Group Blog
 
 
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 5-8

ณ ห้องส่วนพระองค์ของพระองค์หญิงแบน องค์แบนกำลังยืนมองไปยังด้านข้างของพระราชวัง
ไม่นานนักนางกำนัลส่วนพระองค์เดินนำมา ตามมาด้วยนักองค์มี
“วันนี้พี่ช่างโชคดีเสียจริงที่พระเจ้ากรุงกัมพูชาเสด็จมาถึงห้อง” องค์แบนทรงทักก่อน
“หม่อมฉันยังเหมือนเดิมเพคะ จริงๆแล้วหม่อมฉันไม่อาจเอื้อมหรอก เพียงแต่ขัดขุนนางผู้ใหญ่ไม่ได้”

องค์มีตอบไปด้วยความจริงใจ องค์แบนเดินมาจับไหล่น้องสาว
“พี่เข้าใจเจ้า ฟังคำจากปากเจ้ามันก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าการเกิดเป็นหน่อเนื้อกษัตริย์
ใช่ว่าจะโชคดีไปกว่าชาวบ้านทั่วไป ไม่แน่อาจจะโชคร้ายกว่าด้วยซ้ำ”
องค์มีมองหน้าพี่สาวอย่างเข้าอกเข้าใจ ก่อนที่จะพูดตอบไปว่า
“แต่พอเรื่องเป็นแบบนี้แล้ว น้องก็พอเข้าใจสถานการณ์ น้องสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ถึงแม้มันจะสุ่มเสี่ยงก็ตาม”

องค์แบนเดินผละออกไปก่อนจะหันกลับมามององค์มีด้วยความเป็นห่วง
“ตอนนี้จริงๆแล้วเรายังไม่รู้ว่าทั้งเสียมทั้งญวณคิดอย่างไร ใครปรารถนาดีกับเรา
หรือไม่มีใครปรารถนาดีกับเราเลย น้องต้องระวังตัวให้ดี อย่าตกเป็นเบี้ยล่างของใครง่ายๆ”
“เรื่องนี้เสด็จพี่ไม่ต้องห่วง น้องเห็นตามนี้เหมือนกัน”
องค์แบนยังมีเรื่องห่วงองค์มีอยู่อีกเรื่อง
“แล้วการติดต่อกับพรานไพร น้องต้องระวังตัวดีๆนะ”
องค์มีตกใจมากกับสิ่งที่องค์แบนพูดออกมา “เด็จพี่ทราบเรื่องนี้ด้วย”
“ใช่ พรานไพรใช่ว่าจะดีอย่างบุเรทุกคน แล้วยังพวกพรานไพรมีฤทธิ์ที่น้องติดต่อกับมัน
เกี่ยวกับเรื่องปราสาทบรมพิษณุโลกหรือปราสาทองครวัตรอีกล่ะ น้องต้องระวังตัวให้มาก
ยิ่งมีข่าวลือว่าพวกนี้เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินได้ ยิ่งต้องระวังใหญ่
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไรกันแน่”
“น้องจะระวังค่ะ แต่พี่ก็ต้องระวังด้วยนะเพคะ เพราะขุนนางฝ่ายที่ชนะคือฝ่ายที่เข้ากับญวณ
พี่หญิงไม่ควรที่จะผลีผลามติดต่อเสียมในตอนนี้”
นักองค์มีเตือนองค์แบนด้วยความหวังดี
“จ๊ะ พี่จะระวัง” องค์แบนรับคำ องค์มีขอตัวก่อน แล้วค่อยเดินออกไป
องค์แบนพอจะรู้ว่าเธอควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร

ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน องค์เพาเสด็จมาห้องขององค์สงวน
“น้องหงวนรู้แล้วใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ทราบแล้วเพคะ แบบนี้คงจะเป็นผลดีต่อเราใช่ไหมเพคะที่พี่มีได้รับการแต่งตั้ง”
องค์เพาทำหน้าเย้ยหยันน้อง
“เรายังไม่ควรสรุปอย่างนั้น องค์มียังไม่ได้รับการอภิเษกเลย หรือถ้าได้รับแล้ว ก็ไม่แน่ว่า
เหตุการณ์จะสงบ ตอนนี้ประชาชนก็รอฟังข่าวกันอื้ออึง สิ่งที่เราสองคนควรยึดไว้คือ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องเอาตัวให้รอดไว้ก่อน”
องค์สงวนทำหน้าขลาดกลัว
“พี่เพาพูดน่ากลัวจัง มันต้องคิดขนาดนั้นกันเลยเหรอเพคะ”
“ใช่ อย่างลืมว่าองค์มีเป็นหญิง จะมีใครสักกี่คนที่จะศรัทธาพระเจ้ากรุงกัมพูชาที่เป็นผู้หญิง
ตอนนี้องค์มีคงได้รับความกดดันพอสมควร แต่ก็คงไม่บอกใคร เพราะพี่มีก็เป็นคนที่
เก็บความรู้สึกได้เก่ง ตั้งแต่บัดนี้เราสองคนก็ต้องระวังตัวกันให้มาก ไม่งั้นอาจตายได้”
องค์สงวนตกใจมาก หน้าขาวซีด
“ถึงขั้นนั้นเลยเหรอเพคะ”
องค์เพากำชับ “อย่าซื่อเกินไปก็แล้วกัน เพราะมันเป็นวิธีนำไปสู่ความตายของน้องสาว
กษัตริย์หญิงคนแรกของกัมพูชา

และในเวลาไล่เลี่ยกัน ตัวแทนขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายขวาขอเข้าพบองคำมาง ณ ที่พักชั่วคราวข้างพระราชวัง
องคำมางเห็นขุนนางผู้ใหญ่มาหาถึงที่พักจึงกล่าวทักก่อน
“เชิญท่านตามสบาย” ขุนนางยิ้มให้เขา องคำมางเลยชิงพูดก่อน
“เหมือนอย่างที่ข้าแนะไว้ไหม”
“เหมือนเลยท่าน การยกย่องนักองค์มีขึ้นเป็นกษัตริย์ช่างสมเหตุสมผลที่สุด และดูจะเป็นกลาง
มากที่สุดในสายตาของคนส่วนใหญ่”
องคำมางยิ้มอย่างมีเลศนัย
“แต่จะเป็นสิ่งที่พระเจ้ามินมางทรงพอพระทัยมากที่สุดด้วย”
ขุนนางท่านนั้นยิ้มอย่างมีความสุข องคำมางจึงถามบางอย่างด้วยความสงสัย
“ดูว่าเสียมกับเขมรทำสงครามกันออกจะบ่อยไป แต่ทำไมเขมรกับเสียมก็ยังรู้สึกดีต่อกัน”
“รู้สึกดีหรือท่าน” ขุนนางถามย้ำ ทำให้องคำมางพยายามขยายความให้เข้าใจ
“อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่”

ขุนนางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบว่า
“เรากับเสียมผูกพันกันหลายแง่หลายมุม ถ้าเป็นสมัยก่อนหน้านี้ไม่นาน
นักองค์เองก็ทรงเป็นราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินสยามนามแผ่นดินต้น
ที่ทรงครองราชย์เริ่มราชวงศ์ใหม่ต่อจากเจ้าตาก พระอุทัยเองก็เคยเสด็จกรุงเทพฯ”
องคำมางนิ่งไปชั่วครู่
“การอภิเษกองค์มีครั้งนี้คงทำให้เขมรกับเราแนบแน่นกันมากยิ่งขึ้น”
ขนาดเป็นขุนนางฝ่ายขวาก็ยังไม่แน่ใจในคำพูดขององคำมาง องคำมางสังเกตจากสีหน้า
ของขุนนางจึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า
“เชิญท่านไปได้แล้ว ข้าต้องการจะพักผ่อน”

พอขุนนางออกจากที่พักขององคำมาง เขาสะดุ้งเมื่อพบบุเรยืนอยู่ตรงนั้น
“เจ้า” ขุนนางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เจ้าอยู่แถวนี้นานแค่ไหนแล้ว”
บุเรยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “นานพอที่ได้เห็นท่านเข้านอกออกในห้องขององคำมาง”
ขุนนางยิ้ม “มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วล่ะไอ้ลูกชาย”
บุเรยังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เช่นเคย “นักองค์มีจะต้องรอดพ้นจากภยันตรายทั้งหลาย
ไม่มีใครจะแตะต้องเธอได้”
ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายขวามองบุเรอย่างสมเพช
“เจ้าอย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ อย่าลืมสิว่า เจ้าเองก็มาจากพวกพรานไพร
ได้เดินไปเดินมาในพระราชวังหลวงก็นับว่าบุญมากแล้ว พยายามอย่าคิดอะไรจนเลยเถิด
ไม่งั้นภัยจะมาถึงตัว”
“ข้าน้อยขอบคุณท่านแก้วที่สอนสั่ง” เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์อีกครั้งก่อนเดินจากไป

ณ ห้องส่วนพระองค์ พระราชวังเกาะโพธิพระบาท องคำมางขอเฝ้านักองค์มีเพื่อปรึกษาเรื่องอภิเษกเป็น
พระเจ้ากรุงกัมพูชา แต่การมาครั้งนี้องคำมางไม่ได้มาคนเดียว แต่พาผู้ติดตามมาด้วย
นักองค์มีตาแทบถลนออกนอกเบ้าเมื่อองคำมางแนะนำผู้ที่ติดตามเขามาด้วย
“ท่านผู้นี้คือองเลิ้งกุ๋น บุคคลที่พระเจ้ามินมางส่งมาให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ”
“หมายถึงอะไรข้าไม่เข้าใจ” นักองค์มีถามด้วยความหงุดหงิด
องคำมางยิ้มก่อนที่จะตอบว่า “การว่าราชการเป็นงานสำคัญยิ่งของบ้านเมือง
แต่จะมีคนยอมรับให้กษัตริย์หญิงว่าราชการด้วยเหรอกระหม่อม
ด้วยเหตุนี้พระเจ้ามินมางจึงส่งองเลิ้งกุ๋นมาเพื่อช่วยท่านว่าราชการในงานบ้านงานเมือง
และท่านควรแต่งตั้งองเลิ้งกุ๋นเป็นผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญในวันอภิเษกท่านเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาด้วย”

“จะมากเกินไปแล้ว” นักองค์มีพูดด้วยเสียงดุดัน
“ทำอย่างนี้ก็ไม่ต่างจากองเลิ้งกุ๋นเป็นกษัตริย์ ส่วนข้าเป็นเพียงหุ่นเชิด”
องคำมางควบคุมน้ำเสียงได้อย่างดี และยังไม่เปิดโอกาสให้องเลิ้งกุ๋นได้พูด
“พระองค์อย่าคิดมากถึงขนาดนั้น พวกเราสุจริตใจในการช่วยพระองค์อย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามพระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา และจะทรงเป็นประวัติศาสตร์
ของชนชาติเนื่องจากทรงเป็นสตรีคนแรกของกัมพูชาที่ได้เป็นกษัตริย์และมีอาญาสิทธิ์
ถูกต้องโดยสมบูรณ์”
นักองค์มีเหมือนคนลิ้นจุกปาก ตอนนี้นางพูดไม่ออกไม่ว่าจะเป็นประโยคใดก็ตาม
“งานราชการเป็นงานหนักนะพระองค์ ได้โปรดให้เราช่วยพระองค์ด้วยเถิด”
องคำมางยังเป็นคนกล่าวอยู่ฝ่ายเดียว

ตอนนี้ทุกอย่างรอบข้างดูเงียบงันตามไปด้วย องค์มียืนนิ่ง ไม่ได้มองหน้าของชายทั้งสอง
องคำมางกับองเลิ้งกุ๋นก็ยืนนิ่ง ไม่ไหวติง
เหมือนในห้องนั้นร้างไร้ผู้คนและสรรพชีวิต
ทุกอย่างดูเหมือนหยุดนิ่ง แต่เป็นการนิ่งเพื่อรอเวลาแห่งความเคลื่อนไหว

“ข้าพระองค์จะเปิดโอกาสให้องเลิ้งกุ๋นได้อยู่กับพระนางเพียงลำพัง
เผื่อมีงานราชการที่ต้องปรึกษาหารือก่อนจะถึงวันอภิเษก”




นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 6

“ข้าพระองค์จะเปิดโอกาสให้องเลิ้งกุ๋นได้อยู่กับพระนางเพียงลำพัง
เผื่อมีงานราชการที่ต้องปรึกษาหารือก่อนจะถึงวันอภิเษก”
คำพูดนั้นเหมือนกับเป็นมีดปักอกของนักองค์มีโดยแท้
พระองค์รู้สึกกดดัน ยิ่งตอนองคำมางเดินจากไปแล้ว ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่เพียงลำพัง
นักองค์มีไม่กล้ามองหน้าองเลิ้งกุ๋น ไม่กล้าแม้กระทั่งจะพูดประโยคใดออกมา

องเลิ้งกุ๋นทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“พระเจ้ามินมางหวังดีกับพระองค์อย่างแท้จริงจึงได้ส่งกระหม่อมมาช่วย”
องค์มีเริ่มพูดขึ้นบ้าง
“ท่านแน่ใจนะว่าจะไม่ฆ่าเรา”
แทนที่องเลิ้งกุ๋นจะพูดว่า แน่ใจ แต่เขากลับพูดว่า “ยังไม่มีเหตุผลที่ข้าพระองค์จะต้องทำอย่างนั้น”
องค์มีหันไปมองนัยน์ตาเหยี่ยวของเขา “แล้วถ้ามีเหตุผลล่ะ ท่านจะไม่เสียเวลาคิดเลยใช่ไหม”
องเลิ้งกุ๋นจ้องมองไปในดวงตาของนักองค์มี “เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องราชการ”
“แต่มันต้องชัดเจนก่อน ระหว่างเรา”
“สิ่งที่ชัดเจนระหว่างเราคือวันที่พระองค์อภิเษก พระองค์ต้องตั้งข้าพระองค์เป็นผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ”
นักองค์มีมองเขาตาไม่กระพริบ องเลิ้งกุ๋นพูดต่อไปว่า
“เดี๋ยวนี้เห็นใครๆก็เรียกที่นี่ว่าพนมเปญ ยังมีเจ้าหัวเก่าอยู่ที่เรียกว่าบันทายแก้ว”
“เจ้า” องค์มีเสียงสั่นเครือ
“แต่ข้าพระองค์จะเรียกที่นี่ว่านามยาง”

องค์มีไม่ได้ตอบอะไร
“ข้าแต่พระองค์ทรงมีสิ่งใดสงสัยอีกไหม”
องค์มีได้แต่นิ่งเงียบ
“ถ้าไม่มีอะไรสงสัย ข้าพระองค์ต้องขอตัวก่อน”

พอองเลิ้งกุ๋นเดินจากไป นักองค์มีก็ทรุดตัวลงกับพื้น
ตอนนี้องค์มีรู้สึกว่าพระองค์เป็นราชินีหุ่นเชิดของญวณอย่างสมบูรณ์
แค่รอวันอภิเษกอย่างเป็นทางการเท่านั้น นับแต่นี้ใครจะมาสนใจใยดีในตัวพระองค์อีก
ถึงจะเป็นกษัตริย์สตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ใครๆก็รู้ว่าพระองค์เป็นหุ่นเชิดของญวณ
ราชพงศาวดารของกัมพูชาคงมีเนื้อที่ให้พระองค์ไม่มากนัก อาจจะสักหนึ่งหรือสองบรรทัด
ใครจะมารู้จริงๆว่าพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไร จะสั่งทหารให้ฆ่าองเลิ้งกุ๋นแล้วยกทัพไปตีญวณ
ก็เหมือนกับการฆ่าตัวตาย เพราะทัพพระเจ้ามินมางกำลังกล้าแข็งและสามารถต่อกรกับเสียมได้

คืนนี้ถ้าพระองค์จะปลิดชีวิตตัวเองก็เร็วไป
สิ่งเดียวที่ผู้หญิงอย่างพระองค์จะทำได้คือมีชีวิตอยู่เพื่อคานอำนาจกับองเลิ้งกุ๋น
ถ้าพระองค์ตาย องเลิ้งกุ๋นคงมีวิธีรวบหัวรวบหางกัมพูชาเร็วขึ้น
และนั่นจะไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย วันนี้พระองค์จึงต้องเข้มแข็ง
ทำตัวให้สมกับราชศักดิ์ สมกับที่สภาขุนนางไว้วางใจ
พระองค์ต้องทำทุกอย่างไม่ให้กัมพูชาสิ้นแผ่นดิน
เหตุผลอีกอย่างคือพระองค์ยังไม่ได้ไปปราสาทใหญ่หลังนั้น
เมืองของสุริยวรมันที่ 2 เมืองที่แท้จริงแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
เมืองที่อาจจะไม่ใหญ่เท่านครธมของชัยวรมันที่ 7 แต่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับกัมพูชา
จารึกหลายที่ก็บอกไว้เช่นนั้น พวกพรานไพรมีฤทธิ์ได้ทำหน้าที่รวบรวมจารึก
จนนักองค์มีได้เห็นภาพมากกว่าใครทั้งหมดในสมัยของตัวเอง

พอคิดไปคิดมาไม่นาน เหตุผลแห่งการดำรงอยู่ของพระนางก็โผล่ขึ้นมาเหนือแม่น้ำ
แห่งความคิดคำนึง ใจนึงพระองค์ก็นึกถึงบุเร
ญาติผู้ชายของพระองค์ก็ไปอยู่ที่กรุงเทพฯกันหมด ที่นี่พระองค์ไม่มีญาติฝ่ายชายเลยนอกจากบุเร
ส่วนองเลิ้งกุ๋นนั้น เขาถือได้ว่าเป็นขุนนางชั้นยอดของญวณ เขาเป็นคนหนุ่มที่บุคลิกดี
นัยน์ตาคมเหมือนเหยี่ยว จิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ แต่ก็แฝงไปด้วยความเหี้ยมโหด
สิ่งเดียวที่นักองค์มีแน่ใจคือเขาต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อพระทัยของพระเจ้ามินมางผู้ยิ่งใหญ่เป็นแน่แท้
พระองค์จึงทรงส่งเขามาที่นี่

อีกไม่นานก็ใกล้ถึงวันอภิเษกของพระองค์แล้ว จะมีกษัตริย์องค์ไหนในโลกนี้ไหม
ที่วันได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์ เหมือนกับวันที่ชีวิตถูกจองจำไปตลอดกาล
องคำมางจัดพิธีอภิเษกนักองค์มีเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาอย่างยิ่งใหญ่ เพียงแต่ใช้พิธี
เหมือนกับในพระราชวังกรุงเว้เป็นหลัก โดยอ้างว่าเป็นการอภิเษกกษัตริย์ผู้หญิง
ซึ่งทางกัมพูชาเอง ไม่มีธรรมเนียมแบบนี้มาก่อน เลยต้องใช้ธรรมเนียมแบบเว้
แต่สิ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดคือการแต่งตั้งองเลิ้งกุ๋นให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ
โดยสมบูรณ์ โดยอ้างว่าเป็นการช่วยราชการของกษัตริย์ผู้หญิง
เหตุผลอาจจะฟังขึ้นทุกอย่าง แต่ทุกคนที่ล่วงรู้พิธีนี้ก็จะเข้าใจตรงกันว่า
นักองค์มีเป็นเพียงราชินีหุ่นเชิด แต่จริงๆแล้วคนที่มีอำนาจเต็มในทางราชการคือองเลิ้งกุ๋น

ไม่นานนักองเลิ้งกุ๋นก็เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างชาญฉลาด
เขาเริ่มจากการบังคับให้ขุนนางเขมรแต่งตัวแบบญวณโดยอ้างว่ามีความเหมาะสมกว่าและดูดีกว่า
ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อขุนนางเขมรจากภาษาเขมรเป็นภาษาญวณโดยอ้างว่าชื่อเขมรเรียกยาก
ถ้าตั้งชื่อเป็นญวณจะเรียกง่ายกว่าและดูดีกว่า ต่อจากนั้นก็เริ่มให้ทหารสร้างพระตำหนักให้เขาอยู่
แล้วก็เกณฑ์ราษฎรมาทำไร่ทำนาให้เขาเป็นกรณีพิเศษ พร้อมกับแต่งตั้งให้องอานภูกับองเวียน
เป็นทหารผู้มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองต่างๆตลอดพระราชอาณาจักร

เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวเขมรมาก แต่คนที่ออกโรงอย่างชัดเจนที่สุด
ก็คือองค์แบน
“พี่ทนไม่ไหวแล้วนะน้องพี่ ทำไมถึงปล่อยให้เลิ้งกุ๋นทำถึงขนาดนี้”
องค์มีได้แต่ตอบว่า “มันเป็นสิทธิ์ของตำแหน่งผู้ว่าราชการเพคะ น้องพยายามจะยับยั้งหลายครั้ง
แต่ไม่เป็นผล”
“แสดงว่าพระเจ้าแผ่นดินอย่างน้องไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้เลยงั้นเหรอ”
องค์มีได้แต่นิ่งเงียบ ก่อนจะตอบว่า
“น้องกำลังดูลู่ทางอยู่ แต่จะทำการใดก็มีแต่ความเสี่ยง เพราะตอนนี้กองทัพพระเจ้ามินมาง
มีแสนยานุภาพมาก ถ้าเราไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจขึ้นมาทางญวณก็อาจยกทัพมาปราบเราได้
ประชาชนก็จะเดือดร้อนมากกว่านี้”
องค์แบนเริ่มไม่พอใจ
“การอ้างเหตุผลแบบนี้พี่ไม่ชอบเลย มันเหมือนกับว่าเราเป็นไก่รองบ่อน ทำอะไรมันไม่ได้เลย”
แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับองค์แบนคือองค์เพา

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 7

องค์เพาให้ความเห็นว่า “จะทำอะไรอย่าผลีผลาม เพาเองเข้าใจพี่แบน
พี่คงยอมไม่ได้ถ้าองเลิ้งกุ๋นจะกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ปัญหาสำคัญที่สุดคือ
เราจะรักษากัมพูชาไว้ได้อย่างไรในภาวะเช่นนี้ ตอนนี้มันต้องใช้ความคิดมากกว่าอารมณ์นะพี่”
องค์แบนโมโหหนัก “ถ้าพวกเจ้าคิดอะไรไม่ออก ข้าก็จะคิดด้วยตัวของข้าเอง”
พอพูดจบองค์แบนก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่ตกใจมากที่สุดก็คือองค์หญิงสงวน
“ทำไมพี่แบนถึงดูหงุดหงิดขนาดนั้น” แต่องค์เพาก็ชวนน้องออกไปข้างนอก
“ไปเถอะสงวนปล่อยให้พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้พักผ่อนเถอะ”
พอพูดจบทั้งคู่ก็ทิ้งนักองค์มีไว้ในห้องแต่เพียงผู้เดียว องค์มีก็ไม่สบายพระทัย
เกี่ยวกับการกระทำของอ๋องเลิ้งกุ๋น แต่ไม่รู้ว่าจะทำการใดในตอนนี้ อย่าว่าแต่นางเลย
พวกทหารกัมพูชาเองก็กลัวเลิ้งกุ๋น แต่จริงๆแล้วน่าจะกลัวพระเจ้ามินมางมากกว่า
การฆ่าองเลิ้งกุ๋นไม่น่ายาก แต่ถ้าเขาตายจริงๆ พระเจ้ามินมางคงยกกองทัพมาพังทุกอย่าง
ในกัมพูชา ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เสียมก็คงได้แต่ยืนดูความล่มสลาย แต่คงไม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ทางเสียมคงไม่เสี่ยงที่จะไปยุ่งกับกองทัพของพระเจ้ามินมาง เพราะถ้ายุ่งกรุงเทพฯก็อาจไม่รอด

ณ สนามประลองดาบ สงครามกับบุเรกำลังประลองดาบกันอยู่ ไม่นานนักองเลิ้งกุ๋นเสด็จมา
ยังสนามด้วย ทั้งบุเรและสงครามต่างพากันตกใจ เพราะทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าเลิ้งกุ๋นจะมาไม้ไหน
สงครามถามออกไปว่า “ท่านมีธุระอันใด จึงมาถึงที่นี่”
องเลิ้งกุ๋นมองหน้าสงครามตาไม่กะพริบ “ข้าอยากจะคุยกับเจ้า”
สงครามหันหน้าไปมองบุเร บุเรพอจะรู้ว่าสงครามส่งสัญญาณให้เขาออกไปก่อน
เขาจึงเดินออกไปจากตรงนั้น สงครามหันมององเลิ้งกุ๋น
“ตอนนี้มีแต่ข้ากับท่านแล้ว จะทำการสิ่งใดก็ว่ามา”

องเลิ้งกุ๋นยิ้มก่อนจะตอบว่า “เจ้าเองเป็นแม่ทัพเขมรที่องอาจและหาญกล้า ข้าอยากจะได้เจ้า
เป็นมือขวาของข้า”
สงครามสงสัย “ทหารญวณที่ท่านพามาด้วยออกจะมาก ทำไมถึงต้องมาทาบทามข้าด้วย”
“ทหารญวณพวกนั้นนะรึ พวกมันก็ดูดีอยู่หรอก แต่ไม่มีใครน่าจะเก่งการรบเหมือนกับเจ้า
เจ้าเองเก่งทั้งบู๊และบุ๋น เจ้าเป็นแม่ทัพที่ใครๆก็อยากได้”
“ข้าเองเป็นแม่ทัพกัมพูชา ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องก้มหัวให้กับเจ้า”
องเลิ้งกุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะตอบว่า “ก็เพราะเจ้าเป็นแม่ทัพกัมพูชานี่แหละ ข้าถึงได้ต้องการเจ้า
เจ้าลองคิดดูว่าถ้าเสียมยกทัพมาปราบเรา บ้านเมืองของเจ้านั่นแหละจะเดือดร้อน”
สงครามนิ่งคิดนิดนึงก่อนจะตอบว่า “ก็ได้ ข้ายอม แต่ที่ข้ายอมเป็นมือขวาของเจ้าก็เพราะ
ข้าอยากปกป้องกัมพูชาจากกองทัพของเสียมนะ ไม่ใช่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้า”
เลิ้งกุ๋นพอใจกับคำตอบก่อนที่จะเดินจากไป เขารู้สึกว่าแม่ทัพหนุ่มคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เขาคิดเยอะทีเดียว

องค์แบนกลับมาที่ห้องนานแล้ว เธอวิตกกังวลหลายเรื่องเกี่ยวกับ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เธอแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
ทุกอย่างดูเหมือนจะเร็วมาก หลายคนในวังบอกว่าญวณไม่ต่างจากเสียม
แต่สิ่งที่เห็นๆกันอยุ่คือเสียมไม่เคยส่งใครมาทำหน้าที่เหมือนกับเป็นเจ้าเหนือหัวของกัมพูชา
องค์แบนแค้นองเลิ้งกุ๋น แค้นแม้กระทั่งพระเจ้ามินมาง ในใจของเธอนั้นเธออยากทำสงคราม
เพื่อต่อกรกับกองทัพของพระเจ้ามินมางเสียเอง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเธอเป็นหญิง

สิ่งเดียวที่องค์แบนคิดจะทำก็คือการส่งสารเพื่อขอความช่วยเหลือจากทางเสียม
เพราะพระองค์รู้ดีว่าทางเสียมจะต้องปรานีพระองค์ พระองค์ยังคิดถึงนักองค์ด้วง เจ้าอาของพระองค์ด้วย
“อาด้วง ตอนนี้อาอยู่ไหน ทำไมอาถึงไม่กลับมาช่วยหลานป้องกันคนชั่วที่มันเข้ามาทำลายชาติ”
แต่ใครล่ะจะเป็นคนส่งสารไปให้ทางเสียมถ้าไม่ใช่พวกพรานไพร ส่วนทหารในวังก็ไม่น่าไว้ใจ
สงครามเองก็ดันไปสนิทชิดเชื้อกับองเลิ้งกุ๋น ซึ่งไม่รู้ว่าคิดยังไง องค์แบนก็ยังคิดอยู่ว่า
จะเข้าถึงพวกพรานไพรได้ยังไง แต่ก็พอคิดออกว่าการจะติดต่อพวกพรานไพรได้
ตัวจักรสำคัญคือองค์มี

ณ กรุงเทพมหานคร นักองค์ด้วงได้พักผ่อนอิริยาบถพร้อมเมียทั้งสี่คือนักนางแอว นักนางแป้น นักนางเภา
และนักนางคำ
นักนางแอวได้ถามขึ้นถึงเรื่องราวความเป็นไปที่พนมเปญ
“เจ้าพี่ทรงใจเย็นนัก ปล่อยให้องเลิ้งกุ๋นมาทำตัวเป็นเจ้าเหนือหัวของเรา”
นักองค์ด้วงกล่าวอย่างกังวล
“ข้าเองก็กังวลไม่น้อยไปกว่าเจ้า แต่เจ้าอย่าลืมสิว่าตอนนี้ข้าพึ่งบรมโพธิสมภารของในหลวง
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรอให้ในหลวงตรัส เราจะไปยุ่งกับทางราชการของสยามไม่ได้หรอก”
นักนางแอวหน้าเสีย ส่วนนักนางคนอื่นก็ยังนิ่งอยู่

นักองค์ด้วงกล่าวถามนักนางแอวว่า
“นักองค์กระมลลูกสาวเราไปไหนแล้วล่ะ”
“ได้ข่าวว่าไปกับเพื่อนแถววัดเกาะ รู้สึกว่านักองค์อูจะตามไปด้วย”
นักองค์ด้วงส่ายหน้า “ไม่ไหวเลยลูกสาวของเรา”

นักองค์กระมลพาน้องสาวมาเที่ยวแถววัดเกาะ แต่แท้จริงแล้วเธอต้องการเข้ามาหาหมอฝรั่งคนหนึ่ง
แถวนี้ นักองค์ทั้งสองเดินตามหากันจนเหนื่อย จนนักองค์กระมลได้เบาะแสจนตามมาพบหมอฝรั่งคนหนึ่ง
เธอได้คุยกับหมอโดยมีชาวสยามคนหนึ่งเป็นล่ามให้
“คุณคือหมอบรัดเลย์ใช่ไหมคะ” ล่ามทำหน้าที่อย่างดีจนเธอรู้ว่าใช่หมอแน่นอน
“หนูจะมาปรึกษาเรื่องยาค่ะ หนูอยากรู้เรื่องยาฝรั่ง เพราะแม่หนูป่วยบ่อยมาก”
ล่ามทำหน้าที่ได้ดีจนหมอบรัดเลย์หรือชื่อจริงว่าแดน บีช แบรดลีย์เข้าใจ
เขาส่งต่อนักองค์กระมลและน้องสาวให้ไปคุยกับเอมิลี่ ภรรยาเขาโดยมีชาวสยามผู้ช่วยทำหน้าที่
เป็นล่ามให้เหมือนเดิม

หนุ่มน้อยนามราชศักดิ์ได้เฝ้าเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่วังส่วนพระองค์
ราชศักดิ์รู้จักพระองค์ตั้งแต่ยังทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี
เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องในการสงครามเป็นอันมาก จึงเป็นที่พอพระทัยของ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชศักดิ์ได้ถามพระองค์ถึงเหตุการณ์ในเขมรว่า
“ข้าน้อยได้ยินทหารที่เพิ่งกลับมาจากเขมรคุยกันเรื่ององเลิ้งกุ๋น คนสนิทพระเจ้ามินมาง
กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเขมรเกือบจะทุกอย่างโดยที่กษัตริย์หญิงองค์มีทำอะไรไม่ได้เลย”

เจ้าพระยาบดินทรเดชาตรัสตอบ
“ข้าก็ได้ยินดังนั้นเช่นกัน ตอนนี้ทางเราก็ได้แต่เฝ้าฟังข่าวที่มีคนส่งมา”
“ที่น่าห่วงคือองค์แบน เจ้าหญิงองค์โตที่มีเลือดสยาม ได้ข่าวว่าพวกญวณไม่ชอบเจ้าหญิงพระองค์นี้เลย
พระองค์ไม่คิดจะเสด็จไปดูหน่อยเหรอขอรับ”
เจ้าพระยาบดินทรเดชาทรงตรัสอย่างเรียบเฉย
“นายราชศักดิ์ ตอนนี้พระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงรับสั่งใดๆ เราเองก็ยังต้องนิ่งไว้ก่อน
เราต้องรอพระราชวินิจฉัย พระองค์จะทรงตัดสินพระทัยตามควรแก่เหตุการณ์
ทางเราเองก็ต้องระวังเรื่องพวกนี้ให้มาก การสงครามตอนนี้ใช่ว่าจะนิ่ง เราจึงควรทำทุกอย่างให้
ควรแก่การ”

หนุ่มราชศักดิ์ยิ้มไม่หุบ “พระองค์ทรงปราดเปรื่องมากทั้งการศึกและการวินิจฉัย
สมแล้วที่พระองค์เคยปราบเจ้าอนุวงศ์ลงได้”
เจ้าพระยาบดินทรเดชาทรงยิ้ม “เจ้าเองก็ช่วยข้าได้มากเลยราชศักดิ์ ได้เจ้าเป็นสายให้
งานหลายอย่างก็สะดวกดาย”
เจ้าพระยาบดินทรเดชาทรงนิ่งคิดก่อนจะตรัสว่า “จริงสิ ข้าว่าเราควรส่งใครสักคนไปสืบความ
ในวังเขมรก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับสั่ง และคนนั้นควรจะเป็นเจ้านะราชศักดิ์”
“ข้าน้อยเหรอขอรับ”

“ใช่ อย่างน้อยเจ้าก็เคยมีประสบการณ์ในศึกเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทน์ จะไปหาประสบการณ์
ในเขมรบ้างจะเป็นไร อย่างน้อยเจ้าจะได้ช่วยดูแลนักองค์มี เพราะยังไงซะ
นั่นก็คือธิดาของพระอุทัยราชา เป็นธิดาที่ทรงโปรดมากด้วย”

ราชศักดิ์สงสัย “แล้วองค์แบนล่ะขอรับ พระอุทัยไม่โปรดกว่าเหรอ”
“หลังจากทรงเอาใจออกห่างจากสยามก็เอาใจออกห่างจากองค์แบนด้วย ด้วยเหตุนี้
ทำให้องค์แบนกลายเป็นคนคิดมากและอาจเป็นได้ว่านี่คือสาเหตุของบุคลิกที่ญวณไม่ชอบ”
ราชศักดิ์พูดต่อ “นี่เองอาจทำให้ญวณไว้ใจองค์มีมากกว่า แต่ทำไมญวณถึงไม่ยอมให้
องค์มีปกครองตนเองเหมือนที่เรายอมให้พระอุทัยปกครองตนเอง”
เจ้าพระยาบดินทรเดชานิ่งสักพักก่อนจะกล่าวต่อ
“ญวณอาจได้รับบทเรียนจากคราวที่เราให้พระอุทัยปกครองเอง เพราะพระอุทัยก็เข้าข้างญวณบ้าง
เราบ้างเป็นคราวๆไป การที่ส่งองเลิ้งกุ๋นไปอาจรับประกันบางอย่างได้”

“แต่ก็อาจมีบางอย่างที่รับประกันไม่ได้” หลังจากสิ้นเสียงของราชศักดิ์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา
ทรงหันไปถามราชศักดิ์โดยไม่รอช้า
“อะไรที่เจ้าว่ารับประกันไม่ได้”
“ก็องเลิ้งกุ๋นอาจทำเกินกว่าที่พระเจ้ามินมางสั่งโดยปราบดาตัวเองเป็นกษัตริย์เสียเอง”
เจ้าพระยาบดินทรเดชานิ่งคิดก่อนจะตรัสว่า
“ข้าว่าต้องส่งเจ้าไปเขมรโดยเร็วเพื่อสืบความและป้องกันบางอย่าง และที่สำคัญ
ต้องไม่ให้นักองค์ด้วงรู้เรื่องนี้”
ราชศักดิ์มีสีหน้าหนักใจมาก เพราะไม่รู้ว่าจะบอกนักองค์กระมลว่าอย่างไร

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 8

บุเรรีบควบม้าออกจากพระราชวังหลวงเพื่อไปยังจุดนัดพบ
ระหว่างที่ควบม้าไปนั้น ได้มีกลุ่มพรานไพรกลุ่มใหญ่มาล้อมบุเรไว้
ทำให้ม้าตกใจยกขาหน้าขึ้นสูง บุเรกระโดดลงจากหลังม้าชักดาบเตรียมต่อสู้เพื่อป้องกันตัว
พวกพรานไพรที่รุมล้อมบุเรอยู่ก็ต่างกรูกันเข้ามาหวังจะทำร้าย
ถึงแม้จะมีการประดาบกัน บุเรก็หลีกเลี่ยงที่จะทำร้ายหรือฆ่าพรานไพรกลุ่มนั้น
เพราะยังไม่รู้ว่าเหตุใดพรานไพรกลุ่มนี้จึงมาดักรอที่จะทำร้ายตน

การต่อสู้ผ่านไปชั่วครู่ก็มีพรานไพรหนุ่มเหมือนโดดมาจากที่สูงสักแห่ง
และโดดลงมาอยู่ในวงล้อมของการต่อสู้นั้น
ดูเหมือนทุกคนที่นั่นจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี ทุกคนที่กำลังประดาบกันอยู่จึงหยุดนิ่งโดยมิได้นัดหมาย
“ซัน” บุเรตะโกนเรียกพรานไพรหนุ่มผู้นั้น ทั้งสองโผเข้าหากัน
ซันยิ้มและจับไหล่บุเรก่อนจะหันหน้าไปหาพวกพรานไพรหนุ่มที่อยู่ตรงนั้นทั้งหมด

“นี่คือบุเร พี่น้องของพวกเรา หาใช่ทหารเอกขององเลิ้งกุ๋นไม่”
พอทุกคนรู้ทุกคนจึงล่าถอย ซันนั้นเปรียบเสมือนหัวหน้าของพรานไพรกลุ่มใหญ่
เขากับบุเรใกล้ชิดสนิทสนมกันตั้งแต่เล็ก เพียงแต่หนทางของทั้งคู่แตกต่างกัน
สมัยบุเรยังหนุ่มอายุราวสิบสองปี ตอนนั้นเขาได้ช่วยเหลือคนในวังให้รอดพ้นจากการถูกโจรป่าสังหาร
คนในวังจึงถูกชะตากับบุเรมาก จึงชวนเข้ามาเป็นทหารในวัง ซึ่งถือได้ว่าเขาเป็นทหาร
ที่มีอายุน้อยที่สุดในบันทายแก้ว

ตอนนั้นบุเรชวนซันให้เข้ามาเป็นทหารด้วยกันในวัง แต่ซันปฏิเสธ
เพราะตอนนั้นซันเองชอบวิถีของพรานไพรมาก ซันคิดว่ามันเป็นวิถีแห่งบุรุษ
และเขากำลังขอให้พรานไพรมีฤทธิ์ท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ของเขา
ทางเดินชีวิตของทั้งสองคนแยกทางกันไปนับแต่นั้น

เส้นทางของบุเรนั้น เป็นเส้นทางที่ใช่ว่าจะราบรื่นซะทีเดียว เพราะทหารส่วนใหญ่ในวัง
มิใช่พวกพรานไพร ที่มาของเขาจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงาน
ในช่วงแรกๆ บุเรโดนกลั่นแกล้งบ่อยมาก จนถึงขั้นที่เขาเริ่มถอดใจ คิดลาออก
แต่คนที่รั้งเขาไว้คือสงคราม ทหารหนุ่มเชื้อสายขุนนางเก่า
สงครามชอบที่บุเรมีฝีมือ และจงรักภักดีต่อพระเจ้ากรุงกัมพูชา

สงครามจึงขอให้บุเรหนักแน่นและเห็นแก่แผ่นดิน บุเรจึงเป็นทหารอยู่ต่อไป
โดยมีสงครามคอยช่วยเขาอยู่ห่างๆ เพราะสงครามก็รู้ว่าถ้าจะไปช่วยบุเรมากเกินไป
ก็จะถือเป็นการหมิ่นเกียรติกัน เพราะบุรุษย่อมชอบที่จะยืนได้ด้วยขาของตน
กำลังใจอีกอย่างของบุเรคือนักองค์มี เจ้าหญิงที่เป็นถึงพระราชธิดาของพระอุทัยราชา
นักองค์มีเคยช่วยบุเรหลายครั้ง และเคยขอให้บุเรพาเธอออกไปเที่ยวนอกพระราชวัง
การเที่ยวนอกพระราชวังครั้งนั้น นักองค์มีปลอมตัวเป็นชาย ใช้ชื่อว่าเคียฟ
มีหลายครั้งที่นักองค์มีไปเจอซัน และก็พาซันกับบุเรมาสรวลเสเฮฮาในห้องลับที่พระราชวัง
เป็นเหตุให้นักองค์มีรู้จักพรานไพรหลายคนในเวลาต่อมา
ผนวกกับการค้นพบจารึกเรื่องปราสาทนครวัดในห้องลับของพระราชวัง
ทำให้นักองค์มีอาศัยพรานไพรหลายกลุ่มให้ช่วยติดตามและค้นหาจารึกเพิ่ม
จนทำให้พระองค์ล่วงรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้อื่นไม่รู้

หลังจากคุยกันแบบหอมปากหอมคอ ซันจึงพาบุเรไปที่ถ้ำแห่งหนึ่งเพื่อพบกับคนๆหนึ่ง
พอทั้งสองหนุ่มไปถึงถ้ำแห่งนั้น ทั้งสองก็พบกับราชศักดิ์
“นี่คือสายลับที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาส่งมา” ซันพูดกับบุเร
“ท่านสิงห์ สิงหเสนีเหรอ” บุเรถามย้ำ
“ใช่ เจ้าพระยาบดินทรเดชา สิงห์ สิงหเสนี” ราชศักดิ์พูดพร้อมกับยิ้มให้บุเรไปด้วย

ซันแนะนำต่อว่า “ราชศักดิ์เป็นสายลับที่ดี และทำงานได้ดีมากในศึกเจ้าอนุวงศ์”
“ทางการเสียมส่งท่านมาเหรอ” บุเรถามราชศักดิ์
“คงจะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงรับสั่งใดๆ
เจ้าพระยาบดินทรเดชาท่านก็ยังไม่ได้มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ
แต่ที่ข้ามาก็เข้ามาอย่างลับๆโดยมีพวกพรานไพรช่วยอำนวยความสะดวก” ราชศักดิ์กล่าว

บุเรทำหน้าสงสัย “แล้วจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ของท่านล่ะคืออะไร”
ราชศักดิ์ตอบ “เจ้าพระยาบดินทรเดชาทรงห่วงกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักองค์มี
และทรงไม่ไว้ใจองเลิ้งกุ๋น เกรงว่าองเลิ้งกุ๋นจะทำการใดๆให้เสียหายกับกัมพูชาและเสียมได้”
บุเรนิ่งคิดสักพัก ซันกล่าวว่า “ข้าเองเห็นว่าราชศักดิ์เป็นคนที่เราไว้ใจได้ ถึงแม้จะเป็นคนของเสียม
จึงคิดว่าเขาควรจะเข้าไปอยู่ในวังในนามพนมวัน สายลับเขมรที่เพิ่งกลับมาจากเวียงจันทน์”
บุเรมองหน้าซันและยิ้ม พร้อมกับพูดว่า “สายลับเขมรที่เพิ่งกลับจากเวียงจันทน์ไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวนี่”

ณ ตำหนักชั่วคราวขององเลิ้งกุ๋น เขากำลังหารือราชการอยู่กับสงครามและชายหนุ่มอีกหนึ่งคน
มีคนของเลิ้งกุ๋นเข้ามาแจ้งว่าบุเรพร้อมกับแขกอีกสองคนขอเข้าพบ
องเลิ้งกุ๋นมองหน้าสงคราม สงครามพยักหน้า องเลิ้งกุ๋นจึงยอมให้ทั้งหมดเข้ามาพบ
บุเรเดินนำราชศักด์และซันที่อยู่ในชุดนักรบของกัมพูชา
องเลิ้งกุ๋น สงคราม และชายหนุ่มอีกคนหนึ่งลุกจากที่นั่ง ยืนต้อนรับ

บุเรกล่าวขึ้น “ข้าแต่ท่านผู้ว่าราชการเมืองพนมเปญ ข้าขอแนะนำสายลับของเรา
ที่ไปอยู่ที่เวียงจันทน์ตอนที่เสียมทำศึกเจ้าอนุวงศ์ให้ท่านรู้จัก เพราะตอนนี้ทั้งสองได้กลับมาแล้ว”
บุเรแนะนำทีละคน เขาผายมือไปทางราชศักดิ์ “ทางซ้ายมือของกระหม่อมเป็นสายลับชั้นเยี่ยม
นามพนมวัน” แล้วเขาก็หันมาทางซัน “ส่วนทางขวาเป็นสายลับชั้นรองชื่อเคียฟ”
องเลิ้งกุ๋นหันไปทางสงคราม พอเห็นสงครามพยักหน้า องเลิ้งกุ๋นจึงหันมาหาชายสามคน
ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ข้ายินดีต้อนรับท่านทั้งสอง เป็นเกียรติมากที่ท่านได้กลับคืนสู่บันทายแก้วแห่งนี้”
พูดจบองเลิ้งกุ๋นก็เริ่มที่จะแนะนำคนของตนบ้าง
“สงครามคือแม่ทัพใหญ่ที่หลายท่านคงรู้จักแล้ว แต่ชายหนุ่มที่ยืนทางขวาของข้า
คือฮาลอง ผู้ช่วยข้าที่เพิ่งเดินทางมาจากไพรนคร (ไซ่ง่อน) เขาจะมาช่วยข้าอีกแรงในการว่าราชการ”
ทั้งสามคนก้มหัวนิดๆพร้อมกับยิ้มให้ฮาลอง ทั้งสามคนรู้สึกว่าฮาลองดูเป็นมิตรมากกว่าองเลิ้งกุ๋น
ถึงแม้เขาจะเป็นพวกโดเวียต แต่ก็พูดเขมรได้อย่างคล่องแคล่ว
องเลิ้งกุ๋นทำลายความเงียบขึ้น “พวกเราไปเฝ้าพระราชินีกันเถอะ”

ณ ท้องพระโรงกลางที่ซึ่งนักองค์มีประทับอยู่ พระองค์ไม่ได้ใช้ที่นี่เป็นที่ว่าราชการ
แต่กลับใช้เป็นที่ศึกษาข้อความจากจารึกของปราสาทหินในที่ต่างๆที่พระองค์ทรงได้มา
นางในเข้ามาบอกว่าองเลิ้งกุ๋นจะขอเข้าเฝ้า พระองค์ยินยอม
พระองค์ทรงตกพระทัยนิดๆที่มีบุรุษมาเข้าเฝ้าพระองค์มากมาย
แต่ที่ทรงรู้สึกดีคือหนึ่งในนั้นมีบุเรรวมอยู่ด้วย และยังมีอีกคนที่ทรงคุ้นๆ

หลังจากทรงทราบหมดแล้วว่าใครเป็นใคร พระองค์อดที่จะตัดพ้อบุรุษเพศเหล่านั้นไม่ได้
“แทนที่พวกท่านจะมาหาเราก่อน กลับไปหาท่านผู้ว่าราชการก่อน”
องเลิ้งกุ๋นแก้แทนให้ว่า “การที่สายลับกลับมา เขาก็ควรมาหาเจ้านายที่เป็นบุรุษก่อน
อย่างน้อยสงครามจะได้ช่วยกรองก่อนว่าใครเป็นใคร ถ้าให้เฝ้าท่านก่อนเกรงจะเป็นอันตราย”
นักองค์มีหันไปมองหน้าองเลิ้งกุ๋น “นั่นก็คือคำอ้างของบุรุษเพศอย่างท่าน ดูเหมือนจะเป็นคำอ้าง
เดียวกันกับการที่พระเจ้ามินมางแต่งตั้งให้ท่านมาที่นี่”

องเลิ้งกุ๋นทำหน้าโกรธจัด “พวกท่านออกไปก่อน” ชายหนุ่มทั้งห้าคนเดินออกไปอย่างรีบเร่ง
“พวกเจ้าก็ออกไปด้วย ออกไปให้หมด” องเลิ้งกุ๋นไล่นางกำนัลทั้งหมดที่อยู่ในท้องพระโรงให้ออกไปด้วย
พอเหลือกันเพียงสองคน องเลิ้งกุ๋นจึงพูดขึ้น
“เจ้าไม่ควรทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าพวกเขา”
“และที่ข้าพูดมันผิดด้วยเหรอ หรือว่าข้าพูดทิ่มแทงหัวใจของเจ้า”
“เจ้าลืมไปแล้วเหรอว่าเสียมไม่ได้เหลียวแลเจ้า มีแต่พวกเราเท่านั้นที่เห็นใจเจ้า”
“เห็นใจโดยต้องส่งเจ้ามาปกครองเราเนี่ยนะ”

“แต่เจ้าเป็นหญิงนะ เจ้าจะอยู่ท่ามกลางบุรุษเพศและปกครองกัมพูชาได้อย่างไร”
“แต่ข้าเป็นชาวกัมพูชา ข้ามีสิทธิ์มากกว่าท่านในการปกครองประเทศนี้”
ทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วครู่ นักองค์มีจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แข็งเหมือนเมื่อสักครู่
“ให้โอกาสข้าสิ ให้อิสระข้าในการปกครองตนเอง โดยที่ไม่มีเจ้ายุ่งเกี่ยว”
องเลิ้งกุ๋นแสดงสีหน้าโมโหมาก ทำให้องค์มีอยากยั่วเขามากขึ้น
“ทำไมล่ะ หรือคิดจะฆ่าข้าเดี๋ยวนี้เลยหรือไง”

องเลิ้งกุ๋นยังมีสีหน้าโกรธจัดก่อนจะพูดว่า
“เจ้าก็รู้ว่ายังไงซะข้าก็ไม่ฆ่าเจ้าหรอก แต่เจ้าก็ยังจะยั่วโมโหข้าอยู่ได้
ถ้าเป็นคนอื่นพูดกับข้าแบบนี้มันคงจะตายไปนานแล้ว”
องค์มีเริ่มน้ำตาไหล “ข้าเองก็ตายไปแล้วเช่นกัน แต่ข้าตายทั้งเป็น ตายตั้งแต่ข้าได้เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา”
องเลิ้งกุ๋นตะโกนใส่หน้านาง “เจ้าจะตายได้อย่างไร พิธีอภิเษก ข้าก็จัดการให้สมพระเกียรติ”
องค์มียังน้ำตาไหลไม่หยุด “สมพระเกียรติ … แต่ต้องทำตามธรรมเนียมเว้”
“เจ้าไม่มีวันเข้าใจ”
“ท่านก็ไม่มีวันเข้าใจเหมือนกัน”
องเลิ้งกุ๋นหงุดหงิดมาก รีบเดินออกไปจากท้องพระโรงนั้น

หลังจากนั้นสองวัน นางกำนัลขององค์แบนเข้ามาทูลเรื่องต่างๆให้องค์แบนทราบ
จนองค์แบนหงุดหงิดมาก
“เดี๋ยวนี้ใครจะมาใครจะไป มันทำเหมือนกับเราไม่มีความหมาย”
“ใช่เพคะ ถ้าไม่มีองค์มี พระนางก็จะได้เป็นกษัตริย์อยู่แล้ว”
องค์แบนหันไปว่านางกำนัลของตัวเอง “เจ้าไม่ต้องมายุให้ข้าเกลียดน้องตัวเอง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้องมี ปัญหาอยู่ที่เจ้าองเลิ้งกุ๋นต่างหาก ข้าต้องหาทางกำจัดมันให้ได้”

“คงต้องให้เสียมช่วยแล้วเพคะ พระนางน่าจะไหว้วานให้เสียมนำกองทัพมาปราบองเลิ้งกุ๋นได้”
“แต่ข้าจะทำอะไรได้”
“ส่งข่าวให้เสียมทราบสิเพคะ ข้าน้อยมีหนทางนำความจากท่านไปให้เสียมได้รับรู้”
องค์แบนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“แต่ข้าไม่ใช่กษัตริย์ของกัมพูชานะ ทางเสียมจะเชื่อข้าเหรอ”
“แต่พระองค์คือธิดาองค์โตของพระอุทัยนะเพคะ”
องค์แบนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบไปว่า “เอาล่ะ งั้นข้าตัดสินใจจะส่งสารให้เสียมรู้”

องค์มีดูเศร้าไปวันสองวัน แต่บุเรบอกว่าจะนัดองค์มีให้เจอคนสำคัญที่ห้องลับ
องค์มีก็เลยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง การเข้าห้องลับของพระราชวังต้องเข้าทางฝั่งบันทายแก้ว
ขณะนั้นพระราชวังของกัมพูชาใหญ่โตมาก และเต็มไปด้วยสมบัติอันล้ำค่า
ตัววังเหมือนแบ่งได้เป็นสองฝั่ง โดยมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นตัวแบ่ง
จริงๆแล้วพระราชวังแห่งนี้ชื่อว่าบันทายแก้ว อยู่ที่พนมเปญ แต่ชาวบ้านหลายกลุ่มนิยมเรียก
พนมเปญว่าบันทายแก้ว เพราะชาวเขมรจะคุ้นว่าชื่อเหล่านี้เป็นชื่อเมือง เช่น บันทายมาศ บันทายเพชร
แถมมีอีกกระแสกล่าวว่าชื่อเดิมของพนมเปญคือบันทายแก้ว ก่อนที่พระอุทัยจะนำมาเรียกเป็นชื่อวัง

ฝั่งหนึ่งของสระน้ำใหญ่ มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย รวมทั้งปราสาทใหญ่ ลงรักปิดทองสวยงาม
จากนั้นอีกฝั่งหนึ่งซึ่งนิยมเรียกกันว่าฝั่งโพธิพระบาท พระอุทัยราชาทรงรับสั่งให้สร้างพระที่นั่งนาวา
และตำหนักใหญ่น้อยขึ้นที่นั่น อีกฝั่งหนึ่งคนในวังจึงนิยมเรียกว่าฝั่งบันทายแก้ว
และเรียกรวมสองฝั่งว่าพระราชวังหลวง
ตำหนักหนึ่งในฝั่งบันทายแก้วนี้แหละที่นักองค์มีทรงพบห้องลับโดยบังเอิญ
และทรงนัดพบกับบุเรในห้องนี้เพื่อพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันบ่อยๆโดยที่มิได้มีใครล่วงรู้
แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ไม่ได้เกินเลยไปกว่าคำว่า “เพื่อนสนิท”
วันนั้นนักองค์มีเข้าไปในห้องลับ และพบกับบุเรในห้องนั้น
บุเรเล่าให้ฟังว่าสายลับที่ชื่อเคียฟ แท้จริงคือซัน พรานไพรมีฤทธิ์ที่นักองค์มีเคยเจอตอนเด็กๆ
“มิน่าล่ะ ข้าถึงคุ้นหน้าเขา … ตอนนี้เขาอยู่ไหนล่ะ ไม่เห็นเขามาสักที”
ทันใดนั้นซันปรากฏตัวขึ้นมาจากเงามืด สร้างความตกใจให้นักองค์มีและบุเรเป็นอย่างมาก



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 14:15:57 น. 0 comments
Counter : 350 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อุรุเวลา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อุรุเวลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.