิบดีมาแต่เล็ก รักนั้นก็รักหากแต่นางเพิ่งรู้ว่ารักมันไม่ถูกวิธี   มาวันนี้ นางยกมือท่วมหัวแล้วอธิษฐานว่า ความเลวใดๆ ที่มันทำกับแม่มันหรือแม้แต่คนอื่นๆ  ขอให้แม่นี่เถิดเป็นผู้รับวิบากเอาไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น  

    หัวอกของผู้เป็นแม่ยังหวังอยู่อย่างเดียวว่า ขอให้มันอยู่รอดปลอดภัยไปตลอด  แล้วโผล่มาให้นางเห็นหน้าสักครั้งสองครั้ง  ไม่ก็หันมาห่วงลูกของมันอย่างที่แม่ห่วงมันบ้าง




  [เขียนต้นปี พ.ศ.2548 เคยตีพิมพ์ในนิตยสารทำมือแมดเมน และพิมพ์รวมเล่มในชุดเรื่องสั้น "เพราะมีแม่ในวันนั้น จึงมีฉันในวันนี้" สนพ.บ้านหนังสือโกสินทร์, 2550]



Create Date : 11 สิงหาคม 2558
Last Update : 11 สิงหาคม 2558 22:51:49 น.
Counter : 646 Pageviews.

1 comments
  
เขียนได้ดีมากเลยคะ
วันนี้ดึกแล้วเดี๋ยวจะตามมาอ่านอีกทีพรุ่งนี้คะ
อ่านไปก็นึกว่าตัวเองเป็นยายจุกซ่ะงั้น
โดย: sao-aor วันที่: 30 พฤศจิกายน 2559 เวลา:2:28:00 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

รวี_ตาวัน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



สิงหาคม 2558

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31