2ชาติกำเนิดไม่ชัดเจนว่าใครคือพ่อ


ชาติกำเนิดไม่ชัดเจนว่าใครคือพ่อ

เด็กที่เกิดมาจากความเคลือบแคลงสงสัยว่าตนคือลูกใครกันแน่ย่อมโหยหาความจริงแท้ที่จะขจัดความสงสัยครั้งนี้ให้หมดสิ้นไปความรักในพ่อแม่ที่เลี้ยงดูจะเป็นรักที่หล่อหลอมให้เติบโตมาด้วยดีได้หรือไม่

นายน้อยศรีเติบโตมาในฐานะบุตรชายคนโตของพระศรีธรรมากับแม่นางอินที่เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อย่างเต็มเปี่ยมในฐานะพ่อกับแม่แต่ทว่ายังคงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า แม่นั้นคือแม่นางอินจริงแต่พ่อล่ะใช่จริงหรือไม่ คงไม่ใช่แม่แต่งกับพ่อแล้วแอบมีชู้แต่เป็นเพราะพ่อที่แท้จริงไม่ยอมรับในฐานะลูกจึงโยนภาระนี้ให้แก่พระศรีธรรมา

เสียงพูดซุบซิบดังไปทั่วจนมาเข้าหูนายน้อยศรีหลายครั้งหลายครา ความเป็นเด็กอาจจะยังไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจมากนักว่าเหตุใดคนเป็นพ่อแท้จริงจึงไม่ยอมรับตนในฐานะลูกมีแต่ความสงสัยว่าทำไมคนจึงพูดกันหนาหู

เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบบ่อยครั้งเข้านายน้อยศรีจึงถามแม่อินว่า “แล้วจริง ๆ ลูกเป็นลูกใครกันแน่ลูกของแม่จริง ๆ หรือเปล่า แล้วใครเป็นพ่อที่แท้จริงล่ะ แม่อิน”

แม่นางอินจะยืนยันเสียงแข็งทุกครั้งเช่นกันว่า“แม่เป็นแม่ของลูก และพ่อเป็นพ่อของลูก มิผิดไปจากนี้หรอก ลูกรักคนก็พูดกันมากความให้ลูกข้องใจไปเล่น ๆ อย่างนั้นเอง อาจจะแค่เย้าแหย่ลูกเล่น”

เมื่อนายน้อยศรีได้ฟังคำยืนยันจากแม่เช่นนี้ทุกครั้งจะเถียงคอเป็นเอ็นเมื่อได้ยินใครพูดว่า นายน้อยศรีเป็นลูกของใครกันแน่และจะตอบโต้ทันทีด้วยน้ำเสียงโกรธนิด ๆ ว่า “ตนเป็นลูกของพระศรีธรรมากับแม่นางอิน”

เมื่อนายน้อยศรีเริ่มโตพอรู้ความมากขึ้นนายน้อยศรีจะไม่ถามแม่เช่นเดิม เพราะแม่คงจะยืนยันคำเดิมทุกคราไปแต่ในใจเริ่มปะติดปะต่อในเรื่องราวที่ใคร ๆ ก็พูดกันถึงชาติกำเนิดของตน

บางคนแอบซุบซิบว่า “แท้จริงแล้วนายน้อยศรีเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถสังเกตสิว่าพระองค์โปรดปรานและรักใคร่เอ็นดูในนายน้อยศรีมากกว่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลายเพียงแต่ไม่ยกย่องอย่างออกนอกหน้านอกตาเท่านั้น”

ทว่าเสียงซุบซิบที่แอบเล็ดลอดมาเข้าหูนายน้อยศรีนั้นมีหลายกระแสบ้างก็ว่า “ไม่ใช่หรอกที่กล่าวกันว่า นายน้อยศรีเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถน่ะแท้จริงนายน้อยศรีเป็นโอรสลับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตอนที่ไปออกรบต่างหากแล้วองค์ท่านได้กับหญิงชาวบ้านหรือสาวชาวลาว เลยรับเด็กคนนั้นกลับมาให้พระศรีธรรมากับแม่นางอินเลี้ยงดูไม่ใช่ลูกแม่นางอินเสียด้วยซ้ำ นายน้อยศรีน่ะลูกชาติลูกตระกูลเชียวนะ”

พวกที่ยืนยันว่า “นายน้อยศรีเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถนั้นกล่าวต่อไปอีกว่า “จะให้ยกย่องได้เช่นไร ในเมื่อตอนที่แม่นางอินตั้งท้อง พระสนมที่เป็นญาติองค์ที่เป็นแม่ของพระอินทราชาที่มาจากบางปะอินด้วยกันโกรธลูกพี่ลูกน้องคนนี้ยิ่งนักแทบจะเอาเป็นเอาตายกันทีเดียวถึงจะเป็นญาติแต่เกลียดกันเข้ากระดูกดำตั้งแต่รุ่นพ่อแม่กันแล้ว พอรู้ว่ามาตั้งท้องกับผู้ชายคนเดียวกันยิ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โต”

บางพวกที่ไม่เชื่อตามที่พูดจะแย้งว่า“บางทีเป็นเรื่องพูดเล่นเย้าแหย่กันของแม่นางอินลูกพี่ลูกน้องคนนี้ให้พระสนมแค้นเล่น เลยแกล้งยั่วให้หึงคนได้ยินเลยพูดต่อ ๆ กันมาจนดูเป็นเรื่องจริงไป เป็นเรื่องโอละพ่อไปเสียนี่”

“ไม่ใช่พระโอรสของพระองค์หรอกแม่เป็นญาติสนิทของพระสนมที่ได้เข้าวังครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถติดเกาะและพบรักกัน ณ เกาะบางปะอินสมเด็จพระเอกาทศรถรับหญิงนั้นมาเป็นบาทบริจาริกา เป็นพระสนมที่ทรงรักใคร่เสน่หามากไม่น่าจะนอกใจเป็นอื่นกับญาติของคนที่รัก” เสียงนี้ไม่เชื่ออีกเช่นกัน

บางเสียงแอบนินทาว่าร้ายว่า“สองสาวนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่แท้ที่จริงพ่อแม่ของนางทั้งสองไม่ใคร่ปีนเกลียวกันสักเท่าใดนักถึงจะเป็นญาติจึงเหมือนไม่ใช่ญาติ และทั้งสองต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมาตลอดคนพี่ดุมากนัก ไม่ยอมให้น้องสาวได้ดีมาตีเสมอตน และประกาศชัดเจนว่ายังไงเสียจะไม่ยอมให้น้องคนนี้ได้มายืนในตำแหน่งเดียวกับตน” บางคนยังตีขลุมพูดราวกับเป็นคนสนิทไปเสียอย่างนั้นจึงรู้แม้กระทั่งความในใจของพระสนม

“ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่ว่ามีสามีคนเดียวกันก็คงยอมกันไม่ได้เมื่อพี่สั่งห้ามยกย่องน้องเด็ดขาด ให้ยกแก่ผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้ถึงแม้นมารู้ภายหลังว่าติดท้องมาก็ตามที แล้วให้แล้วกันไป”นี่ก็คนที่ยังเชื่อว่าเป็นจริง

นายน้อยศรีจึงได้ชื่อว่ามีประวัติอันอึมครึมเพราะเชื่อว่า ถ้าไม่มีมูลคนคงไม่เอามาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แล้วใครจะให้คำตอบนี้ได้ไม่ใช่แค่ข่าวลือที่พูดกันไปพูดกันมา พอถามว่ารู้จากใครจะโบ้ยไปเสียอย่างนั้นไม่รู้ใครคือต้นตอที่พูดครั้งแรกด้วยซ้ำ อันข่าวลือนี่เชื่อถือไม่ได้จริง ๆกระนั้นหรือ

ครั้งหนึ่งนายน้อยศรีเคยเอ่ยปากถามบิดาพระศรีธรรมาว่า “ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ให้ตอบมาตามตรง ตนรับได้ทุกเรื่องราว”ฝ่ายบิดาได้แต่หัวเราะหึหึ บอกว่า “คนก็พูดกันไป ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก เจ้าน่ะลูกแท้ๆ ของพ่อ”

ส่วนนายเดชและนายพลเพื่อนสนิทบอกว่า “พ่อของตนพูดเช่นตามคำซุบซิบว่า นายน้อยศรีนั้นแท้จริงเป็น

โอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถจริงๆ เพราะช่วงที่สมเด็จพระเอกาทศรถพาสาวสองนางจากเกาะบางปะอินเข้าวังนั้นสองสาวได้อยู่ในพระราชวังด้วยกัน จนมาเกิดเรื่องราวทะเลาะวิวาทเสียงดังของสองสาวทำให้คนน้องต้องออกเรือนไปอยู่กับพ่อของพี่ท่าน”

ในใจส่วนหนึ่งนายน้อยศรีคิดว่าตนเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถตามเสียงซุบซิบที่อื้ออึงไปทั่วแม้เวลาจะผ่านมานานพอควร เสียงเหล่านี้ยังคงมีอยู่ มิได้จางหายไปเลย

เมื่อนายน้อยศรีมีโอกาสได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดสมเด็จพระเอกาทศรถพร้อมบิดายิ่งทำให้มองเห็นชัดว่านายน้อยศรีมีเค้าหน้าละม้ายไปทางสมเด็จพระเอกาทศรถมากกว่าพระศรีธรรมาผู้บิดาทำให้เสียงพูดนี้ยิ่งหนาหู แถมบางคนยังเอ่ยเสียอีกว่า นายน้อยศรีมีเค้าหน้าละม้ายไปทางสมเด็จพระเอกาทศรถมากกว่าพระโอรสองค์ใดๆ ด้วยซ้ำ

แล้วเช่นนี้จะไม่ทำให้นายน้อยศรีแอบคิดในใจได้เช่นไร

ถ้าเป็นจริงตนควรมีสิทธิ์ในบัลลังก์เช่นเดียวกับบรรดาโอรสทั้งหลาย

นายน้อยศรีได้แต่คิดแต่มิกล้าเอ่ยปากออกมาตรง ๆด้วยเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะมาพูดเล่น ๆ ที่อาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ง่าย ๆถ้าบังเอิญรู้ถึงพระเนตรพระกรรณแล้วเดาทิศทางแห่งอารมณ์ของสมเด็จพระเอกาทศรถขณะนั้นมิได้อาจระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หาว่าจาบจ้วงเกินเหตุ เหาจะกินหัว

ถึงนายน้อยศรีจะมิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาตรงๆ ว่า ตนคือพระโอรสแห่งองค์เจ้าเหนือหัวเช่นกันแต่การละเล่นกับเพื่อนในวัยเด็กนั้น นายน้อยศรีมักกระทำตนราวกับตนคือองค์เจ้าเหนือหัวเสมอ ๆ

นายเดชและนายพลเพื่อนสนิทรู้อยู่แก่ใจเช่นกันว่าในใจของนายน้อยศรีนั้นคิดเห็นเช่นไรด้วยความอ่อนเยาว์กว่าและเคารพรักพี่ท่านเหนือสิ่งอื่นใด โดยปกติจะทำตามโดยมิเคยเอื้อนเอ่ยถามหาเหตุผลอยู่แล้วเมื่อสั่งให้ทำการใดมักทำตามโดยไม่รีรอแม้แต่น้อย

ในการเล่นหลายครั้งนายน้อยศรีชอบนั่งบนจอมปลวกแล้วทำท่าสั่งการราวกับตนเองใหญ่โตเสียนี่กระไร เลียนแบบเจ้านายที่ชอบชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่ เพื่อน ๆที่วิ่งเล่นด้วยกันรวมทั้งนายเดชและนายพลเพื่อนสนิทจะนั่งยอง ๆกับพื้นแล้วยกมือไหว้ประหลก ๆ รอรับคำสั่งให้เล่นเช่นไร

ไม่เคยเลยสักครั้งที่นายน้อยศรีจะทำตัวต่ำต้อยหรือรอรับคำสั่งจากเพื่อนๆ จนทุกคนรู้ว่า นายน้อยศรีคือหัวหน้าแก๊งที่จะคอยสั่งการและดูแลเพื่อนๆ เสมอ อาหาร ข้าวต้ม ขนมขบเคี้ยวนั้นไม่ต้องกังวล นายน้อยศรีจะสั่งให้บ่าวไพร่เอามาเลี้ยงเพื่อนฝูงให้อิ่มหนำสำราญนี่ยิ่งทำให้ความเป็นผู้นำของนายน้อยศรีเด่นชัดขึ้น

นายน้อยศรีรู้ว่าคนจะเป็นหัวหน้าต้องใจกว้างต้องให้ของกินเพื่อนจนพึงพอใจ เพื่อน ๆ จะทำตามคำสั่งโดยมิมีบิดพริ้วแม้แต่น้อยความคิดเช่นนี้ส่งผลต่อมาเมื่อนายน้อยศรีเติบโตขึ้น

ในใจของนายน้อยศรีแอบคิดว่าจอมปลวกนี้แหละคือบัลลังก์ที่ตนเห็นในพระราชวัง มันจะสูงเด่นเป็นสง่าเหนือใคร ๆ แล้วตนคือพระมหากษัตริย์ที่สั่งการบรรดาขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายในท้องพระโรง

สักวันหนึ่งเถอะ ตนจะนั่งบัลลังก์จริง ๆ ให้จงได้ นายน้อยศรีคิดสั่งการกับตนเองในวัยเยาว์แล้วจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต อาจเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆของเด็กคนหนึ่งเท่านั้นก็เป็นได้

ความฝันในวัยเด็กของใครบางคน

อาจเป็นจริงเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

มันคือเป้าหมายชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจ

ให้พยายามทยานไปถึงปลายฝันนั้น




Create Date : 30 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2561 15:39:42 น.
Counter : 95 Pageviews.

0 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - สูตรของเว่ยหล่าง :: กะว่าก๋า
(19 พ.ย. 2563 05:58:20 น.)
‘ความหวัง’ กับ ความรัก (งานตะพาบครั้งที่ 265) comicclubs
(19 พ.ย. 2563 22:46:49 น.)
18 พย 63 เอื้องหมายนาดอกชมพู Costus fissiligulatus mcayenne94
(18 พ.ย. 2563 20:09:02 น.)
............ตากับยายในนิทาน สันตะวาใบข้าว
(16 พ.ย. 2563 19:10:10 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Drpk.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]

บทความทั้งหมด