Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
4 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 
Timeline เจาะเวลาผ่าจักรวาล (New Version) ตอนที่ 3

ประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว

หลังจากเจ้าชายนันทะออกจากห้องพระบรรทมพระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าภายในวังดูจะวุ่นวายต่อมาจึงทราบความว่าพระนางพิมพาทรงเสียพระทัยจนเป็นลมอยู่หน้าพระราชวังนางกำนัลตกใจกันใหญ่ จึงพร้อมใจกันพยุงพระนางพิมพาเข้ามาในพระราชวัง เจ้าหญิงรูปนันทาทรงตกพระทัยมากจึงรีบเข้ามาจัดการโดยให้นางกำนัลไปประสานติดตามแพทย์หลวงมาตรวจพระอาการพระนางพิมพาช่วงนั้นเจ้าหญิงรูปนันทารอฟังข่างอยู่หน้าห้อง เจ้าชายนันทะจึงเสด็จมา

คงเป็นเพราะความเหนื่อยและสงสารพระนางพิมพาอย่างสุดซึ้งเจ้าหญิงรูปนันทาจึงพูดในสิ่งที่เจ้าชายนันทะก็ไม่ได้คาดคิด

“เจ้าพี่ว่าเสด็จพี่สิทธัตถะทำถูกต้องแล้วเหรอคะ”

เจ้าชายนันทะทรงตกพระทัยมากเหมือนกันที่คำๆนี้หลุดออกมาจากโอษฐ์ของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมเห็นเจ้าชายนันทะทรงนิ่ง เจ้าหญิงรูปนันทาจึงกล่าวต่อว่า

“ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเจ้าพี่สิทธัตถะไม่น่าที่จะตัดสินพระทัยเยี่ยงนี้”

เจ้าชายนันทะถึงกับอึ้ง

“รูปนันทาเจ้าไม่ได้กำลังจะติเตียนเสด็จพี่สิทธัตถะหรอกนะ เจ้าก็รู้เรื่องคำพยากรณ์ดี”

ถึงแม้เจ้าชายนันทะจะทรงยังไม่เข้าใจเจ้าหญิงรูปนันทาดีแต่ก็ทรงทนไม่ได้กับคำกล่าวเชิงตำหนิเจ้าชายสิทธัตถะที่ดังออกมาจากโอษฐ์ของน้องสาวที่น่ารักที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงห่วงใยยิ่งเจ้าหญิงรูปนันทาทรงรู้ดีว่าเจ้าชายนันทะกำลังทรงคิดอะไรอยู่ จึงทรงกล่าวออกไปว่า

“ตัวน้องเองรู้ดีเรื่องคำพยากรณ์เพียงแต่ถ้าจะทรงเลือกเป็นมหาศาสดา พระองค์ก็ไม่ควรที่จะมีมเหสีและราชโอรสแต่ถ้าทรงเลือกแล้วก็ควรที่จะครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปน้องบอกตรงๆว่าน้องงงกับการตัดสินพระทัยของเจ้าพี่สิทธัตถะมาก น้องไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

เจ้าชายนันทะทรงนิ่งอึ้งไปพอเจ้าชายทรงรู้ความคิดของเจ้าหญิงรูปนันทาผู้ปราดเปรื่องเจ้าชายทรงเข้าใจและพยายามคิดตาม ทรงคิดในใจว่า

“ใช่เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องที่แปลกประหลาดมากถึงแม้เหตุการณ์นี้จะตรงกับคำพยากรณ์แต่จะค่อนข้างจะขัดกับอุปนิสัยของเสด็จพี่สิทธัตถะที่ทรงเป็นผู้ที่วางแผนทุกเรื่องดีอย่างหาที่ติติงไม่ได้แต่ทำไมเหตุการณ์ในลักษณะนี้จึงเกิดขึ้น ทำไมเจ้าพี่จึงทรงดึงพระพี่นางพิมพาเข้ามาในห้วงทุกข์ด้วย”

แต่พอคิดไปคิดมาไม่นานเจ้าชายนันทะก็ทรงนึกถึงบางเรื่องออก นั่นก็คือเรื่องที่ว่าเจ้าหญิงพิมพาเกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะ และสิ่งที่เกิดวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังมีนายฉันนะกับม้ากัณฐกะถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ เจ้าชายสิทธัตถะก็คงเสด็จออกนอกวังในคืนนั้นไม่ได้เจ้าชายนันทะทรงนึกในใจว่า

“ก็เหลือแต่พระพี่นางพิมพาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับชะตากำหนดมา เราต้องหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้”

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าชายนันทะทรงไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทราบความว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงพักผ่อนพระวรกายเพราะทรงยังทนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้พระนางทรงอยากให้เจ้าชายนันทะเดินทางไปกรุงเทวทหะ เพื่อกราบทูลพระเจ้าสุปปพุทธะว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่มีเรื่องบาดหมางกันด้วยเหตุนี้ เจ้าชายนันทะรับคำแต่ก็ยังทรงสงสัยในหลายๆเรื่องว่าสิ่งใดเกี่ยวข้องกับสิ่งใด

เจ้าชายนันทะทรงตัดสินพระทัยที่จะไม่นำผู้ติดตามไปมากเพราะคิดว่านำไปแต่น้อยน่าจะสะดวกกว่า การออกจากวังครั้งนี้ก็ทรงหวังที่จะสืบเรื่องของเจ้าชายสิทธัตถะไปด้วย

พอเสด็จถึงกรุงเทวทหะก็ได้รับการต้อนรับอย่างพอสมควรเพียงแต่พระเจ้าสุปปพุทธะทรงประชวร ผู้ที่มาพบกับเจ้าชายนันทะก็คือเจ้าชายเทวทัตเมื่อทราบความก็ทรงพิโรธหนักและต่อว่าต่างๆนานา เจ้าชายนันทะทรงต้องอดทนและกล่าวตอบไปอย่างปรีชาสามารถเพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามและทรงพอจะนึกออกว่าทำไมพระนางมหาปชาบดีโคตมี จึงส่งตนมาแทนที่จะเป็นราชทูต

เจ้าชายนันทะย้ำว่าทางกบิลพัศดุ์จะดูแลเจ้าหญิงพิมพาอย่างดีถึงแม้เจ้าชายเทวทัตจะเสนอว่าเจ้าหญิงพิมพาควรกลับมาที่เทวทหะก็ตาม งานสำคัญงานนี้สุดท้ายก็จบลงด้วยดีโดยที่เจ้าชายเทวทัตยอมลดราวาศอกให้และเห็นแก่ความเป็นญาติกันมาอย่างยาวนานแต่ความคิดลึกๆของเจ้าชายเทวทัตก็คือการไปพาเจ้าหญิงพิมพาเสด็จกลับมาที่เทวทหะแต่การคิดแบบนี้ เจ้าชายเทวทัตก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องยาก

เจ้าชายนันทะรู้สึกพอพระทัยเกี่ยวกับภารกิจของตัวเองหลังจากค้างที่เทวทหะหนึ่งคืน รุ่งเช้าก็ออกเดินทางแต่นี้พระองค์ก็อุ่นใจไปเปราะหนึ่งว่าการที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกจากวังจะไม่สร้างความบาดหมางระหว่างกบิลพัศดุ์กับเทวทหะส่วนเจ้าหญิงพิมพาก็มีเจ้าหญิงรูปนันทาดูแลอยู่การต่อไปที่ควรทำคือสืบดูให้รู้แน่ว่าตอนนี้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ที่ไหนและทรงเป็นตายร้ายดีประการใด

ประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว

โอซิริสทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดในการลักลอบขนอุปกรณ์สำคัญต่างๆลำเลียงลงในเรือดำน้ำของเขาทุกคืน เขามีคนช่วยประมาณ 7คน ล้วนแล้วแต่เป็นพรรคพวกที่สนิทที่สุดในแอตแลนติส เขาเองนึกไม่ออกว่าทำไมแอตแลนติสต้องหายจากโลกนี้ไปด้วย แอตแลนติสคือสวรรค์ของเขาและเป็นที่ๆทำให้เขาพบกับเจ้าหญิงไอซิส ที่นี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีสัญญาณมากมายที่บ่งบอกว่าแอตแลนติสทั้งทวีปกำลังจะจมลงสู่พื้นมหาสมุทร

เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าการลี้ภัยในครั้งนี้จะไปจบลงตรงไหนถึงแม้แอตแลนติสจะมีประดิษฐกรรมมากมาย แต่ชาวแอตแลนติสไม่ใช่นักสำรวจจึงไม่รู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่แค่ไหนและมีดินแดนใดบ้างที่ถือว่าเป็นเพื่อนกับชาแอตแลนติสได้แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่ต้องรีบทำมากที่สุดคือแผนลี้ภัยออกจากเกาะนี้ การใช้เรือดำน้ำจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

โอซิริสไม่อยากประมาทจึงเรียกรวมพรรคพวกที่จะอพยพออกจากแอตแลนติสโดยใช้เรือดำน้ำให้มาอยู่รวมกันก่อนจะถึงวินาทีแห่งคำทำนายประมาณสองวันพวกเขามารอต้อนรับเจ้าหญิงไอซิส หญิงแกร่งผู้เลอโฉมโอซิริสคาดว่าเจ้าหญิงน่าจะต้องพาคนในพระราชวงศ์มาด้วย แต่พอถึงเวลาจริงๆเจ้าหญิงก็เดินทางมาเพียงพระองค์เดียว โดยพระองค์บอกกับโอซิริสว่าทุกคนอยากตายไปพร้อมกับแอตแลนติส

แต่ทุกคนเห็นด้วยว่าเจ้าหญิงไอซิสควรจะอยู่ต่อไปเพื่อสืบเชื้อสายชาวแอตแลนติสให้อยู่คู่โลกและครองคู่กับโอซิริสให้ตราบนานเท่านาน

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันในเรือดำน้ำแล้วทุกคนต่างรอเวลาที่จะถึงวินาทีแห่งความพินาศของทุกสิ่งทุกคนรู้สึกว่ามันยาวนานเกินกว่าจะรับไหว ยิ่งใกล้เวลาเข้ามาทุกทีความรู้สึกหลากหลายมันปะทุขึ้นมาในหัวใจ มีทั้งอาลัยอาวรณ์ อยากหนีไปให้ไกลอยากตายกับญาติพี่น้องที่นี่ หรือไม่ก็อยากหายไปจากโลกนี้เลย

การรอคอยวินาทีสำคัญในเรือดำน้ำมันค่อนข้างทรมานแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าพวกเขาตัดสินใจไม่ผิด พอใกล้เวลาจริงๆ กลับมีคนมาเพิ่มจนประชากรในเรือดำน้ำมีทั้งหมด 13 คน โดยมีผู้หญิงเพียงคนเดียวคือ เจ้าหญิงไอซิสนอกนั้นเป็นผู้ชาย มีข่าวลือหนาหูว่าเด็กกับผู้หญิงบางส่วนที่เชื่อเรื่องความล่มสลายของแอตแลนติสไม่เห็นด้วยกับการลี้ภัยด้วยเรือดำน้ำ จึงพยายามหาทางออกทางอื่นกัน

ส่วนประชาชนอีกนับล้านที่ไม่เชื่อว่าแอตแลนติสจะล่มสลายก็พากันใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้มีการเตรียมพร้อมใดๆทั้งสิ้น

และตอนนี้ทั้ง 13คนในเรือดำน้ำกำลังรอเวลาเพียงอย่างเดียว

และแล้วก็ถึงวินาทีที่ทุกอย่างสั่นไหวภูเขาไฟใต้น้ำเกิดระเบิดขึ้น พร้อมทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โอซิริสขับเรือดำน้ำด้วยตนเอง โดยพาเรือออกสู่มหาสมุทรได้เป็นผลสำเร็จตัวเรือของโอซิริสใช้วัสดุพิเศษในการทำเรือดำน้ำ มันจึงแข็งแกร่งมากการที่เรือแล่นใต้น้ำได้ก็ใช้พลังงานแบบพิเศษเช่นกันองเหล่านี้หาได้ที่แอตแลนติสเท่านั้น

ด้วยความมั่นใจเป็นอย่างมากของโอซิริสเขาจึงออกแบบเรือดำน้ำที่เขาสามารถขับไปคนเดียวได้ โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นมาช่วยส่วนจะรู้ทิศทางได้อย่างไรนั้น โอซิริสใช้พลังจิตล้วนๆเขาฝึกฝนการใช้พลังจิตมาตั้งแต่เด็กและการที่มีพลังจิตที่กล้าแข็งมากๆทำให้เขาสามารถสร้างประดิษฐกรรมต่างๆได้ราวกับว่ามันเป็นของวิเศษไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เรือดำน้ำ หรือพีระมิดใหญ่บนแอตแลนติส

บัดนี้ทุกอย่างที่เขาสร้างอาจสูญสลายไปหมดแล้วยกเว้นหลายสิ่งที่พอจะนำติดตัวมาได้ ก็จะนำมาใส่ไว้ในเรือดำน้ำลำนี้ อีกคนที่ช่วยขับเรือดำน้ำให้เขาได้คือธอทเพราะเขาเองก็มีพลังจิตเหมือนกัน เขาจะช่วยกันขับเรือดำน้ำสลับกับโอซิริส

อีกคนที่มีพลังจิตที่กล้าแข็งด้วยคือเจ้าหญิงไอซิสแต่ละคนไม่ทราบว่าพลังจิตเหล่านี้มาจากไหนเพียงแต่ชาวแอตแลนติสหลายคนมีพลังจิตที่สามารถจะทำบางอย่างได้อย่างน่าอัศจรรย์หรือมีความเฉลียวฉลาดที่จะทำบางสิ่งได้อย่างคาดไม่ถึงสิ่งเหล่านี้เหมือนกับเป็นพรสวรรค์ของชาวแอตแลนติสบางคนแต่ที่มากกว่าหลายๆคนก็คือโอซิลิสธอท และเจ้าหญิงไอซิส

เรือดำน้ำต้องดำอยู่ในน้ำหลายวันบางครั้งเรือก็เกือบแย่เหมือนกันเพราะมีอยู่หลายครั้งที่เกือบจะทานทนต่อกระแสน้ำลึกไม่ได้แต่โอซิริสกับธอทก็ยังสามารถขับเรือดำน้ำลำนี้ฝ่าวิกฤตต่างๆไปได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยมีเจ้าหญิงไอซิสคอยให้กำลังใจ พร้อมทั้งใช้พลังจิตของนางคุ้มครองผู้คนบนเรือ

มีอยู่วันหนึ่งเรือโดนกระแสน้ำวนกระหน่ำจนทุกคนคิดว่าครั้งนี้ไม่น่าจะรอดแน่เรือโดนกระแสน้ำวนพัดพาไปจนทุกคนเริ่มหมดสติ เพราะทนต่อแรงกระแทกไม่ไหวจนท้ายที่สุด กระแสน้ำวนและคลื่นยักษ์พาเรือไปเกยตื้น ณดินแดนหนึ่งซึ่งแปลกประหลาดและมหัศจรรย์มากสำหรับชาวแอตแลนติส

ประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว

พิษณุใช้เวลาถึง 20วันในการสำรวจปราสาทหินต่างๆและหาพื้นที่ในการสร้างมหาปราสาทไปด้วยเขาต้องทำงานหนักมาก แต่องค์เหนือหัวก็ทรงมีพระบรมราชานุญาติให้สามัญชนอย่างเขาขึ้นช้างได้ทำให้เขาได้รับความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก แต่งานต่อไปที่เขากังวลคือการเรียกประชุมผู้คนที่จำเป็นต่องานนี้

พิษณุเลือกโถงส่วนนอกที่ติดกับพระราชวังส่วนในและปรึกษาอำมาตย์ในวังเพื่อเรียกประชุมผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานชิ้นนี้ซึ่งมีจำนวนมากนับเป็นครั้งแรกของรัชสมัยที่จะมีใครอาจหาญเรียกประชุมผู้คนมากขนาดนี้ เพียงแต่ว่าการประชุมครั้งแรกนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะแต่ละคนไม่มีใครอยากจะฟังนายกองหนุ่มผู้นี้พิษณุเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่เป็นที่ยอมรับจากทั้งหัวหน้าช่างฝ่ายต่างๆ หัวหน้าคนงานและชาวบ้าน

การประชุมวันนั้นจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิงจนทำให้อำมาตย์ฝ่ายในไม่ยอมรับในตัวเขาด้วย ช่วงนี้เหมือนกับเขาจะตกนรกทั้งเป็นไม่รู้ว่าองค์เหนือหัวทราบข่าวนี้หรือยัง ถ้าพระองค์ทรงทราบพระองค์อาจพิโรธจนถึงขั้นตัดสินประหารชีวิตเขา ถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆพิษณุก็พร้อมที่จะยอมรับชะตากรรม

เขาได้เรียนรู้การทำงานอย่างหนึ่งคือจะเก่งแค่ไหนถ้าผู้คนไม่ยอมรับ ทุกอย่างมันก็จบ ถ้าคนหมู่มากไม่ยอมรับเขาทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้เพราะเขาเพียงคนเดียวไม่สามารถจะสร้างมหาปราสาทให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้มันต้องใช้คนจำนวนมากบวกกับความศรัทธาอันแรงกล้า แต่ก่อนหน้านั้นการยอมรับในผู้นำของการสร้างมหาปราสาท จะต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

ในเวลานั้น พิษณุตกอยู่ในความสิ้นหวังแต่เขาก็ยังอาศัยอยู่ในพระราชวังได้ และองค์เหนือหัวยังไม่ได้เรียกให้เขาเข้าเฝ้าทุกอย่างจึงเหมือนหยุดนิ่ง

หลังจากนั้นสามวันก็มีข่าวลือแพร่สะพัดจากหมู่ชาวบ้านว่าตอนดึกจะมีวิญญาณออกมาจากปราสาทปักษีจำกรงมีชาวบ้านหลายคนเห็นวิญญาณตนนั้นในยามกลางคืนจนพวกเขาไม่สามารถจะอยู่ได้อย่างปกติสุขและองค์เหนือหัวก็ยังไม่ทรงรับสั่งใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่ข่าวลือกลับหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆจนชาวบ้านหลายคนล้วนตื่นตระหนก จะนอนก็นอนไม่เป็นสุข เพราะทุกคนขวัญเสียกับเรื่องของวิญญาณที่ปราสาทปักษีจำกรงจนมีคืนหนึ่งทั้งชาวบ้าน รวมทั้งพวกอำมาตย์นัดกันมาชุมนุมหน้าปราสาทปักษีจำกรงเพื่อจะรอดูวิญญาณที่อาจจะออกมาพวกเขาอยากจะสู้กับวิญญาณให้มันเห็นดำเห็นแดงกันไปเลยข้างหนึ่ง

แต่ปรากฏว่ารอนานแค่ไหน วิญญาณก็ไม่ออกมาและก็ไม่มีใครกล้าที่จะเดินไปข้างในของปราสาทประธานของปราสาทปักษีจำกรงจนพวกชาวบ้านตะโกนบอกให้พวกอำมาตย์เข้าไปพิสูจน์และนำข่าวมาบอกพวกเขาทีว่าวิญญาณต้องการสื่อสารอะไรกับพวกเขาแต่ก็ไม่มีอำมาตย์คนใดกล้าที่จะเข้าไปในปราสาทประธานของปราสาทปักษีจำกรง

แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังว่า

“ข้าขอรับอาสาเอง”

ค.ศ.2014

ขณะที่หลายคนค่อยๆทยอยกลับบ้านจนเหลือแค่บารอนกับบรีที่ยังเป็นห่วงภันดรอยู่ภันดรยังคงนั่งนิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณเมื่อหมอได้แจ้งให้เขาทราบว่าแพทเสียชีวิตแล้วตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวของภันดรเหมือนกับปราศจากผู้คน และโลกเต็มไปด้วยความว่างเปล่าภันดรรู้สึกว่านี่คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขาจนเขาไม่อาจทำใจยอมรับได้

บารอนห่วงภันดรมากแต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะไปยุ่งกับภันดร เลยหาเวลามาคุยกับบรี

“พี่คิดว่ามันแปลกๆอยู่นะ”

“แล้วเหตุการณ์เป็นยังไงคะ” บรีสงสัยจึงถามบารอนด้วยความอยากรู้

บารอนพูดไปด้วยความไม่แน่ใจ

“ดูเหมือนแพทจะอยากออกไปซื้อของใกล้ๆพอแพทออกไป พี่ก็ไปหลังร้าน ประมาณ 5 นาทีได้มั้งถึงได้ยินเสียงโครมครามแล้วพี่ก็วิ่งออกไปดู แต่เหตุการณ์มันรวดเร็วมากจนพี่เองก็ทำอะไรไม่ถูก”

บรีเข้าใจในสิ่งที่บารอนบอก

“น่าสงสารคุณแพทนะคะและก็น่าสงสารคุณภันดรด้วย”

“แต่มันดูเหมือนมีอะไรแปลกๆนะ”

บรีตกใจที่บารอนพูดแบบนั้น

“อะไรคะที่ว่าแปลก”

บารอนนิ่งไปนิดก่อนจะตอบว่า“ความสมเหตุสมผลบางอย่าง”

บรีงงกับสิ่งที่บารอนพูดออกมาบารอนรีบลุกขึ้นยืนและบอกกับบรีว่า

“รอตรงนี้นะ พี่จะขอไปคุยกับหมอหน่อย”

พูดจบเขาก็หันหลังวิ่งออกไปบรีหันไปมองภันดรที่นั่งห่างออกไป ภันดรยังดูนิ่ง เศร้า และแทบจะไม่กระดุกกระดิกบรีเข้าใจความรู้สึกของภันดรดี แฟนมาด่วนเสียชีวิตกะทันหันแบบนี้เป็นใครก็คงต้องมีสภาพอย่างภันดร บรีไม่แน่ใจว่าเธอควรจะเข้าไปปลอบใจเขา หรือปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองอีกสักพัก

ครู่ใหญ่ๆบารอนก็กลับมาบรีพยายามถามแต่บารอนไม่ตอบ บอกแต่เพียงว่าคืนนี้ภันดรคงต้องค้างที่ร้านบารอนประคองภันดรไปถึงรถของเขา แล้วขับไปที่ร้าน เห็นบารอนดูนิ่งๆบรีเลยไม่ถามอะไร วิทยุมีแต่เสียงประกาศจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นการประกาศซ้ำไปซ้ำมาเพื่อจะบอกว่าตอนนี้ทหารได้ทำการรัฐประหารแล้วบ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ดูบารอนกับบรีจะไม่รู้สึกอะไรมากนักแต่ภันดรได้หลับไปแล้ว

พอถึงร้านตรงถนนนาคนิวาส 27บารอนก็แบกภันดรขึ้นไปนอนชั้น 3 ในห้องพิธี มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของบารอนว่าการนอนในห้องพิธีจะทำให้ภันดรมีอาการที่ดีขึ้น ส่วนบารอนกับบรีนั้นขึ้นไปนอนที่ชั้น 4 ของร้าน

ตอนนอนอยู่ในห้องพิธี บารอนนอนเหมือนตายแต่ในหัวของเขายังไม่นิ่ง มันยังมีหลายสิ่งที่มารบกวนจิตใจของเขาแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแพท เขายังโหยหาเธอเพียงแต่เธอได้จากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว ภันดรอยากให้ทุกอย่างเป็นความฝันแต่มันคงสายเกินไป ลึกๆเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปก่อนที่แพทจะประสบอุบัติเหตุเขาจะได้ช่วยเธอได้อย่างทันท่วงที

ภันดรเหมือนจะนอนกระสับกระส่ายแต่ไม่นานเขาก็หลับลึก จนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเขางัวเงียและพยายามนึกว่าเขาอยู่ที่ไหนต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าภันดรจะนึกออกว่าตัวเองอยู่ในห้องพิธีของร้าน Aceof Cup เขาพยายามนึกว่ามานอนที่นี่ได้อย่างไรเขามองไปที่แท่นบูชาที่อยู่ริมสุดของห้อง เขาพบกับเทพ อียิปต์หลายองค์ และรู้สึกว่ามีกล่องบางอย่างอยู่ด้านล่างแท่นบูชาเดินไปหยิบกล่องนั้นและเปิดมันออกเขาพบเพนดูลัมมากมาย แต่เขาหมายตาอยู่อันหนึ่งที่เขารู้สึกถูกชะตามากที่สุด

ค.ศ.3014

เรือเฟอร์รี่มาเทียบท่าที่เมือง Aberdeenซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของสกอตแลนด์ เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว โรเบิร์ตก็ออกจากเรือเพื่อเดินหาสถานีรถบัสเพราะเขาจองตั๋วรถจาก Aberdeen สู่ London ไว้แล้ว เขางงกับแผนที่ พอถามคนในเมืองเขาก็พบว่าสถานีรถบัสไม่ไกลจากท่าเรือเฟอร์รี่มากนัก เขาจึงรีบมุ่งไปที่นั่นเขาเริ่มนิยมชมชอบเมือง Aberdeen รวมทั้ง Londonเพราะว่าถึงแม้สมัยนี้จะเป็นสมัยที่ เทคโนโลยีมีคุณภาพสูงมากแต่คนแถบนี้ยังอนุรักษ์สิ่งดีๆไว้ได้ตั้งหลายอย่าง และเข้าใจว่า “วัฒนธรรม”คืออะไร สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญของคำว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” ก็เป็นได้

ไม่นานนัก โรเบิร์ตพาตัวเองขึ้นไปบนรถบัสนี่ยังเช้าอยู่เลย และอีกนานกว่าจะถึงลอนดอนเขาเลือกที่จะพักผ่อนมากกว่าจะนั่งอ่านหนังสือ แม้เขาจะพกหนังสือดีๆมาด้วยก็ตามการนอนครั้งนี้ทำให้เขามีความสุขมาก มันเหมือนเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงเขาได้ฝันไปต่างๆนานา ไม่รู้ว่าเรื่องไหนสำคัญกว่าเรื่องไหนในฝันมีเหตุการณ์ที่ต้องผจญภัยมากมาย ซึ่งเขาชอบมากๆ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเขาก็ถูกปลุกด้วยเสียงจากคนขับ โดยคนขับบอกทุกคนในรถว่าให้ทุกคนหาอาหารกลางวันทานที่เมือง Glasgow แห่งนี้ให้เวลาไม่นานประมาณ 40 นาที ทุกคนจะต้องรีบมาขึ้นรถ เพราะรถจะออกตรงเวลาและไม่รอใครทั้งนั้น

โรเบิร์ตเลือกอาหารแบบง่ายๆเพราะรู้ว่าเวลาแทบไม่มี เมื่อทานเสร็จแล้ว เขาก็ไม่ลืมแวะเข้าห้องน้ำ เขาดูนาฬิกาคิดว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ เขาจึงนั่งอ่านหนังสือไปด้วยโรเบิร์ตรักการอ่านหนังสือมากเพราะมันทำให้เขารู้เรื่องต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองและได้รับรู้ว่าบ้านเกิดของเขาสำคัญกับดินแดนแห่งนี้มากเพียงไร

พอเสร็จธุระส่วนตัวแล้วโรเบิร์ตก็ปลดล็อคประตูห้องน้ำ แล้วดันประตูออก ปรากฏว่าเขาดันประตูไม่ออกมันเหมือนมีใครเอาแท่งเหล็กมาสอดขวางตรงช่องที่เขาเอาไว้สำหรับการเอาแม่กุญแจมาล็อคประตูห้องน้ำจากภายนอกเขาไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือแผนการที่มีใครบางคนเตรียมไว้ก่อน แต่ดูจากรูปการแล้วมันน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะไม่ว่าจะกระแทกประตูกี่ครั้งแท่งเหล็กนั้นก็ดูจะไม่ขยับเขยื้อนเลยแสดงว่าต้องมีการเตรียมแท่งเหล็กให้มีนาดพอดีกับช่องที่ไว้สำหรับคล้องแม่กุญแจโรเบิร์ตก้มลงมองนาฬิกา เขาตระหนักว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้วถ้าเขาออกจากห้องน้ำช้ากว่านี้อีกเพียงหนึ่งนาที เขาก็อาจจะตกรถได้และทำให้เวลานัดกับปีเตอร์ที่ชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอาย จะคลาดเคลื่อนออกไป

เขาลองกระแทกประตูอีกครั้งแต่ประตูไม่ขยับเลย เขาพยายามตะโกนให้คนช่วย แต่แปลกใจว่าทำไมระหว่างที่เขาอยู่ในห้องน้ำเหมือนกับว่าไม่มีใครเข้ามาในห้องน้ำแห่งนี้เลย สิ่งที่โรเบิร์ตไม่รู้คือนอกจากประตูห้องน้ำที่เขาอยู่จะถูกล็อคจากด้านนอกแล้วประตูของห้องน้ำใหญ่ยังถูกล็อคจากด้านในด้วยทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าห้องน้ำแห่งนี้คงมีการทำความสะอาดกัน ประตูด้านในของห้องน้ำถึงถูกล็อคอย่างแน่นหนาแต่ถึงจะถูกขังแบบนั้นก็ใช่ว่าโรเบิร์ตจะอยู่ในห้องนี้โดยลำพัง.

ณ สรวงสวรรค์แห่งโบม

หลังจากได้รับการต้อนรับจากเหล่าเทพพอสมควรพระนางลักษมีเทวี ได้พาแพทออกมาเพียงลำพังสู่สเฟียร์ใหญ่ที่งามวิจิตร

“มีเทพองค์หนึ่งอยากพบท่าน ก่อนที่หม่อมฉันจะพาพระนางไปสู่สเฟียร์ส่วนพระองค์”พระนางลักษมีเทวีกล่าว

แล้วพระนางได้พาแพทออกมาจากสเฟียร์ใหญ่แพทเดินทางออกมาภายนอก เธอตกตะลึงถึงความงามภายนอกที่สวยราวเนรมิตตอนนี้แทบไม่เห็นเทพองค์อื่นๆเลย เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนที่สูงที่สูงมากๆแต่มันไม่ได้มีลักษณะเหมือนภูเขา มันเหมือนกับหอคอยสูงที่งามสง่าและสวยราวเนรมิตเมื่อแพทมายืนอยู่ริมที่สูงแบบนี้ทำให้เธอได้เห็นขอบเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของสรวงสวรรค์แห่งโบม

สรวงสวรรค์แห่งโบมมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่มากแต่จากจุดที่แพทยืน ทำให้เธอก็ยังพอมองเห็นอาณาบริเวณเกือบทั้งหมดแสดงว่าจุดที่เธอยืนเป็นจุดที่สูงที่สุดของดินแดนทิพย์แห่งนี้ดินแดนทิพย์แห่งนี้มีผังของดินแดนเป็นรูปตัวแอลขนาดมหึมาส่วนที่รองรับเมืองเนรมิตนี้จะคล้ายๆทะเลหมอกที่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตาหอสูงที่เธอสถิตอยู่นั้น คือหอสูงที่อยู่ตรงหัวตัวแอลทางซ้ายสุดพอดี

พระนางลักษมีเทวีชี้ไปตรงสวนด้านล่างที่อยู่ต่ำกว่าตรงที่แพทยืนอยู่มาก

“เทพองค์หนึ่งรอท่านที่สวนเนรมิตแห่งนั้น”พระนางลักษมีเทวีได้กล่าวให้แพทฟัง

แพทตกใจมากเพราะสวนนั้นอยู่ต่ำลงไปและไกลมากแถวๆนี้ก็ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะสามารถนำตัวเธอลงไปตรงจุดนั้นได้

“แล้วเราจะลงไปได้ยังไง”แพทถามพระนางลักษมีเทวีแบบซื่อๆ

พระนางลักษมีเทวีก็ตอบแบบซื่อๆเช่นกันว่า“ก็เหาะลงไปสิท่าน ไม่ยากหรอก”

อีกประมาณ 300,000 ปีข้างหน้า

เรเชลรู้สึกว่าจะมีแค่สามสิ่งนี้เท่านั้นที่คนยุคนี้อยากจะชมกันเวลาเดินทางมาที่อินโนว่าทางพระราชินีวิคตอเรียจึงได้อนุมัติเงินก่อนหนึ่งเพื่อทำทางพิเศษสำหรับผู้ที่จะมาชมสามสิ่งนี้ได้มีการทำรางแคปซูลพิเศษเพื่อเป็นทางลัดไปยังสามสิ่งนี้ได้เลยโดยสถานีแรกจะเป็นสโตนเฮนส์ สถานีที่ 2 คือนครวัดและสถานีที่สามคือพีระมิด

ถึงแม้ทั้งชีวิตของรอนจะพบสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์มากมายแต่ที่อินโนว่าบนโลกก็มีสิ่งประดิษฐ์ที่มหัศจรรย์ไม่แพ้ที่อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางแคปซูลที่วิ่งได้เร็วมากจนทำให้รู้สึกว่าสิ่งมหัศจรรย์ทั้งสามสิ่งตั้งอยู่ไม่ห่างกันมาก ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันตั้งอยู่ห่างกันมาก เมื่อแคปซูลแบบพิเศษออกจากสถานีพิเศษที่อินโนว่า ไม่นานนักมันก็เดินทางมาถึงสโตนเฮนส์ซึ่งอยู่ในโดมใสที่สร้างมาจากวัสดุที่พิเศษ เพื่อจะรักษาตัวสโตนเฮนส์ไว้มิให้บุบสลายไปตามกาลเวลา

พอประตูแคปซูลเปิดออกมารอนถึงกับตกตะลึงในความมหัศจรรย์ของสโตนเฮนส์เขาไม่แน่ใจว่าคนโบราณสร้างสิ่งนี้มาได้อย่างไร และมีวัตถุประสงค์ใดสมัยนี้มีทฤษฎีเต็มไปหมดประมาณ พันกว่าทฤษฎีที่จะตอบปัญหาเหล่านี้ หลังจากชมสโตนเฮนส์จนสาแก่ใจแล้วทั้งรอนและเรเชลก็เข้าไปในแคปซูลแบบพิเศษเพื่อเดินทางต่อไปยังนครวัดซึ่งจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่ไม่มากการเดินทางไปชมนครวัดครั้งนี้ก็ทำให้รอนได้ชมวิวทิวทัศน์ของโลกที่บางส่วนดูน่าอัศจรรย์หลังจากโลกมีการพลิกฟื้นตัวเองหลายครั้ง ทำให้ภูมิประเทศดูสวยสดงดงาม และแปลกตามากรอนเคยเห็นภาพของดินแดนต่างๆในโลกผ่านแผ่นเก็บข้อมูลพิเศษที่เก็บไว้ได้ประมาณสิบล้านภาพแต่สิ่งที่เห็นในวันนี้ไม่เหมือนภาพพวกนั้น

พอแคปซูลพิเศษเทียบท่า รอนตื่นเต้นมากเพราะเดินไปไม่นานก็เห็นนครวัดอยู่ตรงหน้าและได้มีการสร้างโดมใสมาปกคลุมไว้เช่นกัน เป็นโดมขนาดใหญ่มากรอนรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้งดงามและวิจิตรมาก คนสมัยนี้ไม่แน่ใจว่าผู้ที่สร้างสถานที่แห่งนี้สร้างมาเพื่อจุดประสงค์ใดเพราะสมัยนี้มีทฤษฎีต่างๆมากมายที่นำมาอธิบายรอนเองชอบความงามของสถานที่แห่งนี้มากมันสวยชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถหาที่ใดมาเหมือน และแทบไม่รู้เลยว่าสมัยโบราณนั้นพวกเขาสร้างสถานที่แห่งนี้ได้ด้วยวิธีใด

หลังจากชมนครวัดเสร็จแล้วรอนก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังมหาพีระมิดที่ใหญ่และโบราณที่สุดในโลกรางแคปซูลเองจะไปจอดตรงตัวอาคารที่เป็นชั้นลอยซึ่งทำไว้สำหรับการชมมหาพีระมิดโดยเฉพาะ เมื่อรอนและเรเชลเดินผ่านประตูเหล็กออกไปตัวพวกเขาจะอยู่สูงกว่ามหาพีระมิด ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมหาพีระมิดนี้แน่นอนว่าที่นี่มีการสร้างโดมใสขนาดมหึมาครอบมหาพีระมิดไว้เหมือนกันสภาพแวดล้อมรอบโดมดูแปลกตามากๆ ทางรัฐบาลเองคงต้องทุ่มเทงบประมาณที่สูงลิ่วกว่าจะสามารถรักษามหาพีระมิดให้คงทนถาวรได้มาเป็นแสนๆปี

รอนตกตะลึงถึงความยิ่งใหญ่ของมหาพีระมิดมากและไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนต้นคิดสร้างมันมาเพื่ออะไรแน่ หลังจากชมจนอิ่มเอมใจแล้วเรเชลถามรอนว่าเขาจะกลับไปอินโนว่าเลยไหม รอนเองกลับถามเรเชลไปว่า

“คุณรู้จักคนที่ถูกขนานนามว่าพระศรีอริยเมตไตรยไหม”

เรเชลทำหน้างงๆเล็กน้อย “ไม่นะไม่เคยได้ยิน”

รอนรู้สึกผิดหวังมากเมื่อได้ยินคำตอบแต่เรเชลพูดขึ้นมาเหมือนกับว่าจะนึกอะไรออก

“แต่มีชื่อที่คล้ายๆกันอยู่หลายคนเรียกเขาว่า พระเมตตริยะ”

สีหน้าของรอนดูตกใจมาก เขาพึมพำออกมา“พระเมตตริยะ พระเมสสิยาห์”

แล้วก็หันไปถามเรเชลว่า“รู้ไหมว่าเขาอยู่ที่ไหนในโลกนี้”

เรเชลตอบกลับมาว่า“ในเมืองเนรมิตแห่งหนึ่ง ถือเป็น 4 เมืองใหญ่ที่พระราชินีวิคตอเรียช่วยในการสร้างและปรับสภาพเมือง เมืองที่พระเมตตริยะอยู่น่าจะเป็นเมืองที่ดูมหัศจรรย์มากที่สุดเพราะมากมายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย”

รอนนิ่งคิดก่อนที่จะตอบว่า“ผมสามารถพบเขาได้ไหม”




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2557 2:28:43 น. 0 comments
Counter : 60 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อุรุเวลา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อุรุเวลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.