ใครคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง
จมื่นศรีสรลักษณ์ ได้ตำแหน่งใหม่เป็นพระยาศรีวรวงศ์ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และได้ตำแหน่งล่าสุดในรัชสมัยของสมเด็จพระเชษฐาธิราช เป็นออกญากลาโหมพระยาศรีวรวงศ์ แทนออกญากลาโหมคนเดิมผู้ที่โดนตัดแขนขาออกเป็นท่อนแยกไปปักตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นการประจาน
ตำแหน่งสุดท้าย เจ้าพระยากลาโหมในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในกรุงศรีอยุธยา แทบจะกล่าวได้ว่าสูงกว่ากษัตริย์เสียด้วยซ้ำ เพราะเหตุใด คนทั้งเมืองรู้แจ้งแก่ใจอยู่แล้ว บรรดาขุนนางอำมาตย์ย่อมรู้ชัดเจนกว่าผู้ใด ยกเว้นเสียแต่กลุ่มก้อนโดยตรงของสมเด็จพระเชษฐาธิราชเท่านั้นแหละ ที่ยังยึดมั่น
ก่อนที่พระศรีศิลป์จะสิ้นชีวิตนั้นได้กราบทูลเตือนสมเด็จพระเชษฐาธิราชว่าให้ระวังพระยาศรีวรวงศ์ไว้ แล้วคำเตือนก็เป็นจริง
ในงานศพของมารดาพระยาศรีวรวงศ์หรือเจ้าพระยากลาโหมที่ได้จัดงานศพอย่างมโหฬารเกินฐานะ ขุนนางข้าราชการทุกคนไปงานศพที่วัดมกุฎ ไม่เข้าเฝ้ากษัตริย์แม้แต่คนเดียว ทำให้สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงพิโรธตรัสว่า “เจ้าพระยากลาโหมเป็นกบฏ”
เมื่อให้เป็นก็จะเป็น ในงานศพของมารดาพระยาศรีวรวงศ์เมื่อมีผู้แจ้งข่าวว่าสมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงพิโรธตรัสว่า “เจ้าพระยากลาโหมเป็นกบฏ”
พระยาศรีวรวงศ์จึงบอกกับเหล่าขุนนางว่าถ้าเราเป็นกบฏทุกคนในที่นี้ก็ต้องเป็นกบฏด้วยเพราะได้ร่วมก่อการมาด้วยกัน ถ้ากลับไปพระราชวังคงต้องโทษเช่นกัน
เมื่อเสร็จสิ้นงานศพบ่ายสามโมง ทุกคนจึงพร้อมใจเข้าวังยึดอำนาจจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช ในเดือน 7 ปีมะเมีย ปีพุทธศักราช 2173 แล้วมอบบัลลังก์ให้พระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของพระเชษฐาธิราชวัย 10 ชันษา
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตนมีอำนาจมากเพียงพอ อย่างกำแหงหรือกร่างต่อผู้ที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ตนจะมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งกว่า คำเตือนนี้ใช้ได้กับผู้ที่คิดว่าตนใหญ่มากพอแล้วแต่ยังใหญ่ไม่จริง
รู้ก็ทั้งรู้ว่า
ใครคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง
ยังกล้าที่จะลองดีกับผู้มีอำนาจอีก
ผลสุดท้ายย่อมพ่ายแพ้ต่ออำนาจที่แท้จริง