สัจจานุรักษ์
    ศาสนาพุทธนำเสนอว่า บุคคลจะพ้นทุกข์ได้ ก็เพราะใจเป็นอิสระ
    สละจางคลายจากตัณหาอยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็นทั้งปวง
    ใจจะเป็นอิสระ จางคลายจากตัณหาได้ ก็เพราะได้รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตรงตามจริงที่แท้ จนไม่ถือเอาไม่ยึดเอา



    ด้วยเหตุนี้ ศาสนาพุทธจึงมีหลักการและข้อฝึกหัดหลายอย่างที่สอดคล้องประสานกัน
    เพื่อให้บุคคลเข้าถึงความจริงได้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ความจริงอย่างที่เข้าใจเอาเอง



    ด้านทัศนคติ ศาสนาพุทธมีหลักการที่เรียกว่า สัจจานุรักษ์ (สัจจะ + อนุรักษ์)
    หรือจิตสำนึกที่ซื่อตรงจงรักต่อความเป็นจริง ซื่อตรงในการรักษาความจริง
    ยิ่งกว่าภักดีต่อตนเอง หรือลำเอียงให้กับฝ่ายเราฝ่ายเขา



    กล่าวคือ เพราะความรู้ ความเชื่อ ความคิดเห็นทั้งหลาย ไม่ว่าของเราหรือของใครก็ตาม
    มีที่ไป 2 ประการคือ อาจจริงแท้ก็ได้ อาจเหลวไหลก็ได้
    เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เราไม่ได้รู้ทั้งหมด (และไม่ควรตัดสินด้วยว่าตัวจะรู้ทั้งหมด)
    เราจึงควรตัดสินหรือควรกล่าวได้แค่ว่า เท่าที่เรารู้มาได้ยินมา หรือตามที่เราคิดเห็น เป็นอย่างนี้ๆ
    นี่เรียกว่า การพูดตรงตามความเป็นจริง หรือพูดแบบรักษาตามความจริง



    แต่คนส่วนใหญ่มักมีนิสัยว่า ตัวรู้เห็นหรือมีความคิดอย่างไร
    แทนที่จะตระหนักขอบเขตว่าเป็นแค่สิ่งที่ตัวรู้หรือตัวคิด ซึ่งอาจยังไม่ใช่ หรือไม่รอบด้าน
    แต่ก็ฟันธงไปทีเดียวว่า อย่างนี้เท่านั้นที่จริงแท้ อย่างอื่นนอกจากนี้เป็นเท็จทั้งสิ้น
    การกระทำอย่างนี้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม นอกจากเป็นการสรุปเกินตัว ตัดสินเกินภูมิรู้
    ยังเป็นการกล่าวตู่ความจริง กระทำไม่ซื่อต่อความจริง หลงหลอกตัวเอง และพลอยหลอกคนอื่นไปด้วย



    ในกาลามสูตรอันโด่งดัง มีเนื้อความโดยสรุปว่า
    ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากแหล่งใด จะเป็นครู หรือตำราที่น่าเชื่อถือ คนเล่าลือกัน
    ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะดูมีเหตุผลน่าเป็นไปได้ หรือเข้ากับสิ่งที่เราคิดเห็นอยู่ก่อนแล้ว เป็นต้นก็ตาม
    ก็อย่าเพิ่งเชื่ออย่างปักใจ ไม่ว่าจะทางตอบรับหรือปฏิเสธ จนกว่าจะรู้เห็นได้ด้วยตัวเอง
    นี่เป็นท่าทีทางปัญญา



    ส่วนในการกระทำ ถ้ายังไม่รู้ และไม่สรุปชัดว่าจะเชื่อว่าใช่หรือเชื่อว่าไม่ใช่ดี
    เราก็ไม่จำเป็นต้องรอให้รู้หรือรอให้เชื่อก่อน จึงจะลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้
    กล่าวคือ เราสามารถกระทำการใดๆ ได้เลย ภายใต้แนวคิดที่ว่า
    ไม่ว่าสุดท้ายแล้วความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม การกระทำของเราก็จะมีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ



    ตัวอย่างเช่น สวรรค์นรกจะมีจริงหรือไม่ เราอาจจะยังลังเล
    แต่จะกระทำในแนวคิดที่ว่า ถ้าสวรรค์นรกมีจริง เราก็ได้ขึ้นสวรรค์ แต่ถึงไม่มีจริง เราก็อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
    เป็นต้น



    นอกจากนั้น ศาสนาพุทธได้ชื่อว่าเป็น วิภัชชวาที หรือคือเป็นศาสนาที่มองแยกแยะ กล่าวแยกแยะ
    ทุกประการจะต้องชัดเจนเป็นสัดส่วน ไม่คละเคล้าปะปนจะพร่ามัวสับสน
    เรื่องใดประเด็นใดก็แยกแยะชัดเจนว่าเป็นเรื่องนั้นประเด็นนั้น
    ไม่มีการเอาจุดเดียวแง่เดียวมาตีขลุมเหมารวมแบบเหวี่ยงแห




    ในด้านพฤติกรรม ศาสนาพุทธมีการสมาทานศีลข้อมุสาวาทา เวรมณี
    หรือก็คือการรับข้อฝึกหัดตนเองให้พูดแต่ความจริง ไม่พูดความเท็จ (โยงกับจิตสำนึกสัจจานุรักษ์ด้วย)
    ในพระสูตรสอนพระราหุลกุมาร กล่าวว่าแม้แต่พูดเท็จเพียงเพื่อสนุกเล่นหวัวก็ไม่ควรทำ
    ศีลดังกล่าวนี้ ถ้ามองเน้นภายนอกก็ว่า เป็นศีลรักษาสังคม ให้สังคมเชื่อใจกัน ไม่เบียดเบียนกัน
    ถ้ามองในแง่นรกสวรรค์ก็ว่า จะได้บุญเป็นผลตอบแทนเป็นต้น



    แต่ถ้ามองเน้นที่จิตใจภายใน ก็คือการสร้างพฤติกรรมเคยชินทางกาย เพื่อส่งผลเคยชินทางจิตใจ
    ให้จิตใจเคยชินที่จะอยู่กับความเป็นจริง รักต่อความเป็นจริง ไม่หลงหลอกตัวเองให้มีสายตาบิดเบี้ยว
    หรืออยู่กับความเท็จลวงไปวันๆ




    ในทางจิตใจ ศาสนาพุทธเสนอแนวคิดว่า จิตใจที่สงบ สะอาด สว่างนั้น
    เป็นจิตใจที่ควรแก่การรู้เห็นความจริงที่สุด เช่นว่า จิตที่เป็นสมาธิย่อมรู้เห็นตรงตามความเป็นจริง
    จิตที่ปราศจากสนิม (คือนิวรณ์ทั้งห้า ได้แก่ ความใฝ่ราคะ ความผูกโกรธ ความหดหู่ง่วงหาว
    ความคิดฟุ้งซ่านหรือกระสับกระส่ายใจ และความลังเลสงสัยไม่อาจตัดใจ) เป็นจิตที่อ่อนโยนควรแก่งาน



    ดังนั้น ศาสนาพุทธจึงมีวิธีฝึกหัดจิตใจมากมาย ตั้งแต่การฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมถะ เจริญสติ
    เพื่อขัดเกลาจิตให้ควรแก่งาน และใช้จิตนั้นส่องมองความจริง






Create Date : 20 สิงหาคม 2555
Last Update : 20 สิงหาคม 2555 21:47:12 น.
Counter : 755 Pageviews.

0 comments

ปล่อย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
20 สิงหาคม 2555
All Blog