เล่นหุ้นเอาเงิน ไม่ได้เอาถ้วย
 
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
20 กุมภาพันธ์ 2552

แง่คิดจากชายชรา


สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548
ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามา
ยาวนานถึง 30 ปี

ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูก และภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า
สวดสามวัน แล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้
ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือ เมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้
และผมซึ่งเป็นคนนอก
เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวดมา

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน
สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง

เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย
เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อน ใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา
เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ พระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวด
พระอภิธรรมแล้วหรือยัง
พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริง ๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์
ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่
ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รัก และศรัทธา
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ
จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน

แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขา เพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ
ไม้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอ และวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้
พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดี ๆ
มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท
เขาปลอบใจผมว่า 'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา
แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา
คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์'

เขามีวิธีคิด ' เท่ ๆ '< /SPAN แบบที่ผมคิดไม่ได้มากมาย
เป็นต้นว่า
สุข และทุกข์อย ู่รอบตัวเรา
อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข
ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน
หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น
แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเ องต้องหิ้วถุงปัสสาวะ
ไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน นอนบ้านสี่วัน สลับกันไป

&n bsp; เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูด
มีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้
ทุกคนพูดตรงกันว่า
' คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม '

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก

เขาตอบว่า ' ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย
วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก '

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่
บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว
แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง
แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !


4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น
จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนก แนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อย
กลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่า ขอกลับบ้าน
หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม
เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า
' ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง
คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร
เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน
แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือน ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด
เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา
แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก
เวลาลูกเมียพูดคุยด้วย ต้องบอกว่า ' ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที '

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !

เห็นแล้วทั้งดีใจ และใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้
นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ' พ่อสู้นะ '

เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ' สู้ '

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค
สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า
' คุณลุงแกสู้จริง ๆ '

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์
ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

' โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว
อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '

' แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป ' สอนให้เรารู้ว่า...

เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์

ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดี ๆ และสิ่งร้าย ๆ ในชีวิต

จงใช้โอกาสดี ๆ ที่ร่างกาย และจิตใจของเรายังทำอะไร ๆ ได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข

ให้กับตนเอง และผู้อื่นอย่างพอเพียง

และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด...

อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที

แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที

..... แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้... ก็จะทำให้เราพบว่า

การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป

เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม :-)



Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 13:35:25 น. 3 comments
Counter : 399 Pageviews.  

 

ประทับใจครับ ....


โดย: สำเร็จด้วยใจ IP: 61.7.146.131 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:16:53:12 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: eye IP: 118.174.193.25 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:54:44 น.  

 
เนื้อความแปร่งๆ คนดีๆ อย่างนี้ น่าจะมีคนรักอาลัย มาร่วมงานสวดมาก
มีแง่คิดสอนใจดีมากครับ


โดย: WindReturn IP: 202.156.10.254 วันที่: 26 เมษายน 2552 เวลา:19:41:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

sai_zelda
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]





[Add sai_zelda's blog to your web]