Group Blog
 
 
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 2-4

วันขึ้น 8 ค่ำเดือนยี่ พ.ศ.2377 พระองค์หญิงมีได้รับการช่วยเหลือจากนางข้าหลวงหลายนาง เพื่อนำองค์หญิงมีไปยังห้องลับใจกลางพระราชวัง องค์หญิงมีได้ออกอุบายแก่นางข้าหลวงว่า การเข้าห้องลับของพระนางคือการเข้าไปบริกรรมเพื่อให้พระอุทัยทรงรอดปลอดภัย แต่แท้จริงแล้ว พระนางเข้าไปพบบุเร ขุนศึกผู้ซึ่งสามารถเข้าห้องลับได้จากอีกทางหนึ่ง องค์มีออกอุบายเพื่อให้นางข้าหลวงกลัวว่า ถึงนางข้าหลวงจะรู้เรื่องห้องลับ แต่ห้ามทุกคนเข้ามาเด็ดขาด เพราะห้องลับเป็นสถานที่สงวน ใครเข้ามาไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีอาจต้องตายได้
วันนั้นพอองค์มีเข้าไปในห้องลับแล้ว พระนางได้เดินวนไปทางที่เคยเดิน จนพบบุรุษหนุ่มยืนหันหลังให้พระนาง

“บุเร” พระนางกล่าวเรียกออกไป ทำให้บุรุษหนุ่มหันมา
บุรุษหนุ่มโค้งคำนับพระองค์ “ถวายความเคารพแด่นักองค์มี”
องค์มีตรัสถามอย่างใจเย็น “ที่ญวณเป็นยังไงบ้าง”
“เจ้าญวณเองก็รอฟังอาการของพระอุทัยอยู่”
องค์มีแสดงสีหน้าไม่พอใจ “ใครๆคงจะคิดว่าพระอุทัยไม่มีลูกชาย ไม่มีทายาทในการสืบราชบัลลังก์ ทางเสียมอาจได้วางตัวอาอิ่ม อาด้วงไว้แล้ว ทางญวณเองก็คงไม่ต่างกัน อาจกำลังวางตัวกันให้วุ่นไปหมดแล้ว”

“นักองค์ด้วงมาที่วังพนมเปญเลยหรือท่าน” บุเรถามด้วยความตกใจ
นักองค์มีหันไปสบตาเขา “ใช่ แต่คิดว่าคงไม่ได้บอกเสียมว่าจะมาหาเรา”
บุเรมองนักองค์มีด้วยความห่วงใย
นักองค์มีรำพึง “หรือจะถึงคราที่กัมพูชาจะสูญสิ้น ทั้งเสียมทั้งญวณก็คงอยากจะกลืนกินเรา”
“ขอให้พระอุทัยทรงเป็นมิ่งขวัญเรานานๆ” บุเรกล่าวขึ้น
“ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้ หลวงแพทย์บอกพวกเราแล้วว่าอีกไม่นาน ตอนนี้ทุกคนในวังกำลังหวาดกลัว กลัวว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกคนมีแววตาที่หวาดกลัว และกำลังเฝ้ารอเวลาที่พวกเขาไม่อยากให้มาถึง”

“องค์มีอย่ากลัวไปเลย ข้าพระองค์จะปกป้ององค์เอง” บุเรกล่าวขึ้น
องค์มีหันไปมองหน้าเขาอีกครั้งหลังจากละสายตาไปพักใหญ่ สีหน้าของพระนางเรียบเฉย หลังจากนั้นพระนางละสายตาจากบุเรอีก
“ท่านยังไม่เคยบอกข้าเลยว่าห้องลับนี้ผู้ใดเป็นคนสร้าง”
บุเรดูอึกอัก “ข้าบอกไม่ได้หรอกองค์มี มันเป็นความลับ”
องค์มีไม่ได้ว่าอะไร นางกล่าวต่อไป “ทางญวณมีความเคลื่อนไหวยังไงบ้าง”
“พวกเขาได้แต่รอ รออย่างเดียว”
“อย่างน้อยพวกเขาก็ช่วยเราขับไล่เสียม” องค์มีกล่าวขึ้น
บุเรกล่าวว่า “แต่การช่วยเราทำให้พวกญวณก็คิดที่จะครอบครองเราเหมือนกัน”

องค์มีเริ่มสับสน “ตอนนี้ทุกฝ่ายล้วนคิดจะครอบครองเรา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไม”
บุเรประคองนักองค์มีให้นั่งลงบนที่ประทับ
“พระองค์หญิงนั่งพักก่อนเถอะท่าน อย่าเพิ่งคิดอื่นใดเลย โปรดจงนิ่งและรอจนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง”
นักองค์มีนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ แล้วทรงตรัสขึ้น “แล้วผลงานของพรานไพรของท่านเป็นยังไงบ้าง”
“เรื่องของปราสาทใหญ่นครวัดหรือท่าน”
“ใช่”

“พรานไพรของข้าพระองค์กำลังทำการค้นหาด้วยวิธีการของเขา”
เห็นนักองค์มีเงียบไป บุเรจึงถามขึ้น
“พระองค์ทราบเรื่องของปราสาทใหญ่นี้ได้อย่างไร”
“ข้ารู้จากจารึกที่ปราสาทหินแห่งหนึ่งว่ามีปราสาทใหญ่อยู่ค่อนไปทางเหนือ จารึกได้บอกประวัติ สลักชื่อและบอกถึงเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับกัมพูชา”

“แล้วจารึกนั้นอยู่ที่ไหน ยังอยู่ที่ตัวปราสาทนั้นหรือไม่”
องค์มีหันไปยิ้มให้บุเร “ข้าซ่อนจารึกนั้นไว้ในที่ปลอดภัย”
“แล้วจารึกนั้นได้บอกเรื่องราวของปราสาทใหญ่มากไหมท่าน”
“จารึกบอกเรื่องราวหลายแง่ บางตอนมีเรื่องของพุทธทำนายที่น่าสนใจ บางตอนเป็นคำทำนายของดาบส ซึ่งกล่าวไว้น่าสนใจมาก”
บุเรอดสงสัยไม่ได้ “ดาบสทำนายไว้อย่างไรหรือท่าน”
“ดาบสบอกว่านครวัดสำคัญต่อชาติของเรามาก เป็นเทวสถานที่สูงส่งและจะไม่มีวันคลายความศักดิ์สิทธิ”
บุเรยังมีสีหน้าสงสัย “แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจปราสาทใหญ่หลังนี้เลย”

องค์มีหันมามองหน้าบุเรอีกครั้ง “จึงเป็นหน้าที่พรานไพรของท่าน เขาจะต้องทำหน้าที่ของเขาให้สำเร็จให้จงได้”
“ข้าพระองค์ทราบดีว่าปราสาทหลังนี้สำคัญกับท่านมาก”
“มันไม่ได้สำคัญกับข้าแต่เพียงเท่านั้น แต่ในอนาคตมันจะสำคัญกับชาวกัมพูชาทั้งมวล”

บุเรยังนึกไม่ออกว่าองค์มีหมายถึงอะไร สิ่งที่เขารับรู้มีเพียงว่าเขาต้องจงรักภักดีต่อพระองค์หญิงท่านนี้ บุเรไม่จงรักภักดีต่อพระองค์หญิงแบน เพราะปักใจเชื่อว่าพระมารดาขององค์หญิงปันใจให้เสียมนานแล้ว ส่วนองค์หญิงเพากับองค์หญิงสงวนก็ยังเด็กไป ปีนี้องค์มีทรงมีพระชันษาครบ 20 พอดี พระองค์ทรงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่สิ่งที่พระองค์แบกไว้ มันหนักหนาเกินวัยของพระองค์ที่สุดจะทานทนไหว
องค์มีสังเกตเห็นสีหน้าของบุเรไม่สู้ดี “มีอะไรเหรอ ทำไมท่านดูกังวลมากขนาดนั้น”

“ตอนนี้พระเจ้ามินมางแห่งโดเวียตทรงโปรดแม่ทัพหนุ่มที่ชื่อว่าองเลิ้งกุ๋นมาก พระเจ้ามินมางอาจตัดสินพระทัยส่งองเลิ้งกุ๋นมาที่พระราชวังที่บันทายแก้วก็เป็นได้ ข้าพระองค์ห่วงเรื่องนี้ยิ่งนัก”
องเลิ้งกุ๋น ชื่อนี้องค์มีรู้สึกคุ้นๆ ถ้าเป็นอย่างบุเรพูดจริงๆก็น่ากลัวมาก เวลาแบบนี้เห็นจะมีเรื่องให้ต้องวิตกกังวลหลายเรื่อง
ตอนนี้ทั้งคู่นิ่งเงียบ ไม่ได้คุยกันอีก
จนองค์มีเอ่ยขึ้น “เราคงต้องออกจากห้องลับแห่งนี้แล้ว” บุเรโค้งคำนับ ทั้งคู่ออกจากห้องลับไปคนละทาง

พอองค์มีออกจากห้องลับ พระองค์สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว นางในวิ่งกันขวักไขว่ มีนางกำนัลมาจับมือขององค์มีไว้
“พระองค์หญิงเพคะ พระอุทัยถึงแก่พิราลัยแล้ว”
น้ำพระเนตรไหลอาบแก้มของพระองค์ นักองค์มีทรงเดินอย่างเร็วไปจนถึงพระที่นั่งนาวา พอเข้าไปในตัวพระที่นั่งแล้ว พระองค์ทรงทอดพระเนตรขุนนางหลายฝ่ายก้มกราบกันเต็มไปหมด
องค์มีเห็นองค์หญิงแบนทรงนั่งใกล้พระศพ โดยมีองค์เพาและองค์สงวนนั่งห่างออกมา

องค์มีเข้าไปกราบพระศพ ขณะอยู่ต่อหน้าคนอื่น พระองค์ทรงมีพระทัยเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว
เวลานั้นทุกอย่างดูเงียบและเศร้า
พระอุทัยราชาทรงจากไปด้วยพระชนม์พรรษา 44 และทรงเสวยราชย์ได้ 23 พรรษา
หลังจากนี้ก็จะมีการบำเพ็ญพระกุศลตามพระราชประเพณี
องค์มีได้ยินพระประยูรญาติและขุนนางผู้ใหญ่ได้ถามพระองค์หญิงแบนถึงสิ่งที่จะต้องทำต่อจากนี้ไป
ตอนนี้ทั้งเสียมและญวณยังเงียบอยู่ คงอีกไม่นาน ทั้งสองฝ่ายคงจะเคลื่อนไหว
และคงเป็นการเคลื่อนไหวที่ทุกคนทุกฝ่ายกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 3

หลังจากพระอุทัยราชาถึงแก่พิราลัยแล้ว ดูทุกคนในวังจะกระอักกระอ่วน
และงุนงงว่ากัมพูชาจะไปในทิศทางใด
แม้กระนั้นงานพระศพก็ยังดำเนินไปตามพระราชประเพณี
โดยมีแผนว่าจะมีการสร้างพระเมรุ หลังจากนั้นจะทำการยกโกษฐพระบรมศพไปประดิษฐานในพระเมรุ
ระหว่างการสร้างพระเมรุจะบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพที่พระที่นั่งนาวาในพระราชวังที่บันทายแก้ว
เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว จะมีการแห่พระบรมอัฐิไปบรรจุในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่
ในวัดธรรมเกร์บนเขาพระราชทรัพย์

สิ่งก่อสร้างที่ต้องรีบสร้างในขณะนี้คือพระเมรุและพระเจดีย์ที่วัดธรรมเกร์
นักองค์แบนและนักองค์มี พร้อมด้วยขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายท่านได้ร่วมกันวางแผนเตรียมการต่างๆ
เพื่อให้สมพระเกียรติแก่พระอุทัยราชา แต่ก็ยังมีขุนนางอีกหลายคน รวมทั้งพระราชวงศ์ที่ไม่ใส่ใจ
ในการเตรียมพระราชพิธีครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าพระอุทัยราชาเอาใจออกห่างสยามทั้งๆที่
นักองค์เอง (พระราชบิดาของพระอุทัย) นั้นก็เป็นพระราชบุตรบุญธรรมของ
พระเจ้ากรุงสยามนามแผ่นดินต้น (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)

ส่วนพระอุทัยเองก็ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์จากกรุงเทพฯ แต่ต่อมาได้เอาใจออกห่างสยาม
ทำให้ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไม่พอใจ เพราะคิดว่าการที่พระอุทัยเอาใจออกห่างสยามและไปพึ่งญวณ
ทำให้กัมพูชาแตกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
คือขุนนางฝ่ายที่เอาใจให้ญวณกับขุนนางที่เอาใจให้สยามหรือเสียม

พอมีเหตุเช่นนี้ทำให้งานพระราชพิธีที่ไม่ควรจะมีปัญหากลับมีปัญหาแบบคาดไม่ถึง
เมื่อขุนนางที่เอาใจให้สยามต่างร่วมใจกันตัดงบในการสร้างพระเมร์และพระเจดีย์บนเขาพระราชทรัพย์
รวมทั้งขบวนแห่เกียรติยศด้วย ทำให้พระองค์หญิงแบนทรงกราดเกรี้ยวยิ่งนัก
พระองค์คงอยากระบายออกกับคนที่ไว้ใจได้ จึงนัดองค์มีมาที่ห้องส่วนพระองค์
“มันมากเกินไปแล้ว พวกนั้นทำอย่างกับว่าเสด็จพ่อไม่ใช่พระเจ้ากรุงกัมพูชา”
องค์แบนแค้นแทนพระบิดาที่ล่วงลับเนื่องมาจากการตัดงบงานพระศพอย่างคาดไม่ถึง

“น่าแปลกที่มีแต่ขุนนางที่นับถือเสียมกับขุนนางที่นับถือญวณ แต่ไม่มีขุนนางที่นับถือเราเลย”
นักองค์มีทรงตรัสด้วยความสงสัย ถึงแม้พระองค์จะพอล่วงรู้เหตุผลอยู่บ้าง แต่พระองค์
ก็ยังคงสงสัยอยู่วันยังค่ำ

“พี่จะบอกให้นะน้องมีว่ามันเพราะอะไร” องค์แบนพูดออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“ก็เพราะเรามีแต่ผู้หญิงไง กองทัพก็ไม่ฟังเรา เหล่าขุนนางก็ไม่ฟังเรา หลายคนมองเรา
เหมือนเป็นหมากให้ญวณกับเสียมเอาไว้เดินเล่นตามใจ”

“หรือข่าวลือมันจะเป็นจริง” องค์มีคิดในใจ “การที่เสด็จพ่อเอาใจฝักใฝ่พวกญวณมีผลทำให้ญวณ
มีอิทธิพลต่อเรามากขึ้นจนถึงทุกวันนี้ และยังทำให้พี่น้องแตกแยกกัน เมื่อเสด็จพ่อไปซบอกญวณ
แต่อาสงวน อาอิ่ม อาด้วง ต่างหนีไปกรุงเทพ และไปพึ่งพระเจ้ากรุงสยามเหมือนกับสมเด็จปู่”
องค์มียังคงคิดในใจต่อไประหว่างรอให้องค์แบนเย็นลง เพื่อที่จะได้คิดอ่านได้ดีขึ้น
แต่เห็นทีว่าองค์แบนคงยังคิดอะไรไม่ออก ส่วนองค์เพาและองค์สงวนก็คงไม่อยากคิดอะไรวุ่นวาย
ระหว่างนี้นักองค์มีเห็นว่าตัวเองคงจะต้องเป็นหลัก จะมาทำตัวอ่อนแอหรือกราดเกรี้ยวอีกคน
ก็คงไม่ได้ จึงขอตัวเสด็จกลับมาที่ห้องส่วนพระองค์ พระตำหนักรองเพื่อคิดการสำคัญต่างๆ
จะได้เตรียมรับมือเหตุการณ์ต่างๆต่อไปได้

เมื่อกลับมายังห้องส่วนพระองค์แล้ว นักองค์มีเห็นว่าที่พี่หญิงแบนเข้าใจก็คงจะไม่ผิด
เพราะพวกเรา 4 พี่น้องเป็นหญิง จึงแทบจะไม่มีใครฟัง ไม่มีใครใส่ใจ
แต่พวกเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทายาทสายตรงจริงๆก็คือลูกสาวทั้ง 4 คนนี้แหละ
ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะครองกรุงกัมพูชา การที่ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนมาตีรวน
ในการวางแผนงานพระศพของพระอุทัย แสดงว่าพวกเขากำลังหยั่งเชิงทั้งทางเรา ทางเสียมและ
ทางญวณ ถือเป็นการหยั่งเชิงที่ไม่ไร้เหตุผลซะทีเดียว
องค์มีเริ่มคาดเดาแล้วว่าระหว่างที่มีการหยั่งเชิงกันอยู่นี้ ใครที่จะเป็นฝ่ายรุกในการเข้ามาหาผลประโยชน์
ในกัมพูชา

เวลาผ่านไปไม่กี่วัน การคาดเดาของนักองค์มีก็ไม่ผิด เมื่อมีข่าวว่าอีกไม่นานพระเจ้ามินมางจะส่งองคำมาง
มาช่วยงานพระศพของพระอุทัย ข่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้นักองค์แบนอย่างที่องค์มีก็คาดไม่ถึง
“ทำไม ทำไมเสียมถึงไม่ส่งใครมาบ้างในตอนนี้” ประโยคนั้นขององค์แบนทำให้องค์มีล่วงรู้อย่างแน่พระทัย
ว่าพี่หญิงไม่ชอบญวณ มันเป็นข่าวลือมานมนานว่าพี่หญิงฝักใฝ่เสียม ด้วยเหตุเพราะญาติทางแม่
ของพี่หญิงนั้นฝักใฝ่เสียม ถึงแม้จะต่างแม่กัน และก็ทะเลาะกันบ่อย
แต่องค์มียังคิดว่าองค์แบนเป็นพี่สาวของตัวเองเสมอ

เหตุผลสำคัญที่ตอนนี้ฝ่ายเสียมยังเงียบอยู่อาจเป็นเพราะตอนที่พระเจ้ากรุงสยามนามแผ่นดินต้น
ทรงสวรรคต พระอุทัยไม่เสด็จไปร่วมพิธีศพ ส่งเพียงนักองค์สงวน นักองค์อิ่ม นักองค์ด้วง พระอนุชา
และออกญากะลาโหมกับออกญาจักรีนำเครื่องราชบรรณาการไปกรุงเทพฯเพื่อช่วยในงานพระบรมศพ
ของพระเจ้าแผ่นดินสยามต้นราชวงศ์จักรี ตอนนั้นขุนนางสยามและขุนนางกัมพูชาที่ฝักใฝ่เสียม
ต่างไม่พอใจพระอุทัยที่พระองค์ไม่ทรงเสด็จไปเอง เพราะอย่างไรเสียพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้
ก็ทรงเป็นผู้ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์

เหตุการณ์นั้นทำให้พระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินกลาง (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ทรงสถาปนา
นักองค์สงวนเป็นสมเด็จพระไชยเชษฐา พระมหาอุปโยราช และทรงสถาปนานักองค์อิ่มเป็น
สมเด็จพระศรีไชยเชฐ พระมหาอุปราช แต่สิ่งที่พระอุทัยทำหลังจากนั้นคือการประหารชีวิต
ออกญากะลาโหมกับออกญาจักรีด้วยข้อหาขบถ ทำให้พระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 2
ทรงโปรดให้เจ้าพระยายมราช (น้อย) ยกทัพไปกัมพูชา ทำให้พระอุทัยทรงหนีไปไพรนคร (ไซ่ง่อน)
ส่วนนักองค์สงวน นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงเดินทางเข้ามากรุงเทพฯเพื่อมาสวามิภักดิ์ต่อ
พระเจ้าอยู่หัวกรุงสยาม หลังจากนั้นกรุงเทพฯก็ไม่เห็นพระอุทัยอยู่ในสายตาอีกเลย

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียมยังคงเงียบอยู่เพราะตอนนี้พระบารมีของพระเจ้ามินมางนั้น
ปกแผ่ไปทั่วหล้า พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์เหวียน และมีแสนยานุภาพปกแผ่ไปยัง
ลาวและกัมพูชาตะวันออก โดยเสียมครอบครองกัมพูชาตะวันตก ตอนนี้กองทัพของด่ายนาม
(พระเจ้ามินมางตั้งชื่อประเทศใหม่ว่าด่ายนาม) มีแสนยานุภาพมากกว่ากองทัพใดๆ และข่าวที่
พระเจ้ามินมางจะส่งองคำมางมายังบันทายแก้วก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ทำให้เสียมอาจกำลังเฝ้าดู
อยู่อย่างเงียบๆเพื่อที่จะได้เตรียมการต่อไป

นักองค์มีรู้มาว่าขุนนางกลุ่มที่เข้ากับญวณจะจัดขบวนต้อนรับองคำมางที่หน้าพระราชวัง
เหตุการณ์นี้ทำให้ขุนนางฝ่ายที่เข้ากับเสียมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้
เพราะเสียมยังเงียบอยู่ และไม่เห็นมีทีท่าว่าจะดำเนินการอย่างไร
ตอนนี้ทุกคนกำลังเฝ้าดูว่าวันที่องคำมางมาที่พระราชวังที่บันทายแก้ว
เหตุการณ์ในราชสำนักกัมพูชาจะเป็นอย่างไร

สำหรับนักองค์มีแล้ว พระองค์คิดว่าภาวะระส่ำระส่ายของราชสำนักกัมพูชานั้น
ใช่มาจากเสียมหรือญวณไม่ แต่หากมาจากขุนนางและกำลังทหารฝ่ายในแตกกันเอง
ถ้ากัมพูชามีความเป็นปึกแผ่น ไม่แตกกันเอง ถึงเสียมกับญวณจะนำทัพมาสักแค่ไหน
ก็คงจะทำอะไรกัมพูชาไม่ได้ แต่เมื่อคนในแตกกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะทำอย่างไร
เพื่อให้ราชวงศ์กัมพูชายังอยู่สืบไป


นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 4

พอถึงวันที่องคำมางและข้าราชบริพารจากด่ายนามกำลังจะมาถึงบันทายแก้ว
เหล่าขุนนางที่ฝักใฝ่ญวนได้มาตั้งแถวรอรับอย่างเอิกเกริกจนทำให้เป็นที่น่ารังเกียจของ
ขุนนางที่ฝักใฝ่เสียม ตอนนั้นองค์แบนเก็บตัวเงียบในห้อง
ส่วนองค์เพาและองค์สงวนขึ้นมาสังเกตการณ์ที่ระเบียงแก้วของพระราชวัง

องค์หญิงสงวนพูดขึ้นเมื่อเห็นใครคนหนึ่งท่ามกลางขุนนางฝ่ายขวา (ฝักใฝ่ญวณ)
“นั้นท่านสงครามนี่ แม่ทัพหนุ่มหน้าตาคม ร่างกายล่ำสันมาก”
องค์เพาพูดขึ้น “เขาล่วงรู้กันหมดแล้วว่าญาติของสงครามอยู่ฝ่ายขวา”
“งั้นข่าวลือที่พี่หญิงแบนกับสงครามไม่ถูกกันเพราะอยู่คนละฝั่งก็จริงสิเสด็จพี่”
องค์สงวนถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“จริงยิ่งกว่าจริงอีก แต่ถึงยังไงเรื่องของพี่หญิงแบนกับสงครามก็เป็นไปไม่ได้หรอก”
องค์เพาพูดเหมือนคนสูงวัยมากประสบการณ์ ถึงอายุยังน้อยแต่องค์เพามักจะแสดง
ความเป็นผู้ใหญ่เกินตัวอยู่เสมอ

ตอนนี้ขบวนขององคำมางมาถึงด้านหน้าพระราชวังแล้ว
ขุนนางฝ่ายขวากับสงคราม แม่ทัพหนุ่มต่างต้อนรับขบวนจากด่ายนามด้วยไมตรีจิต
แต่ไม่นานนัก สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น ขบวนของนักองค์มีและบุเรได้ออกมา
ต้อนรับองคำมางด้วย ทำให้องค์เพาถึงกับตาถลน
“ทำไมองค์มีทำแบบนี้ ถ้าพี่แบนทราบเข้าจะเป็นไง”
แต่สำหรับองค์หญิงสงวนแล้ว ความรู้สึกของพระองค์กลับเป็นว่า
“ทั้งสงครามและบุเรรูปงามทั้งคู่เลย สงครามสง่างามสมกับเป็นทหารที่สืบเชื้อสายมาจาก
ตระกูลขุนนาง บุเรก็กำยำล่ำสันสมกับสืบเชื้อสายมาจากพวกพรานไพร”

องคำมางถึงกับตะลึงในความงามของนักองค์มี นักองค์มีได้แต่ยิ้มและกล่าวต้อนรับ
อย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเธอไม่คิดอะไร ไม่ว่าใครจะมาเธอก็จะออกไปต้อนรับ
ถ้าพวกเสียมมา เธอก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเสียมไม่มาและยังเงียบอยู่
ไม่นานนักสงครามขอเข้าเฝ้าองค์หญิงแบนในห้องส่วนพระองค์
องค์หญิงแบนทรงอนุญาต เมื่อสงครามเข้าไปพบ คำแรกที่องค์แบนพูดออกมาก็คือ
“น้องมีไปต้อนรับพวกมันด้วยใช่ไหม”

สงครามกล่าวกลางๆว่า “ทางญวณมีเครื่องบรรณาการมามาก กระหม่อมคิดว่า
องค์หญิงมีน่าจะคิดแค่ว่าพวกญวณจะทำให้งานพระศพของพระอุทัยสมพระเกียรติ”
องค์แบนหันไปสบตากับสงคราม
“แล้วตัวท่านเองล่ะ ที่ท่านทำไปเพราะญาติท่านฝักใฝ่ญวณใช่หรือไม่”
“กระหม่อมทำตามหน้าที่” สงครามกล่าวด้วยความหนักแน่น
องค์แบนเบนหน้าหนีสายตาของเขา
“คำก็หน้าที่ สองคำก็หน้าที่ ดูท่านจะเป็นคนที่ทำตามหน้าที่แต่ไร้หัวใจ”

สงครามไม่ได้ตอบองค์แบน องค์หญิงแบนถามต่อ
“แล้วการที่ท่านขอเฝ้าเราเป็นการส่วนพระองค์ เจ้ามีประสงค์อะไร”
“กระหม่อมเพียงจะมาทูลว่ากระหม่อมได้หารือกับญวนแล้ว คิดว่าการสร้างพระเมรุ
และพระเจดีย์ที่เขาพระราชทรัพย์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
องค์แบนสบตากับเขาอีกครั้ง “แค่นี้เหรอที่ท่านจะกล่าว”
“แค่นี้กระหม่อม” สงครามตอบอย่างหนักแน่นเช่นเดิม

ตอนนั้นแม้ว่าทั้งคู่จะไม่มีอะไรจะพูดกันแล้วแต่สงครามก็ยังยืนนิ่ง
ส่วนองค์หญิงแบนก็ยืนนิ่งหันหลังให้เขา ไม่ได้พูดอะไรอีก จนสงครามทำลายความเงียบ
“กระหม่อมจะทำหน้าที่อย่างดีในการรักษาราชสำนักดังคำปฏิญาณ”
องค์แบนได้แต่คิดว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด แต่สงครามก็ยังเหมือนเดิม
ถึงแม้เขาจะเป็นแม่ทัพที่กล้าแกร่งและรูปงาม แต่องค์แบนก็ยังคงเห็นว่า
เขายังเป็นชายหนุ่มที่ไร้หัวใจ “ท่านไปได้แล้ว” พอสิ้นสุรเสียงขององค์แบน
สงครามก็เดินออกไป

การมาขององคำมางทำให้การถวายพระเพลิงพระบรมศพราบรื่นและสมพระเกียรติ
อีกทั้งขบวนแห่พระบรมอัฐิเพื่อนำไปบรรจุในพระเจดีย์ วัดพระธรรมเกร์ บนเขาพระราชทรัพย์ก็ดู
ยิ่งใหญ่ สมกับเป็นขบวนแห่พระอัฐิของมหาราชา หลังจากงานแห่พระบรมอัฐิไม่นาน
วาระที่ทุกคนต่างเฝ้ารอก็มาถึง วาระที่ขุนนางจะต้องประชุมเพื่อหาพระเจ้ากรุงกัมพูชาพระองค์ใหม่
หลายคนคิดในใจตรงกันว่าถ้าองค์แบนเป็นผู้ชาย อะไรๆก็จะง่ายกว่าที่เป็นอยู่
แต่พอบุตรทั้ง 4 ของพระอุทัยกลับเป็นธิดา เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆคาดคิด

แน่นอนว่าเหล่าขุนนางต้องการพระเจ้ากรุงกัมพูชาที่เป็นผู้ชาย การประชุมในช่วงต้นจึงทำให้
ขุนนางฝ่ายซ้ายได้เปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง
“ตอนนี้ถ้าพูดถึงความเหมาะสมในประการทั้งปวง ข้าขอเสนอท่านนักองค์อิ่มหรือนักองค์ด้วง
เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาองค์ต่อไป”
และดูเหมือนกับว่าหนทางกำลังสะดวกถ้าขุนนางฝ่ายขวาไม่กล่าวขึ้นว่า
“ไม่แปลกเหรอท่านที่จะสถาปนาสมเด็จพระศรีไชยเชฐ พระมหาอุปราช (นักองค์อิ่ม) หรือ
สมเด็จพระองค์แก้ว (นักองค์ด้วง)แห่งกรุงเทพฯเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา”
พอเจอไม้นี้เข้าไปทำให้ฝ่ายซ้ายนั่งไม่ติด ชักแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาราวี

พอถกเถียงกันไปสักพัก ฝ่ายซ้ายก็เริ่มเหนื่อยและยอมรับว่า
การสถาปนานักองค์อิ่มหรือนักองค์ด้วงในขณะนี้ถือว่าไม่เหมาะสม
“แล้วเราจะเลือกใครมาเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาล่ะ ตอนนี้พวกเราจนมุมกันหมดแล้ว”
ตอนนี้ฝ่ายขวากำลังเหิมเกริมมากขึ้น “พวกท่านไม่ต้องคิดมาก ถึงไม่ได้มีการแต่งตั้ง
รัชทายาท แต่ก็เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มีความเหมาะสมในที่นี้มีพระองค์เดียวคือพระองค์หญิงแบน”

“แต่พระนางทรงเป็นผู้หญิงนะ”
“แล้วทำไมผู้หญิงจะเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาไม่ได้”
การที่ฝ่ายขวาพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่ที่ทุกคนรับรู้มากัมพูชายังไม่เคยมีกษัตริย์เป็นหญิงมาก่อนเลย
ฝ่ายขวายังย้ำอีกว่า “การที่กัมพูชาจะมีกษัตริย์เป็นหญิงพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา
น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง” ทั้งสองฝ่ายยังเถียงกันอีกพักใหญ่ๆกว่าจะได้ข้อสรุปว่า
ผู้หญิงก็สามารถเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ ขุนนางฝ่ายซ้ายเลยสรุปอย่างหงุดหงิดว่า
“งั้นพวกเราคงได้ข้อสรุปแล้วว่าพระองค์หญิงแบนจะเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาคนต่อไป”

แต่ฝ่ายขวาก็ยังไม่ยอมตกลง “เราต้องการพระเจ้ากรุงกัมพูชาที่เป็นกลาง”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วครู่
“ในภาวะที่เสียมกับญวณมีอิทธิพลเหนือเรา เราต้องการกษัตริย์ที่เป็นกลาง”
ทุกคนนิ่งไปอีกพักใหญ่ก่อนจะถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด

เวลานี้บุเรเข้าเฝ้านักองค์มี ณ ห้องส่วนพระองค์เพื่อทูลให้ทราบถึงข่าวจากพรานไพร
“พรานไพรได้แจ้งมาแล้วว่าพวกเขาได้พบปราสาทใหญ่ที่พระองค์ให้สืบหาแล้ว”
องค์มีแย้มพระสรวล “ปราสาทนครวัดเหรอ”
“ใช่แล้วกระหม่อม พวกเขาแจ้งว่าเป็นปราสาทที่ใหญ่พอจะเป็นเมืองๆหนึ่ง”
“องค์สุริยะวรมันที่ 2 ก็ทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นเมืองแต่แรก”

“แต่ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันตกนะกระหม่อม พรานไพรคาดว่าพระบรมวิษณุน่าจะ
ประสงค์ให้เป็นสุสานส่วนพระองค์”
องค์มีแย้มพระสรวลอีกครั้ง
“ตามจารึก ทางยาวๆที่หลายคนคิดว่าเป็นด้านหน้า จริงๆแล้วเป็นด้านหลัง ตามความเป็นจริง
ปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางตะวันออก”
บุเรตกใจกับสิ่งที่นักองค์มีกล่าวออกมามาก
“พระองค์ทรงเชื่อเช่นนั้นเหรอกระหม่อม”
“แท้จริงแล้วพระสุริยะวรมันที่ 2 หรือบรมวิษณุสร้างนครวัดเป็นเหมือนเมืองๆหนึ่ง แต่ไม่ใช่เมืองที่เราจะพบ
เห็นกันได้ทั่วไป”
“แล้วเป็นเมืองแบบใดกระหม่อม” บุเรถามด้วยความสงสัย
“เราจะบอกเจ้าได้ถ้าเราได้ไปเห็นกับตา”
“แต่น่าแปลกตรงที่ว่านครวัดไม่ไกลจากนครธม แต่พอเสียมตีนครธมแตก เสียมก็ไม่ได้สนใจนครวัด
เราเองก็ไม่สนใจนครวัดเช่นกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทั้งๆที่นครวัดอยู่ไม่ห่างจากนครธม”

องค์มีแสดงสีหน้าว่ากำลังวิเคราะห์ “แสดงว่าจะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับนครวัด”
บุเรสงสัยอีก “ทำไมพระองค์หญิงจึงเชื่อมั่นกับนครวัดมาก ผิดกับพรานไพรที่เรียกปราสาทหลังใหญ่นี้
ว่าบรมพิษณุโลก และไม่เคยมีใครรู้จักมันในนามนครวัดมาก่อน”
“จริงๆแล้วมีจารึกของปราสาทหินหลายหลังที่พูดถึงปราสาทหินหลังใหญ่ เรียกชื่อกันมาว่าบรมพิษณุโลก
พระนครวัด และอีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันก็คือองครวัตร หรืออังกอร์วัตร จนมาถึงชื่อนครวัด”
“องค์หญิงมีทราบเรื่องเหล่านี้มาจากไหนกระหม่อม”
นักองค์มีทรงตอบเมื่อบุเรถามรุกขนาดนี้
“จากจารึกของปราสาทหินที่พวกพรานไพรไปเสาะหามา และที่แปลกมากคือจารึกเหล่านี้ได้มาจาก
แถบตะวันตกค่อนไปทางเหนือซึ่งเป็นดินแดนของเสียม จารึกบ่งบอกชัดเจนถึงปราสาทใหญ่ แต่ไม่เคยมี
ใครสนใจมันจริงๆจังๆ”
บุเรยิ้ม “แสดงว่าองค์มีทรงรู้จักพรานไพรหลายกลุ่มมาก ว่าแต่พระองค์พบพรานไพรหลายกลุ่มได้อย่างไร
ในเมื่อพระองค์อยู่แต่ในพระราชวัง”

ยังไม่ทันที่นักองค์มีจะตอบคำถามของบุเรต่อ ก็มีเหล่าขุนนางมาขอเข้าเฝ้านักองค์มีกันอย่าง
เนืองแน่น ซึ่งถือเป็นภาวะผิดปกติ ทั้งนักองค์มีและบุเรตกใจมาก องค์มีสั่งให้บุเรหลบออกไป
ทางระเบียงแก้ว ระวังอย่างให้มีผู้พบเห็น สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างคือ
ขุนนางที่แห่แหนกันมาเฝ้าในวันนี้มีทั้งขุนนางที่เข้ากับเสียมและขุนนางที่เข้ากับญวณ
นักองค์มีถามเหล่าขุนนางว่า “พวกท่านมีเหตุอันใดจึงยกกันมาเฝ้าเราแบบผิดปกติถึงเพียงนี้”
ขุนนางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของเหล่าขุนนางและพระประยูรญาติ
“ข้าแต่นักองค์มี ราชบุตรีแห่งพระบาทภาดาสมเด็จบาทราชันย์กริยาบาทอุทัยราชธิราชรามาธิบดีบาทศรีสุริยปุระปรมาสุรินทรามหาจักรพรรดิราชปรมาณัฐภูปติสดิษฐ์เพ็ญอิศวรกัมพูชาราโชบาทจาทาวราวรมันธรรมรามสากรุงกัมพูชาธิบดีศรีสุทนาเนการาอินทราบดีคุรุราชาบุรีรามาอุทมหาสันทนา ปวงข้าบาทขอน้อมสักกาและทูลเชิญพระองค์เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด”



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 13:41:22 น. 0 comments
Counter : 312 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อุรุเวลา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อุรุเวลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.