เอาธรรมะมารับใช้กิเลส

เวบบอร์ดศาสนา แหล่งรวมคนออนไลน์ที่สนใจธรรมะ

ดังนั้น ถ้าคิดเผินๆ บรรยากาศคงสงบร่มเย็น สะอาดด้วยวาจามารยาท

และสว่างไสวด้วยการชี้ชวนกันศึกษาความรู้แจ้งดีงามแห่งปัญญา ที่พระศาสดาทรงสั่งสอน

แต่การณ์ส่วนใหญ่หาเป็นดังนี้ไม่....


ความเป็นจริงโดยมาก เวบบอร์ดศาสนามักเป็น

-สมรภูมิที่เดือดระอุวุ่นวาย ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน

-มากด้วยวจีทุจริตทั้งสี่ ได้แก่ โกหกสร้างภาพ บิดเบือนความจริง, หยาบหยามบริภาษกันทั้งโดยตรงและอ้อมค้อม,

ยุแยงชื่นชอบความแตกแยกร้าวฉาน สนับสนุนให้เกลียดชังกัน, และพล่ามเพ้อไร้สติ

- ด้วยทิฏฐิที่ยึดมั่นฝังใจบ้าง ด้วยปมเขื่องบ้าง ด้วยอคติชอบชังบ้าง

 ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?


หลักธรรมทางศาสนานั้น ความจริงมุ่งลดละตัณหา มานะ ทิฏฐิ

อบรมขัดเกลากายวาจาให้ประณีตมีมารยาท พัฒนาจิตใจให้สะอาด ซื่อตรง และมีเมตตา

ตลอดจนอบรมวิธีคิด วิธีมองให้เปิดกว้างทางปัญญา อันเป็นจุดเด่นที่เราอวดศาสนาอื่นอย่างภูมิใจเสมอ

แต่เหตุไรพฤติกรรมหลายคนที่ดูสนใจศาสนา น่าจะรู้ข้อธรรมดี จึงกลับตรงข้ามจุดมุ่งของศาสนาได้เช่นนี้


ตามการสังเกตและคิดเดาของผู้เขียนเอง คิดเอาว่า...

เนื่องจากศาสนาเป็นของสูง ทั้งสูงโดยเนื้อหาที่ลึกกว้าง ทั้งสูงโดยศรัทธาเคารพของผู้ศรัทธา

ทั้งสูงทวนกิเลสเหมือนไต่ผาน้ำตก  ผู้ศรัทธาจึงพลาดแก่กิเลสได้หลายแง่มุม


เช่นว่า สูงโดยเนื้อหาที่ลึกกว้าง อุปมาดังในนิทานคนตาบอดคลำช้าง

คนตาบอดหลายคน ไม่รู้จักช้างมาก่อน ได้คลำช้างกันคนละแห่งสองแห่ง นึกว่าคลำทั่วดีแล้ว

ก็ทะเลาะกันวุ่นวาย มั่นใจว่าตัวเองถูก คนอื่นที่เห็นต่างผิด


จากนั้น เพราะศาสนาเป็นที่คนศรัทธาว่าสูง หลักธรรมในศาสนาก็สูงด้วยสาระ

คนที่ได้สัมผัส ด้านหนึ่งก็จะเทิดทูนห้ามใครแตะ เสมือนคนรักพ่อแม่ไม่อยากให้ใครมาด่าพ่อล่อแม่

การติเตียนตรงๆ ก็เป็นการจาบจ้างพ่อแม่ การเผยแพร่ความเห็นผิดๆ (จากที่ตนคิด) ก็คือการบิดเบือน

เป็นการทำให้พ่อแม่แปดเปื้อนเสื่อมเสีย  ฯลฯ


ขณะเดียวกัน การปกป้องพ่อแม่ หรือในที่นี้คือปกป้องศาสนาหรือหลักธรรมในศาสนา

ซึ่งก็คือการปกป้องประโยชน์สุขที่ศาสนาจะมีให้แก่คนทั้งปวง เหล่านี้ถือเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์

เรากำลังกระทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นบุคคลพิเศษดีงาม ความคิดนี้ทำให้ฮึกเหิมหนักแน่น


ขณะเดียวกัน ความสำคัญมั่นหมายว่า การที่ตัวได้รู้หรือมีความรู้ในเนื้อหาสาระทางธรรมที่สูงส่ง

นั่นก็ทำให้ตัวสูงส่ง เป็นบุคคลพิเศษ ความคิดเช่นนี้ก็พลาดท่าแก่กิเลสโดยไม่รู้ตัวอีกแง่หนึ่ง


จากนั้น เมื่อกระทำสงครามอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ เราก็คือนักรบที่ปกป้องความถูกต้องดีงาม

เผลออีกนิด ก็จะมองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นนักรบที่ปกป้องความวิปริตชั่วร้าย เป็นศัตรูที่ต้องห้ำหั่น


ระหว่างการทำสงความอันศักดิ์สิทธิ์

มีการกระทบกระทั่งกันไปมา กระทบกันจริงๆ บ้าง อคติมองลำเอียงในทางพาลว่าโดนกระทบบ้าง

เห็นพฤติกรรมทุจริตของอีกฝ่าย ทุจริตจริงบ้าง อคติใส่สีตีไข่โดยไม่รู้ตัวบ้าง

เผลออีกนิด โทสะเป็นเจ้าเรือน สั่งวจีทุจริตออกมาโจมตี บ้างเก่นด่าซึ่งหน้า บ้างลดเลี้ยวประทุษ


เห็นอีกฝ่ายพลาดท่าเปิดช่องให้ตี ก็ได้ทีขี่แพะไล่ ขยายความผิดให้ใหญ่โต

หรือถ้าตัวเองพลาดเปิดช่องให้เขาตี ปมเขื่องก็สั่งให้เอาสีข้างเข้าถูเพื่อรักษาหน้าตาศักดิ์ศรี

เมื่อเคยชินเข้า ก็ชาด้านที่จะโกหกบิดเบือนต่างๆ เพื่อโจมตีเขาหรือปกป้องเชิดชูอัตตามานะของเรา


ระหว่างนั้น ก็เกิดการรวมกลุ่มพวกที่เห็นคล้อยตามกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน

เกิดเป็นฝักฝ่าย โน้นฝ่ายเขา นี้ฝ่ายเรา ใครไม่เห็นด้วยกะฝ่ายเราเท่ากับเป็นฝ่ายเขา

ใครมาขัดคอไกล่เกลี่ย มันไม่ใช่ฝ่ายเรา แถมโดนข้อหาเป็น-พวกใส่หน้ากากผู้ดีที่แส่เสือก-เอาง่ายๆ

เกิดการชักชวนกันให้ชิงชังหรือหมายมาดคาดหน้าอีกฝ่ายกัน เชลียร์ฝ่ายเดียวกันให้ฮึกเหิม

ฝ่ายเราทำผิดหรือพลาดก็มองข้าม พร้อมกันนั้นก็เสาะหาและขยายใหญ่เรื่องผิดหรือพลาดของฝ่ายเขา


แล้วการเชลียร์กันเองหรือด่าทอฝ่ายตรงข้าม ที่ทีแรกก็ดูเป็นเรื่องราวมีหลักการสาระ

ก็เริ่มจะคละปนเรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่องเป็นราว สักแต่หาเหตุมาด่าทอกัน หรือมาเชลียร์กันมากขึ้นทุกทีๆ

สุดท้ายที่เด่นคล้ายเป็นการระบายความชิงชังหรือชอบใจ มากกว่าจะถกธรรมโดยงาม


สรุปสั้นๆ ว่า ต่างคนต่างคิดว่าตนปกป้องศาสนา และหลายคนในนั้นแพ้กิเลสจนทำร้ายศาสนาเสียเอง

ด้วยการทำตัวตรงข้ามคำสอน ให้คนนอกมองศาสนาเสื่อมเสีย

------------------------------------------




เท้าความลากยาว ขอวกกลับสู่ชื่อบทความว่า เมื่อกิเลสเป็นเจ้าเรือนได้ที่

แม้แต่ธรรมะคำสอนจากครูบาอาจารย์ หรือแม้แต่จากพระพุทธเจ้าก็ตาม

หลายคนก็สามารถเอาของสูงมาเป็นเครื่องมือสนองจิตด่าทอของตัวเองได้


ยกตัวอย่างเช่น มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งถูกจาบจ้วงโจทก์ท้วงทางอินเตอร์เนต

ท่านก็ตอบเป็นบทความมาด้วยการให้ความรู้กลางๆ และกล่าวประสานไมตรี ให้คิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ควรนับถือเป็นแบบอย่างให้ดำเนินตาม

แต่หลายคนที่ออกปากว่านับถือท่าน กลับยกบทความของท่านนั่นเองมาปลุกปั่นความเกลียดชังอีกฝ่าย

จับเน้นแต่บทความท่อนที่ต้องการมาโจมตีฝ่ายตรงข้าม เพิกเฉยท่อนที่ที่ชักชวนให้สามัคคีกันของท่านเสีย


หรืออีกกรณี หลายคนเมื่อจะถกเรื่องราว แทนที่จะใช้เหตุผลถกเหตุผล

กลับจับท่านนั้นดูหมิ่นท่านโน้นที่นับถือ ท่านโน้นดูหมิ่นท่านนี้ที่นับถือ

ด้วยท่าทีจับท่านโน้นตีกับท่านนั้น ท่านนี้เรานับถือ ท่านโน้นเราไม่นับถือ อย่างนี้เป็นต้น



หรือเมื่อจะด่าใคร แทนที่จะงดไว้  หรืออย่างน้อยก็ด่าด้วยปากตัวเอง

กลับยกพุทธพจน์เป็นต้นมาแทนเจตนาก่นด่าของตน เป็นการนำธรรมะมารับใช้กิเลสโดยไม่รู้ตัว

(จริงๆ ถ้ามีเจตนาสั่งสอนด้วยเมตตา ยกพุทธพจน์บทเดียวกันนั้นมา ก็ไม่เป็นอกุศล

แต่แม้จะไม่มีเจตนาไม่ดี ก็พึงดูกาลเทศะด้วยเช่นกันอยู่ดี)



ทางด้านคนฟัง

บางครั้งมีการยกพระธรรมคำสอนมาตักเตือนเรื่องวาจาบ้าง ความประพฤติบ้าง

ต่อให้ผู้ยกมาจะมีเจตนาดีหรือมีเจตนาแฝงก็ตามที

อย่างไรก็ควรตะหนักไว้มิใช่หรือว่านั่นคือพระธรรมคำสอนที่บริสุทธิ์ ที่ผู้ศรัทธาควรน้อมมาใส่ตน

การณ์กลับพบเจอบ่อยๆ ว่า แทนทีจะเล็งไปที่พระธรรมคำสอน

ผู้ฟังกลับเล็งไปที่คนยกมาแทน เช่น มีเจตนาแฝงหรือไม่ หรือตัวคุณน่ะทำได้ตามนั้นหรือยังก่อนจะยกมา

ใส่ใจกับการโต้แพ้ชนะจนเพิกข้ามคำสอนแห่งพระศาสดาไปเสีย



แม้ว่าในเวบบอร์ดศาสนาส่วนอื่นๆ จะมีการคุยเรื่องอื่นๆ ที่เร้าใจให้ร่าเริงเบิกบานทางธรรมอยู่มาก

หรือว่า แม้แต่ในการโต้แย้งกรณีต่างๆ ยังมีบุคคลที่โต้แย้งอย่างเมตตากอรปปัญญาก็มี

แต่โดยภาพรวามที่ออกมา ก็โดนความวุ่นวายกลบเสียจนไม่เด่นชัด

----------------------------------




หมายเหตุ

บทความนี้เขียนขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว บางเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างอาจไม่เข้ากับปัจจุบัน

แต่ส่วนใหญ่ก็ดูยังทันสมัยอยู่ : )




Create Date : 31 กรกฎาคม 2555
Last Update : 31 กรกฎาคม 2555 20:22:47 น.
Counter : 600 Pageviews.

0 comments

ปล่อย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
กรกฏาคม 2555

1
2
3
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog