All Blog
เพื่อนกิน ... ใครว่าหาง่าย
เรื่องนี้ เป็นภาคต่อ ของ โอ้ว่าความสุขใจ ช่างผ่านไปเร็วนัก... โดยจะเป็นเรื่องของการสังสรรค์และการกินแบบล้วนๆ ... เรื่องนี้ จะมีกี่ภาคนั้น ก็ต้องดูความสามารถด้านการกินของเรากันต่อไป...

โดยเริ่มจาก... การนัดเจอเพื่อนๆ สมัยป.ตรี ซึ่งแยกย้ายกันไปหลายปีดีดัก นัดเจอกันก็ยาก ... ไหนจะอยู่กันไกล ไหนจะสามี ไหนจะลูก... ที่ยังไม่แต่งงานก็ใช่ว่าจะตัวเปล่าเล่าเปลือย... มาถึงก็ไม่รู้จะกินอะไร เกี่ยงกันไป เกี่ยงกันมา ว่าจะกินอะไรดี แบบว่าทุกคนมารยาทดีมาก... ประมาณว่า อะไรก็ได้ ขอให้บอกมา ก็สนุกดี ไปกินพิซซ่า (เพื่อนที่มาวันนั้น ก็มี น้ำใส (ฉายคู่กับพี่ต้น) บุ๊ค ท๊อป )


จากนั้น ก็ไปเดินเล่น เดินไปเดินมา ก็เจอ 'อ้อ' ( หรือที่เพื่อนๆ รู้จักในชื่อจริงว่า อะระชะระ หรือถ้าบังเอิญเอาตัวอักษรมาต่อกัน ก็จะได้เป็น อรชร หรือหญิงงามนั่นเอง แต่ด้วยลุค ที่ขัดกันโดยสิ้นเชิงกับชื่อ ทำให้ชื่อเดิมของอ้อ ถูกทดแทนด้วยชื่อเรียกใหม่..ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา) โดยบังเอิญ ... อะไรจะโลกกลมขนาดนั้นหว่า จากนั้น ก็มีการโทรเรียกตัวเพื่อนๆ มาด่วน แต่สุดท้ายก็มีแค่ 'ฟลุ๊ค' เพิ่มขึ้นมาอีกแค่คนเดียว...



การเจอกันครั้งนี้มีการอัพเดทข่าวสารมากมาย... ที่สำคัญ ครั้งนี้ เราได้แก้ข่าวว่า จริงๆ แล้วการมาอยู่ต่างประเทศเป็นการมาเรียนต่อ ไม่ได้แต่งงาน แล้วย้ายตามสามี ... ไม่น่าเล่นมุขไปเลยเรา ... แบบว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว พี่สาวของเราแต่งงาน เราก็ดันเล่นมุขบอกเพื่อนๆ ไปว่า เรากลับไปแต่งงาน ... ก็ดันเชื่อเฉย...ก็น่าจะรู้อยู่อ่ะนะ ว่าผู้ชาย ไม่ใช่กับข้าว take away ที่คิดอยากกินก็เดินสั่งประมาณว่า... หล๊อ หล่อ เอ้า ห่อให้ด้วย... (คิดถึงเพลงของยุ้ย ญาติเยอะ เข้าไว้) .... เด็ดกว่านั้น อ้อเดินมาจับพุงเรา คิดว่าเราท้อง... เหอๆๆ แค่ห่วงยางเจ็ดชั้นเท่านั้นเอง... คิดแล้วปลงตัวเองเลย

หลังจากนัดกันวันนั้นแล้ว เราและเพื่อนๆ ก็มีการนัดกันนอกรอบ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพบกันภายในกลุ่มเล็กๆ ของพวกเรามากกว่า ซึ่งประกอบไปด้วย ต๋อม น้ำใส และโอ๊ด เพื่ออัพเดทข่าวสารข้อมูล... ชีวิตรัก การเรียน และครอบครัวของแต่ละคน... ประมาณว่า ถ้ากลุ่มใหญ่ ความคมชัดลึก ของข้อมูลที่ได้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย... พวกเราที่ชอบบริโภคข่าวสาร จึงรวมกลุ่มเล็กๆ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ...

โดยสถานที่นัดพบ ก็เป็นที่โรบินสันรัชดาก่อน..ซึ่งเรากับน้ำใสนัดเจอกัน เพื่อทดสอบ แบบทดสอบสำหรับงานวิจัยของเรา จากนั้น ต๋อมก็ตามมาสมทบ ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายลำตัว กันไปยังโรงแรมดิเอมเมอรัล ห้องอาหารไดอิชิ (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณานะ... แค่อยากแนะนำของดี ให้ได้ลองกัน)... เพื่อกินบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น...โหย ไม่อยากจะเซด อาหารอร่อยมากๆ มีให้เลือกเยอะสุดๆ เลยแหละ อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ที่กลาสโกว์ ไม่ค่อยมีอะไรให้เลือกมากก็ได้มั้ง แล้วก็ด้วยราคาแล้วเนี่ยะ กลับไปกินเมืองไทย ได้อะไรๆ ที่ดีๆ กว่ากันเยอะมั่กมาก




พวกเราไปถึงห้องอาหาร เวลาเปิดทำการพอดี คือ หกโมงเย็น ชิมไป บ่นไป แลกเปลี่ยนข่าวสารการบ้านการเมืองกันไป ... โอ๊ดก็โทรมาส่งข่าว ว่าอาจจะมาได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะการประชุม สุดท้าย พวกเราก็ได้เจอกันครบองค์ประชุม ก็ประมาณสองทุ่มครึ่ง... จากนั้น ก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนร้านปิด ซึ่งก็เป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มได้ ถึงได้แยกย้ายกันกลับ โอ๊ดไปส่งต๋อมขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน น้ำใสกลับกับเรา เพราะคืนนี้ค้างที่บ้านเรา เราเพิ่งมาคิดว่าว่า... เราลืมถ่ายรูปอาหารที่เราไปกิน...แบบว่าถ่ายแต่รูปพวกเรากันเอง เฮ้อ แย่จังเลย.. แต่ก็ยังดีกว่า ไม่มีรูปเลยอ่ะนะ



Create Date : 16 กันยายน 2549
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:29:22 น.
Counter : 336 Pageviews.

ไหว้พระเก้าวัด...เพื่อเสริมบารมี และฝึกความอดทน..
เมื่อพูดถึงการไหว้พระเก้าวัด... แต่โบราณมา เป็นการทำบุญเพื่อเสริมบารมีด้าน ความเพียร เพราะว่าการเดินทางไปทำบุญนี้ ต้องทำให้ได้ เก้าวัด ภายในเวลาหนึ่งวัน ... โดยถ้าปราศจากความเพียร แล้วก็ตั้งจริงแล้วไซร้ จะไม่สามารถสำเร็จได้เลย

การทำบุญเก้าวัดที่นิยมกันในบ้านเรา ก็จะเป็นการทำบุญเก้าวัดในกรุงเทพ ซึ่งจะมีลิสท์เอาไว้อยู่แล้ว ว่ามีที่ไหนบ้าง และเสริมบารมีในด้านใดบ้าง ... และอีกที่ก็จะเป็นที่อยุธยา แต่การทำบุญเก้าวัดของเราในครั้งนี้ เป็นภาคผนวก อยุธยา และกรุงเทพเข้าด้วยกัน รู้สึกว่าจะเป็นวันสำคัญทางศาสนาซักวันนึงแหละ ไม่วิสาขบูชา ก็เข้าพรรษา เพราะว่ามีการเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ ไปยังวัดพระแก้ว

โดยเริ่มการเดินทางกันตั้งแต่เกือบตีห้า จากบ้าน... ถึงท่ารถตู้ ประมาณตีห้า(เนื่องจากไม่มีใครสามารถขับรถในกรุงเทพได้ ทางเลือกนี้จึงดีสุด ด้วยประการทั้งปวง) ถึงอยุธยา หกโมงกว่า แล้วนั่งสามล้อเครื่องไปวัด พนัญเชิง และวัดอีกวัดนึงคือ วัดมงคลบพิตร





จากนั้นก็กลับเข้ากรุงเทพ ไหว้พระอีกแปดวัด... ตกลงวันนั้นได้ทำบุญมากกว่าเก้าวัด เสร็จประมาณบ่ายสาม(เสร็จเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ) จากนั้น ก็ไปนั่งกินข้าวกัน ตามประสา พ่อ แม่ ลูก ที่สวนดุสิต

ได้ออกท่องเที่ยวไปต่างถิ่นอย่างนี้ พลาดไม่ได้เลย ที่จะกดชัตเตอร์แล้วก็เอาภาพความประทับใจต่างๆ มาฝากกัน... ก็ตามเคย ที่คงไม่มีหน้าตาของมาทำให้เสียรสชาติในการอ่าน... เพราะอ่านไปด้วย ดูหน้าเราไปด้วยเนี่ยะ คงไม่หนุกเท่าไหร่นักหรอก จริงป่ะ... ก็เริ่มกันด้วย วัดที่อยุธยาก่อนก็แล้วกัน แล้วก็ตามด้วย บรรยาการของวัดต่างๆ ในว่าจะเป็น วัดโพธิ์ วัดพระแก้ว วัดระฆัง วัดอรุณ วัดบวร วัดโบสถ์ วัดสุทัศน์








เรื่องราวที่เราได้ถ่ายทอดไปในวันนี้ อาจจะไม่แจ่มชัดในความคิดของใครๆ แต่สำหรับเราแล้ว... มันเป็น สิ่งที่คอยเตือนความทรงจำของเรา ว่าครั้งหนึ่ง ในวันนั้น เราเคยได้ไปทำบุญเก้าวัด พร้อมครอบครัว ซึ่งโอกาสแบบนี้ คงหาได้ไม่ง่ายนักสำหรับเรา



Create Date : 14 กันยายน 2549
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:29:09 น.
Counter : 372 Pageviews.

เวลาแห่งความสุขใจ ช่างผ่านไปเร็วนัก... ภาคอารัมภบท
โอ้ว่า น่าเศร้าใจ... เหตุไฉน เวลาผ่านแห่งความสุขใจ ช่างผ่านไปเร็วนัก... ขึ้นมาก็น้ำเน่ากันเลยครับท่าน...แต่จะเน่าแค่ไหน ก็ยังเห็นเงาจันทร์... แป่ววววว มุขไหนกันเนี่ยะ

เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แบบว่า วุ่นกับเรื่องนั้น เรื่องนี้ ปนเปกันไปหมด ... มาเปิดบล็อกดูอีกที ก็..เฮ้ย ทำไม เราห่างหายจากการบันทึกไปนานขนาดนี้หว่า... นับได้เกือบห้าเดือน โหย... จะครึ่งปีเนี่ยะ เวลาไม่น้อยเลยแหละ

เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย... จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไหนๆ วันนี้ก็ถือว่าฤกษ์งามยามดีแล้ว ก็มาบรรเลงถ่ายทอดเรื่องราวกันซักหน่อยดีกว่า... คงไม่ว่ากัน

เรื่องในบล็อกนี้ ก็คงจะว่ากันด้วย เรื่องราวความประทับใจ ท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ของเมืองไทย... ไม่ว่าจะไปด้วยเหตุผลของทางราชการ หรือราชเกินก็ตาม... แต่เมื่อใจมันเรียกร้อง ก็เลยอยากจะถือโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้ได้รับรู้กัน...

การบันทึกอาจจะย้อนไปย้อนมาซักเล็กน้อย... ใครที่เป็นเพื่อนกับเรามาก็คงจะรู้ดีอ่ะนะ ...ว่าเราไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่นัก... น่ากลัวจริงๆ เลย ... เอาเป็นว่า จะเล่าตามลำดับที่เราจำได้ก็แล้วกันนะ... ก็ตามสไตล์อ่ะแหละ งานไหน มีจุดให้ประทับใจมากก็จำได้มาก... ประทับใจแง่ไหน ก็แล้วแต่จะคิดก็แล้วกันอ่ะ...

เริ่มต้นกันด้วย การเดินทางกลับเมืองไทยเลยแล้วกันนะ... เราเดินทางกลับจากกลาสโกว์ ถึงเมืองไทย ด้วยสายการบินยอดนิยม Emirates เพราะนอกจากจะถูก บริการดีแล้ว ยังเป็นสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพ มาที่นี่เลย (ไม่ถือว่าการเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เป็นปัญหาใหญ่ เพราะกระเป๋าต่างๆ โหลดไปกับเครื่องอยู่แล้ว) สบายสุดๆ เราออกจากที่นี่ วันที่ 06/06/06 เป็นวันดีอะไรเช่นนี้... วันนี้แทบจะไม่มีฝรั่งบินเลยแหละ เพราะเค้าถือกันว่าเป็นวันไม่ดีอย่างแรง ... OMEN แต่เราไม่ถือ ดีซะอีก เครื่องว่างจัด เราเลยได้นอนยาว สบายไปเลย... เราเลือกนอนแถวกลาง ได้เก้าอี้ตั้งสี่ตัวแน่ะ... ดีสุดๆ

เครื่องถึงดอนเมืองประมาณเที่ยงครึ่ง ออกมาเรียกแท๊กซี่ นั่งแป๊บๆ ก็ถึงบ้านแล้ว... ขณะที่นั่งมาก็คุยเรื่องการบ้านการเมืองกับคุณลุงคนขับ... คุณลุงแกเคยเป็นทหาร และเคยขับรถให้คุณนายของนายพลบิ๊กๆ มาก่อนที่จะเกษียณ... พอเกษียณแล้วเบื่อๆ ก็เลยมาขับแท๊กซี่...ได้มีเพื่อนคุย ก็คงหาเพื่อนคุยจริงๆอ่ะแหละ เพราะขับมาระยะนึง ก็เพิ่งคิดได้ ว่าลืมกดมิเตอร์อ่ะ... ก็ดีนะ ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ เพิ่มขึ้นอ่ะนะ ...สนุกดี

กลับบ้านไปงวดนี้ จริงๆ ก็คือกลับไปทดสอบความเป็นไปได้ของงานที่ทำ ซึ่งจะต้องเก็บข้อมูลเป็นสองช่วงการทดสอบ... ซึ่งการทดสอบแรก ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนการทดสอบที่สอง กว่าจะคลอดออกมาได้... ก็เครียดไปนานเหมือนกัน... การกลับไปงวดนี้ ก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมากมาย แค่อยู่บ้าน เวลาก็ผ่านไปไวราวกับติดปีกแล้ว...

กลับมาอยู่บ้านคราวนี้ส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพ มีไปเมืองกาญจน์บ้าง เพื่อไปเก็บข้อมูล ไปนครศรีธรรมราชเพื่อไปหาพ่อ และเยี่ยมญาติๆ ฝ่ายพ่อ ไปสงขลา แวะไปเยี่ยม พี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานเก่า เป็นการกลับไปเพื่อเยี่ยมเยียนโดยแท้ มีแวะไปเยี่ยมเพื่อน และรุ่นพี่ที่โคราช ... สุดท้ายก็เตลิดไปเถิดเทิง หรรษาปาจิงโกะกับหลานๆ (ลูกชายรุ่นพี่) ที่ชัยภูมิ ก่อนที่จะโดยสารรถทัวร์...ที่เอื้อเฟื้อที่นั่งโดยรุ่นพี่ (แบบว่า เด็กเส้นอ่ะ... เอ่ยชื่อเฮียแฟนรุ่นพี่...ก็ไม่ต้องใช้ตั๋ว เหอๆๆ)

การกลับไปคราวนี้... แผนการเดินทาง ช่างมากมายนัก... แรกๆ เรามีแผนว่า จะไปเยี่ยม เพื่อนของรุ่นพี่ที่อุบล หลังจากที่เคยแวะไปเยี่ยม และติดใจในรสชาติของอาหาร ที่พี่เค้าเอามาหลอกล่อ... อร่อยสุดๆเลย ทั้งข้าวเปียกญวณ (ก๋วยจั๊บ) ข้าวเกรียบปากหม้อ (เป็นข้าวเกรียบแผ่นใหญ่ๆ ที่มีหมูสับ แล้วก็ผัก ...มีน้ำจิ้มพรมอยู่ข้างบน... จำรายละเอียดไม่ค่อยได้... แต่บอกได้ว่า คนละเวอร์ชั่นกับที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด...อร่อยมากครับท่าน...ลองซักครั้ง จะไม่ลืมเลย) พูดแล้วก็อยากกิน... แถมแหนมเนืองให้ด้วยอ่ะ...

ในแผนที่วางไว้ ก็ว่าจะไปดูผีตาโขนที่เมืองเลย เพราะมีรุ่นพี่ และเพื่อนๆ อยู่ที่นั่น และรุ่นพี่ที่ว่าเนี่ยะ ก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็พี่ ที่มีลูกชาย บ้านอยู่ชัยภูมิ... และเป็นอีกคนที่เราแวะไปหา และพักด้วยที่สงขลานั่นเอง... กะว่าถ้าเที่ยวเมืองเลยเสร็จ แวะเยี่ยมเพื่อนเก่าสมัยม.ปลายด้วย... ก็จะต่อไปอุบล... โหย ความคิดเลอเลิศบรรเจิดใจสุดๆ ...แต่ต้องสะดุด เพราะคิดงานไม่ออก อยู่นิ่งๆ ที่กรุงเทพเกือบสิบวัน ... เพื่อนๆ ก็น่ารักใจหาย เพราะแค่เราเกริ่นว่าเราจะไปเที่ยว เพื่อนที่นั่น ก็คิดว่าตอนนี้เราอยู่ที่โน่น เพื่อนที่โน่น ก็คิดว่าเราอยู่ที่นี่... แบบว่า เปลี่ยนที่ทำงาน ที่เรียนบ่อยก็งี้แหละ ... อยู่ที่ละสองปี ก็รู้จักคนมากขึ้น ... แบบว่า ไม่อยากพูดว่าตัวเองแก่ขึ้นหรอก... อายุก็แค่เพียงตัวเลข...

สุดท้าย... ประมาณวันที่สิบกรกฏา ก็เริ่มตะหนก และตระหนักว่า ... ตายแล้ว งานก็ยังไม่ก้าวหน้าเลย ทำไงดีละเนี่ยะ... ก็เริ่มวางแผนการ แล้วก็ลงมือทำงานอย่างจริงจัง ไปเก็บข้อมูลที่เมืองกาญจน์ ก็ได้ความร่วมมือทั้งจากรุ่นพี่และเด็กๆ จนงานต่างๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี... ที่เมืองกาญจน์ เราได้กินหลายๆ อย่างที่อยากกิน...เนื้อย่างอาป๋า ที่เราติดใจมานาน ตั้งแต่ยังไม่มีสาขาที่เมืองกาญจน์ ต้องถ่อสังขารไปกินถึงราชบุรี... (มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายหรอก ก็หาเรื่องแวะไปเยี่ยมเพื่อน ... จากนั้นก็ไปนวดตัว ...นวดเท้า เสร็จก็ไปกิน... ค้างคืนจากนั้น ก็กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง)... จนเค้าสร้างสาขาที่นี่ เปลี่ยนเป็นบุฟเฟต์ เราก็ยังคงเป็นลูกค้าอย่างเหนียวแน่น... (ก็แค่จะบอกว่า... เมื่อชอบอะไรแล้ว ก็เปลี่ยนยากอ่ะ...รักใครรักจริงๆ ...เฮ๊ย!!! เกี่ยวกับไงหว่า)

นอกจากแวะไปกินที่เมืองกาญจน์แล้ว เกือบทุกทริป และทุกการนัดเจอกันของเพื่อนๆ ก็มีเรื่องกินเป็นหลัก ... เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกินช่างมากมายนัก เพราะเราถือคติว่า... เรื่องกินเรื่องใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้กินเนี่ยะ เรื่องใหญ่กว่า...เราก็เลย ไม่อยากทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยการ ชิมไปถ่ายทอดไป... ดังนั้น.. จึงขอแตกประเด็นเรื่องราวของการกินออกไปเป็นตอนหน้า... อย่าลืมติดตามกันให้ได้น้า...



Create Date : 14 กันยายน 2549
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:28:50 น.
Counter : 240 Pageviews.

สี่ปีแสนสั้น กับเรื่องราวมันๆ ในรั้วมอดินแดง ตอนจบ
หลังจากเล่าเรื่องราวของพี่ๆ น้องๆ ในภาควิชากันแล้ว ก็พลาดไม่ได้ ที่จะพูดถึงเรื่องราวที่น่าประทับใจกับเพื่อนๆ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากว่าสี่ปี ... จริงๆ แล้วเรื่องราวประทับใจมันมีมากกว่าที่จะได้เล่าไปมากนัก แต่ว่าเนื่องจากเหตุผลบางประการ ทำให้ใม่สามารถเผยแพร่เวอร์ชั่นเต็มได้ ทางเราเองก็ได้แต่เชื่อว่า ... เรื่องราวบางส่วนนี้ จะทำให้พวกเรา จะได้ร่วมระลึกถึงความทรงจำดีๆ ร่วมกันนะ

ภูกระดึง ถิ่นนี้ช่างมีมนต์ขลัง

ขอข้ามมาเขียนเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ แบบว่ามันนานมากแล้ว แต่ยังจำได้ดี... เนื่องจากเราประทับใจมากๆ ทั้งคน ทั้งสถานที่ ...ตอนที่ไปขึ้นภูกระดึง ...เหล่าผู้กล้าทั้งสิบคน ได้ผนึกกำลังกัน ออกเดินทางในช่วงวันหยุดวันพ่อ ไม่มีใครล่วงรู้ล่วงหน้าว่า ช่วงสามวันที่พวกเค้าขึ้นไปนั้น จะต้องผจญกับเหล่าผู้กล้าที่เดินมาจากถิ่นอื่นๆ ทั่วประเทศไทย หลายหมื่นชีวิต...โอ้ก้อด... คิดแล้วมันก็เป็นความทุกข์ที่ยากจะบรรยายนะ ต้องต่อแถวเข้าห้องน้ำ เพื่อทำทุกอย่างเนี่ยะ นรกมีจริงเลยแหละ โชคดีนะที่เราเป็นคนไม่ค่อยชอบอาบน้ำ เลยรอดตัวไป อิอิ ...ไหลออกนอกทางอีกแล้วเรา... มาว่ากันต่อดีกว่า ว่ากลุ่มผู้กล้าของเรามีใครมั่ง...เริ่มที่ผู้หญิงก่อนแล้วกันนะ ...กลุ่มเรามีผู้หญิงไปสองคน คือ เรา กับนิ(ถ้าขาดเธอไปซักคน เราคงแย่ เพราะอดไป เหอๆๆ) ส่วนผู้ชาย ก็มี โอ๊ด ท๊อป โจ ตูเช่ แก่ กาโม่ บุ๊ค เจ้ย (จริงๆ ชื่อโจ้ แต่พวกเราไม่เรียกหรอก ไม่สมศักดิ์ศรี)

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการว่าจ้างรถสองแถวให้ไปรับ แล้วก็ไปส่งที่ภูกระดึง พวกเราไปถึงที่หมายประมาณแปดโมงเช้า ขนของเดินอยู่ได้สักพัก ก็ได้ยินประกาศที่ทำให้เข่าอ่อน แทบทรุด...นั่นก็คือ ขณะนี้ลูกหาบของเราได้หมดลงแล้ว...ขอให้พวกท่านขนของขึ้นไปเอง... นรกแล้วสิครับท่าน ก็ของที่พวกเราขนมายังกับจะกินอยู่ซักอาทิตย์ แบบว่ากลัวว่าข้างบนจะไม่มีอะไรเลย (ครั้งหน้าขนไปแต่เงินแหละ ของไม่ต้อง) คนก็เริ่มหลั่งไหลกันเข้ามา พวกเราก็เลยวางแผนว่า จะแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกขึ้นไปจองเต็นท์แล้วก็จัดการเรื่องอาหาร ส่วนที่เหลือ ก็ดูแลข้าวของที่จะถือขึ้นไป แทบเป็นลม...แต่แล้วโอ๊ดก็พูดขึ้นว่า ...ลองไปยืนทำหน้าโง่ๆ ดูสิ เดี๋ยวก็มีลูกหาบเดินเข้ามาถามเองนั่นแหละ... แล้วก็เป็นจริงดังคาด พวกเราได้ลูกหาบในราคากิโลกรัมละ สิบห้าบาท ซึ่งถือว่าถูกมากๆ แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ บ่นกันว่าแพง แต่พอขึ้นไปถึงบนนั้นได้นะ ...นึกสรรเสริญลูกหาบในใจเลย เพราะขนาดว่าพวกเราไม่ได้ถือของอะไรนะ ยังแทบตาย แล้วเค้าแบกทุกอย่างเลยเป็นร้อยโล แล้วคนก็ติดมากๆ พวกเราขึ้นไปตั้งแต่สิบโมงเช้า ขึ้นไปถึงข้างบนตอนบ่ายสี่กว่าๆ ทั้งๆที่เพื่อนกลุ่มแรกไปถึงตั้งแต่เที่ยงๆ แล้ว

พอขึ้นไปถึง หนาวก็หนาว ลูกหาบก็ขึ้นมายังไม่ถึง ทุกคนเครียดกันมากๆ เพราะจำหน้าลูกหาบไม่ได้ คนก็เยอะ มืดก็มืด แล้วทุกอย่างก็อยู่กับลูกหาบหมด แต่สุดท้าย เรื่องราวทุกอย่างก็จบลงอย่างสวยงาม ท๊อปจำของที่ลูกหาบถือได้ ก็เลยเจอลูกหาบ ...บรรยากาศค่ำคืนนั้นบนภูกระดึง เหมือนค่ายผู้อพยพที่เราได้ดูทางทีวีเลย เพราะว่าเต็นท์แล้วก็คนเต็มไปหมด ต่างก็จุดไฟหุงหาอาหารกัน...ได้บรรยากาศไปอีกแบบ คืนนี้เอง พวกเราก็ได้โหวตกันว่า พรุ่งนี้เราจะไปไหนกันดี เสียงส่วนใหญ่อยากไปป่าปิด คนที่อยากไปดูพระอาทิตย์ขึ้นซึ่งมีคนเดียว ก็งอนตามระเบียบ เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าจะไปไหน เราก็ได้รับเกียรติอันทรงคุณค่าทันทีว่า...โดยเราได้รับหน้าที่ให้ไปจองป่า ซึ่งต้องไปจองตั้งแต่ตีห้าแน่ะ แล้วที่สำคัญนะ พอไปแล้วเค้าบอกว่ามันเต็มแล้วตั้งแต่เมื่อคืน...เฮ้ย...ได้ไงวะ อันนี้เราวีนแตกเลย เราบอกว่าเราก็ทำตามกติกาทุกอย่าง แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ อย่างงี้ก็ไม่ต้องบอกกันสิว่าให้มาจองวันนี้ ถ้าให้จองได้เมื่อวานกี่โมงก็จะมา ...บ้าที่สุด (มาถึงตอนนี้ เราอยากจะกลับไปขอโทษเจ้าหน้าที่จัง เค้าก็ทำดีที่สุดแล้ว ... แต่เราก็ดันไปว่าเค้าอีก) ในที่สุดพวกเราก็อดทุกอย่าง ทำได้อย่างเดียวคือ เดินรอบๆ เพื่อดูบรรยากาศของภูกระดึง

จากการพลาดอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เกิดบรรยากาศโคตร มาคุ... เราพยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นโดยการเรียกถ่ายรูปนะ...เสียดายเหมือนกัน ไม่รู้ว่ารูปถ่ายหายไปไหนหมดอ่ะ เรียกเพื่อนถ่าย ก็ไม่ค่อยจะยอมถ่ายกัน ระหว่างทางพวกเราก็เก็บท่อนฟืนกลับไปเผาไฟด้วย เพราะคืนนี้มีไฟกับน้ำมันแล้ว ....เกือบลืมแน่ะ ที่นี่เราประทับใจสระอโนดาตมากๆ เห็นในรูปโคตรสวยเลย แต่ของจริงเนี่ยะ เหมือนหนองน้ำดำๆ มีต้นไม้โดนเผาล้มลงไปตาย... จนต้องย้ำกันว่า...เนี่ยะนะ สระอโนดาต ...แต่ไม่น่าเชื่อนะ ว่าถ่ายรูปออกมาแล้วจะสวยมากๆ

หลังจากที่เที่ยวกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ก็กะว่าจะอาบน้ำซักหน่อย...เค้าก็ดันประกาศว่า น้ำจะมาตอนประมาณห้าโมง.... สรุปว่าคืนนั้น เราได้เช็ดตัวกับสระผมตอนหกโมงมั้ง ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ คืนนั้นมีการก่อกองไฟ แล้วก็สนทนากันเรื่องเพลง สลับกับการดูดาว หนาวนะ แต่ก็รู้สึกดี วันรุ่งขึ้นก็กลับลงมาแต่เช้า ถึงภาควิชาตอนบ่ายๆ จากนั้นก็ตรงดิ่งกลับหอ ได้พักซักที... เฮ้อ เหนื่อยแทบขาดใจ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า ครั้งเดียวก็เกินพอ...



Create Date : 24 ตุลาคม 2548
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:27:42 น.
Counter : 276 Pageviews.

สี่ปีแสนสั้น กับเรื่องราวมันๆ ในรั้วมอดินแดง ตอนสอง
จากเรื่องพี่ๆ สายรหัส และเพื่อนๆ แถวรหัสแล้ว... เรื่องราวต่อมา ก็ยังคงเกี่ยวพันกับความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ แต่กระเถิบเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น โดยเป็นเรื่องของพี่ๆ น้องๆ ในภาควิชาที่เราเรียนอยู่น่ะ

การรับน้องของพี่ๆ ภาคคอม ....จากถูกรับ...เป็นตั้งรับ

รุ่นสี่ของภาคคอม...ปีนี้มีเพื่อนๆ มากหน้าหลายตา ทั้งที่คุ้นเคย และไม่คุ้นเคย เข้ามาเรียนร่วมกัน... มีผู้หญิง แปดคน แล้วก็มีผู้ชายอีกร่วมสามสิบคน ... แต่ที่ยืนหยัดอยู่ด้วยกัน จนถึงวินาทีสุดท้าย แล้วก็จบไปเนี่ยะ มีประมาณยี่สิบปลายๆเห็นจะได้... ไม่ต้องตกใจว่าทำไมหายไปมากมายกันขนาดนั้น ก็มีย้ายภาคมั่ง ย้ายมหาลัยมั่ง ซิ่วมั่ง รีไทร์มั่ง มั่วไปหมดเลยแหละ

ปีนี้ พี่ๆ พาพวกเราไปรับน้องที่เขื่อนจุฬาภรณ จ. ชัยภูมิ เสียดายที่ฝนตกตลอดจนชื้นไปหมด เลยทำกิจกรรมไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้น่ะ ....พี่ๆ จัดทำฐานต่างๆ ไว้เพื่อให้พวกเราได้แสดงความสามารถ แล้วก็ความสามัคคี ตกเย็นก็มีการแสดงของแต่ละชั้นปี... อันนี้สนุกมากๆ เลย ...ลืมเล่าไป ตอนที่พวกเราเดินทางไป พวกพี่ๆ ก็ชอบมานั่งคุย แล้วก็มีการอำกันไปอำกันมา... พี่ต้น(พี่ปีสี่) ก็อำเพื่อนๆ ว่า อย่าไปกวนน้องเค้ามากนะ ไม่รู้เหรอว่าบ้านน้องเค้าเป็นค่ายมวย... เมื่อพี่ต้นส่งมุขกันขนาดนี้แล้ว จะไม่รับรึ ...ก็กระไรอยู่... เราก็เลยบอกไปว่า ...พี่อย่าบอกใครนะ ...ไม่อยากให้เพื่อนรู้ เดี๋ยวเพื่อนจะไม่คบนิล...น้าาาาาน ตีบทแตกครับท่าน...จากนั้นเป็นต้นมา เพื่อนๆ พี่ๆ ก็รู้จักกันในนามของลูกสาวค่ายมวย...อะไรจะเท่ห์ขนาดนั้น แต่ความก็มาแตกตอนที่เราทำค่าย CESCA อบรมคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนทั่วภาคอิสาน แล้วอาจารย์ แถวบ้าน ที่เค้ารู้จักเรากับครอบครัวก็มาส่งลูก เค้าก็ทักทายเราถามถึงพ่อ เพื่อนๆ ก็เลยรู้ว่า บ้านเราไม่ใช่ค่ายมวย ฮา ... มีการถามอีกนะว่า แล้วบ้านเธอไม่ได้เป็นค่ายมวยเหรอ... ฮ่าๆ ตลกดี อำมาได้ตั้งนาน...ความแตกซะแล้ว

เมื่อเป็นพี่ปีสาม แล้วพาน้องไปเที่ยวรีสอร์ท ...อันนี้พากันไปรับน้องที่สวิตเซอร์แลนด์รีสอร์ทที่เพชรบูรณ์ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะฝนตกตลอดเลย ขนาดไปเที่ยวสวนผลไม้ ...ฝนยังตกเลย...อดเดินเที่ยว ได้แต่ซื้อของ ...ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้สนิทกับน้องเท่าไหร่ ไม่เหมือนตอนที่ตัวเองถูกรับ อันนั้นรู้สึกว่าน่าประทับใจกว่ากันเยอะน่ะ ไม่รู้เหมือนกัน

เย้....เป็นพี่ปีสี่แล้ว ปีนี้เลยไปรับน้องที่สระบุรี...มีน้องชิต เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดการติดต่อรถ แล้วก็ที่พัก ...รีสอร์ทที่ไปพัก บ้านพักดีมากๆ เลยแหละ พวกเราได้เที่ยวกันที่ปราสาทหินพิมายด้วย...อาจารย์วิโรจน์(หนึ่งในคณะอาจารย์ผู้ควบคุม) น่ารักมาก มาถ่ายรูปทำท่าบ้าๆ กับพวกเราด้วย...อิอิ ...

... มีมุขนึงที่ภาคเราขาดไม่ได้ คือ เรื่องให้เหยียบความลับเนี่ยะ ไอ้ที่บอกว่า รู้แล้วเหยียบไว้นะเนี่ยะ ให้ระวังไว้เลย ... เพราะคนที่รู้ จะกลัวว่าถ้าเหยียบไว้คนเดียว มันจะไม่แน่น ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยให้คนอื่นช่วยเหยียบ มันจะได้แน่นๆ ... เพราะฉะนั้น ถ้าอยากประกาศอะไรเนี่ยะ แค่บอกว่า เหยียบแน่นๆ นะ อย่าบอกใคร...มันจะกระจายได้เร็วกว่าเรื่องที่ต้องการให้ประกาศซะอีก เหอๆ น่ากลัวจริงๆ เลย ... ไม่กล้าเผามากไปกว่านี้แล้วล่ะ ... เดี๋ยวจะแย่



Create Date : 24 ตุลาคม 2548
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:27:21 น.
Counter : 240 Pageviews.

1  2  3  4  

I_am_Nin
Location :
Glasgow  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน... ทางเว็บของเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล็อกส่วนตัวของหนูหิ่นค่ะ(ราวกับว่า ประชาสัมพันธ์ห้างมาเอง)

โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริง รักการอ่านทุกประเภท ชอบท่องเที่ยว (ไม่รักสัตว์ ไม่รักเด็ก เพราะไม่คิดจะเป็นนางงาม อิอิ)... ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวตามแต่กำลังทรัพย์ ชอบเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆ

... หน้าที่การงานตอนนี้ ก็หลบเลี่ยงจากความวุ่นวายของงานการที่ทำอยู่ มาเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง (อยู่ดีไม่ว่าดี มาหาหงอกใส่หัวจนได้) ตอนนี้ก็มาเรียนต่ออยู่ที่เมืองผู้ดีค่ะ

** เพื่อป้องกันการสับสน หนูหิ่นขอแจ้งให้ทราบว่า ชื่อหนูหิ่นที่ใช้ในบล็อกนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นบุคคลคนเดียวกันกับหนูหิ่นที่เป็นนางเอกหนังแต่อย่างใด ชื่อนี้ถูกใช้เพื่อสื่อสารกับพี่น้องและผองเพื่อน... ที่ได้เรียกขานเรามาตั้งแต่หนูหิ่นยังเป็นส่วนหนึ่งของมหาสนุก... (สิบปีที่แล้ว) ... ก็ว่าตัวเองหน้าตาดีพอประมาณนะ ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่พี่เค้าหาคนไปแสดงละคร (ถ่ายสไลด์ ประกอบละคร) เค้าถึงได้ตั้งใจเลือกเราก็ไม่รู้... เลยถือโอกาสใช้ชื่อหนูหิ่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... แล้วที่ใช้ชื่อเป็น... แล้วหนูหิ่น ก็โกอินเตอร์... เพราะว่า ในที่สุดก็ได้มาเรียนต่อนั่นเอง (ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้อยู่บนเกาะนี้รวมเวลาเกือบหกปีแล้ว...) สุดท้ายนี้..ขอได้รับความขอบคุณจากผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนงานเขียน (ในบล็อกนี้) ของหนูหิ่นเสมอมาค่า...