ปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร



อาการปวดกระบอกตานั้นพบว่ามีผู้ที่เกิดอาการนี้ได้เป็นจำนวนมาก บางรายรับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่หาย ยังคงเกิดขึ้นได้ซ้ำๆ และเป็นอาการที่สร้างความรำคาญหรือความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นประจำ ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันหรือเกิดจากโรคร้ายแรงก็ได้

กระบอกตาคืออะไร
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่า กระบอกตาคือกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณรอบๆ ดวงตา บริเวณนี้มักจะมีปัญหาการปวดเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ซึ่งอาจเกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อต้นคอหรือมีการปวดร้าวไปทั่วบริเวณขมับและหน้าผาก

ปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุอะไร
การปวดกระบอกตาจะมีอาการปวดร้าวหรือรู้สึกตึงจากบริเวณด้านหลังของดวงตา โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งโรคที่เกี่ยวกับศีรษะหรือดวงตาดังนี้

- กล้ามเนื้อตาล้า เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก โดยใช้สายตาเพ่งกับสิ่งที่ละเอียดใกล้ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ การทำงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียด และการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
สายตาสั้น – ยาว – เอียง ทำให้ขณะมองวัตถุต่างๆ จำเป็นต้องเพ่งเพื่อให้การมองชัดขึ้น ซึ่งพบได้บ่อยๆ ในผู้ที่มีอายุมาก
- โรคต้อหิน โรคนี้จะทำให้ความดันในลูกตาสูง จนส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะและลามมาที่กระบอกตาได้
- โรคไซนัสอักเสบ จมูกมีอาการคัดแน่นหายใจไม่ออก ปวดโพรงจมูก มีไข้ และรู้สึกอ่อนเพลีย อีกทั้งยังทำให้ปวดบริเวณโพรงจมูกจนถึงรอบดวงตา
- โรคไมเกรน โรคนี้หากเกิดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด ร้อนจัด ความเครียด หรือนอนไม่พอ ก็จะทำให้ปวดศีรษะจนรู้สึกปวดร้าวมาที่กระบอกตานั่นเอง
- โรคเกรฟส์ สาเหตุเป็นเพราะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายตนเอง อีกทั้งยังปล่อยฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาโปนและปวดด้านหลังดวงตาหรือกระบอกตา


การรักษาอาการปวดกระบอกตา
การรักษาอาการปวดกระบอกตาจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนว่ามีสาเหตุมาจากโรคอะไร เมื่อพบสาเหตุแล้วก็จะใช้วิธีการรักษาไปตามโรคนั้น อาการปวดกระบอกตาจึงจะบรรเทาลง

- กล้ามเนื้อตาล้า เป็นเพราะใช้กล้ามเนื้อตาในท่าซ้ำๆ มากไป สามารถรักษาได้จากการนวดตาด้วยนิ้วมือ กระพริบตาบ่อยๆ หลังจากนั้นให้พักสายตาและกลอกตาเป็นวงกลม ซ้ายไปขวา รวมทั้งบนลงล่างจนกว่าจะหายปวด หากมีอาการตาแห้งก็ให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดร่วมด้วยก็ได้
- โรคต้อหิน ใช้ยาหยอดตาที่ทำให้ม่านตาแคบลงเพื่อลดความดันตา และเมื่อความดันตาลดลงก็อาจจะต้องระบายของน้ำในลูกตาออก อีกทั้งยังรักษาด้วยการทำเลเซอร์เพื่อทำให้การไหลเวียนของน้ำในลูกตาเป็นไปอย่างปกติ
- โรคไซนัสอักเสบ รักษาได้จากการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและรับประทานยาแก้ปวด หรือหากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียก็จะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อร่วมด้วย ถ้าเป็นมากอาจจะต้องรับการผ่าตัด อาการปวดกระบอกตาจึงจะหายไป
- โรคไมเกรน รักษาด้วยการใช้ยาพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน และอาจใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
- โรคเกรฟส์ แพทย์จะให้ยาที่ช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ร่วมกับการให้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน หรือการผ่าตัดแล้วรับประทานยาทดแทนฮอร์โมน


การป้องกันและการดูแลตัวเอง
อาการปวดกระบอกตาเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากโรคบางโรคและหลายสาเหตุ ดังนั้นการใช้ยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบันหรือสมุนไพรก็ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือรับประทานโดยปราศจากการหาสาเหตุของอาการปวดนี้ได้ วิธีการป้องกันจึงยังไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอนและชัดเจน เราจึงควรดูแลสุขภาพเบื้องต้นตามหลักสุขอนามัยทั่วไป เพื่อช่วยไม่ให้เกิดโรคที่อาจเป็นสาเหตุของการปวดกระบอกตา

อาการปวดกระบอกตาสามารถรักษาได้ด้วยการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของดวงตาให้หาย ถ้าปวดไม่มากก็ให้รับประทานยาแก้ปวดได้ แต่หากพบว่ามีอาการปวดรุนแรงมากขึ้นหรือปวดบ่อยๆ ร่วมกับมีไข้สูง จะต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก : honestdocs.co

ดูบทความดีๆได้ที่ : //www.thaihomeonline.com หรือ LINE@ : @thaihomeonline ครบเครื่องเรื่องบ้าน คอนโด การลงทุน
คลิกเลย : https://www.thaihomeonline.com



Create Date : 12 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2561 14:36:42 น.
Counter : 143 Pageviews.

0 comments
ทำความรู้จักกับ CBDC และความคืบหน้าในประเทศไทย newyorknurse
(30 ก.ย. 2564 22:35:47 น.)
แจกโค้ดแต่งบล็อก - ดอกซากุระตกลงมาจากหน้าจอ LittleMissLuna
(26 ก.ย. 2564 02:19:29 น.)
สำนวนที่น่าสนใจใน นวนิยาย เรื่อง คู่กรรม อาจารย์สุวิมล
(26 ก.ย. 2564 18:56:42 น.)
เที่ยวปราจีนบุรี : พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปราจีนบุรี (1) ผู้ชายในสายลมหนาว
(20 ก.ย. 2564 15:58:37 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmchome.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 3757202
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด