Group Blog
 
All blogs
 
Amadeus - คีตกวีอันเป็นที่รัก



Amadeus ชื่อที่มีความหมายว่า God’s Love “ที่รักของพระเจ้า” คือชื่อกลางของคีตกวีอัจฉริยะชาวออสเตรีย Wolfgang Amadeus Mozart เจ้าของผลงานประพันธ์เพลงหลายร้อยชิ้น และโอเปร่าชื่อก้องอย่าง Don Giovanni, The Marriage of Figaro และ Die Zauberflöte (The Magic Flute)

ทั้งนี้ นอกจาก Amadeus จะมีความหมายว่า “ที่รักของพระเจ้า” แล้ว หนังเรื่อง Amadeus (1984) ยังเป็นที่เป็นที่รักของคนดูและนักวิจารณ์ทั่วโลกด้วยรางวัลออสการ์สีทองถึง 8 ตัว ถ้าเทียบกับหนัง 11 รางวัลออสการ์ แถมทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลกอย่าง Titanic เรื่องหลังนี้กลับไม่เป็นที่รักของนักวิจารณ์สักเท่าไร แถมซ้ำร้ายยังโดนสับแหลกว่าเป็นได้แค่หนังน้ำเน่าขายเอฟเฟคเท่านั้น

เส้นทางของหนัง Amadeus ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เริ่มจากเมื่อ Aleksandr Pushkin กวี และนักเขียน ชาวรัสเซีย ได้ยินข่าวลือ(ที่ผิดๆ) ที่ว่า Antonio Salieri (Court Composer หรือคตีกวีหลวงในยุคนั้น) มีส่วนในการตายของ Mozart ทำให้ Pushkin เขียนละครสั้นขึ้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ Моцарт и Сальери หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Mozart and Salieri ในปี 1830 หลังจากนั้นคุณหมอนักประพันธ์ชาวรัสเซีย Nikolay Rimsky-Korsakov ก็ได้ดัดแปลงเรื่องนี้เป็นโอเปร่า ส่วน Amadeus ฉบับภาพยนตร์นี้เป็นผลงานการเขียนบทของ Peter Shaffer โดยได้รับแรงบันดาลใจจากละครของ Pushkin หนังได้ผู้กำกับชาวเช็ค Milos Forman เจ้าของผลงานบ้าดีเดือดอย่าง One Flew Over the Cukoo's Nest (1975) อันโด่งดัง

เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ จขบ. ไปเที่ยวสวนที่ ราชบุรี มีคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ตั้งคำถามถาม จขบ. ว่า ตัว Antonio Salieri นี้มีตัวตนจริงหรือเปล่า และเขาเป็นผู้ร้ายที่ทำให้ Mozart จบชีวิตอย่างน่าอนาถจริงๆหรือไม่ ถ้าใครดูหนังเรื่องนี้ อาจจะเข้าใจว่า Amadeus เป็นหนังชีวประวัติ แต่ในความเป็นจริงเนื้อหาในหนังกลับคลาดเคลื่อนไปจากความจริงมากมาย (ก็ได้บอกเมื่อย่อหน้าที่แล้วว่า จุดกำเนิดเรื่องนี้มาจากข่าวลือผิดๆที่ Pushkin ได้ยินมา) แต่อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ทรงคุณค่าและทรงพลังด้วยความลุ่มลึกของบท การแสดงที่ไม่กั๊กฝีมือของตัวเอกสองคนที่มีความขัดแย้งกัน และที่สำคัญคือ หนังยังแฝงปมทางจิตวิทยา และ แนวคิดปรัชญาทางศาสนาเอาไว้อย่างแยบคาย


หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าของ Antonio Salieri (F. Murray Abraham) คีตกวีหลวง ของราชสำนักออสเตรียผู้สุขุม ฉลาด และอุทิศทั้งชีวิตให้กับพระเจ้าและการดนตรี ความหวังสุงสุดของเขาคือการเป็นนักประพันธ์ดนตรีมือเอก ขนาดที่เขาเคยให้สัญญากับพระเจ้าว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้พระเจ้าประทานพรสวรรค์ทางดนตรีให้

แต่ช่างน่าสงสารที่ Salieri ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจจนโดดเด่น ผิดกับ Mozart หนุ่มน้อยนักดนตรีอัจฉริยะ ที่ Salieri เชื่อว่าได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าโดยตรง ในสายตาของ Salieri หนุ่มน้อย Mozart กลับไม่สำนึกถึงพระคุณของพระเจ้า เพราะเขาใช้ชีวิตแบบสำมะเลเทเมา สุรุ่ยสุร่าย และแต่งเพลงได้โดยไม่คิดว่าตัวเองได้รับความสามารถมาจากพระเจ้า เพราะคิดว่าความสามารถทั้งหมดนั้นมาจากตัวของเขาเอง

แม้ในหนังจะแสดงภาพ Mozart ออกมาในแบบผู้มีพรสวรรค์ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย แต่ในชีวิตจริงแล้ว Mozart ได้เคยกล่าวไว้ดังนี้

"People make a mistake who think that my art has come
easily to me. Nobody has devoted so much time and thought
to composition as I. There is not a famous master whose
work I have not studied over and over."



ในชีวิตจริงของ Mozart เขาอาจจะเป็นนักประพันธ์ที่มีฝีมือ เขาอาจจะโด่งดังไปทั่วยุโรป แต่จุดประสงค์ของการแต่งเพลงทั้งหมดของเขานั้นก็เพื่อ ความรัก ดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า

"Neither a lofty degree of intelligence nor imagination
nor both together go to the making of genius.
Love,love,love, that is the soul of genius."


และเราอาจจะบอกได้ว่าเขาแต่งเพลงขึ้นมาเพื่อความสุข และความพึงพอใจของผู้ฟัง ดังที่เขาเคยกล่าวไว้

"Give me the best instrument in Europe, but listeners
who understand nothing or do not wish to understand
and who do not feel with me in what I am playing,
and all my pleasure is spoilt."


Salieri ผู้โหยหาชื่อเสียง และอยากเป็นที่จดจำ เขาเลยคิดแผนฆ่า Mozart ด้วยการสวมหน้ากากเป็นพ่อของ Mozart ที่ตายไปแล้ว แล้วมาขอให้ Mozart แต่งเพลง requiem (Mozart มีความเชื่อว่า ถ้าเค้าเขียนบทเพลงrequiem เค้าจะสิ้นชีวิตทันที) และเมื่อ Mozart ตาย Salieri ก็จะฉวยโอกาสว่าเพลง requiem บทนี้คือเพลงที่เขาแต่งขึ้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ Salieri ทำลายชีวิตของ Mozart ได้สำเร็จ แทนที่ Salieri จะดีใจ แต่เขากลับรู้สึกผิด จนท้ายสุดต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลบ้า

บาทหลวงที่โรงพยาบาลบ้าได้บอก Salieri ว่า "All men are equal in God's eyes." (มนุษย์ทุกคนมีเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระเจ้า) เท่านั้นแหละ Salieri ถึงกับปล่อยโฮสารภาพสิ่งที่เค้าทำกับ Mozart ออกมาทั้งหมด ทิ้งท้ายไว้เพียงคำถามที่ยังคาใจ Salieri ว่า ทำไม Mozart ตายไปแล้ว แต่ชื่อและดนตรีของเค้ายังอยู่ ขณะที่ตัวเขาเองยังอยู่ กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครจดจำ

Amadeus เสนอแนวคิดลุ่มลึกเกี่ยวกับแนวคิดเชิงปรัชญาศาสนาที่พูดถึงเรื่องการลิขิตชีวิตของพระเจ้า แถมคำว่า Amadeus ซึ่งเป็นชื่อกลางของ Mozart แปลว่า God’s Love ดังนั้นการที่ Salieri ทำลาย Mozart ก็เท่ากับการทำลายพระเจ้า เพราะ Salieri นั้นน้อยใจที่พระเจ้าที่เขาวางใจอุทิศตนทั้งหมดให้นั้นได้หันหลังให้เขาโดยการมอบพรสวรรค์ทางดนตรีไว้แก่ Mozart ผู้เหลวไหล แต่สุดท้าย Salieri ก็ได้เรียนรู้ว่ารู้ว่าพระเจ้าไม่ได้เข้าข้างใครเลย แม้แต่ Mozart ที่เขาคิดว่าพระเจ้าทรงรัก ก็กลับจบชีวิตด้วยความทรมานด้วยวัยเพียงแค่ 35 ปี

ด้วยความที่เป็นหนังพีเรียด ผู้ชมจะได้เห็นถึงชนชั้นปกครองในยุโรปยุคก่อนระบบศักดินา (Feudal System)จะล่มสลาย โดยที่พวกชนชั้นสูงนั้นถูกนำเสนอออกมาแนวสมองกลวง หูเบา และเชื่อตามลมปากประจบประแจงของข้าราชสำนัก ขนาดที่คนดูอาจจะพาลคิดไปได้ว่า Salieri ที่ไม่ได้เก่งกาจมากนัก แต่กลับได้เป็นคีตกวีหลวงก็คงเพราะความฉลาดน้อย และหูไม่ถึงขององค์จักรพรรดิ (ช่วงชีวิตของ Mozart ตรงกับสมัย จักรพรรดิ Joseph II ตรงกับสมัยระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสมัยอยุธยา และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสมัยธนบุรี)

สาเหตุการตายที่แท้จริงของ Mozart ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะหลักฐานต่างๆ ก็สูญสลายหายไปหมดแล้ว แต่ความเชื่อที่ว่า นักดนตรีอัจฉริยะอย่าง Mozart อาจจะได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าจริงก็ได้ Karl Barth ได้เคยกล่าวว่า “It may be that when the angels go about their task praising God, they play only Bach. I am sure, however, that when they are together en famille they play Mozart.”


Note:

1. อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าหนัง Amadeus ได้รับรางวัลออสการ์รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล และแน่นอน หนึ่งในรางวัลเหล่านั้นคือรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมในบท Salieri ของ F. Murray Abraham น่าเสียดายที่หลังจากเรื่องนี้ ลุงAbraham ก็ไม่มีผลงานที่โดดเด่นอีกเลย แต่ลุงเขากลับไปสู่วงการละครเวทีที่ลุงเขาคลุกคลีมาตลอด แต่ชื่อของลุงเขากลับมีความโดดเด่นที่ใช้เรียกชื่อโรคของดาราที่รับรางวัลออสการ์แล้วหลังจากนั้นก็เงียบสนิทจนต้องออกจากวงการว่า F. Murray Abraham Syndrome นั่นเอง

2. Alexander Sergeevich Pushkin เจ้าของผลงานชื่อดัง Onegin (ถ้าคุณผู้อ่านอยากอ่านการ์ตูนประวัติชีวิตของ Pushkin แนะนำให้อ่าน นางฟ้าสีบรอนซ์ หรือ Bronz no Tenchi ของ Saito Chiho ดูนะคะ แม้จะไม่ตรงกะความเป็นจริงนัก แต่ก็สนุกดี)




Create Date : 05 มกราคม 2552
Last Update : 2 มกราคม 2553 12:10:45 น. 5 comments
Counter : 3642 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ เจนนี่แวะมาเยี่ยมทักทายจ้า สบายดีน่ะ ขอบคุณอีกครั้งที่แวะไปอวยพรปีใหม่ให้เจนนี่และครอบครัวที่บล็อคค่ะ ว่างๆอย่าลืมแวะไปชมรูปในคืนเค้าท์ดาวน์ที่บล็อคเจนนี่อีกน่ะคะ เพิ่งอัพรูปเสร็จค่ะ ไว้เจนนี่ว่างเมื่อไหร่ เจนนี่จะแวะมาเยี่ยมทักทายอีกน่ะคะ


โดย: สาวอิตาลี วันที่: 9 มกราคม 2552 เวลา:12:33:26 น.  

 
งานเขียนของท่าน
เล่นเอาผมขนลุกนักแล


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 11 เมษายน 2552 เวลา:11:31:13 น.  

 
อ่านแล้วอยากห่มาดูเลยครับ มีความสุขกับวันหยุดนะครับ


โดย: p_pyai วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:18:14 น.  

 
พึ่งดูหนังเรื่องนี้เสร็จ คุณเขียนบล็อกสนุกจัง ชอบๆ


โดย: คนๆหนึ่ง IP: 125.25.28.194 วันที่: 14 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:23:18 น.  

 
แนะนำเว็บดูหนังซีรีย์เกาหลีฟรี


โดย: koreaserie (loveyoupantip ) วันที่: 6 สิงหาคม 2554 เวลา:11:23:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.