Group Blog
 
 
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 13-16

พนมดานอนหลับอยู่ในห้องขัง ร่างกายท่อนบนยังเปลือยเปล่า
เลือดอาบทั้งแผงอกและแผ่นหลัง มีทหารเฝ้าเขาประมาณ 4-5 นาย
ทุกนายล้วนเป็นทหารของพวกญวณ ทหารญวณหลายนายยังไม่หลับ
“นั่นใคร” ทหารนายหนึ่งเอ่ยทักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ
“ข้าเอง” องค์เพาโผล่ออกมาจากความมืด นางเดินด้วยท่วงท่าสง่างามยิ่งนัก

“พระประมุขรอง ท่านจะไปไหน”
“ข้าอยากมาดูหน้านักโทษที่บังอาจลอบสังหารองเลิ้งกุ๋น”
“ท่านไม่มีสิทธิ์นะกระหม่อม และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงด้วย”
องค์เพาแผดเสียงอันดัง “พวกเจ้าเป็นชาวโดเวียตแท้ๆ แต่ไม่จงรักภักดีต่อองเลิ้งกุ๋นเท่าเรา
ข้าเองเป็นสายเลือดกัมพุชประเทศ แต่ยังเข้าข้างองค์เลิ้งกุ๋น ดึกแค่ไหนข้าก็ยังอยากจะ
เห็นหน้าของคนชั่วที่กล้าลอบสังหารแม้กระทั่งผู้ว่าการเมืองพนมเปญ”

นายทหารทั้งหมดดูงงๆเหมือนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะรับมือนางแบบไหนดี
องค์เพาแผดเสียงอีกครั้ง “พวกสารเลว พวกเจ้าจงไปให้พ้นตัวข้า
และทิ้งให้ข้าผู้จงรักภักดีต่อองเลิ้งกุ๋นได้ดูหน้าวายร้ายผู้นี้จนสาแก่ใจ”
ทหารญวณวิ่งหายกันไปหมด ทำให้องค์เพาเข้าไปที่ห้องชั้นในได้โดยง่าย

พอนางเดินไปถึงห้องชั้นใน เพียงแค่เสียงเล็กๆของร้องเท้าของนาง
ก็ทำให้พนมดาได้ยิน จึงได้ลุกมาจ้องมองนาง
“พระมหาราชินีองค์มี” พนมดาเอ่ยขึ้น
องค์เพาจ้องหน้าของเขาเขม็งก่อนจะตอบว่า
“พระเจ้ากรุงกัมพูชาคงไม่ลงมาที่นี่หรอก ไม่ว่าพระนางอยากจะเห็นหน้าเจ้ามากแค่ไหน”

พนมดางุนงงสงสัย “แล้วพระนางคือ”
“ข้าคือนักองค์เพา พระประมุขรอง พระขนิษฐาของพระเจ้ากรุงกัมพูชา”
ได้ยินดังนั้น พนมดานั่งลงโดยฉับพลัน และถวายบังคมองค์เพาผ่านลูกกรง
“พระนางทรงห้าวหาญยิ่งนัก กล้าลงมาที่นี่เพียงคนเดียว”
องค์เพายิ้มก่อนที่จะพูดว่า “ข้าจะไม่ละทิ้งโอกาสนี้ไปง่ายๆหรอก”

พนมดาสงสัย “โอกาสอันใดหรือท่าน”
“ก็โอกาสที่จะเห็นคนพิเศษของชาวกัมพุชนะสิ”
“พิเศษยังไงหรือท่าน”
องค์เพาเดินเข้าไปใกล้ลูกกรงมากขึ้น “คนที่กล้าทำบางอย่างๆที่เจ้าทำไม่ใช่คนธรรมดาหรอก”
พนมดาได้แต่มองหน้าองค์เพาแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
องค์เพากล่าวเป็นนัยเพื่อเป็นการปิดความ “และสำหรับข้า ข้าก็ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาเช่นกัน”
รุ่งเช้าองเลิ้งกุ๋นกับทหารญวณอีก 50 นายได้ไปที่หน้าห้องของนักองค์มี
นางกำนัลขององค์มีตกใจกันใหญ่ เพราะไม่เคยเห็นทหารเยอะขนาดนี้มาก่อน
ต่างวิ่งกันไปกราบทูลองค์มีว่าจะทำการอย่างไรดี
“องค์หญิงเพคะ อย่ายอมให้เข้ามาในห้องชั้นในนะเพคะ”
องค์มีเหม่อมองไปข้างหน้า “แล้วเราจะกันเขาได้เหรอ”

นักองค์มีพูดยังไม่ทันขาดคำ องเลิ้งกุ๋นก็เข้ามาในห้องโดยพลการ
พอเขาเดินเข้ามา เขาสังเกตเห็นว่าทั้งองค์มีและนางกำนัลต่างหยุดนิ่ง
มองมาทางเขาเป็นตาเดียว
“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” องเลิ้งกุ๋นตะโกนเสียงดังเพื่อให้นางกำนัลออกไปที่อื่น
แต่ทุกคนยังนิ่งอยู่ องเลิ้งกุ๋นจึงตวาดเสียงดัง “ข้าบอกให้ออกไปก็ออกไปสิ ออกไปให้หมด”
ครั้งนี้ได้ผล นางกำนัลทั้งหมดวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว

ในห้องตอนนี้เหลือเพียงองค์มีกับองเลิ้งกุ๋น เปรียบไปเหมือนกับเสือกำลังจะตะครุบเหยื่อ
องเลิ้งกุ๋นมองหน้าองค์มีด้วยความดุดัน ส่วนองค์มีก็ไม่ละสายตา
องเลิ้งกุ๋นเดินช้าๆเพื่อเข้าไปหาองค์มี พร้อมกับพูดไปด้วยว่า
“คงสะใจเจ้ามากสินะที่เห็นว่ามีคนต้องการฆ่าข้าให้แดดิ้นไป เจ้าคงสะใจและคงเห็นด้วยไปกับมัน”
ตอนนี้องเลิ้งกุ๋นอยู่ใกล้นักองค์มีมาก
“แต่เสียดายที่ทั้งมันและเจ้าต้องผิดหวัง เพราะข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ และไม่เป็นอะไรเลย”
“ข้าต้องขอบคุณผู้ที่ลอบสังหารท่าน เขาช่วยเตือนสติข้าว่าเจ้าไม่ใช่คนกัมพูชา”
องค์มีพูดอย่างดุดันพร้อมกับจ้องหน้าขององเลิ้งกุ๋นอย่างไม่ละสายตา
องเลิ้งกุ๋นใช้มือสากๆของเขาบีบไปที่ปากของนักองค์มีพร้อมกับพูดว่า
“ข้าเองก็คงต้องเตือนสติชาวกัมพูชาเช่นกัน ต้องเตือนให้รู้ว่าตอนนี้พวกมันเป็นใคร
คงต้องเริ่มจากในวังกันก่อน ขุนนางทั้งหมดจะต้องแต่งกายแบบด่ายนาม (เวียดนาม)
แล้วจะต้องเปลี่ยนคำเรียกชื่อตำแหน่งขุนนางและคำต่างๆเป็นภาษาของด่ายนามให้หมด
รวมทั้งกรุงพนมเปญหรือบันทายแก้วของพวกเจ้าก็ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นนามยาง
และต่อไปข้าก็จะเรียกเจ้าว่าบากุ๋นภู พวกเจ้าจะได้รู้ไว้ว่าตอนนี้ฐานะของพวกเจ้าเป็นอย่างไร”

องค์มีฟังคำพูดขององเลิ้งกุ๋นด้วยความแค้น พระนางสลัดหน้าออกจากอุ้งมือขององเลิ้งกุ๋น
พระนางถอยไปก้าวหนึ่งก่อนจะพูดใส่หน้าเขาว่า
“ท่านลืมแล้วหรือว่าแผ่นดินที่เจ้าอยู่นี้เป็นแผ่นดินของใคร เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำอะไรตามใจถึงเพียงนี้”
องเลิ้งกุ๋นยิ้มเยาะ “เจ้าอย่าลืมว่าเจ้าเป็นกษัตริย์ได้เพราะใคร และเจ้านั่นแหละที่ยอมข้ามาตั้งแต่ต้น
เพราะฉะนั้นเจ้าไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรอีกแล้ว รวมทั้งไอ้โจรไพร่ที่ลอบสังหารข้าด้วย
มันจะต้องไม่มีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไป”

องค์มีกล่าวว่า “แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะสั่งประหารเขา เพราะเขาไม่ได้ลอบฆ่ากษัตริย์”
“แต่ลูกธนูไม่โดนข้า แสดงว่ามันผู้นั้นอาจจงใจลอบสังหารกษัตริย์สตรีของตัวเองก็ได้
ด้วยความที่ไม่พอใจในความอ่อนแอของเธอ เพียงแค่นี้เราก็ประหารมันได้แล้ว”
นักองค์มีเลือดขึ้นหน้า “เจ้า เจ้ามันเลือดเย็นสิ้นดี”
องเลิ้งกุ๋นเรียกทหารให้เข้ามาหา พอทหารเข้ามาองเลิ้งกุ๋นได้สั่งการลงไปว่า
“พระเจ้ากรุงกัมพูชามีรับสั่งให้ประหารไอ้ไพร่นั่นด้วยข้อหาลอบฆ่ากษัตริย์”
พอทหารได้ยินอย่างนั้นก็รีบไปดำเนินการทันที
นักองค์มียืนนิ่ง มองหน้าองเลิ้งกุ๋นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“คนอย่างเจ้ามันเลวบริสุทธิ์จริงๆ เจ้าไม่เหมาะแม้แต่จะมายืนบนแผ่นดินนี้”

องเลิ้งกุ๋นยิ้มอย่างเยาะเย้ยถากถาง “แต่ตอนนี้แผ่นดินนี้อยู่ใต้ฝ่าเท้าข้าแล้วล่ะบากุ๋นภู
เรื่องเหมาะไม่เหมาะมันจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป”
“เจ้า” นักองค์มีมององเลิ้งกุ๋นตาถลน “เจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้เชียวเหรอ”
“เรื่องแบบนี้มันไม่ต้องใช้ความกล้าหรอกบากุ๋นภู เพราะยังไงเสียแผ่นดินของเจ้า
คงไม่รอดเงื้อมมือข้าไปได้หรอก”
“ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเลวถึงเพียงนี้ ถ้าข้ารู้แต่แรกเจ้าจะไม่มีโอกาสมายืนที่นี่หรอก”
“และถ้าข้ารู้จักเจ้าแต่แรก เจ้าอาจจะไม่ได้เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาอย่างที่เป็นอยู่หรอก”

ยังไม่ทันที่องค์มีจะตอบว่าอะไร ทหารก็กลับมารายงานองเลิ้งกุ๋นว่า
“คนที่ลอบสังหารท่านหายตัวไปอย่างลึกลับ บัดนี้มันไม่ได้อยู่ในห้องขังแล้ว”
องเลิ้งกุ๋นได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบเดินไปที่ห้องขังโดยด่วน
ส่วนนักองค์มีนั้น พอองเลิ้งกุ๋นจากไปแล้ว พระนางได้ลงไปที่ห้องลับกลางพระราชวัง
พระองค์ทรงหยิบกริชหมายจะปลงพระชนม์ชีพตัวเอง
แต่เพียงเสี้ยววินาที พระองค์ก็ทรงคิดได้ว่าไม่เกิดประโยชน์หรอกที่จะทำอย่างนั้น
พระองค์หยิบเศษของศิลาจารึกจากปราสาทหินแห่งหนึ่งขึ้นมา
ทรงกำเศษจารึกนั้นไว้แน่น ทรงรำพึงกับตังเองว่า
“แด่องค์พระสุริยวรมันที่ 2 และชัยวรมันที่ 7 เห็นทีกัมพูชาจะมาถึงจุดวิกฤตแล้ว
หม่อมฉันอาจไม่สามารถรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้ ขอทั้งสองพระองค์โปรดให้กำลังและสติ
แก่หม่อมฉัน เพื่อที่หม่อมฉันจะได้ประคับประคองให้ประเทศรอดพ้นจากหายนะทั้งปวงด้วยเถิด”

พอองเลิ้งกุ๋นเดินทางมาถึงห้องขัง เขาตกใจมากที่นักโทษหายไปจริงๆ
ประตูห้องขังก็ยังถูกล็อคอย่างแน่นหนา แต่ในห้องขังก็ไม่มีใครเลย
องเลิ้งกุ๋นรู้สึกเดือดดาลมาก เขาหัวเสีย เขารีบเดินกลับตำหนักไป
แล้ววางแผนอย่างที่เขาได้บอกกับนักองค์มีไว้ โดยการเปลี่ยนแปลงระบบทุกอย่างภายในวัง
แล้วเอาทุกๆอย่างที่เป็นญวณเข้ามาแทนที่ โดยที่ขุนนางกัมพูชาและคนอื่นๆยากที่จะต่อต้านได้

หลังจากนั้นเหมือนจะเป็นที่รับรู้กันว่าคนที่มีอำนาจเต็มจริงๆในการบริหารสั่งการคือองเลิ้งกุ๋น
ทางองเลิ้งกุ๋นเองก้ได้ส่งสารไปถึงพระเจ้ามินมางเพื่อทูลขอทหารญวณอีกเป็นจำนวนมากให้เดินทาง
เข้ามาที่พนมเปญ เท่านั้นยังไม่พอ เขายังออกคำสั่งบังคับให้ขุนนางเขมรเกณฑ์ราษฎรมาสร้างค่ายทหาร
ที่พนมเปญ แต่เป็นค่ายทหารที่ยาวจากพนมเปญไปถึงบันทายมาศ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิด
เสียงเล่าลือไปในทุกๆทางว่าองเลิ้งกุ๋นกำลังวางแผนครองพนมเปญอย่างเป็นรูปธรรม
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ออกญาไชยและออกญาชูที่อยู่ที่กำปงโสมเริ่มวางแผนตลบหลัง
“องเลิ้งกุ๋นกำเริบเสิบสานขึ้นมาก ทำตัวเหมือนเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาเสียเอง สงสัยว่า
พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” ออกญาไชยเป็นคนเริ่มพูดถึงประเด็นนี้ก่อน
เพราะรู้ข้อมูลมาจากพวกพรานไพร ออกญาชูจึงถามไปว่า

“แล้วสถานการณ์ในวังตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“น่าสงสารพระราชินีองค์มีและพระประมุขรองอีก 3 ท่าน เพราะข้าได้ข่าวมาว่า
องเลิ้งกุ๋นจัดทหารญวณเฝ้าพวกนาง โดยพระประมุขรองมีทหารเฝ้าคนละ 50 นาย
แต่สำหรับพระมหาราชินีองค์มีนั้นมีทหารเฝ้าถึง 200 นาย ที่น่าเห็นใจมากๆก็คือองค์หญิงสงวน
เพราะทรงอ่อนชันษามากนัก”
ออกญาชูฟังแล้วก็อดวิตกไม่ได้ จึงถามต่อว่า

“แล้วทหารในวังมัวทำอะไรกันอยู่”
“ตอนนี้ทหารของเรามีจำนวนน้อยกว่าของญวณมาก องเลิ้งกุ๋นเองก็ส่งทหารในวัง
ให้กระจายกำลังไปที่อื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ทหารในวังไร้ซึ่งเอกภาพ
และแน่นอนว่าขุนนางและแม่ทัพที่มักใหญ่ใฝ่สูงบางคนเริ่มวางแผนตีสนิทกับญวณบ้างแล้ว”
“หวังว่าสงครามคงไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นนะ” ออกญาชูพูดด้วยความกังวล

ออกญาไชยจึงกล่าวต่อว่า “ทหารในวังหลายคนยังเชื่อมั่นในตัวสงคราม
แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือองเลิ้งกุ๋นก็ดูจะไว้ใจสงครามมากกว่าทหารกัมพูชาคนอื่นๆ
ทำให้ตอนนี้สงครามเหมือนจะเป็นหมากตัวสำคัญในการที่จะทำให้เกิด
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้”
ออกญาชูนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “พี่ท่านคิดยังไงถ้าเราจะนำทัพจากกำปงโสม
ไปช่วยปลดปล่อยพระมหาราชินีองค์มีจากการตกอยู่ใต้อำนาจของพวกญวณ”


นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 14


คืนนี้ราชศักดิ์นอนไม่ค่อยหลับ นอกจากความวุ่นวายในพระราชวังหลวงบันทายแก้วแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจคือความคิดถึงนักองค์กระมล
ตอนที่เขากล่าวลาและโกหกว่าจะไปเวียงจันทน์เป็นตอนที่ทำให้ราชศักดิ์เห็นความเมตตา
ของนักองค์กระมลอย่างชัดเจนเพราะตอนนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งบาดเจ็บสาหัสมาจากไหนก็ไม่รู้
ใครๆแถวนั้นก็คิดว่าพระรูปนั้นต้องมรณกรรมแน่ๆ
แต่นักองค์กระมลไม่คิดแบบนั้น

เธอพยายามหว่านล้อมให้คนแถวนั้นช่วยกันแบกพระตามเธอมา
นักองค์กระมลวิ่งนำไปยังบ้านของเอมิลี่ เธอพยายามถามว่าหมอบลัดเลย์อยู่ไหม
หมอช่วยพระได้ไหม ใครๆก็บอกว่าพระต้องตาย แต่หมอพอจะช่วยได้ไหม
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หมอบลัดเลย์ทุ่มเทเต็มที่จนช่วยพระได้
นักองค์กระมลถามเอมิลี่ว่าหมอบลัดเลย์ทำได้อย่างไร
เอมิลี่ตอบคำเดียวสั้นๆว่า “ผ่าตัด” ถึงแม้นักองค์กระมลจะไม่เข้าใจความหมายของคำนี้
แต่คำพูดของเอมิลี่ก็ทำให้เธอยิ้มออก

ราชศักดิ์สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวของนักองค์กระมล
และก็ยังคิดถึงเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เขารอวันที่จะเห็นหน้าเธออีกสักครั้ง
แต่ไม่รู้ว่าวันไหนถึงจะได้เห็น

เหตุการณ์สำคัญที่เขาล่วงรู้เกี่ยวกับสยามตอนนี้ก็คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงปริวิตกกับเหตุการณ์ที่
ประชาชนของพระองค์เรียกพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 1 ว่าแผ่นดินต้น
และรัชกาลที่ 2 ว่าแผ่นดินกลาง ถ้าเป็นอย่างนั้นพระองค์เกรงว่าประชาชนจะเรียก
ชื่อพระองค์ว่าแผ่นดินปลาย พระองค์และขุนนางในวังจึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นมา 2 องค์

พระพุทธรูปองค์แรกทรงตั้งชื่อว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ทรงบอกให้ขุนนาง
ช่วยกันบอกประชาชนว่าพระองค์ทรงสร้างพระองค์นี้ถวายพระเจ้าแผ่นดินพระนาม “แผ่นดินต้น”
ต่อไปก็ให้ประชาชนเรียกพระนามรัชกาลที่ 1 ว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ยิ่งเรียกบ่อยยิ่งได้บุญ
พระพุทธรูปองค์ที่ 2 ทรงตั้งชื่อว่า “พระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ทรงบอกให้ขุนนาง
ช่วยกันบอกประชาชนอีกเหมือนกันว่าพระองค์ทรงสร้างพระองค์นี้
ถวายพระเจ้าแผ่นดินพระนาม “แผ่นดินกลาง”
ต่อไปก็ให้ประชาชนเรียกพระนามรัชกาลที่ 2 ว่า “พระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ยิ่งเรียกบ่อยยิ่งได้บุญ

ส่วนพระนามของพระองค์เองทรงโปรดให้เรียกว่า “พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”
ทรงกระชับขุนนางเป็นทอดๆว่า ให้พสกนิกรของพระองค์ฝึกเรียกพระนามพระมหากษัตริย์สยาม
ให้เคยชิน จะได้มีการเรียกพระนามพระเจ้าแผ่นดินแต่ละรัชกาลอย่างเป็นมงคล
ราชศักดิ์เข้าใจความรู้สึกของพระเจ้าอยู่หัวดี

ราชวงศ์จักรีเพิ่งมีแค่ 3 รัชกาล บ้านเมืองยังต้องการการพัฒนาอีกมาก
พวกอีหรอบ (ยุโรป) ก็เริ่มเข้ามาเยือนแผ่นดินสยาม
ลึกๆแล้วพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรารถนาให้ราชวงศ์ของพระองค์อยู่ยั่งยืนยง
ให้ความสุขสงบร่มเย็นแก่อาณาประชาราษฎร์ เมื่อทรงปริวิตกเรื่องการเรียกพระนาม
พระเจ้าแผ่นดินของพสกนิกร ก็ทรงต้องแก้ปัญหาทุกรูปแบบ

พอย้อนกลับมายังเรื่องราวต่างๆในวังเขมร สมเด็จพระมหาราชินีองค์มี
หรือพระเจ้ากรุงกัมพูชาองค์ปัจจุบันก็น่าจะทรงหวงแหนพระราชวงศ์ของพระองค์เฉกเช่นเดียวกัน
ทรงพร้อมจะทำทุกอย่างให้พระราชวงศ์ของพระองค์เองสถิตอยู่ยั่งยืนนาน
ให้ความสุข ความร่มเย็นกับพสกนิกรของพระองค์อย่างถึงที่สุด

ความรู้สึกแบบนี้ในพระราชหฤทัยของพระเจ้ามินมางแห่งด่ายนามคงไม่ต่างกัน
พระองค์ทรงรักราชวงศ์เหงียนของพระองค์ยิ่งชีวิต ถึงกับทรงอยากขยายราชอาณาจักร
และถึงกับส่งองเลิ้งกุ๋นมาที่นี่ ราชศักดิ์สงสัยเพียงว่าการที่พระองค์จะทำให้กัมพุชประเทศ
กลายเป็นด่ายนามดังพระราชประสงค์นั้น พระองค์ทรงไม่เห็นพระทัยของ
สมเด็จพระมหาราชินีองค์มีบ้างดอกหรือ ราชวงศ์ใคร ใครก็รัก

หลังจากเขาตื่นนอนตอนเช้าแล้ว เขาจึงออกมาเดินเล่นในพระราชวังหลวง
ราชศักด์แปลกใจที่พระราชวังหลวงส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ ซึ่งก็คงอยู่ได้ไม่นาน
ซึ่งต่างจากปราสาทหินที่จะอยู่ได้นานกว่า การเดินสำรวจของเขาไม่เป็นที่สงสัย
ของทหารด่ายนาม เพราะองเลิ้งกุ๋นอนุญาตทุกอย่างโดยเข้าใจไปว่า
ราชศักดิ์ในนามพนมวันเป็นสายลับเขมรที่สนิทกับสงคราม
หลายคนเริ่มสงสัยว่าทำไมองเลิ้งกุ๋นจึงไว้ใจสงครามได้มากขนาดนั้น
ไว้ใจพอๆกับฮาลอง ทหารคนสนิทของเขา เพราะมันดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

แต่คนที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือสงคราม ตามธรรมดา แม่ทัพคนอื่น
จะไม่ชอบคนที่มาหวังจะเอาแผ่นดินประเทศเราไปเป็นของเขา
แต่สงครามกลับไปญาติดีกับองเลิ้งกุ๋น ผิดกับบุเรที่เหม็นขี้หน้าองเลิ้งกุ๋นอย่างชัดเจน
เหตุการณ์บางอย่างคงยังไม่สามารถหาคำตอบได้โดยเร็ววัน
แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยยิ่ง

การเดินเล่นแต่เช้าทำให้ราชศักดิ์เห็นองค์หญิงสงวนออกมาเดินเล่นตรงพระราชอุทยาน
โดยมีทหารของด่ายนามคอยดูแลอยู่หลายนายมาก
ดูท่าเหมือนองเลิ้งกุ๋นจะไว้ใจเจ้าหญิงน้อยองค์นี้ที่สุด
ใช่แล้ว ราชศักดิ์เรียกพระองค์ในใจว่าเจ้าหญิงน้อยตั้งแต่แรกเห็น
เขาคิดว่าพระองค์มีอะไรบางอย่างที่คล้ายนักองค์กระมล
ขณะราชศักดิ์กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น
เขาก็พลันเห็นงูเลื้อยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเจ้าหญิงน้อยของเขา
เขารีบยิงธนูเพื่อปลิดชีวิตงูตัวนั้น ดูท่าเจ้าหญิงน้อยจะตกพระทัยมาก
ราชศักดิ์รีบวิ่งไปหาพระองค์

“เป็นอย่างไรบ้างกระหม่อม อย่าทรงตกพระทัยไปเลย”
องค์หญิงสงวนยังทรงตกพระทัยอยู่ ราชศักดิ์จึงอาสาพาพระองค์กลับห้องส่วนพระองค์
ราชศักดิ์เริ่มแน่ใจว่าทหารด่ายนามทุกนายที่รายล้อมองค์หญิงทุกพระองค์
มันไม่ใช่เป็นการคุ้มครอง แต่เป็นการควบคุมพระองค์หญิงทั้งหมด
ไม่ให้เล็ดลอดสายตาขององเลิ้งกุ๋นไปได้
ราชศักดิ์สงสัยว่าองค์เลิ้งกุ๋นน่าจะกำลังคิดการใหญ่อยู่ในขณะนี้

ไม่นานนักการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อองเลิ้งกุ๋นสั่งให้
ย้ายที่พำนักขององค์มีจากวังฝั่งบันทายแก้วไปสู่พระตำหนักนาวาฝั่งโพธิพระบาท
ถึงแม้องเลิ้งกุ๋นจะอ้างว่าเพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติ
แต่หลายคนก็รู้สึกว่ามันเป็นเสมือนหนึ่งนำพระนางไปไว้ในห้องคุมขัง

วันที่ย้ายนั้นองค์หญิงทั้งสามจะมองภาพเหล่านั้นได้ชัดจากระเบียงแก้ว
มันเป็นภาพที่ทหารด่ายนามเป็นร้อยคุมองค์มีเพียงพระองค์เดียว
การย้ายครั้งนี้ไม่มีเสลี่ยงหรือแคร่หาม นักองค์มีต้องเดินภายใต้วงล้อมของทหาร
ดูไปดูมาก็ไม่ผิดอะไรกับการนำนักโทษไปกักขังเพื่อรอวันประหาร
องเลิ้งกุ๋นอนุญาตให้เพียงแค่นางกำนัล 1 คนที่สามารถอยู่กับพระนางได้
แต่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าพบพระเจ้ากรุงกัมพูชา แม้กระทั่งองค์หญิงทั้ง 3 พระองค์
ก็ให้พบง่ายๆไม่ได้ ถ้าใครจะพบองค์มีจะต้องขออนุญาตจากองเลิ้งกุ๋นก่อน

องเลิ้งกุ๋นเองก็เข้ามาอยู่บนตำหนักใหญ่ฝั่งบันทายแก้วแทนองค์มี
วันแรกที่องค์มีย้ายไปสู่พระที่นั่งนาวา องเลิ้งกุ๋นสั่งกำชับทหารว่า
ให้เอาสิ่งที่อาจจะเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้ออกจากห้องส่วนพระองค์ให้หมด
เมื่อทหารสำรวจตรวจตราในห้องเสร็จสิ้นแล้ว ทหารพบว่าองค์มีหยิบก้อนหินติดตัวมาด้วย
ทหารขอก้อนหินจากพระองค์ แต่พระองค์ไม่ให้ จนเกิดการยื้อแย่งกัน

จนฮาลองมาพบเข้า “พวกเจ้าทำอะไร”
“ข้ากำลังจะนำก้อนหินที่คาดว่าเป็นอาวุธไปทิ้ง แต่พระนางไม่ยอม”
ฮาลองมองพระพักต์ของพระองค์ นักองค์มีพูดกับฮาลองเป็นเชิงขอร้อง
“อย่าให้ทหารของท่านพรากสิ่งนี้ไปจากตัวเราเลย”
ฮาลองมองพระองค์ด้วยความเวทนา ข้างเขานั้นคือพระเจ้ากรุงกัมพูชา
ที่กำลังขอร้องอ้อนวอนเขาอย่าให้ทหารพรากก้อนหินก้อนหนึ่งไปจากพระองค์

เหตุการณ์นี้สะเทือนใจฮาลองมาก เขานิ่งชั่วครู่ก่อนจะพูดกับทหารว่า
“ยอมให้พระนางเก็บก้อนหินนั่นไว้เถอะ”
“แล้วถ้าองเลิ้งกุ๋นทราบละท่าน ข้าไม่หัวขาดหรือ”
“มีอะไรข้าจะรับผิดชอบเอง”
นักองค์มีมองหน้าของฮาลองอย่างสำนึกบุญคุณก่อนจะเดินเข้าห้องไป

ตอนนั้นนางกำนัลยังคุยกับฮาลองอยู่นอกห้อง ในห้องจึงมีแต่พระองค์เพียงลำพัง
พระองค์ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า น้ำพระเนตรไหลเปื้อนหินก้อนนั้นที่ทรงวางอยู่บนพระหัตถ์
พระองค์ทรงหวนแหนหินก้อนนี้มาก พระองค์ได้มาจากพรานไพรที่พระองค์สนิทด้วย
พรานไพรบอกว่าหินก้อนนี้คือส่วนหนึ่งของทับหลังของปราสาทนครวัด
ตอนนั้นแทบจะไม่มีใครเลยทราบว่ามีปราสาทแห่งนี้อยู่ในบรรณพิภพด้วย

หลังจากวันที่พระองค์ได้ครอบครองมัน พระองค์รู้สึกเหมือนกับว่า
มันเป็นเครื่องรางนำโชคหรือเป็นของขวัญล้ำค่าที่พระองค์ได้มา
ในขณะที่พระองค์กำลังขาดสิ่งยึดเหนี่ยว
พระองค์รู้สึกว่าหินก้อนนี้มีความหมายกับพระองค์มาก
และเป็นสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจของพระองค์ท่ามกลางความเศร้าหมอง
ที่หลายคนตราหน้าว่าเป็นหุ่นเชิด

ณ เวลานั้นที่เมืองกำปงโสม ออกญาไชยและออกญาชู
กำลังเตรียมกำลังพลพร้อมบุกพระราชวังหลวงเพื่อปลดปล่อย
สมเด็จพระมหาราชินีองค์มีและกัมพูชาออกจากกำมือของพวกญวณ
ออกญาทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันนั่งปรึกษากันทุกวันเกี่ยวกับแผนการรบ
และการทดกำลังแบบที่พวกเขาได้ฝึกกันมา

ตอนนั้นบุเรเริ่มทนไม่ได้ที่องค์มีถูกกักบริเวณ
เขาพยายามจะเข้าไปพบองค์มี แต่โดนทหารหน้าห้องห้ามไว้
เขาดันทุรังจนเกิดปากเสียง และถึงขั้นต่อสู้กัน
แต่เนื่องจากทหารญวณมีมากกว่า บุเรจึงถูกรุม คนที่เข้ามาช่วยเขาไว้คือ
สงคราม ฮาลองและราชศักดิ์ ฮาลองเป็นคนอนุญาตให้บุเรเข้าพบองค์มีได้

เมื่อองค์มีเห็นสภาพของบุเร น้ำพระเนตรก็ไหลนองอาบแก้ม
บุเรถามพระองค์ว่า “เป็นอย่างไรบ้างกระหม่อม ข้าพระองค์ห่วงพระนางมาก”
“แล้วเจ้าล่ะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าทหารมันห้ามเข้า เจ้าก็อย่าดันทุรังเลย ดูสิ บอบช้ำไปทั้งตัว”
“ถึงร่างกายกระหม่อมจะบอบช้ำ แต่ก็ไม่เท่าหัวใจของกระหม่อมที่บอบช้ำยิ่งกว่า”
นักองค์มีมองหน้าของบุเร น้ำพระเนตรของพระนางยังหลั่งออกมาไม่หยุด

“อดทนไว้นะกระหม่อม อย่าทำร้ายตัวเองนะกระหม่อม”
องค์มีหยิบก้อนหินออกมา “นี่คือกำลังใจอีกอย่างของข้า”
“มันคืออะไรหรือกระหม่อม มันแค่หินก้อนเดียวนี่”
“ไม่ใช่หรอกบุเร มันไม่ใช่แค่ก้อนหิน แต่มันคือชิ้นส่วนของ
ทับหลังของปราสาทนครวัด”
“แล้วกระหม่อมได้มันมาได้อย่างไร”
“พรานไพรคนหนึ่งให้ข้ามา”

นักองค์มียังกล่าวต่ออีกว่า “ถึงวันนี้เราจะเหมือนคนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
แต่เมื่อนึกถึงกษัตริย์องค์ก่อนๆที่ได้ปกครองดูแลแผ่นดินนี้มา
ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่ที่จะดูแลรักษาตราบจนสิ้นลมหายใจ
ข้าเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองบุเรว่ากษัตริย์อย่างเราผูกพันกับแผ่นดินมากแค่ไหน
มันเหมือนจะเป็นชีวิตของเราเลย คงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกแบบนี้หรอก”

“ข้าพระองค์เข้าใจดีกระหม่อมว่าพระองค์รู้สึกอย่างไร
หรือราชวงศ์รู้สึกอย่างไร เข้าใจว่าแผ่นดินมีความหมายต่อพระองค์อย่างไร”
องค์มีมองหน้าบุเร น้ำตานองพระพักต์
“บุเร เราจะรักษาแผ่นดินของเราไว้ได้ไหม”
“ต้องรักษาไว้ได้สิกระหม่อม ข้าพระองค์เชื่อเช่นนั้น พระองค์เองก็ยังมี
ก้อนหินนำโชคนั้นเป็นเครื่องราง พระองค์ต้องรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้แน่ๆ”
“แต่ ... แต่ข้ายังมองไม่เห็นทางเลยบุเร ยังมองไม่เห็นเลย”
ถึงบุเรจะห่วงแผ่นดินมากแค่ไหน แต่ความห่วงใยในนักองค์มีมีมากกว่าเป็นเท่าทวีคูณ

ฮาลองได้ไปพบองเลิ้งกุ๋นที่ห้อง องเลิ้งกุ๋นไม่พอใจมากที่ฮาลองยอมให้บุเร
เข้าไปพบนักองค์มีได้ ฮาลองพยายามอ้อนวอน
“ขอไว้สักคนเถอะท่านเจ้าเมือง ขอให้บุเรได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงกัมพูชาบ้าง”
องเลิ้งกุ๋นหันมายิ้มเยาะ “ก็ได้ แต่มันต้องมีของแลกเปลี่ยน”
“อะไรหรือท่าน” ฮาลองถามด้วยความตกใจ

องเลิ้งกุ๋นกล่าวว่า “สายรายงานมาว่า ออกญาไชยกับออกญาชู
เมืองกำปงโสมกำลังคิดแข็งข้อกับเรา พวกมันกำลังเตรียมยกทัพมาที่วังแห่งนี้
ข้าอยากให้เจ้านำทหารไปปราบพวกมัน และเด็ดหัวไอ้ออกญาสองพี่น้องนั่น
มากำนัลข้าหน่อย”

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 15

ฮาลองนำทัพย่อมๆออกจากพนมเปญเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองกำปงโสม
องเลิ้งกุ๋นคาดว่าฮาลองน่าจะไปห้ามทัพทันเนื่องจากทหารของกำปงโสม
ก็ไม่ได้กล้าแกร่งอะไร ถ้าจะอาจหาญนำทัพมาพนมเปญ
ทั้งออกญาไชยและออกญาชูคงต้องออกแรงเยอะหน่อยและใช้เวลาหลายวัน
การนำทัพของฮาลองครั้งนี้ องเลิ้งกุ๋นเองต้องการพิสูจน์ว่าเขาเก่งการรบมากแค่ไหน
เพราะที่ผ่านมาฮาลองได้พิสูจน์ตัวเองจากการเป็นที่ปรึกษาที่ดีซะมากกว่า

ขณะที่ฮาลองจากไปเพื่อปฏิบัติภารกิจ องเลิ้งกุ๋นก็ได้ทหารคู่ใจคนใหม่
ที่เพิ่งเดินทางจากกรุงเว้มาสู่บันทายแก้ว พนมเปญได้ไม่นาน พร้อมทั้งทหารอีกพันกว่านาย
ทหารผู้นั้นคือทัน ขุนพลหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทางญวณไว้วางใจมาก
การมาครั้งนี้ของเขาทำให้พวกญวณเหมือนจะลงหลักปักฐานในเมืองที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “นามยาง” แห่งนี้

การประชุมสภาขุนนางเขมร ณ ขณะนั้นเหมือนไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
เพราะไม่ว่าจะเสนออะไรไป องเลิ้งกุ๋นก็ไม่สนใจ เขาทำทุกอย่างตามอำเภอใจจริงๆ
ขุนนางหนุ่มอย่างศรีโสภณ พยายามเสนอทางออกให้หลายครั้ง แต่กลับไม่มีใครฟัง
ศรีโสภณหันไปมองท่านแก้ว ขุนนางอาวุโสที่สุดในที่แห่งนั้น
แต่ตอนนั้นท่านแก้วก็ไม่สามารถจะให้ความเห็นอะไรได้

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือศรีโสภณสังเกตเห็นความแตกแยกของขุนนางออกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า
มีทั้งพวกที่ซังกะตาย พวกที่รอเสียบ พวกที่อยู่ข้างองเลิ้งกุ๋นรอความเป็นใหญ่
กับพวกที่ไม่คิดอะไรเลย แค่มีกินไปวันๆก็พอแล้ว
ศรีโสภณรู้สึกแย่กับชุดของญวณที่เขาโดนบังคับใส่ ทุกคนในวังล้วนมีชื่อแบบญวณ
ถ้าใครจะเรียกพระราชินีก็ต้องเรียกว่าบากุ๋นภู

เขาคิดอยู่เสมอว่าทำไมไม่มีใครทำอะไรเลย แต่พอหันมาดูกองทัพเขมรแล้ว
ก็ดันเป็นช่วงที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ ทหารญวณก็ไหลทะลักเข้ามาในวังโดยมิได้ขาดสาย
จนทำให้ทหารเขมรหวาดกลัว หลบหนีไปเป็นจำนวนมาก ที่อยู่ก็โดนกลั่นแกล้งรังแก
แต่ก็ต้องจำใจอยู่ จะเพื่อชาติหรือเพื่อใครก็ตาม

เป็นที่รู้กันว่านักองค์มีถูกกักขังอยู่บนพระที่นั่งนาวา พร้อมกับนางกำนัล 1 คน
แต่ดันมีทหารญวณเฝ้าอยู่นับเป็นร้อยๆนาย องเลิ้งกุ๋นยอมให้บุเรเพียงคนเดียวที่เข้าพบนักองค์มีได้
แต่ก็ไม่บ่อยนัก ศรีโสภณเห็นว่าที่เขายอมมิใช่เพราะความเมตตา
เพียงแต่อยากจะเก็บนักองค์มีไว้เพื่อประโยชน์อะไรบางอย่าง แต่ไม่เคยสงสารและเห็นใจ
ส่วนองค์แบนก็ถูกควบคุมเช่นเดียวกัน สองคนที่องเลิ้งกุ๋นมักจะย่อหย่อนหน่อย
ก็คือองค์เพากับองค์สงวน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร

ประชาชนกัมพูชาเองถูกกดขี่อย่างมากจากทหารญวณ
บางครั้งถึงกับฆ่าอย่างไร้เหตุผล แต่ถ้าชาวกัมพูชาคนไหนยอมแต่งชุดญวณ
หัดพูดภาษาญวณ และเคารพในความเป็นญวณ ทหารญวณก็จะเห็นว่าเป็นมิตร
พอที่จะคบได้อยู่บ้าง การทำให้เขมรเป็นญวณนั้นเข้มข้นมากขึ้นไปอีก
เมื่อขุนพลทันเข้ามาในพนมเปญ เขาพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้เขมรเป็นญวณ
ถ้าใครขัดขวาง ทันถึงกับฆ่าทิ้ง ไม่ให้เป็นก้างขวางคอ

ประชาชนกัมพูชาเอง เมื่อรู้ว่านักองค์มีและพระประมุขรองทั้ง 3 องค์ถูกกักบริเวร
ต่างก็โศกเศร้าเพราะยังจงรักภักดีกับกษัตริย์อยู่ แต่ก็ไม่พ้นมีข่าวในทางเสียหายหลายกระแส
บ้างก็ว่าองเลิ้งกุ๋นถูกใจองค์มี เลยเก็บไว้เป็นชายา บ้างก็ว่าองเลิ้งกุ๋นถูกใจทั้ง 4 พระองค์
เลยกักไว้เพื่อสนองตัณหา ใครที่จงรักภักดีต่อกษัตริย์อย่างมาก เมื่อได้ยินข่าวแบบนี้
ก็มักจะหาเรื่องคนปล่อยข่าว จนทำให้เมืองเขมรมีความวุ่นวายทุกเมื่อเชื่อวัน

นักองค์มีเองก็ถูกกักอยู่แต่ในห้อง นางกำนัลจึงสอนพระองค์ปักผ้า
เพื่อไม่ให้พระองค์เครียดจนเกินไป แต่มีหลายครั้งที่พระองค์มักเหม่อลอย
แต่ถ้าบุเรมาพบ พระองค์ก็พอจะแย้มพระสรวลได้บ้าง เหมือนกับวันนี้
เมื่อเห็นหน้าบุเร พระนางจึงถามถึงทุกข์สุขทั่วไป
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าดูผอมไปนะ”

บุเรจ้องพระเนตรนักองค์มีอย่างไม่คลาดสายตา
“ข้าพระองค์รู้สึกแย่ที่ไม่อาจช่วยพระองค์ได้เลย บางครั้งข้าพระองค์ก็อยากจับดาบ
แล้วเดินไปตัดหัวไอ้ชั่วนั่นให้มันแดดิ้นไป”
นักองค์มีแย้มสรวลเล็กน้อย “องค์เลิ้งกุ๋นไม่ยอมให้เจ้าลงดาบกับเขาง่ายๆหรอก
หรือถ้าเจ้าทำได้ ทหารเป็นร้อยก็ฆ่าเจ้าอยู่ดี”

บุเรออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ข้าพระองค์รู้สึกเสียใจมากที่ทำอะไรไม่ได้เลย
ตอนนี้ก็ต้องมาแต่งเหมือนกับทหารญวณ ข้าพระองค์แทบทนไม่ได้”
“แต่การที่เจ้าหมั่นมาเยี่ยมข้าอย่างสม่ำเสมอนับว่าเจ้าได้ทำหน้าที่ของเจ้าแล้ว
เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าทำให้ข้าเข้มแข็งขึ้น ไม่งอมืองอเท้าทั้งๆที่ข้าเหมือนกับคนสิ้นไร้ไม้ตอก
เหมือนโดนตัดมือตัดเท้า แต่ข้าก็ยังมีเจ้า ที่ไม่เคยทิ้งข้าเลย ไม่ว่าจะตอนเด็กหรือตอนโต”

บุเรมองหน้าขององค์มีและยิ้มอย่างมีความสุข “ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ทิ้งท่าน
ข้าจะดูแลท่านตลอดไป และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน
จะทำให้ท่านรู้สึกได้ว่าถึงท่านจะสูญเสียทุกอย่าง แต่ท่านก็ยังมีข้า”
องค์มีเกือบจะยื่นหัตถ์ไปแตะที่กายของบุเร แต่พระนางชักมือกลับเสียก่อน
“เจ้าสัญญาแล้วนะว่าจะไม่ทิ้งข้า เจ้าอย่าลืมสัญญาของเจ้าก็แล้วกัน”
บุเรยังคุยกับนักองค์มีอีกสักพักก่อนที่จะลากลับ

ราชศักดิ์ในนามพนมวันยังทำหน้าที่ของเขาอย่างสม่ำเสมอในการส่งข่าว
ไปยังสยาม แต่ทางสยามกลับแจ้งว่าข่าวที่ไปยังสยามมีสองทางคือ
ทางราชศักดิ์กับอีกทางหนึ่งที่ดูจะไม่ค่อยเป็นระบบและข้อมูลไร้ทิศทาง
ราชศักดิ์สงสัย เขาสืบจนรู้แน่ว่าอีกทางหนึ่งเป็นการส่งข่าวของนางกำนัล
ขององค์แบน เขาอยากที่จะบอกกับองค์แบนให้หยุดทำอย่างนั้น
แต่เขาก็ไม่มีโอกาส เขาจึงต้องเข้าทางสงคราม

แต่ราชศักดิ์ก็ต้องแปลกใจเมื่อสงครามกล่าวว่า
“ข้าเคยเตือนนางแล้ว แต่นางไม่เคยฟังข้าเลย”
ราชศักดิ์ตกใจมากที่สงครามพูดอย่างนั้น
“ท่านรู้เหรอ ท่านรู้ได้อย่างไร”
แม่ทัพหนุ่มรูปงามเอ่ยขึ้น “ข้ารู้ได้สักพัก รู้จากทหารในกองของข้าเอง
นางกำนัลขององค์แบนสะเพร่าเป็นอย่างยิ่ง ข้าเคยเตือนนางแล้ว แต่นางไม่ฟัง”

“คะยั้นคยอนางสิ ก่อนที่องเลิ้งกุ๋นจะล่วงรู้” ราชศักดิ์แนะนำสงคราม
สงครามยังคงมีสีหน้าที่เรียบนิ่ง แต่งดงามราวเทพบุตร
“พระนางไม่ฟังข้าหรอก ทรงไม่ฟังข้าตั้งแต่ทรงรู้สึกว่าข้านิ่งดูดายปล่อยให้องเลิ้งกุ๋น
มายึดครองกัมพูชา”
ราชศักดิ์ยังคงหว่านล้อมสงครามต่อไป “พยายามเข้าสิ ข้ารู้ว่าท่านทำได้
องค์แบนไม่เคยฝึกการเป็นสายลับ ไม่ทรงรู้หรอกว่าการส่งข่าวต้องทำอย่างไร
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง องเลิ้งกุ๋นต้องรู้แน่ๆ”
สงครามนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบไปว่า “งั้นข้าจะลองดู ขอบคุณท่านมาก พนมวัน”

ไม่นานนักสงครามได้มายืนอยู่หน้าห้องขององค์แบน
ทหารญวณไม่ได้ห้ามสงครามเลย เพราะรู้ดีว่าสงครามคือพันธมิตรขององเลิ้งกุ๋น
สงครามจึงเข้าห้องขององค์แบนได้โดยง่าย
พอองค์แบนเห็นสงคราม พระองค์ทรงแย้มพระสรวลอย่างลืมตัว
ลุกขึ้นจากพระที่นั่ง และเดินไปหาสงครามอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองต่างก็ได้แต่มองหน้ากัน องค์แบนคาดหวังคำบางคำให้ออกมาจากปากของสงคราม
แต่สิ่งที่ออกมาจากปากเขาคือ “ข้าพระองค์มาเตือนท่านเรื่องการส่งข่าวไปเสียม”
องค์แบนมีสีหน้าไม่สู้ดี พระนางผละออกไป ไม่มองหน้าของสงครามอีก
พอเดินไปสักพัก พระนางก็หันมาพร้อมกัยเอ่ยว่า “เจอกันทีไร ท่านมีแต่เรื่องนี้เหรอที่อยากพูดกับข้า”
สงครามนิ่งเงียบ องค์แบนเดินมามองหน้าของแม่ทัพหนุ่มรูปงามอย่างชนิดที่เรียกว่าใกล้ปลายจมูก

แต่สงครามกลับถอยหลัง ก้มตัวลงต่ำ และพูดว่า
“ข้าพระองค์ขอแนะว่าพระองค์โปรดอย่าส่งข่าวไปเสียมอีกเลย ได้โปรดเถอะ”
องค์แบนเลือกที่จะมองหน้าของเขาต่อไป และเลือกที่จะพูดว่า
“น้องมีช่างโชคดีเสียนี่กระไร ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็เชื่อมั่นได้ว่าจะมีบุเรอยู่เคียงข้าง
ผิดกับข้าที่ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ข้าก็ไม่มีใครเลย”
สงครามยังนิ่งเงียบ ไม่นานนักเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “เชื่อคำเตือนของกระหม่อมเถอะ”
องค์แบนหันหลังให้เขา “เจ้าออกไปได้แล้ว แล้วไม่ต้องเข้ามาในห้องข้าอีก”
สงครามถอยกลับออกไป องค์แบนครุ่นคิดอยู่ในใจว่า

“ข้าอิจฉาเจ้าจังเลยน้องมี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าก็ยังมีบุเรอยู่เคียงข้าง
ผิดกับข้าที่ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลยจริงๆ”

หลังจากศรีโสภณขุนนางหนุ่มคุยกับท่านแก้วไม่รู้เรื่อง
เขาจึงปลีกตัวมาคุยกับบุเร สงคราม พนมวันและเคียฟ
แต่ทุกคนดันเห็นตรงกันว่าให้รอ
“เราต้องรอกันไปถึงไหน” ศรีโสภณท่าทางไม่พอใจ เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น
พนมวัน ซึ่งจริงๆคือราชศักดิ์ได้ให้เหตุผลว่า
“ตอนนี้เราไม่ควรทำอะไรผลีผลามนะท่าน ทหารของเราก็เหลือน้อยลงทุกวัน
แถมยังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผิดกับทหารญวณที่พระเจ้ามินมางส่งมา”

ศรีโสภณรู้สึกผิดหวัง จึงเดินออกมา เขาไม่เห็นด้วยกับการอยู่เฉยรอวันตาย
หรือไม่ก็รอวันที่กัมพูชาจะกลายเป็นด่ายนามโดยสมบูรณ์
ศรีโสภณคิดว่าแผนลอบฆ่าองเลิ้งกุ๋นน่าจะดีที่สุดในตอนนี้
แต่ต้องทำอย่างรัดกุม อย่าให้มีใครรู้ว่าเขาคือผู้ลงมือ
แต่จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ ศรีโสภณรู้สึกว่าสมองของเขาไม่รับรู้อะไรแล้ว

ณ เมืองกำปงโสม ขณะที่ทุกคนกำลังหลับอยู่
ฮาลองนำทหารญวณหลายร้อยนายบุกตำหนักของออกญาไชยและออกญาชู
ออกญาสองพี่น้องเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงหนีกันลนลาน
ฮาลองนำทหารออกตามเพื่อที่จะเด็ดหัวออกญาสองพี่น้อง
เพื่อนำไปกำนัลองเลิ้งกุ๋น จะได้เป็นการพิสูจน์ว่าเขาก็เก่งการรบไม่แพ้ใคร

ระหว่างการตามอย่างกระชั้นชิด บังเกิดลมพายุใหญ่พัดมาพอดี
ทำให้ออกญาสองพี่น้องหลบหนีไปได้
ฮาลองพยายามหาสาเหตุว่าทำไมอยู่ๆจึงเกิดพายุใหญ่ได้
ขณะที่เขากำลังมองรอบๆอยู่นั้น เขาดันไปเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ไกลออกไป
ถึงจะไกล แต่เขาก็ไม่เคยลืมใบหน้าของชายหนุ่มคนนี้เลย ฮาลองรำพึงออกมาว่า
“พนมดา”


นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 16

ฮาลองนำทัพกลับพนมเปญ แล้วรีบไปรายงานให้องเลิ้งกุ๋นทราบ
ก่อนที่จะรายงานองเลิ้งกุ๋นแนะนำให้เขารู้จักกับทัน ขุนศึกข้างกายคนใหม่
ฮาลองรายงานไปถึงตอนที่ไม่สามารถจะจับกุมออกญาทั้งสองได้
เพราะเกิดพายุใหญ่ขึ้นเสียก่อน และตอนนั้นก็เป็นตอนที่เห็น “พนมดา”

องเลิ้งกุ๋นพอได้ยินเรื่องที่ฮาลองเล่าแล้วก็โกรธจัด หัวฟัดหัวเหวี่ยง
“คนที่คิดร้ายกับเรา ทำไมถึงรอดเงื้อมมือเราไปได้ทุกครั้ง
มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ มันต้องไม่เป็นแบบนี้”
พอคุมสติอยู่ องเลิ้งกุ๋นก็นิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
ตอนนั้นฮาลองและทันรอฟังผลจากการคิดขององเลิ้งกุ๋นเพียงอย่างเดียว
ทำให้ทั้งสองนิ่งเงียบไปด้วย

หลังจากสีหน้าเคร่งเครียดอยู่เป็นนาน องเลิ้งกุ๋นก็ยิ้มได้ที่มุมปาก
“ข้าคิดอะไรออกแล้ว ข้าไม่จำเป็นจะต้องหาตัวพนมดาหรือไอ้ออกญาสองพี่น้องนั่น
มาชำระให้หายแค้นหรอก ในเมื่อพวกมันเหิมเกริมกับข้าถึงเพียงนี้
ข้าก็มีวิธีที่จะซ้อนแผนของพวกมัน ไหนๆพระเจ้ามินมางก็ต้องการนามยางแห่งนี้แล้ว
การที่ข้าอยากจะเป็นกษัตริย์ของนามยางก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม”

ฮาลองมีสีหน้าตกใจมาก “แล้วท่านจะทำได้อย่างไร”
องเลิ้งกุ๋นมองหน้าของฮาลอง นัยน์ตาของเขาแข็งกร้าวเป็นอย่างมาก
“ถ้าจะครองเขมรได้ ก็ต้องถอนรากถอนโคนราชวงศ์เขมรให้สิ้นไป”
ทันสำทับ “ท่านคิดจะจับเจ้าหญิงทั้งสี่ฆ่าทิ้งไปเลยเหรอ”
องเลิ้งกุ๋นหันไปหาทัน “ไม่หรอก ข้าคงไม่ทำอย่างนั้น การทำอย่างนั้นอาจทำให้
ชาวกัมพูชาลุกฮือ และอีกอย่างองค์หญิงสี่นางนี่อาจเป็นประโยชน์กับเราในภายภาคหน้า”

องเลิ้งกุ๋นลุกขึ้นยืนเดินไปตรงโถงกลางห้อง ก่อนจะหันมากล่าวว่า
“การล้างราชวงศ์ของกัมพุชประเทศนั้น คิดแค่องค์หญิงสี่คนนี้ไม่ได้หรอก
ไหนจะพวกขุนนางในราชสำนักอีก ไหนจะนักองค์อิ่มกับนักองค์ด้วง
ที่อยู่ในอ้อมอกของเสียมอีก ถ้าจะล้างโคตรกันจริงๆคนทั้งหมดนี้
จะต้องอยู่ภายในกำมือของเรา”

ทันเห็นด้วย “ใช่แล้วท่าน ท่านช่างเป็นเลิศในเรื่องนี้จริงๆ ถ้าจะเอากันจริงๆ
ก็ต้องให้ทั้งหมดอยู่ในกำมือเรา เราต้องวางแผนอย่างแยบยลมากๆ”
องเลิ้งกุ๋นหันไปถามฮาลอง “ตอนนี้นักองค์อิ่มกับนักองค์ด้วงอยู่ที่ไหนกัน”
“นักองค์อิ่มซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระศรีไชยเชษฐ์ พระมหาอุปราชทรงเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง
ส่วนนักองค์ด้วงทรงเป็นเจ้าเมืองมงคลบุรี” ฮาลองกล่าวอย่างเชื่อมั่น

องเลิ้งกุ๋นแสยะยิ้ม “แสดงว่าเสียมเชื่อมั่นในเขมรสองคนนี้มาก ข้าว่าเรามาเล่นเกมส์กัน
หน่อยดีกว่า มาลองดูสิว่าระหว่างความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นอาเป็นหลานกับอำนาจ
ราชศักดิ์ อะไรมันจะสำคัญกับมนุษย์เรามากกว่ากัน เกมส์ๆนี้จึงต้องวางเดิมพันค่อนข้างสูง”
ทันและฮาลองยังงงอยู่และตามไม่ทัน ทันถามขึ้นมาก่อน
“แล้วท่านจะวางแผนอย่างไร”

องเลิ้งกุ๋นตอบออกไป “ตอนนี้จุดที่ข้ามุ่งไปคือตัวของพระศรีไชยเชษฐ์หรือเจ้านักองค์อิ่มนั่นแหละ
เจ้าคนนี้แหละจะเป็นหมากตัวแรกที่ข้าจะลองใจมัน”
“ทำไมต้องเป็นพระศรีไชยเชษฐ์ด้วย” ทันยังไม่หายสงสัย
องเลิ้งกุ๋นตอบให้ทันหายสงสัย “ตอนนี้ศัตรูของเราคือเสียมกับเขมร การจะเอาคืนสองชาตินี้ให้กระอัก
ก็ต้องให้นักองค์อิ่มเป็นหมากตัวแรก อย่างน้อยมันก็เป็นคนที่เสียมไว้ใจ
ถึงยอมให้มันเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง พวกเจ้าอย่าลืมว่าพระตะบองเป็นด่านหน้าของเสียม
ถ้าเราทำให้พระตะบองสั่นคลอน ก็เท่ากับว่าทำให้เสียมสั่นคลอนไปด้วย”

“ท่านช่างล้ำลึกมาก” ทันกล่าวชมองเลิ้งกุ๋น องเลิ้งกุ่นยังกล่าวถึงแผนของเขาต่อไป
“แล้วพวกเจ้าอย่าลืมว่านักองค์อิ่มเป็นพระอนุชาของพระอุทัยราชา และยังเป็นอาของนักองค์มี
แล้วถ้าเราทำให้นักองค์อิ่มหักหลังหลานของมันได้ นักองค์มีจะเจ็บช้ำแค่ไหน”
“ท่านจะทำได้อย่างที่พูดเหรอ” ฮาลองสงสัย องเลิ้งกุ๋นตอบฮาลองอย่างหงุดหงิด
“เจ้าลืมแล้วเหรอว่าองค์อิ่มอยากจะเป็นกษัตริย์มาก ตอนที่พระอุทัยสวรรคต
ถ้าพระเจ้ามินมางไม่โปรดให้นักองค์มีเป็นกษัตริย์ ป่านนี้เจ้าองค์อิ่มคงกระเสือกกระสน
จนได้เป็นกษัตริย์ไปแล้ว”

ทันยิ้มอย่างมีเลศนัย “แสดงว่าท่านจะหลอกล่อให้มันมาติดกับด้วยความบ้าอำนาจของมัน”
“ใช่แล้ว” องเลิ้งกุ๋นตอบอย่างเต็มคำ ฮาลองอดถามถึงนักองค์มีไม่ได้ “แล้วเจ้าหญิงมีล่ะท่าน”
องเลิ้งกุ๋นหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง “ถึงเวลาที่เจ้าหญิงจะเสด็จไปเมืองเว้แล้ว”
ทันอดถามไม่ได้ “แล้วเจ้าด้วงล่ะ ท่านจะทำกับมันอย่างไร”
องเลิ้งกุ๋นตอบอย่างเบาใจ “มันเป็นแค่เจ้าเมืองมงคลบุรี คงไม่มีพิษสงอะไรหรอก
เอาไว้จัดการที่หลังก็ได้”
องเลิ้งกุ๋นและทันหัวเราะกันด้วยเสียงอันดัง ผิดกับฮาลองที่เขาเริ่มเป็นห่วงองค์หญิงทั้งสี่

ออกญาไชยและออกญาชู พร้อมกับทหารประมาณ 10 นายกระเสือกกระสนหนีการตามล่า
ของฮาลองมาหลายวัน และจากการช่วยเหลือของพรานไพรกลุ่มหนึ่งทำให้พวกเขามาถึง
พระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพจนได้ โดยทั้งหมดได้โผล่มาตรงป้อมมหากาฬ
ทหารของกรุงเทพเลยต้องออกมาจากประตูเมืองเพราะตะโกนไต่ถามกันสักพักก็ไม่ได้ความ
สิ่งที่ทหารยอมออกมาเพราะสังเกตเห็นว่าทหารกลุ่มนี้มีหลายนายบาดเจ็บ
และมีจำนวนน้อยมาก จึงไม่น่าที่จะมาเพื่อที่จะรุกรานราชธานี

ทหารจากป้อมมหากาฬได้ออกมาพูดคุยกับทหารกลุ่มนี้อยู่นาน
จนรู้แน่ชัดว่าเป็นทหารจากกำปงโสม นำโดยออกญาไชยและออกญาชู
ทั้งสองอ้างว่าหนีทัพขนาดกลางของพวกญวณมาจากกำปงโสม
ออกญาสองพี่น้องคิดว่าพวกญวณโดยเฉพาะองเลิ้งกุ๋นคงรู้ที่พวกเขาจะ
ยกทัพไปช่วยนักองค์มี เลยยกกำลังมาโจมตีก่อน
ในท้ายที่สุดทหารทุกนายขอพึ่งบุญบารมีของพระเจ้ากรุงสยาม

ทหารในป้อมมหากาฬจำต้องปรึกษากับทหารจากป้อมยุคนธรกับป้อมมหาปราบ
ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก หลังจากหารือกันแล้ว เห็นว่าควรนำความกราบบังคมทูล
พระเจ้าอยู่หัวโดยตรง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะไปปรึกษาเจ้านายฝ่ายเขมรก่อน
ก็ไม่มีใครอยู่ในกรุงเทพแล้ว เพราะพระศรีไชยเชษฐ์ก็ทรงไปเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง
ส่วนนักองค์ด้วงก็ไปเป็นเจ้าเมืองมงคลบุรี หลังจากตกลงกันแล้ว จึงส่งตัวแทนทหาร
นำความไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษากับขุนนางชั้นผู้ใหญ่
โดยทรงสอบถามว่าราษฎรได้เรียกรัชกาลที่ 1 และ 2 ว่าพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกและ
พระพุทธเลิสหล้านภาลัยจนเคยชินกันแล้วหรือยัง ขุนนางทูลว่าเรื่องทำนองนี้จะต้องใช้เวลา
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีดำริจะเปลี่ยนนามของเมืองหลวงอีก เพราะถึงแม้ว่ารัชกาลที่ 1
ทรงเรียกราชธานีสยามว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์ อโยธยา” แต่ราษฎรยังติดที่จะเรียกชื่อ
กรุงเทพตามราชธานีของกรุงศรีอยุธยาว่า
“กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานี บุรีรมย์”

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เลยทรงดำริที่จะเปลี่ยนชื่อของเมืองหลวงใหม่เป็น
“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา” ขณะทรงหารืออยู่นั้น
ทหารฝ่ายในนำความกราบบังคมทูลเกี่ยวกับออกญาสองพี่น้อง
หลังจากทรงทราบเรื่องราว พระองค์ทรงรับสั่งให้นำออกญากับพวก
ไปพักนอกพระราชวัง และทรงให้นัดเจ้าพระยาบดินทรเดชา
เพื่อจะปรึกษาหารือเรื่องนี้ต่อไป

องเลิ้งกุ๋นรีบส่งสารไปยังพระราชวังหลวง กรุงเว้ ความทราบถึงพระเจ้ามินมาง
หลังจากอ่านสารแล้ว พระเจ้ามินมางได้เรียกขุนนางคนสนิทมาหารือ
โดยแผนขององเลิ้งกุ๋นดูไม่ซับซ้อนมาก แต่จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี
พระราชวังหลวงในกรุงเว้นี้ก็จะต้องเตรียมการอย่างดีด้วย ขุนนางคนสนิทได้ปรารภว่า
“ข้าแต่พระองค์ การที่จะนำราชวงศ์ทั้งหมดมาเว้นั้นนับว่าแยบคายมาก”
พระเจ้ามินมางทรงตรัสว่า “ดีแล้ว เพราะพวกมันจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวังหลวงกรุงเว้
พวกมันจะได้รู้สำนึกเสียบ้างว่ากำลังต่อกรกับใครอยู่”

พอทางพระเจ้ามินมางเห็นด้วยกับแผนอันแยบยลขององเลิ้งกุ๋น
องเลิ้งกุ๋นก็ไม่รอช้า รีบดำเนินการตามแผนทันที หมากตัวแรกที่เขาต้องจัดการคือนักองค์มี
อีกสี่วันต่อมา องเลิ้งกุ๋นกับทหาร 50 นาย ขึ้นไปบนพระที่นั่งนาวา
และเข้าไปในห้องส่วนพระองค์ของนักองค์มี ตอนนั้นมีบุเรอยู่ด้วย
ทั้งนักองค์มีและบุเรหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ต่างคนต่างตกใจมากที่องเลิ้งกุ๋นบุกมาถึงที่

องเลิ้งกุ๋นแสยะยิ้ม “ตามสบายทั้งพระเจ้ากรุงกัมพูชาและทหารคนสนิท”
นักองค์มีและบุเรมีสีหน้างุนงงปนสงสัยว่าวันนี้องเลิ้งกุ๋นจะมาไม้ไหน
องเลิ้งกุ๋นยังดำเนินตามแผนต่อไป “วันนี้ข้ามาดี ข้าเอาเทียบเชิญจากพระเจ้ามินมางมาให้
พระองค์ทรงเชิญพระเจ้ากรุงกัมพูชาและข้าราชบริพารทั้งมวลเสด็จพระราชวังหลวงกรุงเว้
เนื่องจากทางเว้เห็นชอบกษัตริย์องค์ใหม่ของกัมพูชา แต่ยังไม่เคยได้พบเห็นพูดคุย
ปรึกษาหารือเรื่องการบ้านการเมืองกันเลย ช่วงเวลาแบบนี้นับเป็นโอกาสอันดี
ที่ทั้งสองราชวงศ์จะเจริญสัมพันธไมตรีกัน”

องเลิ้งกุ๋นส่งเทียบเชิญให้นักองค์มี แล้วก็เดินออกจากห้องไป เขาไม่รอฟังด้วยว่า
นักองค์มีจะคิดเห็นเป็นประการใด นักองค์มีหันไปถามบุเร
“เจ้าคิดว่าแปลกไหมที่มีเทียบเชิญจากพระเจ้ามินมาง เชิญพวกเราทั้งหมดไปพระราชวังหลวงกรุงเว้”
บุเรนิ่งคิด “ก็นับว่าแปลกอยู่ แต่ก็ไม่ถึงขัดหู เพราะเป็นไปได้ที่พระเจ้ามินมางอยากจะพบกับพระองค์
แต่ถ้าจะถึงต้องกับเสด็จมา พระเจ้ามินมางอาจคิดว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติ”

นักองค์มีเดินไปทางหน้าต่าง สายพระเนตรทอดยาวไปไกล
“ข้าไม่เคยไว้ใจคนๆนี้เลย ตั้งแต่เขาอาจหาญกักขังข้าไว้ที่พระตำหนักนาวา
ไม่เคยเลยสักครั้งที่ข้าจะไว้ใจเขา แต่ถ้าข้าจะไม่ไปตามเทียบเชิญนี้ เจ้าจะว่าอย่างไร”
บุเรตอบอย่างมีสติ “อาจเป็นข้ออ้างให้พระเจ้ามินมางยกทัพมาตีเราได้โดยอ้างว่า
เราไม่ให้เกียรติพระองค์ ถ้าทำอย่างนั้นจริงๆอาจมีชาวกัมพูชาต้องตายเป็นจำนวนมาก”

นักองค์มีทรงแย้มพระสรวลแบบประชด “หลายคนคิดว่าเป็นกษัตริย์แล้วสบาย
พวกเขาหารู้ไม่ว่ากษัตริย์ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้เลย แม้แต่วินาทีเดียว
จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงราษฎรอยู่ตลอด และยังต้องนึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ต้องคิดอย่างถี่ถ้วนจริงๆถึงจะตัดสินใจกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้”
บุเรรู้สึกสงสารและเห็นใจมหาราชินีองค์น้อย พระชันษาเพียง 20 กว่าๆเท่านั้น
แต่พระองค์ต้องทรงแบกรับความกดดันรอบกาย ไม่ว่าจะมองไปทางไหน
ก็มิอาจวางใจผู้ใดได้ บุเรได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องอยู่เคียงข้าง
พระองค์ จวบจนลมหายใจสุดท้าย



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 14:41:01 น. 0 comments
Counter : 472 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อุรุเวลา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อุรุเวลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.