มุมพักผ่อนของคนอยากเขียน
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
19 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
เพียงเปิดใจ 23

บทที่ 23



เบื้องหลัง





    อิทธ์กับก้องภพกลับมาที่คลินิกอีกครั้ง เมื่อเห็นของที่เก็บแล้วเอามากองระเนระนาดอยู่มุมหนึ่งหมอหนุ่มก็บอกให้กลุ่มที่กำลังเก็บของอยู่หยุดทำเพราะเดี๋ยวที่เหลือเขาจัดการเอง


    “ของกล้วยๆ น่าพี่หมอ นี่พีชกำลังไบร์ทเลยนะ วางรูปในหัวแล้วว่าจะบูรณะคลินิกพี่หมอยังไง” พีร์ธาดายังคงสาละวนอยู่กับกองเก้าอี้ม้านั่งที่พังอยู่ จับแยกเป็นกลุ่มๆ ดูว่าตัวไหนพอจะใช้การได้หรือไม่ได้


    “พี่ว่าจะเอาพวกนี้ไปซ่อม แล้วก็เอาไปบริจาค ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วตกแต่งใหม่ไปเลย”


    “แล้วพี่หมอกำลังพูดอยู่กับใครล่ะคะ นี่อินทิเรียร์มือหนึ่งเชียวนะ” หญิงสาวยักคิ้วหลิ่วตาในพี่หมอ สีหน้าบ่งบอกความภาคภูมิอย่างที่สุด


    อิทธ์หันไปมองหน้าก้องภพที่กำลังยิ้มให้กับคนหลงตัวเอง ส่ายหัวบอกเจ้าหล่อนให้ตามสบายอยากทำอะไรก็ได้ จากนั้นก็เดินไปหยิบของในมืออินทิราออก จูงมือเธอเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของบรรดาผู้ช่วยเก็บของ


    อินทิราเดินตามเขามาอย่างงงๆ พอเข้าไปในห้องก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “มีอะไรเหรอ”


    “พี่มีเรื่องจะขอร้องอิน” อิทธ์คุกเข่าข้างหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานของเขา จับมือเธอมองหน้าอย่างอ่อนโยน “ช่วงนี้อยู่ห่างพี่สักพักนะ”


    เอ้า นี่สรุปว่าเธอเป็นฝ่ายมาหาเขาหรือไง ใครกันไปรับออกมาจากบริษัท ถึงแม้เธอจะดื้อตามเขามาอีกทอดก็ตามเหอะ “ทำไม”


    “พี่ดีใจที่อินเป็นห่วงพี่”


    “ใครบอก” หญิงสาวแหวใส่ทันที อย่าทำมาเป็นรู้ดีหน่อยเลย


    อิทธ์ยิ้มตาประกายกับคนร้อนตัว ก่อนก้มหน้าดูมือเล็กในอุ้งมือใหญ่ของเขาใช้หัวแม่มือลูกไล้แผ่วเบา “พี่กลัวว่าอินจะได้รับอันตราย สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ดีเอาซะเลย”


    “มันเรื่องอะไรเหรอพี่อิทธ์ เล่าให้อินฟังได้มั้ย” เสียงอ่อนลงของอินทิราที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างมาก ทำเอาอิทธ์ยิ้มอย่างเป็นสุข แต่เรื่องนี้เขาต้องกันเธอออกจากวงโคจรของเขาชั่วคราว เพราะ ณ ตอนนี้เองเขายังไม่กล้ารับประกันความปลอดภัยของตัวเองเลย


    “ไว้เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังทีหลังนะ พี่สัญญา”


    ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่ ก้องภพก็เปิดประตูผัวะเข้ามาเป็นอินทิราที่ตกใจรีบดึงมือตัวเองออกพร้อมเด้งตัวลุกขึ้นยืน ส่วนอิทธ์หันไปมองหน้าก้องภพอย่างสงสัยแล้วจึงค่อยๆ ลุกอย่างช้าๆ “มีอะไรเปล่า”


    “ขอโทษนะครับที่ต้องขัดจังหวะ คุณหมออิทธ์ครับมีแขกมาขอพบ”


    ก้องภพไม่สนใจเสียงโวยวายของอินทิราที่แก้ตัวเป็นพัลวันว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น ทำอย่างกับเขาไม่รู้งั้นแหละว่าแกรู้สึกยังไง ไอ้อิน...หน้างี้เคลิ้มซะ



    อิทธ์ออกไปหาแขกตามที่ก้องภพบอก ซึ่งแขกที่ว่าก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายของเขาสักเท่าไหร่ ทิพย์สุดา นั่นเองที่มารอพบเขา สังเกตจากสีหน้าเจื่อนๆ ของเธอก็พอจะเดาได้ว่าเธอรู้ว่าสภาพคลินิกของเขาตอนนี้เป็นเพราะใคร ชายหนุ่มเดินนำเธอไปทางมุมหนึ่งของคลินิก


    “ทิพย์ขอโทษค่ะคุณหมอ”


    “เรื่องอะไรครับ”


    ทิพย์สุดากวาดสายตาไปรอบห้องด้านหน้า “นี่ไงคะ ตรงนี้ทิพย์ขอจัดการเอง ทิพย์ว่าเขาทำเกินไปแล้ว ผู้ชายบ้าอะไรดีแต่ใช้กำลัง”


    “หมอว่าคุณทิพย์ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่าครับ” อิทธ์ปราม “หมอมีทางออกอยู่ หมอจะปรึกษาคุณทิพย์พอดีเรื่องส่งน้องนนท์ไปรักษาที่อเมริกา ตามเดิมคืออาทิตย์หน้าหมออยากเลื่อนให้เร็วกว่านี้”


    ทิพย์สุดาหน้ายิ่งซีดลงไปอีก ไม่ใช่เธอไม่พร้อมเรื่องเงินทองสำหรับเธอพร้อมเสมอ แต่กับลูกที่เธอรักสุดดวงใจ เธออยากให้ลูกชายเธอมีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ “เมื่อไหร่คะคุณหมอ”


    “อีกสองวัน คุณทิพย์ต้องเข้าใจหมอนะ หมออาจจะเห็นแก่ตัวไปแต่กับคลินิกที่ไว้รักษาคนไข้เขายังทำขนาดนี้เลย หมออยากจะเปิดคลินิกไวๆ อีกอย่างหมอก็กังวลกับความปลอดภัยของตัวหมอแล้วก็คนรอบตัวด้วยครับ” คนที่เขาหมายถึงก็คือ อินทิรา นั่นเอง อย่างที่ก้องภพบอกเขาไม่ใช่ฮีโร่เขารับมือกับตรงนี้นานๆ ไม่ไหวหรอก


    “ไม่ค่ะ คนที่ขอโทษต้องเป็นทิพย์มากกว่าที่เอาเรื่องมาให้คุณหมอ แต่ทิพย์ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครแล้วจริงๆ สองวันก็สองวันค่ะ เพราะทิพย์เองก็เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว วีซ่าก็ขอผ่านแล้วด้วย แต่ก่อนทิพย์จะไปทิพย์ขอทำอะไรเพื่อคุณหมอบ้าง” สายตาลุกวาวของทิพย์สุดาทำให้อิทธ์ไม่กล้าห้ามปรามอะไร หล่อนหยิบมือถือขึ้นมากดหมายเลขโทรศัพท์ลงไป


    “ต้น คุณมีอะไรก็คุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องทำกันรุนแรงแบบนี้” เธอกรอกเสียงฉุนเฉียวลงไป อิทธ์รู้ดีจากช่วงหลายอาทิตย์ที่ต้องประสานเรื่องกับเธอว่าภายนอกทิพย์สุดาอาจเป็นผู้หญิงที่ดูอ่อนโยน แต่ในส่วนลึกแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่เข็มแข็งมากคนหนึ่ง โดนเฉพาะกับอดีตสามีเจ้าหล่อนเขายังไม่เคยเห็นทิพย์สุดาจะโอนอ่อนให้เลยแม้แต่ครั้งเดียว


    “ทำไม” ทิพย์สุดาดึงโทรศัพท์ออกจากหูอย่างหัวเสีย ยังไม่ทันจะได้คุยกันรู้เรื่องอีกฝ่ายก็ชิ่งวางไปก่อนเสียแล้ว



    ฟากอินทิราที่เมียงมองเป็นระยะอย่างกระวนกระวายใจไปยังแถวมุมที่หมอหนุ่มยืนคุยกับแม่ม่ายที่เธอเคยเห็นเมื่อตอนไปดูหนังกับเขา อยากรู้ว่าทั้งคู่มีเรื่องอะไรกันถึงดูแปลกๆ สีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ อินทิราหันไปกระซิบกระซาบถามก้องภพเพราะคิดว่าเขาคงรู้เรื่องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย “เขามีอะไรกัน”


    “ไม่รู้ เดี๋ยวมันก็บอกแกเองแหละไอ้อิน”


    “พี่ก้องรู้จักมั้ย” อินทิราถามต่อไปอย่างไม่สนใจคำแนะนำของเขา


    “ไม่รู้ อยากรู้ก็ไปถามมันสิ”


    ชาตินี้ถามอีตาพี่ก้องคงไม่ได้เรื่องแน่เลย “อินเคยเจอผู้หญิงคนนี้ตอนไปดูหนังกับพี่อิทธ์” เธอบ่นงึมงำกับตัวเอง


    “โอ้โฮ” เสียงแหลมสูงผิดปกติจากผู้หญิงอีกคนที่ยืนเลิกคิ้วอมยิ้มใส่เธออย่างคนรู้ทันแทรกดังขึ้น “ดูหนังกันด้วย”


    “ไม่ใช่อย่างที่แกคิดนะไอ้พีช” เอาแล้วไงพลาดทีนี่ไม่รอดเลยนะ


    “แล้วแกรู้เหรอว่าฉันคิดอะไร พี่ก้องรู้เหรอ ป้าดวงรู้เหรอ” ไอ้เพื่อนแสบหันไปทำหน้าเหรอหราใส่บุคคลรอบข้างอย่างน่าหมั่นไส้ ซึ่งทุกคนที่มันถามถึงก็แสดงความตอบรับด้วยการอมยิ้มแล้วส่ายหัวช้าๆ อย่างเสแสร้ง


    “โว๊ะ ฉันไม่คุยกับแกแล้ว” อินทิราโบกไม้โบกมืออย่างหัวเสีย นี่ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่าแล้วแต่อาหารยังไม่ตกถึงท้องเลย “สั่งพิซซ่ามากินมั้ย หิวว่ะ”


    พอจบคำถามทุกคนพร้อมใจกันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เหมือนคิดได้ว่ามื้อเที่ยงยังไม่ได้ทานอะไรกันสักคน



    อิทธ์ยืนยันจะจ่ายค่าพิซซ่าทั้งหมดถือเป็นค่าแรงในวันนี้ โชคดีว่าเป็นแค่พิซซ่าเพราะขนาดมีคนแปดคนเขายังต้องควักจ่ายไปกว่าสี่พันกว่าบาท พวกนี้กระเพราะคนหรือกระเพราะวัวกันแน่สั่งกันโหดเหลือเกิน โดนเฉพาะบรรดาผู้ชายที่แทบจะจองกันคนละถาดเลยทีเดียว


    เสียงประตูคลินิกเปิดออกทำเอาเสียงเซ็งแซ่ที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเงียบลง สายตาทุกคู่จ้องไปยังอาคันตุกะที่เข้ามาข้างใน ผู้ชายขาวตี๋รูปร่างสูงดูอ้วนเล็กน้อยข้างหลังมีผู้ชายผิวคล้ำหน้าเข้มตามเข้ามา ดูยังไงก็ไม่ใช่เพื่อนกันเหมือนเจ้านายลูกน้องมากกว่า และที่แน่ๆ ไม่ใช่คนที่จะมาหาหมอแน่นอน


    “ต้น” ทิพย์สุดาอุทานขึ้น คาดไม่ถึงว่าอดีตสามีของเธอจะมาเยือนถึงที่นี่ ก่อนขมวดคิ้วลงเช็ดไม้เช็ดมือเดินปรี่ตรงเข้าไปหา “มาดูสภาพที่คุณทำไว้เหรอ”


    ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่เข้าใจในคำถาม เขากวาดสายตามองรอบห้องอย่างฉงน ‘ฝีมือเขางั้นเหรอ’ คำถามที่ผุดขึ้นถูกประมวลผลอย่างรวดเร็ว แล้วเข้าใจในที่สุด “ก็ผมเตือนหมอแล้ว”


    “คุณนี่มันทุเรศที่สุด ทิพย์เป็นคนขอร้องคุณหมอเอง ถ้ามีอะไรก็มาลงกับทิพย์ไปทำคุณหมอทำไม”


    อิทธ์จับข้อมือก้องภพทำท่าจะเข้าไปหาหนุ่มตี๋คนนั้นไว้ เขารู้ดีว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไรภายนอกไอ้เพื่อนชายคนนี้อาจดูไม่สนใจไม่ใส่ใจอะไรมากนัก แต่หากมันเจอต้นเหตุของปัญหาเมื่อไหร่มันก็วิ่งเข้าหาแบบไม่กลัวตายเสมอ อิทธ์หันหน้าไปเอ่ยปากบอกแฟนสาวของเพื่อนให้ดูแลที พร้อมกำชับเบาๆ มันอีกแรง “กูจัดการเอง”


    “สวัสดีครับคุณวิสุทธ์”


    “กองไว้ตรงนั้นแหละ” ต้นหรือวิสุทธ์มองหมอหนุ่มอย่างหยามหยัน “เมื่อไหร่หมอจะเลิกยุ่งเรื่องผัวเมียซะทีล่ะ จรรยาบันแพทย์มันไม่ได้ช่วยให้หมอแยกแยะผิดชอบชั่วดีเลยหรือไง”


    “ต้น! ”


    “ทำไมทิพย์ ถึงขนาดทนไม่ได้เลยหรือไง” วิสุทธ์จ้องหน้าคนที่เขาเรียกว่าภรรยา “กลัวมันเป็นอะไรแล้วจะไม่ได้เสวยสุขกับมันหรือไง”


    “พูดดีๆ หน่อยครับคุณ ปากมันจะพูดอะไรก็ได้แต่สมองมันมีไว้ช่วยคิด... หรือว่าคุณไม่มี” ก้องภพพูดแทรกขึ้นเมื่อทนไม่ไหวกับการถากถางของอาคันตุกะคนนี้ ทั้งที่เขาไม่ได้อยากจะสอดมือเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยสักนิด


    “อย่ามายุ่ง! ” วิสุทธ์ตวาดอย่างอดไม่ได้


    ก้องภพชักสีหน้าทันทีอยากเดินเข้าไปสั่งสอนสักหมัดสองหมัด แต่ทั้งแฟนและน้องสาวเขาต่างรั้งเอาไว้ แถมกระซิบกระซาบเตือนด้วยความหวังดีอีกว่า “บอดีการ์ดหน้าอย่างโหด พีชกลัวพี่ก้องตายก่อนได้ต่อยไอ้คุณต้น”


เออ ก็จริง แต่! แต่ไม่ใช่ว่าเขากลัวหรอกนะ เพียงแต่ถ้ามีเรื่องกันตอนนี้ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็มีแต่ฝ่ายเขาเต็มๆ ให้มันคุยๆ เคลียร์ๆ กันให้จบก่อนเถอะ


    “คุณต้องการอะไรกันแน่ต้น เรามาคุยกันดีๆ ได้ไหม” ทิพย์สุดาถอนหายใจบอกเสียงอ่อนลง เธอเหนื่อยเหลือเกินเธออยากไปให้พ้นๆ จากปัญหาบ้าบอนี่สักที ที่สำคัญไม่อยากดึงคนภายนอกเข้ามาเหนื่อยกับเธอต่อไปแล้ว


    “ผมต้องการให้คุณและลูกอยู่ที่เมืองไทย” วิสุทธ์พูดช้าเน้นชัดทีละคำ


    “ทิพย์บอกแล้วไงว่าจะพาตานนท์ไปรักษาตัว”


    “ที่นี่ก็มีหมอ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว หมอที่นี่ฝีมือดี” จากนั้นก็ชายตามองไปยังหมอที่รักษาลูกเขา “ดีกว่าหมอนี่อีก ผมมั่นใจ”


    “คุณอย่าทำเป็นไม่รู้หน่อยเลยต้น ว่าทำไมทิพย์ถึงจะพาตานนท์ไป” หล่อนชักสีหน้าใส่เขาน้ำเสียงเริ่มบ่งบอกถึงอาการไม่พอใจเป็นอย่างมาก “คุณคิดถึงลูกก็ขึ้นไปหาแกได้”


    “ผมไม่ยอม คุณจะเอาลูกผมไปไหนไมได้ทั้งนั้นนะทิพย์”


    “แล้วตานนท์ไม่ใช่ลูกฉันหรือไง! คุณไม่รู้หรอกว่าหัวอกของคนเป็นแม่เวลาเห็นลูกไม่สบายมันเป็นยังไง หยุดความเห็นแกตัวของคุณสักที อย่าให้ฉันรู้สึกรังเกียจคุณไปมากกว่านี้เลย” ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนเธอก็ต้องพาลูกไปจากขุมนรกนี่ให้ได้


    ทิพย์สุดาสูดหายใจลึกกลั้นน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมา “แล้วบอกบรรดาผู้หญิงของคุณด้วยนะ ให้เลิกยุ่งกับฉันกับลูกได้แล้ว ฉันเหนื่อยมามากพอแล้ว” ปกติแล้วเธอจะไม่เรียกคำแทนตัวเองเช่นนี้กับอดีตสามี แต่ครั้งนี้ความอดทนเหมือนมันจะสิ้นสุดลง เธอเผชิญเรื่องราวมาหนักหนามากพอแล้ว


    วิสุทธ์ดูเหมือนจะเสียการควบคุมตัวเองไป น้ำเสียงจากผู้หญิงที่เขาเคยรักมันบ่งบอกถึงความเจ็บปวดจนเขารู้สึกได้ หากแต่กับลูกชายที่เขาเองก็รักไม่แพ้หญิงสาวก็ไม่อยากสูญเสียไป ทั้งที่เขาไม่ได้คิดร้ายกับหมอหนุ่มแม้แต่น้อย แต่คนข้างหลังที่เลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่าง ‘บิดา’ ของเขากลับดำเนินการทั้งหมดแทน...แน่นอน มั่นใจอย่างที่สุดว่านี่เป็นฝีมือของเตี่ยเขานั่นเอง “ผมทำอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม”


    ทิพย์สุดาไม่ตอบ เธอหันไปมองผู้คนรอบข้างอย่างขอโทษที่ต้องทำให้มาเจอเรื่องแบบนี้ แล้วจึงกลับมามองหน้าผู้ชายคนแรกในชีวิต ผู้ชายที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาสู้เพื่อลูก ผู้ชายที่ทำให้เธอเข็มแข็งขึ้น และผู้ชายที่ทำให้เธอรู้ถึงความเจ็บปวดเพราะความรัก “ทิพย์ขอบคุณที่คุณทำให้ทิพย์เป็นคนที่เข็มแข็งขึ้น ขอบคุณที่คุณมอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตให้ทิพย์ คุณกับลูกยังเจอกันได้ตลอดทิพย์ไม่ห้าม แต่ทิพย์คงไม่พาลูกกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว หวังว่าคุณคงจะเข้าใจทิพย์นะ”


    ชายหนุ่มสะอึกรู้สึกมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ...นี่เขาต้องสูญเสียทั้งเธอและลูกไปตลอดกาลแล้วใช่ไหม วิสุทธ์ก้มหน้ายอมรับเรื่องทั้งหมด ตลอดเวลาเกือบเดือนที่เขาทำทุกอย่างแต่สิ่งที่คว้าได้เป็นเพียงอากาศ นี่คงเป็นกรรมตามสนองเขาแล้วใช่ไหม เขาเสียผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งไปเสียลูกชายที่เขารักสุดหัวใจไป


    เหมือนกับที่เขาเคยได้ทำไว้เมื่อหลายปีก่อนกับทั้งคู่



    “ผมไปเยี่ยมคุณและลูกได้ใช่ไหม”


    “ค่ะ”


    “ผมคงไม่ห้ามคุณแล้ว” วิสุทธ์พยักหน้าให้กับตัวเอง เขายอมรับทุกอย่างแล้วไม่ดิ้นรนอะไรต่อไป หยุดความเห็นแก่ตัวของตัวเอง และสิ่งที่เขาจะทำให้ได้ก็มีเพียง “ผมจะรับผิดชอบด้านการเงิน ที่พักทางนู้นให้... หมอดูแลลูกผมดีๆ นะ” ก่อนหันไปกำชับกับนายแพทย์หนุ่ม


    อิทธ์ที่ออกอาการหน้าหรอหราแบบปิดไม่มิด อ้ำอึ้งอธิบายไม่ถูกเพราะดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะเข้าใจผิดไปใหญ่โต แต่ไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายอะไรเสียงเล็กก็ดังขึ้นคล้ายพูดกับตัวเธอเอง หากแต่เขาได้ยินเต็มสองรูหู


    “มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” พูดจบสาวตัวเล็กก็ทำท่าจะเดินหนีทุกคนออกไปจากคลินิกทันที แต่มือใหญ่กลับคว้าเอาไว้


    “คุณต้น อย่าทำเสียสิครับ หมอกับคุณทิพย์ไม่ได้เป็นอะไรกันครับ ดูสิ ‘แฟน’ หมองอนใหญ่โตแล้ว ”


    “ใครเป็นแฟน อย่ามาพูดมั่วๆ นะ” อินทิราแหวใส่อย่างห้ามไม่ได้ คนอะไรอยู่ดีๆ มาขี้ตู่ว่าเค้าเป็นแฟนตัวเอง


    ทุกคนยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ เรื่องทั้งหมดดูเหมือนจะจบลงด้วยดีหากไม่เพราะบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขาสะกิดเตือนถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง “นายครับ แล้วเฮียล่ะครับ”


    “ฉันจัดการเอง” วิสุทธ์กระซิบตอบสีหน้าขรึมลงเมื่อพูดถึงเฮียของทุกคน หรือพ่อแท้ๆ ของเขา รู้อยู่เต็มอกว่าความที่พ่อมีให้กับเขามันมากล้นขนาดไหน แต่บางทีเขาก็กลัวเช่นกันเมื่อรู้สึกได้ว่า พ่อให้ความรักมามากเกินไป


    “งั้นผมขอตัวก่อนเลยแล้วกันนะครับ ส่วนเรื่องคลินิกหมอผมจะให้คนเข้ามาจัดการให้นะครับ แล้วก็ ผมขอโทษสำหรับทุกอย่าง อันที่จริงคุณเป็นหมอที่ดีคนนึงเลยนะหมออิทธ์” วิสุทธ์บอกลาทุกคน แล้วหันไปทางทิพย์สุดา “ผมอยากไปรับลูกกับคุณ วันนี้ผมจะพาคุณกับลูกไปกินข้าว”


    “ค่ะ” จากนั้นทิพย์สุดาก็ล่ำลาทุกคน พร้อมขอโทษขอโพยชุดใหญ่ไปอีกชุดแล้วจึงเดินตามอดีตสามีออกไป




    วิสุทธ์บอกให้เธอเข้าไปรอในรถก่อนเพราะเขาต้องการจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย พอเห็นว่าทิพย์สุดาเข้าไปในรถแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมากดเบอร์บิดาของเขา


    “ว่าไงอาตี๋” เสียงดังติดสำเนียงจีนอย่างคนมีอำนาจลอดผ่านสาย


    “เตี่ย ทำไมเตี่ยต้องทำอะไรรุนแรงแบบนี้ด้วย”


    “อะไรของลื้ออาตี๋” เสียงที่ดูหงุดหงิดโต้กลับมา


    “คลินิกหมอ เตี่ยให้คนไปพังใช่ไหม”


    “ใช่ เตี่ยจัดการเอง ไม่ดีหรือไงลื้อจะได้ตัวตานนท์กับหนูทิพย์คืน”


    วิสุทธ์ถอนหายใจใส่โทรศัพท์หวังให้อีกฝ่ายได้ยิน “เตี่ย เรื่องนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้วนะ ต้นคุยกับทิพย์รู้เรื่องแล้ว”


    “อีไม่ไปเมกาแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงที่ดูกระตือรือร้นทำเอาวิสุทธ์ถอนหายใจเบาๆ ให้ตัวเองอีกที


    “เปล่าครับ ต้นให้ทิพย์กับลูกไป”


    “ว๊ะ ไอ้นี่ ไม่ได้เรื่อง ลื้อไม่คิดถึงลูกคิดถึงเมียบ้างหรือไง เรื่องนี้อั๊วะจัดการเอง”


    “หยุดเลยเตี่ย ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแล้ว ต้นขอร้องนะเตี่ยตอนนี้ต้นมีความสุขดีแล้ว อย่าทำให้ต้นทุกข์เลยนะเตี่ยนะ”


    ปลายสายเงียบลงทันทีที่ฟังลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพูดจบ ก่อนตัดบทเหมือนไม่ใส่ใจ “เออ เตี่ยขอครั้งเดียวเหมือนกัน เตี่ยรู้มันทำให้ลื้อทุกข์ แล้วเตี่ยจะไม่เข้าไปยุ่งกับมันอีกเลย”


    วิสุทธ์ไม่มีสิทธ์ได้แย้งอะไรอีกเมื่อถูกตัดสาย ครั้นจะต่อสายเข้าไปอีกก็พบว่าทางนั้นได้ปิดเครื่องไปแล้ว และเขาก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดต่อหน้าหรือทางไหนหากเตี่ยตัดสินใจแล้วใครก็ค้านไม่ได้ แต่พอหันหลังจะกลับเข้ารถก็พบว่าผู้หญิงที่คิดว่าเข้าไปอยู่ในรถแล้วกลับยืนมองมาที่เขา สีหน้าตื่นตะลึงทำให้สรุปได้ไม่ยากว่า เธอได้ยินทั้งหมด นั่นเอง


    แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจของเตี่ยได้ เพราะหากเขาตัดสินใจอะไรเด็ดขาดแล้วใครก็ฉุดไม่อยู่ แล้วกับวิสุทธ์ที่เป็นลูกชายคนเดียวไม่ว่าจะมีเรื่องเล็กน้อยไปจนถึงใหญ่โต เตี่ยเขาก็จะยื่นมาเข้ามาจัดการเสมอ แม้ชายหนุ่มจะคอยห้ามแต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะบางทีก็อายชาวบ้านที่ตัวเขาเองถูกประณามบ่อยๆ ว่าเป็นไอ้ลูกแหง่ เอะอะก็ฟ้องเตี่ย


    เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงในเมื่อเหตุผลเตี่ยมีเพียงแค่เหตุผลเดียว แต่ทำเอาเถียงไม่ออก ‘อั๊วรักลื้อ อั๊วเหลือลื้อคนเดียวถ้าลื้อเป็นอะไรขึ้นมาแล้วอั๊วจะอยู่กับใคร’


    จนมันติดจนถึงทุกวันนี้ไม่ว่าเรื่องจะเกี่ยวข้องกับเขามากน้อยขนาดไหน เตี่ยก็ต้องเข้ามาจัดการทุกครั้งไป...ก็ได้แต่ภาวนาว่าหมออิทธ์จะไม่โดนอะไรมาก...สร้างเรื่องอีกแล้วเรา




    “งั้นข้าขอตัวก่อนเลยแล้วกัน ยังไงเดี๋ยวไอ้คุณต้นมันก็เอาคนของมันมาเคลียร์ให้อยู่แล้วนี่” ถึงตอนนี้ก็เย็นมากแล้วเขาเองก็เริ่มจะล้าไปบ้างเหมือนกัน “ป่ะพีชกลับกัน”


    “เดี๋ยวก้อง ไปส่งอินให้ด้วย”


    “ทำไมอ้ะ” อินทิราร้องขึ้นมาทันที แล้วทำไมเขาไม่ไปส่งเธอเองเล่า


    อิทธ์เพ่งมองหน้าก้องภพให้ช่วยเขาที ส่วนก้องภพก็สะกิดพีร์ธาดายิกให้ช่วยเขาอีกต่อ พีร์ธาดาเลยกลอกตาขึ้นอย่างเบื่อหน่าย อะไรๆ ก็เธอ


    “ไอ้อิน วันนี้ฉันอยากค้างบ้านแก มีเรื่องเยอะแยะเล่าให้ฟังเลย ป่ะกลับกัน อีกอย่างบ้านพี่อิทธ์กับบ้านแกก็อยู่คนละทาง...ทำไมจากกันแค่นี้จะขาดใจตายเลยหรือไง”


    “จะบ้าเหรอ ใครจะขาดใจ ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”


    พีร์ธาดาเบะปากกับคนปากแข็ง ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าห่วงเขาอย่างกับอะไรดี “จ๊ะๆ ไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เป็น เชิญเสด็จได้แล้วค่ะ” แล้วเธอก็ลากเพื่อนสาวออกมาสำเร็จ


    ก้องภพเดินเข้าไปหาเพื่อนหลังสองสาวพอกันออกไปรอที่รถ เขาสงสัยตั้งแต่เพื่อนเดินไปรับโทรศัพท์แล้วเดินกลับมาสีหน้าเคร่งเครียดที่ถ้าคนที่รู้จักกันผิวเผินคงดูไม่ออก แถมออกปากให้เขาไปส่งแทนที่ตัวเองจะเป็นคนไปส่งแทน “มีปัญหาอะไรอีกวะไอ้หมอ”


    สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มอต้น อิทธ์ยิ้มมุมปากให้เพื่อน “นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวก็จบ”


    “แล้วเมื่อกี้ใครโทรมา”


    “คุณทิพย์”


    “ไอ้คุณต้นไม่หยุดหรือไงวะ” ก้องภพชักสีหน้าใส่ เขายังเคืองไอ้คุณต้นไม่หายโทษฐานที่ไม่ใช้สมองคิด มาพังคลินิกที่ไว้รักษาคนไข้ได้


    “เปล่า ไม่ใช่คุณต้น” อิทธ์ส่ายหัวกำกับ แล้วกวาดสายตาไปทั่วห้องพร้อมบอก “นี่ก็ไม่ใช่ผีมือเขา”


    “อ้าว แล้วใครวะ”


    “เอ็งไปได้แล้วก้อง เดี๋ยวสองคนนั่นสงสัย” อิทธ์ผลักหลังเพื่อนไปที่ประตู เป็นอันปิดสนทนาระหว่างเขากับมัน


    ก้องภพหัวเราะทันที นี่มันทำยังกับไม่รู้ฤทธิ์เดชสองสาวนั่น แค่วันนี้เขาจะรอดชีวิตกลับมาโดยไม่ปริปากเล่าให้ฟังยังยากเลย “โอ๊ย ไม่ทันตั้งแต่เข้ามาเห็นสภาพคลินิกแกแล้วไอ้หมอ”




    อาจเป็นเพราะว่าเขาได้รับคำเตือนมาจากทิพย์สุดาแล้วก็ได้ทำให้เขาไม่รู้สึกโกรธอะไรเมื่อโดนดักทำร้ายหน้าบ้านจากชายฉกรรจ์สองคน ที่มาหาเรื่องเขาอย่างสุภาพ ‘ขอโทษนะครับคุณหมอ แต่ผมทำตามคำสั่งครับ’ กับการโดนชกไปหลายหมัดอย่างสุภาพ หนึ่งตุ้บต่อหนึ่งคำขอโทษ แล้วเขาก็โดนไปห้าคำขอโทษด้วยกัน โอเคเจ็บตัวเล็กน้อยแลกกับความสบายใจทุกฝ่าย


    วันนี้ระหว่างพักเบรกที่โรงพยาบาลชายหนุ่มปลีกตัวมาพักผ่อนยังดาดฟ้าเพราะเขาต้องตอบคำถามทั้งหมอและพยาบาลที่เข้ามาถามตั้งแต่เช้าว่าหน้าไปโดนอะไรมา ซึ่งเขาก็ตอบแบบผู้ชายๆ ไปว่า “ไปพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายมาครับ”


    นายแพทย์อิทธ์นั่งทบทวนตัวเองอย่างเงียบๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาตัวเองเข้าไปช่วยเหลือขนาดนั้นทั้งที่คนไข้รายอื่นเขาก็แทบไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับชีวิตพวกเขามากนัก อาจเป็นเพราะความรู้สึกผูกพันธ์กับเด็กนนท์เพราะนี่คือคนไข้รายแรกๆ ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย ตัวเขาใกล้ชิดกับเด็กชายคนนี้มากเหลือเกิน แถมระยะเวลาที่ใช้รักษาก็กินเวลาสมควรแม้ไม่หวังให้หายขาดขอเพียงแค่อาการดีขึ้นก็พอแค่นั้นยังทำไม่ได้เลย


    เขาทำเกินไปไหมที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปมีส่วนร่วมกับปัญหาครั้งนี้ และกับการที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในวิชาชีพอาจไม่ใช่เรื่องที่สมควรสำหรับคนที่มีอาชีพเฉกเช่นเดียวกับเขา


    หรืออย่างที่ก้องภพหรือแฝดมันว่าไว้ว่าเขาเป็นพวกแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว หลังๆ มานี่เขาเลยเพิ่มเข้าไปอีกว่า ไม่ใช่แค่โลกกูหรอก โลกคนอื่นกูก็ช่วยเขาแบกอยู่นี่ไง


    แต่เอาเถอะยังไงก็แฮปปี้เอนดิ้งไปแล้ว


    อิทธ์ยิ้มประชดตัวเองส่ายหัวกับนิสัยหรือถ้าเรียกให้ถูกคือสันดานที่ชอบใส่ใจคนอื่นมากเกินไป ง่ายๆ คือยุ่งเรื่องคนไข้นั่นเอง แต่ต่อไปนี้เขาคงไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไปแล้วล่ะ เพราะต่อจากนี้เขาต้องใส่ใจจิตใจความรู้สึกของผู้หญิงแสนจะขี้งอนคนนั้นอย่างที่สุดแล้วล่ะสิ




Create Date : 19 ธันวาคม 2553
Last Update : 19 ธันวาคม 2553 1:19:57 น. 3 comments
Counter : 489 Pageviews.

 
@คุณเอิงเอย - หมออิทธ์เป็นพวกให้แต่คนอื่นค่ะ บางทีก็หมั่นไส้ไอ้หมอบ้านี่เหมือนกัน แกจะใจดีไปไหนห๊ะ บางทีก็ซื่อบื้อไร้ขอบเขต แถมมั่นใจในตัวเองแบบเกินเยียวยา สงสัยต้องให้หนูอินช่วยสั่งสอนซะแล้ว ^^

ช่วงนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ สุขภาพไม่แข็งแรงเอาซะเลย แต่ไม่ลืมที่จะอัพนะคะ :))

อัพอีกทีขอเป็นช่วงวันศุกร์เลยแล้วกัน ยังไงเอามาลงจบก่อนปีใหม่แน่นอนค่ะ

อากาศเริ่มเย็นลงอีกแล้ว รักษาสุขภาพด้วยเน้ออออ


โดย: ตุยเหมี่ย วันที่: 19 ธันวาคม 2553 เวลา:1:30:44 น.  

 
เฮ้ออออออ หมออิทธ์จ๋า คราวหน้าคราวหลังจะทำอะไรคิดให้ดีๆ นะค่ะ มันอาจจะไม่จบลงด้วยดีเหมือนครั้งนี้ (แต่คงไม่มีแล้วเนาะ เพราะใกล้จบแล้ว) เพราะมันยากที่เข้าใจในเหตุผลที่ทำนะ // รอลุ้นบทสรุปของหมออิทธ์และนู๋อินนะค่ะว่าจะหวาน อบอุ่นแค่ไหน

อากาศเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เอิงก็ไม่สบาย เป็นหลอดลมอักเสบอยู่นานเหมือนกัน ตอนนี้ก็ยังไออยู่เลยค่ะ คุณคุยเหมี่ยพักผ่อนเยอะๆ นะค่ะ ห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นด้วยค่ะ อากาศเย็นแล้ว


โดย: เอิงเอย IP: 118.172.31.251 วันที่: 20 ธันวาคม 2553 เวลา:11:25:14 น.  

 
เพิ่งได้มีโอกาสอ่าน สนุกมากๆเลยค่า ขอบคุณที่เขียนนิยายสนุกๆให้อ่านนะคะ
อ่านแล้วรู้สึกพระเอกแต่ละคน อบอุ่นมากกกกก


โดย: จี้ IP: 122.197.228.236 วันที่: 15 มิถุนายน 2554 เวลา:18:17:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตุยเหมี่ย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




"ดากร" ... ณ ตอนนี้ขอเปลี่ยนนามปากกาเป็นชื่อนี้แล้วนะคะ

นามปากกานี้เป็นการดึงชื่อจริงของตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ว่าเข้าไปนั่น)

เหตุที่เปลี่ยนก็เพราะว่า รู้สึกแปลกเล็กน้อยที่เอานางเอกของเรื่องมาทำเป็นนามปากกา มันเขินบวกรู้สึกชาที่หน้าแบบบอกไม่ถูกยังไงไม่รู้

ดากร ... จำไม่ยากหรอกค่ะ ดากร
< /embed>

Friends' blogs
[Add ตุยเหมี่ย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.