ใกล้...จนมองผ่านไป หรือว่าไกล...จนสุดมือคว้า
Group Blog
 
All blogs
 

รัก...วาเลนไทน์ ภาคสอง สรัณ

ภาคสอง สรัณ

เช้าวันนี้ได้ยินแต่เสียงวี๊ดว๊ายของบรรดาหนุ่มสาวในออฟฟิศ
เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ระหว่างเพื่อนร่วมงานเรื่อง ‘ดอกไม้แดงแจ้งรัก’ ดังให้ได้ยินเป็นระยะๆ
เช่น ห้านาทีก่อนหน้าเขาเพิ่งได้ยินรุ่นน้องหนุ่มคนหนึ่งสารภาพรักกับเพื่อนร่วมงานสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ 3 เดือน

‘พี่ชอบกิ๊บ เป็นแฟนกันนะ’

เสียงตะโกนสารภาพนั้นดังลั่นก่อนจะถูกเสียงโห่ ฮาของเพื่อนๆ กลบ ทิ้งให้สาวคนที่ถูกสารภาพรักยืนบิดไปมาด้วยความขวยเขิน

สรัณ หรือ ‘พี่รัณ’ ของน้องๆ โผล่หน้าออกมาจากห้อง อมยิ้มให้กับภาพและเสียงโหวกเหวกนั้น
แต่ยังแกล้งส่งเสียงดุๆ ออกไป

“เบาหน่อยไอ้พวกลิงทั้งหลาย ประเดี๋ยวหมั่นไส้มากๆ ระวังดอกไม้พวกนั้นจะได้ระเห็จไปอยู่ในถังขยะ”

กระนั้นแล เสียงจึงได้ค่อยลงบ้าง ชายหนุ่มส่ายหน้า ก่อนจะค่อยๆ หับประตูห้อง
เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานก้มหน้าก้มตามองเอกสารบนโต๊ะต่อ

บริษัทอาร์ทแอนกราฟฟิค แอดเวอร์ไทซิ่ง เป็นบริษัทโฆษณาเล็กๆ มีพนักงานรวมแล้วไม่ถึง 20 ชีวิตดี
แม้จะเล็กแต่อบอุ่น สรัณก่อตั้งบริษัทนี้ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คนหนึ่งลงแต่เงิน
ส่วนตัวชิ่งหนีไปเป็นช่างภาพอิสระ แต่ก็ยังยอมกลับมาเวลาบริษัทต้องการตัว
อีกคนเรียนจบบริหารมา เลยบังคับให้ดูแลฝ่ายบริหารไป
ส่วนสรัณเองแม้จะเรียนมาไม่ตรงกับงานที่ทำอยู่ คือจบวิศวคอมพิวเตอร์ ถือเป็นโปรแกรมเมอร์มือดี
แต่อาศัยใจรักในและพอมีหัวทางด้านศิลปะอยู่บ้างเลยทำหน้าที่ดูแลฝ่ายศิลป์ทั้งหมด

ปฏิทินที่โต๊ะกางหลา มีรอยปากกาวงรอบไว้ที่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ มันก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก

...แค่วันวาเลนไทน์เองนี่

มองไปข้างๆ ปฏิทินเห็นกรอบรูปขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กวางอยู่ รูปถ่ายเป็นภาพหญิงสาวหน้าตาน่าเอ็นดู
ผมฟูๆ กับใบหน้าที่ยิ้มสดใสนั้นทำให้เจ้าของโต๊ะยิ้มกว้าง...แม้ดวงตาจะเจือไปด้วยรอยหมองหม่น

เสียงพึมพัมเบาๆ ดังขึ้นจากริมฝีปากหยักสวย

“รอก่อนนะน้องเล็ก แล้วพี่รัณจะไปหา”


+++++++++++++++++++++++++


เย็นนั้นหลังเคลียร์งานเสร็จ สรัณจึงเก็บของแล้วเดินออกจากห้องทำงาน
สวนกับคู่รักคู่ใหม่ในออฟฟิศตรงหน้าลิฟท์ ฝ่ายชายยักคิ้วแผล็บให้รุ่นพี่ที่
พอเหลือบไปดูข้างกายของหนุ่มรุ่นน้องก็เห็นน้องกิ๊บยืนเขินบิดมือตัวเองไปมา หน้าแดงหูแดงดูน่าขัน
จึงยิ้มให้ทั้งคู่อีกครั้งก่อนจะเดินแยกลงลิฟท์มาชั้นล่างเพื่อไปยังลานจอดรถ
บริเวณลานจอดรถค่อนข้างเงียบและโล่ง อาจเป็นเพราะวันนี้ตนในออฟฟิศต่างพากันรีบกลับบ้านเพื่อไปฉลองกับคนรัก

เขาเองก็เช่นกัน...

หลังจากขับรถออกมาที่ร้านนิรมลฟลอริสต์ ที่แม้จะเย็นย่ำแต่ก็ยังมีคนเดินเข้าออกอยู่เรื่อยๆ
ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณ ที่มีมากเป็นพิเศษคงจะเป็นกุหลาบ
สรัณเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ข้างๆ เคาท์เตอร์รอให้เจ้าของร้านที่กำลังต้อนรับลูกค้าหนุ่มรายหนึ่งอยู่
สักพักนิรมลเจ้าของร้านคนสวยก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ พลางทักทาย

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้วนะรัณ”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ที่ตนนั่งอ่านฆ่าเวลา ก่อนจะตอบ
“วันนี้งานยุ่งเลยมาช้าไปหน่อย ไหนล่ะของที่สั่งไว้”

สายตาของคนทั้งคู่สบกันนิ่ง แววตาฝ่ายชายดูเฉยชายามตอบและถามถึงดอกไม้ที่สั่งเอาไว้
ส่วนฝ่ายหญิงนั้นแฝงไว้ด้วยความสงสารและห่วงใย

“เดี๋ยวจะไปเอาให้ รอแป๊บนะ” ลุกเดินไปหลังร้านแล้วจึงกลับมาพร้อมกับกุหลาบสีขาวอมชมพูที่ถูกจัดอย่างประณีต

สรัณมองอย่างพอใจ มือเตรียมล้วงกระเป๋าสตางค์แต่เจ้าของร้านสาวเอ่ยห้ามไว้

“ไม่ต้องหรอกรัณ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถามว่าทำไม อีกฝ่ายเลยอ้อมแอ้มตอบ
“ถือว่าเป็นของฝากจากมลแล้วกันนะ ปีนี้มลไม่ว่างไปเยี่ยมน้องเล็ก”

อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธแต่ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้

“โอเค จะบอกน้องเล็กให้ แต่ปีหน้าไปด้วยกันสิมล น้องเล็กคงดีใจ”

เคราะห์ดีที่ยืนหันหลังให้สรัณ เพราะหลังจากจบประโยคที่ว่า ‘น้องเล็กคงดีใจ’ น้ำใสๆ เริ่มคลอตา
แต่นิรมลก็พยายามกลั้นมันเอาไว้ ก่อนจะปั้นเสียงใสตอบ “แน่นอน ปีหน้ามลจะไปด้วย”

นิรมลยังยืนนิ่งอยู่กับที่แม้เพื่อนหนุ่มจะกลับออกไปนานแล้ว ภายในร้านเงียบสงัด ลูกค้าไปหมดแล้ว
มือบางยกขึ้นเช็ดหยดน้ำบนใบหน้า หัวใจร้องคร่ำครวญ ความสงสารล้นปรี่ถูกส่งไปยังลูกค้าพิเศษที่เพิ่งออกจากร้านไป

‘5 ปีแล้วนะรัณ เมื่อไหร่จะเริ่มต้นใหม่ได้สักที’

+++++++++++++++++++++++


รถยนต์กลางเก่ากลางใหม่แล่นเอื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้ามาจอดในบริเวณวัดที่แสนจะร่มรื่น
มือคว้าดอกไม้ช่อสวยก่อนจะล็อกรถ เดินไปตามทางเดินที่ปูอิฐบล็อกสีแสดที่เขาจำได้ว่าปีก่อน
มันยังเป็นดินลูกรัง ก่อนจะหยุดเมื่อเบื้องหน้าปรากฎภาพสุสานของใครคนหนึ่ง

...หญิงสาวที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกับรูปบนโต๊ะทำงาน...

สรัณค่อยๆ คุกเข้าลง บรรจงวางดอกไม้ช่อสวยหน้าสุสาน
เอ่ยขึ้นราวกับคุยกับใครบางคน...ไม่ใช่อยู่คนเดียวเพียงลำพัง

“Happy Valentine Day นะน้องเล็ก พี่รัณขอโทษที่วันนี้มาช้า พอดีงานยุ่งนิดหน่อยที่บริษัท
กุหลาบวันนี้สวยรึเปล่า มลจัดให้กับมือเลยนะ น้องเล็กชอบใช่มั้ยจ๊ะ”

สายลมพัดเอาลมเย็นในช่วงปลายฤดูหนาวมาปะทะใบหน้า สะท้านหัวใจ

คิดถึง...เขาคิดถึงคนที่บัดนี้หนีพักผ่อนไปแล้วตลอดกาล

“น้องเล็กสบายดีรึเปล่า คงจะสบายดีนะ พี่อยากให้น้องเล็กสบายและมีความสุขที่สุด”

น้ำเสียงในประโยคต่อมาเริ่มสั่นไหว “น้องเล็กสบายดีพี่ก็ดีใจ แต่พี่รัณไม่สบายเลยรู้มั้ย...คิดถึงน้องเล็กทุกวัน...”

ไม่อาจเอ่ยอะไรต่อไปได้อีก เวลา 5 ปี ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดลดลงเลย...

...5 ปีที่เหมือนฝันร้าย

ร่างโชกเลือดเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ 1 ชีวิตจากโลกนี้ไป พร้อมทั้งกระชากเอาวิญญาณของเขาตามเธอไปด้วย
ไม่คาดคิดเลยว่าการกลับจากอเมริกาเพื่อมาเซอร์ไพรส์เขาในวันวาเลนไทน์มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะพบเธอ

แต่มันก็ช่างโหดร้าย...เขายังไม่ได้ลาเธอสักคำ

มันเป็นวันวาเลนไทน์ที่แสนเจ็บปวด

จำได้ว่าช่วงแรกเขาแทบบ้า หากในสำนึกยังรู้ว่ายังมีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแล
...ทั้งพ่อแม่ และงาน จึงต้องฝืนเก็บกักความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน

เจ็บเจียนตายเป็นอย่างไร เขาเพิ่งประจักษ์

ต่อจากนั้นทุกปีเขาจะมาที่นี่เสมอพร้อมดอกไม้ที่น้องเล็กชอบ ฉลองวาเลนไทน์พร้อมน้องเล็ก
บอกตัวเองว่าขอแค่วันนี้ เวลานี้ที่ได้อยู่กับเธอ ขอให้เขาได้วางหน้ากากความเข้มแข็งที่ใส่อยู่ลง
ปลดปล่อยความอ่อนแอที่เกิดจากความสูญเสียให้เพียงน้องเล็กคนเดียวเท่านั้นได้เห็น

...เขาขอเท่านี้...

เขาอยากเกลียดวันวาเลนไทน์...เพราะมันพรากคนรักของเขาไป

เขาอยากเกลียดวันวาเลนไทน์...เพราะมันทำให้เขาเจ็บปวด


หากแต่คำพูดของใครบางคนยังก้องอยู่ในใจ...

‘น้องเล็กรักวันวาเลนไทน์ เพราะมันทำให้เราได้พบกัน’

ยังจำได้ดีว่าคนพูดพูดด้วยน้ำเสียงสดใส รอยยิ้มหวานๆ นั่นยังติดตา ไม่เคยลืมเลือน

มันทำให้เขาเกลียดมันไม่ลงจริงๆ

วันวาเลนไทน์ไม่ผิดหรอก แม้มันจะเป็นวันที่เขารู้สึกเหมือนสูญเสียวิญญาณทั้งๆ ที่ยังมีชีวิต
แต่เขาก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่ง วันวาเลนไทน์ได้มอบของขวัญล้ำค่าที่สุดแก่เขา ความรักจากใจดวงน้อย

ต้องขอบคุณที่ทำให้เขามีช่วงเวลาดีๆ แม้จะแสนสั้นกับน้องเล็ก

...ขอบคุณวันแห่งความรัก หวังว่าสักวันมันจะนำพารักที่หลุดลอยไปคืนสู่เขา...อีกครั้ง




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2550 16:55:49 น.
Counter : 198 Pageviews.  

รัก...วาเลนไทน์ ภาคหนึ่ง จีรวดี (ต้อนรับเดือนแห่งความรัก)

ต้อนรับวาเลนไทน์กับเค้าซะหน่อย กะว่าสามตอนจบมั้ง...

ภาคหนึ่ง...จีรวดี

สองข้างทางที่เดินผ่าน ทั้งห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหาร ต่างประดับประดาไปด้วยของตกแต่งสีชมพู หรือกุหลาบ

อีกนัยหนึ่งหมายถึงสัญลักษณ์แทนคำว่า ‘รัก’

...ก็แน่ล่ะ ใครๆ ก็ต้องทำตามกระแสกันทั้งนั้น
วันนี้วันวาเลนไทน์นี่นา...

มองไปทางซ้าย...เค้าก็มากันเป็นคู่ พอหันไปมองทางขวา...ก็ยังมาเป็นคู่อีกนั่นแหละ
นั่น...จูงมือกันด้วยแฮะ แต่พอหันมามองตัวเองก็ได้แต่ยิ้ม

...ยิ้มให้กับความเดียวดาย

ไหนๆ ก็อยู่มาได้ 24 ปีแล้วนี่นา ต้องอยู่คนเดียวไปอีกปี คงไม่เป็นอะไร
ตาเริ่มร้อนและไอร้อนนั้นกำลังจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำ ทำให้ต้องรีบกระพริบตาก่อนจะเงยหน้าและกลั้นความอ่อนแอเอาไว้

อย่าเชียวนะ...วันนี้วันดี อย่าร้องไห้เลย


หลับตาลง ภาพความหลังแวบผ่านเข้ามาในสมอง
การทรยศหักหลังของคนที่เคยเป็นคนรักกับคนที่เคยเป็นเพื่อนรักยังคงแจ่มชัดเสมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ไม่ใช่เมื่อ 2 ปีก่อน

แต่ฉัน...ไม่ใช่คนที่ยึดติดกับอดีต แม้วาเลนไทน์จะเป็นอีกหนึ่งอดีตที่มีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีฝังอยู่

แต่ก็อย่างที่บอก ฉันไม่ใช่คนที่ยึดติดกับอดีต...

แน่หรือที่ไม่ยึดติด ทำไมความทรงจำนั้นมันยังชัดเจนแบบนี้เล่า ทำไมถึงไม่ลืม…


++++++++++++++++++++++++++++


เสียงเพลงคุ้นเคยดังขึ้นเรียกความสนใจจากเจ้าของโทรศัพท์ที่กำลังง่วงอยู่กับคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครโทรมา รีบหยุดงานก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย

‘ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะต้น’ รอยยิ้มผุดขึ้นเหนือริมฝีปาดอิ่มยามเอ่ยทักทายปลายสาย
หากแต่ยิ้มนั้นกลับค่อยๆ จางหายไป เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปาก

‘จี๊ด พรุ่งนี้ผมไม่ว่างมีธุระด่วน คงไปฉลองวาเลนไทน์กับจี๊ดไม่ได้นะ’
ธนดลย์บอกเล่าถึงสาเหตุที่ต้องโทรมา ก่อนจะร่ายยาวถึงความจำเป็นต่อไป

‘พรุ่งนี้ผู้บริหารบริษัทแม่จะบินมาที่บริษัท ผมต้องไปต้อนรับพวกเค้า ต้องอยู่ประชุมวางแผนงานประจำไตรมาสด้วย’
แล้วเหตุผลอีกร้อยแปดประการก็ตามมา
มันไม่เข้าหูฉันอีกแล้ว ตอนนี้เสียงที่ก้องอยู่ในหูคือ

‘ผมไม่ว่างมีธุระด่วน คงไปฉลองวาเลนไทน์กับจี๊ดไม่ได้’

หากแต่ที่ทำได้ไม่ใช่ตีโพยตีพาย แต่ต้อง ‘เข้าใจ’ และ ‘ยอมรับให้ได้’ เหมือนทุกครั้ง

‘ค่ะ จี๊ดเข้าใจ ยังไงเอาไว้เจอกันหลังคุณทำงานเสร็จก็ได้’ จีรวดีบอก
แต่น้ำเสียงหงอยๆ นั้นทำให้แฟนหนุ่มต้องรีบปลอบ

‘ขอโทษนะจี๊ด ที่ผิดสัญญา ไม่โกรธนะ’

นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ ‘ไม่ค่ะ จี๊ดเข้าใจว่าคุณงานเยอะ’

‘งั้นเท่านี้นะจี๊ด ต้องไปประชุมต่อ แล้วเจอกัน’ จบประโยคปุ๊บก็ตัดสายปั๊บ ทั้งๆ ที่เธอยังไม่ได้บอกลา...

มือบางค่อยๆ ยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู นั่งมองมันเหมือนตัวประหลาด
หันไปมองงานที่ทำค้างไว้ก็รู้สึกว่าสมาธิกระเจิงหายไปหมดแล้วเลยจัดการเซฟงาน ลุกขึ้นยืนบิดตัวไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง วั
นนี้ฟ้าโปร่ง พระอาทิตย์ไม่ได้ถูกเมฆบังเอาไว้อย่างถูกวัน ถึงกระนั้นอากาศก็ยังเย็นสบาย
เพราะอยู่ในช่วงปลายหนาว แต่ทว่าใจเธอกลับร้อนรุ่มพิกล ถอนใจก่อนจะละสายตาจากวิวเบื้องหน้า
กายร้อนยังพออาบน้ำให้คลายร้อน แต่ใจมันร้อนไม่รู้จะทำอย่างไรดี

แล้วพรุ่งนี้เราจะทำอะไรดีหนอ...

คนไม่รู้จะทำอะไรดีในวันแห่งความรักค่อยๆ พาร่างตัวเองมาที่ เดอ ลุกซ์ เลอคาเฟ
ร้านขนมชื่อดังย่านธุรกิจหลังมีเสียงตามสายลึกลับโทรมาเมื่อกลางดึกบอกว่าให้มาที่นี่เพื่อดูอะไรดีๆ บางอย่าง
เสียงนั้นคุ้นเอามากๆ แต่เธอก็นึกไม่ออก

ในร้านตกแต่งด้วยกุหลาบแดงกลิ่นหอม เมื่อมองไปโต๊ะไหนเธอก็เห็นแต่รอยยิ้ม
จนทำให้คนที่แอบเศร้าอย่างเธอต้องยิ้มตาม จีรวดีกวาดสายตาไปทั่วร้านก่อนจะหยุดที่ชายหญิงคู่หนึ่ง

...นี่ก็คุ้นมาก

หลังจากเลือกที่นั่งใกล้คนที่เธอว่าคุ้นอย่างแสนประหลาดพร้อมกับสั่งกาแฟและเค้กแล้ว
เรด้ารับคลื่นเสียงก็พร้อมปฎิบัติการพิสูจน์ความรู้สึกคุ้นเคยนั่น

‘มากับปอมแล้วจี๊ดไม่ว่าเหรอต้น’ ฝ่ายหญิงถามขึ้น

‘ไม่หรอก ผมบอกเค้าว่าผมติดงาน’ ฝ่ายชายตอบ

มิน่าถึงคุ้นนัก...แต่เรด้ายังจับคลื่นเสียงต่อไป

‘เมื่อไหร่ต้นจะบอกจี๊ดสักที เรื่องของเรา ปอมจะทนปั้นหน้ายิ้มมองดูต้นอี๋อ๋อกับจี๊ดไม่ไหวแล้วนะ’ ปอมหรือเปรสิกาพ้อ

เธอได้ยินฝ่ายชายเอ่ยปลอบว่า ‘ผมกำลังจะบอกเลิกจี๊ดเร็วๆ นี้ล่ะปอม
ที่ไม่อยากบอกวันนี้เพราะผมไม่อยากทำลายวันวาเลนไทน์ของจี๊ด ยังไงเค้าก็ดีกับเราสองคนมากนะ’

‘ปอมเข้าใจ’

‘จี๊ดก็เข้าใจ’

ธนดลย์ กับเปรสิกาเงยหน้ามองอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงบุคคลที่สามที่เพิ่งกล่าวถึง
มือที่กุมกันไว้ผละจากกันราวกับจับต้องของร้อน

จีรวดีก้าวมายืนข้างโต๊ะของทั้งคู่ น้ำเสียงยังปกติ ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้มเป็นปกติ หากเธอรู้ดี
ใจเธอกำลังร้องไห้...

‘ยินดีด้วยนะ’

คำสุดท้ายที่เธอบอกคนทั้งคู่

หนึ่งคนคือเพื่อนที่คิดมาเสมอว่าเป็นเพื่อนรัก อีกคนก็คือคนที่เธอรักที่สุด...
แต่กลับทำกับเธอแบบนี้...ทำได้อย่างไรกัน

คืนนั้นเธอไม่ได้เมา เธอไม่ได้ร้องไห้ ได้แต่นอนนิ่งๆ บนเตียง
รอบๆ มีอัลบัมรูปถ่ายสมัยเรียนกองอยู่เกลื่อนกลาด รูปของเพื่อนและคนที่เคยรัก
มือบางยกขึ้นปิดตา ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากใส่ใจทุกอย่างที่เป็นไปในโลกนี้
อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นมารับรู้อะไรอีกเลย

รุ่งขึ้นเธอก็ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด สองคนมาหาเธอแต่เช้า ปอมตาบวมบอกก็รู้ว่าคงผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
ต้นเองสีหน้าก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไหร่ ผิดกับคนที่ควรจะต้องเศร้าที่สุด กลับไม่มีแม้แต่รอยหมองคล้ำใดๆ
หากใครจะรู้เล่าว่าตอนนี้ใจเธอแหลกเหลว ไม่มีชิ้นดี

ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดตั้งแต่แรก เพราะธนดลย์เข้าใจว่าคนที่ส่งน้ำและขนมให้เขา
ตลอดเวลาที่เขาเป็นนักกีฬามหาลัยคือจีรวดีทำให้ประทับใจถึงกับเอ่ยปากขอคบหาดูใจกับเธอ
หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาถึงได้รู้ความจริงและรู้ใจตัวเอง คนที่ส่งน้ำและขนมคือเปรมิกาต่างหาก
มิใช่จีรวดี และเขาก็รักเปรมิกาหมดหัวใจ ที่ยังไม่กล้าบอกเธอก็เพราะไม่อยากให้เธอเสียใจ

‘จี๊ดบอกแล้วว่าจี๊ดเข้าใจ’ จะให้พูดอะไรเล่า...ในเมื่อเขารักกันเสียขนาดนี้
จะให้ต่อว่าหรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด เขาก็ยังรักกันอยู่ดีนั่นแหละ

ฟังแค่นั้นปอมก็ปล่อยโฮออกมาอีกรอบ ร้อนถึงต้นที่ต้องรีบโอ๋ปลอบ
ภาพความห่วงใยทำให้ฉันเจ็บแปล๊บ ก่อนจะเอ่ยปลอบบ้าง

‘อย่าร้องไห้เลยปอม จี๊ดไม่โกรธหรอก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นความเข้าใจผิด’
นิ่งไปชั่วขณะ รวบรวมกำลังใจครั้งสุดท้าย ก็เมื่อเขารักกัน รั้งเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ รั้งไว้ก็ได้แค่ตัวที่ไร้หัวใจ ปล่อยเค้าไปคงดีกว่า...

‘จี๊ดขอให้ปอมกับต้นมีความสุขมากๆ นะ เรายังเป็นเพื่อนกันเสมอ’

แสนจะเลี่ยนกับบทนางเอกผู้แสนดีที่กำลังแสดงอยู่ แต่จะให้เป็นนางร้ายก็ทำไม่ลง น่าสมเพชตัวเองจริงๆ...

พ้นร่างทั้งคู่ น้ำตาที่ไม่ยอมไหลในเมื่อวาน บัดนี้กลับไหลพรากๆ

...ก็คนอกหักจะร้องไห้คงไม่แปลกใช่มั้ย?


+++++++++++++++++++++


ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพบกับภาพในปัจจุบัน ยืนคนเดียวลำพัง ท่ามกลางผู้คนมากมายเดินขวักไขว่

โดดเดี่ยว...

เหอะ...ก็น่าจะชินได้แล้วนี่นา

ยิ้ม...อย่างให้กำลังใจตัวเองก่อนจะค่อยๆ ก้าวต่อไป


วาเลนไทน์...วันแห่งความรัก

หลายคนอาจกำลังมีความสุข...สุขกับคนรู้ใจ

ขณะที่ฉันกำลังเหงา...เหงาเพราะข้างกายไม่มีใคร


แม้วาเลนไทน์จะมีอดีตที่แสนเจ็บปวดฝังอยู่ แต่สำหรับฉัน วาเลนไทน์ก็ยังเป็นวันแห่งความรัก
ที่แม้มันจะหลุดลอยไปแล้วก็ตาม แต่ฉันเชื่อว่ารักแท้จะต้องคืนกลับมาในสักวัน




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2550 12:24:06 น.
Counter : 131 Pageviews.  

พอเพียง...ก็เพียงพอ


บทนำ

ปรารถนาของเจ้า คือสิ่งใด’

อำนาจ คือความปรารถนาของเรา’

งั้นอำนาจจะเป็นของเจ้าดังประสงค์’



+++++++++++++++++++++++++++++


ตอนนี้ออกมาเป็นรูปเล่มแล้ว ถ้าสนใจก็ลองตามอ่านดูนะ เรื่อง "นิยายรักเด็กมัธยม" เรื่องสั้นประมาณ 16 เรื่อง




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2549    
Last Update : 6 เมษายน 2550 21:09:32 น.
Counter : 148 Pageviews.  

ขอรักคืนใจ

หวาน...เพียงถ้อยหวานที่ผ่านมา
สุข...สุขนักหนายามรักหวาน
เหงา...ค่ำคืนที่เหงาหรือเพราะรักจืดจาง
รักแรมร้าง...ดั่งสายลมผ่านพัดจากไป

คืนนี้เธอก็ต้องอยู่คนเดียว...


รีโมตทีวีที่ถูกกดเวียนไปมาอยู่ครึ่งชั่วโมงถูกวางลงช้าๆ บนเบาะนั่ง
เสียงถอนหายใจค่อยๆ ดังขึ้นแข่งกับเสียงทีวีที่ดูท่าว่าจะเรียกความสนใจใดๆ จากเจ้าของบ้านมิได้เลย


ร่างบางนั่งนิ่งอยู่นานเท่าใดก็ไม่รู้ จวบจนเสียงกริ่งโทรศัพท์แผดร้องดังขึ้น
รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งใครบางคนเคยชมเสมอว่าแสนหวานแต้มขึ้นที่ริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง
ดวงตาพราวขึ้นอย่างมีความหวัง รีบลุกขึ้นเดินไปยังต้นเสียงแล้วกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานเอ่ยทักปลายสายอย่างอ่อนหวาน

“เกดว่างรึเปล่า”

รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้าของธัญสินี ก่อนเจ้าตัวจะฝืนยิ้ม
ปั้นเสียงร่าเริงตอบไป “ก็...ว่างสิ มีอะไรเหรอจิ”

“ดีเลย คืนนี้พวกหนูนา วี อัน ทิพย์ ลงมาจากเชียงใหม่ เกดจะออกมาหาเพื่อนๆ มั้ย”
จิรวดีบอกก่อนจะเอ่ยชวนอีกฝ่าย


ธัญสินีนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ...


แล้วจะอยู่บ้านไปเพื่ออะไร รอคนบ้างานที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะกลับบ้าน
ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันสำคัญแท้ๆ จึงตัดสินใจโดยพลัน
“ได้สิจิ เพื่อนๆ อุตส่าห์มาทั้งที แล้วจะไปเจอกันที่ไหนดีล่ะ”

“ร้านเดิมเลยเกด 2 ทุ่มนะจ๊ะ แต่งตัวสวยๆ ล่ะ” บอกก่อนจะวางสายไป

ธัญสินียกหูโทรศัพท์ค้างเอาไว้ นิ่งมองเสมือนมันเป็นสิ่งประหลาด
ไม่สิ! ที่น่าประหลาดน่าจะเป็นใครอีกคนที่วันนี้ไม่มีมาแม้แต่เสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคย

ดีล่ะ! ไม่มาก็อย่ามา งั้นจะไม่เกรงใจล่ะนะ

+++++++++++++++++

สองทุ่มตรง ร่างบางในชุดแซกสีขาวก้าวลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าร้าน ‘กาลครั้งหนึ่งถึงความรัก’
ร้านอาหารที่เป็นที่สิงสถิตประจำของเธอและเพื่อนๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ตัวร้านเป็นไม้สีน้ำตาลเข้ม ตกแต่งด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นไม้ในวรรณคดี
(ไอเดียตกแต่งร้านเหล่านี้เป็นของพวกเธอด้วย) อากาศยามค่ำในช่วงปลายฝนต้นหนาวพัดผ่านผิวให้ใจไหวสะท้าน


ปกติเธอไม่ได้มาอย่างโดดเดี่ยวเช่นวันนี้...


คิดพลางสั่นศีรษะราวกับจะให้ใครคนหนึ่งที่ยังคงอยู่ในทุก
ห้วงคำนึงหลุดออกไปตามแรงสะบัดนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องย้ำด้วยคำพูด

“อย่าคิดถึงคนใจร้ายแบบนั้นเด็ดขาดนะเกด วันสำคัญของเราแท้ๆ ทำไมถึงลืมไปได้...”
เสียงในตอนท้ายเครือแผ่วเบา อย่างจะตัดพ้อใครคนนั้น

“เกดมาแล้ว” เสียงทักที่ดังขึ้นจากจิรวดีทำให้เธอต้องสูดลมหายใจลึกๆ
ไล่อาการบ่อน้ำตาตื้นทิ้งไปโดยพลัน ยิ้มรับคนที่เดินตรงดิ่งเข้ามาหาก่อนจะพาลากเข้าร้านไป


เสียงทักทายเซ็งแซ่ของสี่สาวเหนือที่นานๆ จะว่างบินลงมาที่เมืองหลวง
ร้องทักเพื่อนคนสุดท้ายที่เพิ่งมาถึงอย่างดีใจ

“นึกว่าเกดจะมาไม่ได้แล้วสิ” หนูนาหรือนาราวัลย์ทักทายขึ้น

“ใช่ เราก็คิดว่าเธอจะออกมาไม่ได้ซะอีก เพราะพวกเรามาถึงก็เย็นแล้ว
แถมไม่ได้นัดเธอล่วงหน้าอีก โชคดีนะเนี่ยที่เกดว่าง” วีรกานต์เสริม

“มาได้สิ ถึงไม่ว่างเราก็จะออกมา ก็เพื่อนอุตส่าห์มาทั้งที
อะไรก็คงไม่สำคัญแล้วล่ะ” ธัญสินีตอบยิ้มๆ เห็นหน้าเพื่อนๆ แล้วทำให้ลืมบางเรื่องไปได้บ้าง

“ก็อยากจะมาบ่อยๆ หรอกนะ แต่ยัยอันนะสิ ชวนทีไรก็บอกว่า ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง ทั้งปี
นี่ก็เพิ่งบังคับให้หยุดงานแล้วลากลงมาหาเกดกับจิได้เนี่ยล่ะ”
ทิพญาดาพยักเพยิดไปทางคนต้นเรื่องที่ทำให้ขึ้นมากรุงเทพฯไม่ได้บ่อยๆ

“แหม ก็กำลังจะขยายสาขาร้านนี่นามันก็เลยยุ่งๆ น่ะ
เออ ว่าแต่วันนี้คุณพระเอกไม่มาเหรอ ทำไมปล่อยให้นางเอกของเราฉายเดี่ยวได้ล่ะ
ปกติเห็นหวงเกดจะตาย” อันติมาหันซ้ายหันขวาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยกระเซ้า

สีหน้าของคนถูกถามเผือดลงเล็กน้อย ก่อนจะอ้อมแอ้มแก้แทน
คนที่เคย ‘หวง’ เธอนัก “พัธงานยุ่งเลยไม่ได้มาส่งเราน่ะ”


ไม่ใช่แค่งานยุ่งนะ...ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าฉันออกมาเนี่ย


เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาซ่อนรอยของความน้อยใจที่กำลังพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
ทำให้เธอไม่ได้เห็นจิรวดีเอามือตีคนที่พูดสะกิดแผลนั้น

บรรยากาศที่เริ่มจะกร่อยทำให้จิรวดีต้องรีบคลี่คลายให้มันสดใสขึ้น
ด้วยการเรียกคุณลุงเจ้าของร้านออกมาทักทาย ย้อนให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ

เสียงพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ถูกนำมาบอกเล่าให้สมกับที่ไม่ได้พบกันนาน
สลับกับเสียงร้องเพลงคาราโอเกะ เรียกรอยยิ้มอ่อนให้ปรากฎขึ้นได้
แต่ใจของธัญสินีกลับไพล่คิดไปถึงคนที่ตอนนี้คงนั่งหัวปั่นที่ออฟฟิศ

อีตาบ้า! จะสี่ทุ่มอยู่แล้ว จะมีใครบ้างหนอที่ยังคงขลุกอยู่ออฟฟิศในเวลา
ที่ดึกอย่างนี้...ก็เขาไง ปวิณพัธ


มือบางเปิดกระเป๋าก่อนจะค่อยๆ ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วออกมาดู
หน้าจอยังเป็นปกติ ไม่มีข้อความ ไม่มี miss call ไม่มีอะไรเลย...


“เกด เกด” เสียงเรียกของเพื่อนทำธัญสินีสะดุ้ง
รีบเก็บโทรศัพท์และปิดกระเป๋า เงยหน้าขึ้นยิ้มแหยๆ ให้กับเพื่อนสาวทั้งห้า

“อะ...อะไรเหรอ”

“ใจลอยไปถึงไหน เรียกตั้งนานแล้วไม่ได้ยินเหรอ เพลงโปรดเกดมาแล้วล่ะ”
วีรกานต์เอ่ยพร้อมกับยื่นไมค์ให้

มือบางรับไมค์มาจากมือเพื่อนสาว เสียงหวานค่อยๆ
เอื้อนเอ่ยเรียงร้อยออกมาเป็นท่วงทำนองที่แสนหวาน...เจือไว้ด้วยกลิ่นไอของความเศร้า


เป็นแค่คนหนึ่ง...ในโลกใบเก่า
ชีวิตช่างเงียบเหงา ไม่เคยได้เห็นความจริง
มีพร้อมทุกอย่าง และมีในทุกสิ่ง
อยากบอกว่าความจริงฉันเดียวดาย

เธอนั้นก็อยู่...ในโลกใบหนึ่ง
ที่ฉันเอื้อมไม่ถึง และยังไม่เคยได้เข้าใจ
เธอเหมือนลมผ่าน ผ่านมาในหัวใจ
แต่งเติมชีวิตฉันให้สดใส

แค่เพียงได้พบเธอ แค่เพียงได้รักเธอ
อยากอยู่กับเธอตลอดไป

จะนานเพียงไหน...ใจฉันก็มีแต่ภาพเธอ
แม้ความจริง ไม่เห็นว่าเธออยู่ข้างกาย
หลับตาก็ยังพบกัน ไม่มีวันลบเลือนไป
ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน

ก็อยากจะขอ...ให้ฉันมีเธออยู่เรื่อยไป
แค่มีเธอ เคียงข้างดูแลและเข้าใจ
ไม่เคยมีใครเหมือนเธอ ที่ทำเพื่อฉันมากมาย
ใจฉันจะมีเธออยู่อย่างนี้ ตลอดไป*

จบเพลงพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มหยด
อารมณ์น้อยใจที่สะสมมาตลอดสามเดือนปะทุได้ด้วยเพลงที่เธอเคยมอบให้เขาคนนั้น

เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเอาผ้าเช็ดหน้าที่ยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่อวดความอ่อนแอ
ทำให้ไม่ทันสังเกตถึงความเงียบรอบๆ ตัว หันมาอีกทีก็พบกับหน้าของคนคุ้นเคยที่แสนจะคุ้นใจยืนยิ้มให้

เกือบจะยิ้มตอบ แต่เมื่อนึกขึ้นได้จึงสะบัดหน้าพรืดกลับมาอ้าปาก
จะร้องเรียกหาเพื่อนๆ ทั้ง 5 คน...แต่ก็พบกับความว่างเปล่า


เจ้าเพื่อนบ้า! หายไปไหนกันหมดเนี่ย


เมื่อไม่เจอใครเจ้าตัวเลยคว้ากระเป๋าเตรียมลุกขึ้นเดินหนี
แต่ก็ช้ากว่ามือแกร่งที่เอื้อมคว้าคนกำลังน้อยใจไว้ทัน เสียงนุ่มๆ ที่เธอรักผ่านเข้าหู
“จะไปไหนเกด ผมยังไม่ได้ทานอะไรเลย”

หญิงสาวหันกลับมาเอ่ยเสียงเรียบๆ “แต่เกดอิ่มแล้ว...
อีกอย่างพัธคงอิ่มกับสารพัดงานที่ออฟฟิศแล้ว อาหารเย็นคงไม่จำเป็นหรอก”

สะบัดแขน แต่มีหรือจะสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้ แขนนั้นจึงยังถูกกุมอยู่กับมืออุ่น
ที่พลันกระชับขึ้นเมื่อรับรู้ถึงแรงสะบัด

“อิ่มแล้วก็กินเป็นเพื่อนกันหน่อยเถอะนะ” น้ำเสียงอ้อนวอน
ราวกับจะงอนง้อนั้นเคยทำให้เธอใจอ่อน แต่คราวนี้ธัญสินีตั้งใจว่าจะไม่ใจอ่อนอีกแล้ว
ให้สมกับที่สามเดือนเธอต้องทนกินข้าวคนเดียว!

เมื่อได้รับความเงียบเป็นคำตอบ ปวิณพัธก็แปลงความหมายเข้าข้างตัวเองว่า
ไม่ใช่คำปฏิเสธ ถือวิสาสะฉุดร่างเล็กให้นั่งลงข้างๆ จับมือน้อยไว้ด้วยมือข้างซ้าย
ก่อนจะใช้มือขวาทานอาหารที่เรียงรายบนโต๊ะ หนักใจเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการที่บ่งบอกว่า
คนหน้าหวานข้างๆ โกรธ...จนถึงโกรธมาก รู้ตัวดีว่าสามเดือนที่ผ่านมาเขาทำตัวแย่กับภรรยาแค่ไหน...
หวังว่าเธอคงเข้าใจเมื่อเขาบอกความจริงทุกอย่าง

ผู้เป็นภรรยาสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ ปวิณพัธก็ยื่นช้อนมูสช็อกโกแลตมาจ่อให้ถึงปาก
แถมเอ่ยว่า “ไม่ทานข้าวก็ทานขนมหน่อยเถอะนะ ของโปรดเกดนี่นา”


อ๋อ นี่ยังจำได้ใช่มั้ยว่าฉันชอบอะไร!


ใจแข็งจังแฮะ ปวิณพัธคิดอย่างว้าวุ่นใจเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้าหนีของหวานนั่น
มือน้อยขยุกขยิกราวกับว่าจะหนีไปให้พ้นๆ ทำให้เขาต้องออกแรงจับเอาไว้ให้แน่นขึ้น


แต่เรื่องอะไรจะปล่อยให้โง่เล่า...


“เกด”

“...”

“เกด จ๋า”

“…”

“ผมขอโทษนะเกด” คำพูดสุดท้ายทำให้น้ำตาที่เพียรจะกลั้นหยาดหยดลงมาราวกับสายน้ำ
เจ้าของน้ำตาสะบัดมืออย่างแรงจะหลุดจากการเกาะกุม ยกมือขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตา
อย่างอับอายที่ปล่อยโฮให้คนตรงหน้าเห็น

“โธ่เกดจ๋า อย่าร้องไห้เลยนะ ผมขอโทษ ขอโทษจริงๆ”


ใครอยากร้องเล่า อีตาบ้า!


ชายหนุ่มโอบไหล่บางที่ยังคงมีแรงสะอื้นมาแนบอกกว้าง ครานี้ไม่มีอาการขัดขืน
เพราะคนแสนงอนคงจะหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน มือใหญ่ลูบไหล่หลังแผ่วๆ คนในอ้อมแขน
อย่างจะปลอบใจ พร่ำพูดซ้ำๆ คำขอโทษ พลางนึกก่นด่าตัวเองในใจที่ทำให้คนที่รักที่สุดต้องเสียน้ำตาในวันสำคัญ

รอจนคนในอ้อมแขนค่อยๆ สงบลง จึงเชยคางมนขึ้น ตาแดงช้ำและรอยคราบน้ำตา
ทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น นิ้วโป้งค่อยๆ บรรจงปาดคราบน้ำตาออกจากแก้มอย่างแผ่วเบา
ถ่ายทอดทุกความรู้สึกที่มีออกไปให้คนในอ้อมแขนรับรู้ ทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งห่วง ทั้งอาทร

เสียงสะอื้นแผ่วๆ ยังคงมีให้ได้ยิน ทำให้เขาต้องรีบพูดให้จบ
ไม่เช่นนั้นวันนี้เขาคงได้กระต่ายตาแดงกลับบ้านเป็นแน่แท้

“เดือนที่ผ่านมาผมทำผิดกับเกดมาก ทิ้งให้เกดอยู่คนเดียว ไม่มีเวลาให้เกดเลย”
ยังไม่ทันจะจบประโยค คนที่กำลังจะกลายเป็นกระต่ายตาแดงก็แย้งขึ้น

“3 เดือน ไม่ใช่แค่เดือนเดียว”

นั่นทำให้ปวิณพัธเริ่มยิ้มออก เพราะลองเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้
แสดงว่าคงเริ่มจะหายโกรธแล้ว “ครับ 3 เดือนก็ 3 เดือน เกดยดโทษให้ผมนะครับ”
เออออตามก่อนจะยกมือน้อยขึ้นจุมพิตแผ่วเบา

“เราดีกันเถอะนะ”

“จำได้รึเปล่าว่าวันนี้วันอะไร” นอกจากจะไม่ยอมคืนดีแล้ว ธัญสินีกลับถามคำถามกับคนตรงหน้า

ปวิณพัธทำสีหน้างุนงง วันนี้วันอะไรหว่า ก่อนจะตอบ “ก็วันศุกร์ไงครับ มีอะไรรึเปล่า”
จบประโยคด้วยการที่เขาต้องออกแรงรั้งคนในอ้อมแขนไว้อีกครั้ง ด้วยคนแสนงอนเริ่มจะออกอาการงอนขึ้นมาอีก


“ปล่อยเกดนะ” เสียงแหวอย่างมีโทโสดังขึ้น แต่มีหรือที่ปวิณพัธจะทำตาม

ครั้นคนขี้ลืมไม่ทำตามน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอวดความน้อยใจอีกรอบ
ทำให้คนขี้แกล้งต้องรีบเฉลย “วันสำคัญของเราสองคน ทำไมจะจำไม่ได้เล่าครับ ฮืม”

คนหน้าหวานหยุดดิ้นเงยหน้าขึ้นมามองสามีอย่างสงสัย
ก็พบกับสายตาอ่อนหวานที่แฝงไว้ด้วยความรักความอาทรอย่างเคย
ใจที่กำลังคิดเคืองคนตรงหน้าค่อยๆ อ่อนลง

เมื่อคนในอ้อมกอดยังไม่ยอมพูดอะไร ปวิณพัธจึงเอ่ยต่อไป
“ก็วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานสองปีของเราสองคนไงครับ”


เขาจำได้!


เสียงทุ้มๆ จึงร่ายต่อไปว่า “3 เดือนนี้ผมทำงานหนักมากเลยนะครับ
จะได้ลาหยุดสามอาทิตย์ เราสองคนจะได้ไปฮันนีมูนกันอีกรอบไง
แถมยังมีข่าวอีกเรื่อง ผมได้เลื่อนตำแหน่งด้วยนะเกด ดีใจรึเปล่าเอ่ย”

ถ้าปวิณพัธหวังว่าจะได้รับรอยยิ้มหวานๆ เป็นการตอบแทนข่าวดีนี้แล้ว
ก็ต้องบอกว่า ‘เขาคิดผิด’ เพราะที่เขาได้คือ ฝ่ามือน้อยๆ ที่ทุบลงมาไม่ยั้ง

“นี่ คนบ้า ปล่อยให้เค้าอยู่บ้านคนเดียว ปล่อยให้เค้ากินข้าวคนเดียว
เค้าเหงารู้มั้ย ทำไมทำอะไรไม่บอกกันบ้าง ฮือ ฮือ” ปิดท้ายด้วยกองทัพน้ำตาอีกระลอก
อย่างที่คนร้องก็ยังแปลกใจตัวเองไม่หายว่าจู่ๆ ทำไมวันนี้ถึงบ่อน้ำตาตื้นนัก

“อูย! โธ่เกดจ๋า อย่าร้องไห้เลยนะ ดูสิเอามือมาตีผมแล้วตัวเองก็เจ็บใช่มั้ยล่ะ”

“ไม่เจ็บ!” คนปากแข็งยังคงปฏิเสธพลางสะบัดมือที่ถูกคว้าไปเกาะกุมกันการประทุษร้าย
แต่มีเหรอที่จะหลุด มือน้อยถูกคว้าขึ้นมาแนบอก เจ้าของมือรับรู้ถึงแรงเต้นที่หัวใจ
ใจที่เคยรวดร้าวเพราะคิดว่ารักกำลังจืดจางเริ่มสมานกลับเป็นเนื้อเดียวกัน

“หายโกรธรึยังครับ”

“ไม่ได้โกรธนี่” ธัญสินีอ้อมแอ้มตอบ

“ผมรักเกดนะ”

เหมือนโดนหมัดหนักๆ ต่อยเข้าอย่างจังๆ กับคำบอกรักอันแสนหวานที่ได้ยิน
ธัญสินีเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่เพิ่งจะบอกรัก คนที่อยู่ในทุกห้วงคำนึง
เปลือกตาหวานค่อยๆ พริ้มหลับลง พร้อมๆ กับหน้าคมค่อยๆ โน้มเข้าใกล้มอบจุมพิตแทนคำรักให้กับสุดที่รักของหัวใจ

หวาน...หวานเกินคำบรรยาย


+++++++++++++++++


2 ร่างที่นั่งอิงแอบกันทำให้ทั้ง 5 คนที่แอบลุ้นอยู่ด้านหลังถอนหายใจอย่างโล่งอก

“นึกว่าจะไม่สำเร็จซะแล้ว” หนูนาเปรยขึ้นอย่างโล่งใจ

“ใช่ ปกติยัยเกดโกรธยากจะตาย นี่คงจะเหลืออดจริงๆ ถึงได้โกรธคุณพัธมากขนาดนี้”
ทิพญาดาเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วย

“แหงสิ ก็เล่นทิ้งยัยเกดไว้คนเดียวตั้ง 3 เดือน เป็นฉันเหรอ
แค่อาทิตย์เดียวคงวีนแตกไปแล้ว” จิรวดีให้ข้อมูลเพิ่ม

อันติมาจึงแย้ง “ก็นั่นมันเกด ไม่ใช่คนใจร้อนอย่างแกนี่”

“อย่าเถียงกันเลย จบหน้าที่กาวประสานใจให้คู่สามีภรรยาคู่นี้แล้ว
เราไปต่อที่อื่นกันดีกว่า” วีรกานต์ห้ามศึกที่กำลังจะเกิด เอ่ยชวนเพื่อนสาวที่นานๆ จะเจอกันไปเปิดหูเปิดตายามค่ำคืน

“ไปสิ”

แล้วจึงพากันออกจากร้านไปโดยมีเจ้าถิ่นอย่างจิรวดีเป็นผู้นำทาง ทิ้งคู่สามีภรรยาเอาไว้ตามลำพัง


+++++++++++++++++++++++++++

คน 2 คนนั่งเคียงกันเงียบๆ ความขุ่นข้องหมองใจหายไปแล้ว บรรยากาศรอบๆ
กรุ่นไปด้วยไออุ่นของสิ่งที่เรียกว่า...ความรัก

จู่ๆ ธัญสินีก็เงยหน้าขึ้น พูดช้าๆอย่างชัดเจนว่า
“คราวหน้าพัธทำอะไรต้องบอกเกดบ้างนะคะ” คำขอที่ทำให้ปวิณพัธยิ้ม

“จ้า เข็ดแล้วล่ะ จะบอกทุกอย่าง”
ที่ไม่ได้บอกไปอีกอย่างคือ...เขาไม่อยากทำให้เธอร้องไห้อีกแล้ว


คำที่เสมือนหนึ่งเป็นดั่งคำสัญญานั้นทำให้เขาได้รางวัลเป็นยิ้มหวานๆ…ชื่นใจ


“เกดอยากไปไหนจ๊ะ” ปวิณพัธถามอย่างอ่อนหวาน มือใหญ่กุมมือน้อยเอาไว้แน่น

นิ่งคิดสักพักจึงตอบ “อยากไปทะเลค่ะ”

“งั้นสามอาทิตย์นี้เราไปทะเลกันนะ”

“ค่ะ”

รอยยิ้มถูกส่งให้กันและกัน เขาสัญญาว่าต่อไปนี้จะมีแต่รอยยิ้ม...

เสียงท่วงทำนองที่คุ้นเคยดังแว่วขึ้น เสียงนุ่มทุ้มเอื้อนเอ่ยอย่างจะบอกความในใจ


เธอคือลมหายใจ...เธอคือทุกอย่าง
จะรักเธอ ไม่มีวันจางจากใจ...
ก็เพราะเธอคือ...ลมหายใจ
เธอคือทุกสิ่ง
จะทิ้งอะไรก็ยอมทุกอย่างจากนี้…
ใจฉันจะมีแต่เธอ*

จบแล้วค่ะ


*เพลง แค่มีเธอ : ปนัดดา เรืองวุฒิ
*เพลง ลมหายใจ : บอย โกสิยพงษ์




 

Create Date : 18 กันยายน 2549    
Last Update : 18 กันยายน 2549 11:35:30 น.
Counter : 147 Pageviews.  

ดาหลา...ยาใจ ส่งท้าย

เสียงคลื่นซัดสาด ทะเลสีครามใส เกาะดาหลายังสวยเหมือนเมื่อสองปีก่อน

สองปีที่เธอมีเขาเคียงข้าง

คนที่คอยปลอบให้เธอหายเศร้า

คนที่ให้กำลังใจ...ยามเธออ่อนล้า

คนที่ค่อยๆ เติมความอบอุ่นในใจที่บอบช้ำ

หมอรักษาแผลในใจเธอ...จนหายสนิท และแทนที่ด้วยความรักครั้งใหม่ ที่แข็งแรง มั่นคง

“ทำไมออกมาเดินคนเดียว ไม่เรียกพี่”
เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นข้างหูพร้อมสองมือที่โอบเอวบางเข้ามาแนบชิด
“คิดอะไรอยู่ฮึ”

หญิงสาววางมือทับบนแขนเรียวที่โอบอยู่รอบเอว ก่อนจะตอบ
“เห็นพี่ปอกำลังคุยกับลุงชาญอยู่ นัธเลยไม่อยากกวน”

“บอกให้เรียกพ่อได้แล้ว ดื้อจริง” ปรมัธเอ็ดอย่างไม่จริงจังนัก ริมฝีปากคลอเคลียอยู่ข้างหู

“แล้วมายืนคิดอะไรอยู่” ถามซ้ำอีกครั้งเมื่อคนในอ้อมแขนยังไม่ตอบ

“คิดถึงตอนที่มาที่เกาะดาหลาคราวที่แล้วค่ะ” นัธฐาตอบ เธอหมายถึงครั้งที่มาเพื่อรักษาแผลใจ

“อรบอกนัธว่า มนตราของท้องทะเลกับท้องฟ้าช่วยนัธให้หายอกหัก”

ชายหนุ่มแย้งขึ้น “ใครบอก ไม่ใช่เพราะยาดีแบบพี่หรอกเหรอที่รักษานัธ”

หญิงสาวย่นหน้าอย่างหมั่นไส้คนที่พูดเข้าข้างตัวเอง “ใช่ที่ไหนละคะ”

ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วเมื่ออ้อมแขนที่โอบเธอไว้คลายออก
“ก็ได้ ก็ได้ พี่ปอเป็นยาที่ดีขนานเอกเลยค่ะ ที่รักษานัธได้”

คนตัวโตเงียบไม่ตอบกระไร ทำให้เธอชักใจเสีย “โกรธนัธหรือคะพี่ปอ”

“ไม่ได้โกรธนี่”

“หรือว่าน้อยใจคะ” นัธฐาถามซ้ำ

คราวนี้อ้อมกอดรัดแน่นขึ้น “อืม”

“โอ๋ โอ๋ ขอโทษนะคะ”

“ไม่หายหรอก หอมแก้มพี่ก่อนสิ แล้วจะหายงอน”
แม้จะหมั่นไส้คนตัวโตที่แสนจะขี้งอนแต่เธอก็ทำตาม เขย่งเท้าจรดริมฝีปากกับแก้มของคนเสนอเงื่อนไข

“หายงอนรึยังคะ”

“หายแล้วก็ได้”

“พี่รักเธอ” เสียงกระซิบบอกรักดังขึ้นข้างๆ หูก่อนที่เธอจะกระซิบบอกคนข้างๆ เช่นกัน

“นัธก็รักพี่ปอ”

เพื่อนพาเธอมาที่ดาหลาเพื่อรักษาบาดแผลในใจ
หากแต่เมื่อเธอกลับไป เธอกลับได้ความรักใหม่ในใจดวงเดิม

ขอบคุณเกาะดาหลา เกาะที่อบอวนไปด้วยมนตราแห่งความรัก
มนตรารักษาใจที่บอบช้ำให้กลับมาเข้มแข็งดังเดิม
หรือบางทีอาจจะต้องขอบคุณกำลังใจดีๆ ที่คนข้างกายมีให้เสมอมา

จบบริบูรณ์




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2549 11:47:34 น.
Counter : 108 Pageviews.  

1  2  3  4  

@ลูกท้อแช่อิ่ม@
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรียกยู้ได้นะคะ

แล้วก็ลงท้ายที่ MBA
Friends' blogs
[Add @ลูกท้อแช่อิ่ม@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.