Group Blog
 
All blogs
 
The Constant Gardener โลกนี้คือต้นไม้ในสวนของเรา

ปีที่แล้วมีหนังสองเรื่องที่ตั้งใจแฉความจริง และเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ทำมาหากินบนหยาดเหงื่อเเละคราบน้ำตาของมนุษย์ผ่านปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตนั่นคือ ยา และ น้ำมัน พอจะนึกออกไหมคะว่าสองเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร.........


สองเรื่องนี้แหละค่ะ The Constant Gardener และ Syriana


ทั้งสองเรื่องมีความเหมือนกันในบางประการนั่นคือทั้งสองเรื่องเอาโครงเรื่องมาจากนิยายเหมือนกัน และประเด็นที่หนังทั้งสองต้องการสื่อก็เป็นไปในทางเดียวกันคือต้องการเปิดหูเปิดตาประชากรโลกผ่านหนังในประเด็นที่ไม่คนไม่ค่อยกล้าพูดถึง


ขณะที่ The Constant Gardener บอกเล่าเรื่องราวของความไร้จริยธรรมของบริษัทยาสัญชาติตะวันตกที่เห็นชีวิตของคนในแอฟริกาเป็นเพียงหนูลองยา แต่ใน Syriana กล่าวถึงวงจรอุบาทว์ที่เกี่ยวพันกันระหว่างการเมืองและธุรกิจการจำหน่ายน้ำมัน ....แต่แม้สองเรื่องจะดูคล้ายกัน แต่การนำเสนอของหนังผ่านสายตาคนดูนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง The Constant Gardener เป็นหนังดราม่าที่มีความโรแมนติกในตัว แต่ Syriana นำเสนอออกมาแบบเป็นการรายงานข่าวซึ่งเรื่องหลังอาจจะเป็นหนังดูยากสักนิด แต่ขอเถอะค่ะคุณขา ลองอดทนดูสักนิด คุณจะรู้ว่าหนังมีดีมากทีเดียว


แต่ถ้าให้คุณครูมิจิรุเลือกว่าชอบเรื่องไหนมากกว่า คุณครูเลือก The Constant Gardener ค่ะเพราะติดใจ Ralph Fiennes (เรล์ฟ ไฟน์ส) มาตั้งแต่คราวที่เขาเล่น Quiz Show และแต่ละบทที่ พ่อหนุ่มเรล์ฟเล่นก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ส่วนอีกเหตุผลที่เลือกเรื่องนี้เพราะ ความรัก ค่ะ เรื่องนี้ดูเผินๆเหมือนหนังดราม่าหนักๆ แต่ถ้าดูให้ดี เรื่องนี้เป็นหนังรักที่ทำให้จขบ. น้ำตาซึมได้ทุกครั้งที่ดูเลยค่ะ



Picture Credit: http://www.perlgurl.org



ก่อนที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน..เอ๊ย..เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งจะค้นพบยาปฎิชีวนะในปี คศ. 1928 นั้น ความเจ็บป่วยด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆก็อาจจะนำมาซึ่งความตายของผู้ป่วยได้ เพราะผู้ที่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะถูกรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อที่มีผลทางการรักษาน้อย แต่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษสูงมาก บางคนแค่เป็นแผลอักเสบนิดๆหน่อยๆ เชื้ออาจจะลามจนต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นไปด้วยซ้ำ และด้วยการค้นพบครั้งสำคัญนั้นเอง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฎิวัติวงการแพทย์ กระทั่งถึงยุคปัจจุบัน บริษัทยาใหญ่ๆมักจะทุ่มทุนและเวลาในการวิจัยเพื่อผลิตยาที่มีคุณภาพ และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด เเละเมื่อยาถูกผลิตออกมาและได้รับการรับรองแล้วก็จะเป็นช่วงกอบโกยผลประโยชน์จากยาที่ผลิตได้


และมีหลายครั้งที่บริษัทยาอาจจะ ได้ ไม่คุ้มกับที่ลงทุน เช่นตัวยาอาจจะไม่ผ่านการรับรอง ถูกเพิกถอนใบรับรองหลังวางขายเพราะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง หรืออาจจะล้มเหลวด้านการตลาด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้บริษัทยาหาช่องทางใหม่ ๆในการทำกำไร ตั้งแต่เอายาสูตรเดิมมาเปลี่ยนสูตรผสมเพื่อขอสิทธิบัตรใหม่ ใช้การผูกขาดการขาย หรือแม้กระทั่งใช้การทดลองยากับคนโดยตรงอย่างไร้จริยธรรม!


และเมนธีมของหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอให้เราเห็นความจริงในเรื่องความไร้จริยธรรมนี้อย่างตรงไปตรงมา......


หนังเดินเรื่องเกี่ยวกับ Justin (Ralph Fiennes) นักการทูตที่ต้องไปประจำในแอฟริกา และ Tessa (Rachel Weisz) ภรรยานักต่อสู้ด้านมนุษยชนหัวรุนแรงผู้มีอุดมการณ์สูงที่อยากมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนในแอฟริกา ทั้งสองพบรักกันขณะที่พระเอกไปบรรยาย และโดนนางเอกยิงคำถามที่ทิ่มแทงเกี่ยวกับการเข้าร่วมสงครามอิรัก


ช่วงแรกหนังเน้นที่ตัว Tessa ที่อุ้มท้องแก่จวนคลอดไปดูแลคนป่วยและเด็กๆ ตามหมู่บ้านห่างไกลอย่างไม่รังเกียจ จนคนทั้งหมู่บ้านเรียกเธอว่า Mama Tessa และหนังยังเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Justin และ Tessa ให้ดูคลุมเครือว่า ที่ Tessa มาแต่งงานด้วยเพราะ Justin จะได้ไปแอฟริกาหรือเปล่า แล้วหมอหนุ่มแอฟริกันคนนั้นมีอะไรๆกับ Tessa หรือไม่? แล้วทำไม Tessa จึงดูห่างเหิน เหมือนไม่สนใจสามีแบบนั้น?....เพราะเธอไม่ได้รักเขาใช่ไหม?? Justinและผู้ชมอาจจะสงสัยแบบนั้น แต่สิ่งเดียวในตัว Tessa ที่เราไม่ต้องสงสัยเลยคือความรักที่เธอมีให้กับชาวแอฟริกามันเป็นของจริง


แต่แล้ว เรื่องมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อ Justin ทราบข่าวการตายของ Tessa ภรรยาสุดที่รัก ภาพลางเลือนสุดท้ายเมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ Justin ส่ง Tessa ขึ้นเครื่องบินไปแอฟริกา กับสภาพศพของเธอในตอนนี้ช่างดูจะทรมานใจ Justin เหลือเกิน เพราะเธอถูกฆาตรกรรมอย่างทารุณและถูกวางประเด็นไปในทางชู้สาว


Justin ไม่เชื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวและสงสัยในการตายของเมียตัวเอง..... อะไรที่ทำให้เธอต้องถูกฆ่า.... ที่ผ่านมาเธอพยายามบอกเงื่อนงำอะไรกับเขา..... และเขานี่แหละที่จะสานต่อเจตนาของเธอเอง Justin จึงเดินตามรอย Tessa เพื่อที่จะทั้งพิสูจน์ความรักของ Tessa ที่มีต่อตัวเขาเอง และทั้งค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เธอทำ ….แล้ว ณ ดินแดนนี้...แอฟริกา ..... Justin ก็ได้ค้นพบว่า Tessa มาที่แอฟริกาเพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไร้ซึ่งจริยธรรมและโหดเหี้ยมอำมหิต เธอค้นพบว่าเบื้องหลังการแจกยาของบริษัท KDH มีบางอย่างที่ร้ายกาจแอบแฝงอยู่ นั่นคือใช้ความยากจนของคนไข้โรคเอดส์ชาวแอฟริกาเป็นเหยื่อทดลองยาที่ยังไม่ได้รับอนุญาติ และตัวยาก็มีผลข้างเคียงที่อันตรายถึงแก่ชีวิต เธอและหมอหนุ่มพยายามจะเปิดโปงแผนอุบาทว์ครั้งนี้ แต่ยิ่งเธอสู้ ชีวิตของเธอก็ยิ่งเสี่ยง เพราะศัตรูของเธอไม่ได้มีแค่บริษัทยา แต่ยังมีคนในรัฐบาลของสองประเทศที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน...


หนังตีแผ่ความชั่วช้าของวงการผลิตยา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังไม่ได้เพียงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศแอฟริกาเท่านั้น หากแต่เรื่องของการใช้ประชากรโลกที่สามเป็นตัวทดลองยา หรือกระทั่งการบริจาคยาหมดอายุยังลามไปยังประเทศโลกที่สามหลายประเทศ เช่นเมื่อครั้งสึนามิก็มีการบริจาคยาหมดอายุหรือกำลังจะหมดอายุเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อที่บริษัทยาเหล่านั้นจะได้นำไปลดภาษีที่ตัวเองจะต้องเสีย ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือการเพิกเฉยของรัฐบาลในประเทศที่รับบริจาคด้วยการแกล้งทำเป็นตาบอดไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายผู้คนในประเทศกันเองได้อย่างอำมหิต


ดูหนังเรื่องนี้แล้ว จขบ. ก็อดคิดถึงหนังเคเบิลปี 97 เรื่อง Miss Evers’ Boys เป็นไม่ได้ ซึ่ง Miss Evers’ Boys สร้างจากเรื่องจริงของการทดลอง The Tuskegee Study of Untreated Blacks With Syphilis ที่เริ่มในปีค.ศ.1932 โดย U.S. Public Health Service (PHS) ของอเมริกาที่ศึกษาการเจริญเติบโตของโรคซิฟิลิสในชายผิวดำที่อาศัยอยู่ที่ Tuskegee รัฐ Alabama โดยที่ผู้ติดเชื้อทุกคนจะไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคซิฟิลิส และจะไม่ได้รับการแจ้งว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่ได้รับการรักษาใด ๆ เลย ตอนแรกการทดลองวางกำหนดการณ์ไว้ที่ไม่กี่เดือน แต่การวิจัยครั้งนี้กลับดำเนินการต่อเนื่องถึง 40 ปี ส่งผลให้ผู้ถูกทดลองรอดชีวิตเพียง 127 คนจากกลุ่มทดลองแรกเริ่มทั้งหมด 412 คน!! แล้วสิ่งที่ได้คือวงการแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับซิฟิลิสอย่างละเอียด แต่มันคุ้มหรือไม่กับความทุกข์ทรมานของมนุษย์ผู้มีชีวิตเหมือนกับเรา......การกระทำต่ำช้าเพียงนี้อาจมีสิ่งมีชีวิตเพียงสายพันธุ์เดียวที่ทำได้...สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์!


……………………………….


ที่ผ่านมา Justin ไม่เข้าใจในสิ่งที่ Tessa ทำ ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นอยู่เสมอ เช่น ในวันที่เธอกลับจากโรงพยาบาล เธอต้องการให้ Justin หยุดรถรับเด็กชาวแอฟริกันที่กำลังเดินกลับบ้านที่ห่างไปหลายสิบกิโล แต่เขาเห็นว่าสุขภาพของเธอสำคัญมากกว่า แต่ Justin ปฎิเสธด้วยข้ออ้างว่ามีคนทุกข์มากมาย และเราไม่อาจช่วยเหลือได้ทุกคน ทำให้ Tessa ตอกกลับไปว่า เราช่วยได้เลยตอนนี้คนนึง!


แต่การสูญเสียTessa ทำให้เขามองโลกทั้งใบด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป


ความร้าวรานใจและความมุ่งมั่นที่จะสานต่ออุดมการณ์เพื่อ Tessa ของ Justin ส่งผลให้ภาพของนักการทูตหนุ่มภูมิฐาน รักสงบ ชอบความเรียบง่ายในชีวิตอย่างการเป็นคนชอบตกแต่งต้นไม้ของเขาไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นเพียงชายที่ดูโทรม มอมแมมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่มีแววตาที่กล้าหาญและมุ่งมั่น ฉากที่ Justin ยืนยันให้เจ้าหน้าที่ UN บนเครื่องบิน รับเด็กแอฟริกันที่กำลังถูกคนตามสังหารขึ้นเครื่องไปด้วยนั้น สื่อได้ชัดเจนว่า ตอนนี้ เขาเข้าใจในความคิดของ Tessa อย่างไม่ต้องสงสัย (และหนังก็แดกดันได้อย่างสะใจ ที่เจ้าหน้าที่ UN คนนั้นปฏิเสธว่า มันไม่ใช่เรื่องของเรา และ เราต้องเอาตัวรอดกันก่อน ...น่าสมเพชที่ประเทศบางประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจและพัฒนาแล้วชอบทำตัวเป็นตำรวจโลกคอยยื่นมือมามีส่วนร่วมในกรณีสงครามหรือการสู้รบของประเทศที่ถูกเรียกว่าโลกที่สาม แต่ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือ พวกตำรวจโลกนี่แหละกลับปฎิเสธว่า มันไม่ใช่เรื่องของเราเช่นในเหตุการณ์ Hotel Rwanda ที่สาวแบร์รีวิวไว้ในบลอกก่อนๆ )


อ่านๆดูแล้วเหมือนเรื่องนี้จะเป็นหนังเครียด แต่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแบบผู้ใหญ่ที่ลุ่มลึก ขนาดที่ทำให้ คุณครูเสียน้ำตาทุกครั้งที่ได้ดู!


“ความรัก” มันยิ่งใหญ่มหาศาลเพียงใด เราอาจจะไม่สามารถหาคำตอบได้ มันขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามที่ว่า “เรารักเขามากแค่ไหน”


Justin.... เป็นเพียงผู้ชื่นชอบและรักการทำสวนเล็กๆในบ้านที่มีเขา Tessa และอยู่ด้วยกัน ในขณะที่ Tessa ก็ชอบดูแลสวนเช่นกัน แต่สวนของเธอคือโลกทั้งใบ เธอสู้เพื่อปกป้องชีวิตของผู้คนที่อยู่ในสวนที่ชื่อว่า “โลก” ของเธอ และเมื่อ Tessa ต้องสูญเสียชีวิตเพราะโดนฆ่าปิดปาก Justin ก็ต้องสูญเสียบ้าน...ที่พักพิงแห่งหัวใจของเขา "Tessa is my home" คำพูดนี้ตอกย้ำความร้าวรานของ Justin ที่มีต่อการสูญเสียภรรยาที่รักได้เป็นอย่างดี และความรักที่เขามีต่อ Tessa ก็ได้ผลักดันให้เขาเดินออกจากสวนเล็กๆในรั้วบ้านเพื่อออกมาตกแต่งสวนที่ใหญ่กว่าของคนที่เขารัก....


ส่วน Tessa..... ไม่ใช่ว่าเธอรัก Justin น้อยกว่าที่เขารักเธอ แต่ความจริงแล้วเธอนั้นรักเขามากเหลือเกิน เพราะ "อุดมการณ์" ของTessa ได้รับแรงผลักจาก "ความรัก" ที่เธอมีต่อคนทั้งโลก ซึ่งแน่นอน Justin ก็คือหนึ่งในบรรดาคนที่เธอรักด้วย และเพราะความรักที่เธอมีต่อเขา เธอจึงไม่ยอมบอกกล่าวให้เขาล่วงรู้ถึงความเสี่ยงอันตรายที่เธอทำอยู่


แต่ภาพที่ Tessa ที่เพิ่งแท้งลูกกำลังให้นมเด็กทารกชาวแอฟริกัน
ภาพที่ Tessa โมโหที่ Justin ไม่ยอมรับเด็กขึ้นรถ
ภาพที่Tessa อารมณ์เสียเมื่อมองเห็นยาฆ่าแมลง ที่มีส่วนผสมเดียวกับยาที่เอามาหลอกบริจาคให้ชาวแอฟริกัน
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่ควรค่าที่จะถูกเรียกว่า "ความรัก" ภาพเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นตัวพิสูจน์คำว่ารัก - รักแท้ที่มีแต่ให้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน


ภาพสุดท้ายของหนังจบที่ฉากทะเลทรายแอฟริกา....ดินแดนที่ Tessa จากไป ดินแดนที่ Justin ยืนหยัดอยู่...... ซึ่งบัดนี้ Justin คงจะมีคำตอบอยู่ในใจถึงคำถามที่เขาเคยเคลือบแคลงสงสัย .....และหาก Tessa คือ บ้านหลังเดียวที่เขามี เขาก็คงจะสัมผัสได้ว่าตัวเขาเองก็เป็นบ้านที่อบอุ่นของ Tessa เช่นกัน


.........................


คุณทุกคนก็สามารถมีอุดมการณ์ และเป็นฮีโร่อย่าง Tessa ได้นะคะ ไม่จำเป็นว่าต้องเดินทางไปช่วยเหลือคนในแอฟริกา ไม่ต้องสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมือง เพียงแค่คุณดูแลสวนรอบๆกายคุณให้ดี คอยกำจัดศัตรูพืชที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย และความดูดายต่อความลำบากยากเข็ญของผู้อื่น เพียงแค่นี้ สวนของเราที่เรียกว่า “โลก” คงจะสงบสุขและร่มเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้!!



Create Date : 14 ธันวาคม 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:59:40 น. 15 comments
Counter : 1802 Pageviews.

 
อาคุงคูMichiruขา เค้ากะชอบดูหนังแนวนี้งะ

หาได้ที่ใหนอะ อาคุงคู

ขอบพระคุงล่วงหน้าน๊ะค่ะ


โดย: Bernadette วันที่: 14 ธันวาคม 2550 เวลา:21:01:17 น.  

 
ชอบพระเอกอ่ะอิอิอิ


โดย: mai (maistyle ) วันที่: 14 ธันวาคม 2550 เวลา:21:25:45 น.  

 
Khun Bernadette
เด๋ววันจันทร์ส่งให้ดู เรามีเรื่องนี้อยู่ ส่งที่อยู่เดิมใช่ป่ะจ๊ะ.....



Khun Mai
คุณไหมคะ เราก็ชอบพ่อหนุ่มคนนี้ เพราะเล่นหนังทีไร สะกดคนดูได้ทุกที...แถมครอบครัวเขาเก่งๆทุกคนเลย แล้วไว้จะเล่าให้ฟังวันหน้านะคะ.....


โดย: Michiru วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:8:20:05 น.  

 
แง๊วววววววววววววววว อาคุงคูจายยยดีจังเยย ฮิ้ววววววววววววววววว ได้ได้ เดี๊ยวเราหาหนังส่งไปให้ตะเองดูด้วยยยยยยยยยย

ที่อยู่เดิมจ้า อยากดูอยากดู แง๊บบบบบบบบ


โดย: Bernadette วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:12:07:26 น.  

 
ได้ได้ เดี๊ยวเค้าส่งเรื่อง singin in the rain ปายยให้ตะเองดูแง๊วววววววววววววววว

หนังในดวงจายยเค้าเลยแหละ


โดย: Bernadette วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:12:39:58 น.  

 
เรากะชอบ Musical film สมัยก่อนอะ เราชอบดนตรี ซิมโฟนีออร์เคสตร้า เพราะเจงเจง

และการเต้นรำของคนสมัยก่อน กะคลาสิคเจงเจง


โดย: Bernadette วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:12:42:42 น.  

 
เพลง Moses supposes








"Moses supposes his toeses are Roses,
But Moses supposes Erroneously,
Moses he knowses his toeses aren't roses,
As Moses supposes his toeses to be!
Moses supposes his toeses are Roses,
But Moses supposes Erroneously,
A mose is a mose!
A rose is a rose!
A toes is a toes!
Hooptie doodie doodle
Moses supposes his toeses are Roses,
But Moses supposes Erroneously,
For Moses he knowses his toeses arent roses,
As Moses supposes his toeses to be!
Moses
(Moses supposes his toeses are roses)
Moses
(Moses supposes erroneously)
Moses
(Moses supposes his toeses are roses)
As Moses supposes his toeses to be!
A Rose is a rose is a rose is a rose is
A rose is what Moses supposes his toes is
Couldn't be a lily or a daphi daphi dilli
It's gotta be a rose cuz it rhymes with mose!
Moses!
Moses!
Moses!
(Dance Sequence)
AAAAAAAAAAAAA!!!!"
Source:http://www.stlyrics.com/songs/g/genekelly8815/mosessupposes299194.html

100 Greatest Film Musicals
ยกมาแค่ 10งะ

1. Singin' in the Rain - (1952, S. Donen, G. Kelly) (Gene Kelly, Donald O'Connor, Debbie Reynolds)
("Singin' in the Rain", "Make Em Laugh", "Would You?", "You Were Meant For Me")

2. Wizard of Oz - (1939, Victor Fleming) (Judy Garland, Ray Bolger, Jack Haley, Bert Lahr)
("Over The Rainbow", "We're Off to See The Wizard", "If I Only Had A Brain")

3. The Sound of Music - (1965, Robert Wise) (Julie Andrews, Christopher Plummer)
("Climb Ev'ry Mountain", "My Favorite Things", "The Sound Of Music", "Sixteen Going On Seventeen")

4. The Music Man - (1962, Morton DaCosta) (Robert Preston, Shirley Jones, Buddy Hackett)
("Till There Was You", "Goodnight My Someone", "Seventy Six Trombones")

5. West Side Story - (1961, Jerome Robbins, Robert Wise) (Natalie Wood, Richard Beymer)
("Maria", "Somewhere", "Tonight", "America", "I Feel Pretty")

6. My Fair Lady - (1964, George Cukor) (Audrey Hepburn, Rex Harrison, Wilfrid Hyde-White)
("I Could Have Danced All Night", "On The Street Where You Live", "Wouldn't It Be Loverly")

7. Cabaret - (1972, Bob Fosse) (Liza Minnelli, Joel Grey, Michael York)
("Cabaret", "Tomorrow Belongs To Me", "Money, Money")

8. Meet Me in St. Louis - (1944, Vincente Minnelli) (Judy Garland, Margaret O'Brien, Mary Astor)
("Have Yourself A Merry Little Christmas", "Meet Me In St. Louis", "The Trolley Song")

9. The King and I - (1956, Walter Lang) (Deborah Kerr, Yul Brynner, Rita Moreno)
("Getting To Know You", "Whistle A Happy Tune", "Hello, Young Lovers")

10. An American in Paris - (1951, Vincente Minnelli) (Gene Kelly, Leslie Caron, Oscar Levant)
("I Got Rhythm", "They Can't Take That Away From Me", "'S Wonderful")

Source:http://www.digitaldreamdoor.com/pages/movie-pages/movie_musicals.php
http://greetingsfromimaginationland.files.wordpress.com/2007/03/singing-in-the-rain.jpg
http://www.transbuddha.com/images/uploads/moses-supposes.jpg


โดย: Bernadette วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:13:17:07 น.  

 
EVITA เจอDVDแล้วววว ร้านลูกแมว MBK มีอะ ตะเอง


โดย: Bernadette วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:13:20:42 น.  

 
อะๆ
ฟื้นแล้วสินะ (ที่ไม่สบาย) แหล่มเลยอะคุงครู แต่ผมยังมะได้ดูนะ คือ เห็นแผ่นวางขายกันเยอะมาก แถมยังถูกซะด้วย เห็นบ่อยด้วยอ่า แต่ไม่ได้ซื้อติดมือมาซะที

พักหลังนี้ผมบ้าเพลงน่ะฮะ หาเพลงมาฟังเลยไม่ค่อยได้เดินดูแผ่น เรื่องนี้เด๋วไปเอาดีก่า อิอิ....


โดย: haro_haro วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:17:11:55 น.  

 
อ่อ เรื่องนี้ รางวัลเพียบ ด้วยหนิ
อยากดูแล้วจิฮะ..


โดย: haro_haro วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:17:41:28 น.  

 
งุ๊งงิ๊งงงงงงงง เค้าเจอEvita เดี๊ยวเค้ากะหาให้จ้า


โดย: Bernadette วันที่: 16 ธันวาคม 2550 เวลา:18:21:03 น.  

 
เรื่องนี้ดูไปสองรอบ
รอบแรกวีซีดีพากย์ไทย เอ่อ....ไม่ถูกใจ พากย์ไม่โดน

รอบสองซื้อดีวีดีที่แมงป่องกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์มาดู

เป็นหนังที่เศร้าซึมลึกอ่ะครับ
แบบว่าตอนดูจบไม่ค่อยเท่าไหร่
แต่ต้องอาศัยทิ้งช่วงไปสักชั่วโมง แล้วจะเริ่มรู้สึกเศร้าไปกับสิ่งที่ตัวละครเผชิญ

มาลากลับบ้านครับ
อัพบล็อกแล้วเน้อ(อัพแบบครึ่งๆ เหอๆ)


โดย: คำห้วน-lopzang-เฉือนคำรัก วันที่: 16 ธันวาคม 2550 เวลา:19:45:42 น.  

 
โชคดีในการเดินทางเน้อ เที่ยวปีใหม่ให้สนุกนะคะคุณคำห้วย....เอ๊ย...คำห้วน
หุหุ


โดย: Michiru วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:7:50:08 น.  

 
เรื่องนี้เราก็ชอบคุงครู ตอนนั้นดูไม่นึกว่าจะชอบด้วย ชอบ เรล์ฟ ไฟน์ส เหมือนกันตั้งแต่ตอนเล่น The English Patient


โดย: มารีออง วันที่: 19 ธันวาคม 2550 เวลา:11:52:43 น.  

 
อ่านแล้วทำให้อยากดูหนังเลยนะครับ


โดย: p_pyai วันที่: 10 มกราคม 2551 เวลา:15:18:04 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.