Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
27 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
รุ้งในเงาตะวัน ตอนที่ 1-2 (ความลับของสายรุ้งและดวงอาทิตย์)

"ความลับในสายรุ้ง"



รถเอสยูวีสีดำคันใหญ่ค่อยๆ คืบคลานไปตามถนนเล็กๆ สายนั้นอย่างช้าๆ ความแคบของถนนที่ไต่ไปตามไหล่เขายังผลให้ผู้โดยสารสองคนที่นั่งอยู่ทางตอนหลังแทบจะถอนหายใจออกมาทุกๆ ห้าวินาที

“ผมไม่แปลกใจแล้วล่ะว่าทำไมคุณถึงไม่ค่อยกลับบ้าน” ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำทะเลเอ่ยกับหญิงสาวที่นั่งมาด้วยกันทางด้านหลัง

รุ่งกาลสบตาเจ้านายหนุ่มก่อนจะตวัดค้อนคมๆ ให้เขาแทนคำตอบเมื่อเห็นแววระริกขันในตาคู่นั้น เป็นเจ้านายกับลูกน้องกันมาเกือบสองปีทำไมเธอจะไม่รู้

...จะบอกว่าบ้านเราบ้านนอกล่ะสิ...

“ฉันเตือนคุณแล้วว่าให้ลองไปดูทางแม่สลองก่อนคุณก็ไม่เชื่อ” เธอตอบด้วยสีหน้าเคร่งๆ หางเสียงสะบัดงอนบอกถึงอารมณ์ที่เริ่มจะขุ่นมัว

เจมส์หัวเราะร่วนกับกริยาค้อนควักของเลขานุการสาว

“ผมเห็นว่า...คุณจะได้ถือโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านไปพร้อมๆ กันก็เท่านั้นเอง” คราวนี้เขาตอบด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานมากขึ้น

รุ่งกาลถอนหายใจก่อนจะตอบออกมาเบาๆ

“ขอบคุณค่ะ...บอส”

ทว่าชายหนุ่มกลับเบะปากเมื่อได้ยินสรรพนามแทนตัวเขาในท้ายประโยค

“สอนไม่รู้จักจำนะคุณนี่”

“ก็คุณเป็นเจ้านาย” เธอแก้ตัวแทบจะทันที

“ผมไม่ชอบให้ใครเรียกผมแบบนั้น มันฟังดูวางอำนาจเกินไป” บ่นพร้อมกับชักสีหน้าที่ดูยังไงก็คล้ายเด็กโดนขัดใจไม่มีผิด

“บอส” แกล้งเรียกด้วยอารมณ์หมั่นไส้ตะหงิดๆ

“เจมส์” เขาแก้

“บอส”

“เจมส์”

“บอสสสสสสสสสสสสสสส” เธอลากเสียง

“เจมส์!!! คุณยังอยากทำงานที่ออแกนิกส์อยู่หรือเปล่าเนี่ย” เจมส์ย้ำเสียงหนัก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้ามาดร้าย

“โอเคค่ะ เจมส์ก็เจมส์” รุ่งกาลยอมแพ้ในที่สุด

“เท่านี้ก็หมดเรื่อง” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับพยักหน้าอย่างพึงใจ

รุ่งกาลพินิจสีหน้าที่แลดูผ่อนคลายลงของเจ้านายหนุ่ม เธอทำงานกับเขาปีนี้เป็นปีที่สองแล้ว ต้องเรียกได้ว่าเป็นโชคดีของเธอที่หันไปพบประกาศรับสมัครงานแผ่นนั้นเข้าโดยบังเอิญ...


~~~~~~~~~~



สภาพเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงที่รุ่งกาลสำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้หญิงสาวต้องตระเวนหางานอยู่หลายเดือน ก่อนที่เธอจะมาพบกับป้ายประกาศรับสมัครงานที่ติดอยู่หน้าทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่งระหว่างที่เธอกำลังจะเดินกลับหอพัก

หญิงสาวมองมันด้วยความสนใจก่อนจะเข้าไปยืนอ่านใกล้ๆ

...ทำไมเธอไม่ทันสังเกตมาก่อนเลยว่า...บ้านหลังนี้เป็นสำนักงานบริษัท...ถามตัวเองในใจ

“มาสมัครงานหรือเปล่าครับ” เสียงห้าวที่ดังขึ้นทางด้านหลังทำเอาหญิงสาวถึงกับสะดุ้ง เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอก พร้อมกับผ่อนลมหายใจช้าๆ

“เปล่าค่ะ ฉันแค่เดินผ่านมา อีกอย่างถึงฉันสมัครไปเขาก็คงไม่รับหรอกค่ะ เพราะวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับที่เขาระบุไว้” รุ่งกาลตอบหลังจากหายตกใจแล้ว เธอมองคู่สนทนาด้วยสีหน้าประหลาดใจที่ปิดไม่มิด

...ผู้ชายชาวต่างชาติตรงหน้าไม่เพียงแต่หน้าตาดีแต่ยังพูดไทยชัดแจ๋ว...

“ไม่ลองดูก่อนล่ะครับ ไหนๆ ก็ผ่านมาแล้ว ไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร” เขาแนะนำด้วยสีหน้ายิ้มๆ ชวนให้รู้สึกคล้อยตาม

“ก็จริง”

รุ่งกาลนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปด้านใน โดยมีชายหนุ่มก้าวเท้าตามไปติดๆ



หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคนที่ยืนคุยกับเธอเมื่อสักครู่จะเป็นถึงเจ้าของบริษัท เธอถูกส่งไปพบผู้จัดการฝ่ายธุระการที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลไปโดยปริยาย

หญิงสาวกรอกใบสมัครที่ได้รับมาจากหนุ่มใหญ่วัยกลางคนที่กำลังง่วนอยู่กับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ไปเงียบๆ เธอได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นทว่าไม่ได้สนใจจะสังเกตท่าทีของคนที่รับสาย ได้ยินเพียงแต่เสียงนุ่มทุ้มที่รับคำว่า...ครับ...ครับ...ครับผม ติดกันไม่น้อยกว่าห้าครั้ง

ทันทีที่กรอกใบสมัครเสร็จ เธอก็หยิบเอกสารที่เตรียมไว้สำหรับการสมัครงานออกมาจัดเรียงแล้วแนบเข้าไปกับใบสมัคร คิดในใจว่า...เธอนี่บ้าจี้จริงๆ ที่เชื่อคำยุของคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกได้...

“เสร็จแล้วค่ะ” เธอเอ่ยกับคนที่นั่งตรงข้าม ทว่าแทนที่เขาจะรับเอกสารเธอไว้ หนุ่มใหญ่กลับบอกเธอให้ถือเอกสารไปยื่นอีกห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของทาวน์เฮาส์แห่งนั้น ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่าเป็นห้องผู้จัดการใหญ่

หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวามองหาเลขาหน้าห้องอยู่ครู่ใหญ่แต่ไม่พบใคร จึงตัดสินใจทำใจดีสู้เสือยกมือเคาะประตูเบาๆ แล้วผลักเข้าไป

“ขอประทานโทษค่ะ” เธอเอ่ยก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นคนที่นั่งกอดอกอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง

เจมส์ยิ้มให้เธอพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

“ดิฉันเอาเอกสารมาส่งค่ะ” รุ่งกาลพยายามระงับความตื่นเต้นของตัวเองแล้วเอ่ยออกมา ในขณะที่เจมส์ยื่นมือออกไปตรงหน้าเพื่อรับเอกสาร

“นั่งก่อนสิครับ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวนั่งมองเขาอ่านประวัติส่วนตัวของเธอด้วยความรู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามาก ทั้งๆ ที่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองสามนาทีเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่อ่านผ่านตาไปอย่างลวกๆ

...วุฒิการศึกษาเธอไม่ตรงกับที่เขากำหนดไว้จริงๆ นั่นแหละ แต่ที่แน่ๆ คือเขาถูกชะตาเธอ...

“คุณมีชื่อเล่นหรือเปล่ารุ่งกาล?”

“คุณคิดยังไงกับงานเลขานุการบ้าง?”

“คุณคิดว่าตัวเองพร้อมสำหรับงานนี้มากแค่ไหน?”

เจมส์ป้อนคำถามเธออย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพึงใจกับคำตอบส่วนใหญ่ของเธอก่อนจะถามคำถามสุดท้าย

“พรุ่งนี้คุณคิดว่าจะมาทำงานได้ไหม?”

รุ่งกาลอึ้งไปราวสองวินาทีก่อนจะตอบออกมาพร้อมรอยยิ้ม

“ได้ค่ะ”

“งั้นก็...ยินดีต้อนรับสู่ออแกนิกส์ครับ”



ออแกนิกส์เป็นบริษัทลูกที่แยกตัวออกมาจากบริษัทค้าส่งชาจีนรายใหญ่ของประเทศ ด้วยการหันมาเปิดตลาดสินค้าในกลุ่มของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และชาสมุนไพรที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี โดยอิงกับตลาดผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพด้วยการทำธรรมชาติบำบัด ซึ่งนั่นก็ทำให้ออแกนิกส์เติบโตจนกลายมาเป็นเจ้าของส่วนแบ่งใหญ่ทางการตลาดด้วยเวลาอันรวดเร็ว

สามเดือนสำหรับการเทรนงานและปรับตัวทำให้หญิงสาวเข้าใจความเอาจริงเอาจังที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ง่ายๆ สบายๆ ของเจ้านายหนุ่มมากขึ้น ในขณะที่เจมส์เองก็พอใจกับความมุ่งมั่นและความทุ่มเทเอาใจใส่งานของรุ่งกาล

สองหนุ่มสาวจึงกลายเป็นเจ้านาย-เลขาที่เข้ากันได้ดี จนถึงขนาดมีการคาดหวังกันในหมู่พนักงานว่า...ตำแหน่งเลขานุการของรุ่งกาลอาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นในไม่ช้า

หากจนแล้วจนรอด...เวลาก็ผ่านไปจนเกือบสองปี โดยที่เธอยังคงกินตำแหน่งเลขานุการอยู่ตามเดิม

เจมส์เป็นเจ้านายที่เอาใจใส่ลูกน้องเป็นอย่างดี เขาไม่ชอบให้พนักงานของออแกนิกส์แทนตัวเขาด้วยสรรพนามว่า...เจ้านาย...บอส...หรือสรรพนามอื่นใดที่อาจจะมีความหมายเช่นเดียวกับคำเหล่านั้น

ดังนั้นพนักงานส่วนมากจึงเรียกเขาว่า...คุณเจมส์ หรือคนที่สนิทสนมกันมากหน่อยก็อาจจะเรียกเขาว่า...เจมส์...เฉยๆ ในขณะที่รุ่งกาลมักจะใช้ทั้งสองแบบแล้วแต่ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร และในบางครั้งเธอก็แกล้งขานสรรพนามที่เขาไม่ชอบด้วยอารมณ์หมั่นไส้...อย่างเช่นในวันนี้


~~~~~~~~~~



ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเส้นทางที่คดเคี้ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลี้ยวหักอย่างกระทันหัน เจมส์มองทรรศนียภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ

จากตำแหน่งที่รถวิ่งอยู่เส้นทางที่ทอดลงไปตามไหล่เขานั้นไม่ค่อยคดเคี้ยว และลาดชันเหมือนช่วงที่ผ่านมา ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา แม้ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ เขาก็สามารถรู้ได้

...บ้านแม่ดอกเอื้อง...จุดหมายปลายทางในวันนี้

รุ่งกาลบอกให้คนขับรถแวะให้เธอเอาสัมภาระลงที่หน้าบ้าน ก่อนที่เธอจะนั่งรถต่อไปยังไร่แสงตะวันที่อยู่ห่างออกไปเพียงห้าร้อยเมตรพร้อมกับเจ้านายหนุ่ม

“อันที่จริงคุณไม่ต้องไปกับผมก็ได้ พักให้หายเหนื่อยแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเจอกัน” เจมส์บอกเลขานุการสาวด้วยน้ำเสียงใส่ใจ

“รุ้งมาทำงานนะคะคุณเจมส์” รุ่งกาลตอบเขาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังแบบเลขานุการเต็มขั้น

การเดินทางในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเจมส์ต้องการขยายปริมาณการรับซื้อออกไปเพื่อให้เพียงพอกับการเปิดตลาดต่างประเทศ และที่ไร่แสงตะวันก็มีการปลูกและผลิตชาสมุนไพรไร้สารพิษอยู่ก่อนแล้ว

“ผมทราบครับคุณเลขา”

“แล้วทำไมถึงพูดยังกับว่า...รุ้งมาเที่ยวพักร้อนอย่างนั้นแหละ” เอ่ยถามด้วยมาดที่ถ้าใครมาเห็นเข้าคงคิดว่า...เธอเป็นคุณครูเจ้าระเบียบมากกว่าเลขานุการสาว

“ก็ถือโอกาสพักไปในตัวไง จริงสิ! ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาคุณยังไม่เคยพักร้อนเลยนี่นา”

“ทำยังไงได้ล่ะคะ ถ้ารุ้งหยุดตารางงานสารพัดของคุณมีหวังรวนจนสางไม่ออกแน่” หญิงสาวบอกเขาตามที่คิด

“พูดแบบนี้แสดงว่าอยากได้ผู้ช่วยหรือไง?” เจมส์ย้อนถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ กึ่งเล่นกึ่งจริง

“ถ้าคุณจะใจดี...” รุ่งกาลละคำท้ายประโยคไว้เพียงเท่านั้น เมื่อรถที่เธอและเจมส์โดยสารมาจากสนามบินจอดลงตรงหน้าอาคารครึ่งอิฐครึ่งไม้ในเขตไร่แสงตะวัน

รุ่งกาลลงจากรถ หญิงสาวก้าวเท้าไปยืนในร่มชายคาหน้าอาคารเพื่อหลบแดด โดยมีร่างสูงของเจมส์เดินตามมาสบทบในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา

ชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่สารถีกุลีกุจอยกกระเป๋าเสื้อผ้าของเจมส์ลงมา เขารีบส่ายศีรษะปฏิเสธเมื่อชายหนุ่มหยิบเอาธนบัตรสีแดงออกมาจากกระเป๋าเงินแล้วส่งให้

“ผมคงรับไว้ไม่ได้หรอกครับ ขอบคุณครับ ” ร่างผอมเกร็งค้อมตัวลงก่อนจะกลับขึ้นไปบนรถแล้วขับออกไปอีกครั้ง

หญิงสาวที่มารอรับแขกจากกรุงเทพเป็นคนที่รุ่งกาลคุ้นเคยดี เพราะเคยเรียนหนังสือด้วยกันมา

“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้เจมส์ก่อนจะหันมาทางรุ่งกาล

“ไม่ต้องพิธีรีตองกับเราขนาดนั้นก็ได้ฤทัย” หญิงสาวเอ่ยกับอดีตเพื่อนร่วมชั้น ที่เอ่ยชมเธอแทบจะทันที

“รุ้งสวยขึ้นนะ...จำเกือบไม่ได้แน่ะ”

“ฤทัยก็เหมือนกันแหละ”

แล้วสองสาวก็หัวเราะให้แก่กัน


~~~~~~~~~~



หนึ่งฤทัยพาเจมส์ไปยังห้องพักรับรองของไร่ พร้อมกับอธิบายถึงประวิติความเป็นมาของไร่แสงตะวันให้เขาฟังคร่าวๆ

“ตอนแรกเราเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติเข้าพัก พอนานวันเข้าก็เริ่มเป็นที่รู้จักทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น คุณแสงฉานที่เพิ่งมารับช่วงกิจการต่อเลยปรึกษากับชาวบ้านตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนขึ้นมา จัดรูปแบบเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยมีชุมชนชาวแม่ดอกเอื้องเป็นศูนย์กลาง นักท่องเที่ยวที่มาพักจะถูกจัดให้ไปค้างคืนกับบ้านที่เปิดรับเป็นโฮมสเตย์ตามความเหมาะสม อย่างทางไร่เองก็เปิดให้เข้าพักเพียงสองห้องนะคะ

กิจกรรมที่เราจัดให้นักท่องเที่ยวก็จะมีตั้งแต่ เดินป่าชมธรรมชาติ ตั้งแคมป์ไฟริมธารแม่ดอกเอื้อง ดูการทำไร่ชา-กาแฟ การทำเมี่ยงแบบโบราณ มีครอสสอนทำอาหารพื้นเมืองแบบง่ายๆ หรือถ้าหน่วยงานไหนสนใจวิธีการบริหารจัดการของชุมชนก็สามารถมาศึกษาดูงานได้ค่ะ” หญิงสาวอธิบายคล่องแคล่ว ทำเอาคนฟังนอกจากจะฟังเพลินแล้วยังเผลอมองใบหน้าหวานๆ ตามแบบสาวเหนือตาไม่กระพริบ จนรุ่งกาลต้องรีบสะกิด

“โอ๊ย! คุณหยิกผมทำไม?” เจมส์สะดุ้ง ก่อนจะหันมากระซิบถามเลขานุการสาวเสียงขุ่น

“ก็คุณเล่นจ้องเพื่อนฉันตาไม่กระพริบเสียขนาดนั้น” รุ่งกาลกระซิบตอบเสียงเขียวไม่แพ้กัน

“อ้าวเหรอ”

หนึ่งฤทัยมองกริยาสนิทสนมของสองหนุ่มสาวด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะอธิบายต่อ

“วันนี้คุณแสงฉานติดธุระในเมือง กว่าจะกลับคงค่ำๆ เลยให้ดิฉันทำหน้าที่รับรองคุณ ต้องขออภัยที่ทำให้ต้องรอนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

หญิงสาวใช้กุญแจที่ถือติดมือมาไขประตูห้องแล้วเปิดออก เผยให้เห็นห้องนอนกว้างพอสมควร

“เชิญค่ะ” บอกพร้อมกับผายมือเข้าไปในห้อง

เจมส์มองห้องพักอย่างพึงใจ

“ขาดเหลืออะไรบอกดิฉันได้โดยตรงนะคะ ข้างโทรศัพท์จะมีหมายเลยภายในกำกับไว้ค่ะ”

“ขอบคุณครับ” เจมส์บอกก่อนจะยื่นมือออกไปรับกุญแจห้องที่เธอส่งไปให้

“งั้นรุ้งขอตัวด้วยเลยนะคะคุณเจมส์ พบกันพรุ่งนี้ค่ะ” รุ่งกาลบอกกับเจ้านายหนุ่มเสียงใส ก่อนจะก้าวเท้าตามเพื่อนสาวออกจากห้อง

“พี่ไลท์สั่งไว้...ให้รุ้งพักห้องข้างๆ คุณป้ารวีนะจ๊ะ” หนึ่งฤทัยหันมาบอกเพื่อนพลางทำท่าจะก้าวเท้าไปยังอีกฝากของตัวบ้านที่ปลูกเป็นอาคารชุดเรียงกันเป็นรูปตัวแอล ทว่ารุ่งกาลรีบส่ายหน้า

“เราเอากระเป๋าลงที่บ้านหมดแล้ว อยากนอนกับแม่น่ะ ว่าแต่จะทำให้ฤทัยลำบากหรือเปล่า?” ท้ายประโยคเอ่ยถามด้วยน้ำเสียห่วงใย

“ไม่หรอก...ที่จัดแบบนี้เพราะเราจัดที่พักแยกฝั่งชาย-หญิง ตอนที่สั่งพี่ไลท์คงไม่คิดว่าเป็นรุ้ง แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจัดการเอง” คนเป็นเพื่อนอธิบายก่อนจะเอ่ยถาม

“รุ้งจะรีบไปไหนหรือเปล่า? ถ้าไม่รีบจะชวนไปกินกาแฟด้วยกัน ไม่เจอกันมาตั้งนานขอเม้าท์ให้หายคิดถึงหน่อยเถอะ”

“ไม่จ้ะ”

หนึ่งฤทัยหรี่ตามองเพื่อน

“ไม่นี่แปลว่าไม่รีบ หรือว่าไม่ตกลง?”

“ไม่รีบจ้า แหม...เพื่อนเรากลายเป็นคนคิดมากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“พูดแล้วจะหาว่านินทาเจ้านาย มาทางนี้ดีกว่า” ว่าแล้วหนึ่งฤทัยก็คว้ามือเพื่อนสาวให้ก้าวตามเธอไป


~~~~~~~~~~



ร้านกาแฟสดเล็กๆ นั้นตั้งอยู่บนเนินค่อนไปทางด้านหน้าของไร่ สามารถมองเห็นหมู่บ้านได้แทบทุกหลังคาเรือนรวมทั้งบ้านของรุ่งกาลเองด้วย

“กาแฟเย็นจ้ะ” หนึ่งฤทัยบอกเด็กสาวที่ยืนรอรับออเดอร์อยู่หลังเคาน์เตอร์แล้วจึงหันมาทางเพื่อนสาว “รุ้งล่ะ?”

“กาแฟเย็นเหมือนกัน” รุ่งกาลบอกเพื่อน หญิงสาวหยิบถุงคุ๊กกี้ที่วางเรียงอยู่บนมุมหนึ่งของเคาน์เตอร์ขึ้นมาดูด้วยความสนใจ

“คุ๊กกี้ธัญพืชของน้าไข่น่ะ ลองชิมดูซีอร่อยนะ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังยัดขนมถุงนั้นใส่มือรุ่งกาลดื้อๆ “ดาว...ลงบัญชีพี่ไลท์นะ”

“จะดีเหรอฤทัย”

“ดีแน่นอนจ้ะ ว่าแต่รุ้งเถอะมีแฟนหล่อขนาดนี้ทำไมพึ่งจะพามาโชว์ตัว”

“แฟนที่ไหน?”

“ก็คุณเจมส์...ไม่ใช่เหรอ?”

“เขาเป็นเจ้านาย” รุ่งกาลย้ำเสียงหนักพร้อมกับส่ายหน้า

“ก็เห็นสนิทกันนี่นา”

“ทำงานด้วยกันวันละสิบชั่วโมง สัปดาห์ละหกวันไม่รวมโอที ถ้าไม่สนิทก็แย่ล่ะ งานนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ จ้า” เธออธิบายก่อนจะกลับมาเป็นฝ่ายเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้

“พี่ไลท์กลับมานานแล้วเหรอฤทัย?”

“เอ๋!? นี่รุ้งไม่รู้หรอกหรือ...เมื่อก่อนเห็นสนิทกันจะตาย” หนึ่งฤทัยถามกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ตั้งแต่ไบร์ท...ไม่อยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันน่ะ”

“นั่นซีนะ คิดไปก็ใจหาย”

...นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอไม่ค่อยกลับบ้าน...



สองสาวคุยกันด้วยเรื่องสรรพเพเหระอื่นๆ จนบ่ายแก่รุ่งกาลจึงขอตัวกลับบ้าน

“เรากลับก่อนนะฤทัย”

“ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนล่ะ”

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ขอบคุณมากที่เลี้ยงกาแฟ พรุ่งนี้เจอกันจ้ะ”

“จ้า”


~~~~~~~~~~



รุ่งกาลก้าวเท้าช้าๆ ไปตามริมถนน ระยะทางจากไร่แสงตะวันกลับบ้านนั้นไม่ไกลนัก จริงๆ แล้วต้องเรียกว่า...ที่ดินบางส่วนของไร่แสงตะวันนั้นเคยอยู่ในความครอบครองของคุณตาของเธอมาก่อน

คุณพงษ์ บิดาของแสงฉานเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่ย้ายมาจากจังหวัดทางภาคกลาง ก่อนจะตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ที่บ้านแม่ดอกเอื้องด้วยการแต่งงานกับคุณรวีซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกับมารดาของเธอ

ดังนั้นเมื่อคุณพงษ์ขอแบ่งซื้อที่ดินจากคุณตา ในฐานะที่เป็นญาติกันคุณตาจึงตัดแบ่งที่ดินบางส่วนให้ ก่อนที่คุณพงษ์จะหันมาทำสวนเมี่ยงเต็มตัวและขยายกิจการออกไปจนสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้อย่างเช่นปัจจุบัน

แสงฉานเป็นลูกชายคนโตของคุณพงษ์ เขามีน้องชายซึ่งอายุเท่าๆ กันกับเธออยู่อีกคนหนึ่งคือ...ตะวันฉาย ความที่บ้านอยู่ติดกันและเป็นญาติใกล้ชิดทำให้เธอสนิทกับสองพี่น้องราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน

เธอมักจะจับคู่เล่นกับตะวันฉาย บางครั้งก็ดีกัน...และบางทีก็ทะเลาะกันโดยมีแสงฉานรับหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพราะเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องดูแลน้อง จนกระทั่งเขาต้องย้ายไปอยู่กับญาติในเมืองเพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมทำให้เหลือแค่เธอกับตะวันฉายแค่สองคน



ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเก้าขวบ วันนั้นเป็นวันเสาร์เธอกับตะวันฉายไม่ต้องไปโรงเรียนจึงมาขลุกเล่นด้วยกันตลอดทั้งเช้า อากาศวันนั้นค่อนข้างอึมครึม ฝนตกปรอยๆ ราวกับจะเป็นลางบอกเหตุถึงความสูญเสียที่กำลังคืบคลานเข้ามา...

หลังมื้ออาหารกลางวันผ่านพ้นไปสายฝนบางเบาที่แข่งกันโรยตัวลงมาจากฟากฟ้าก็หยุดลง ทิ้งไว้แต่ละไอหนักข้นของอากาศ ตะวันฉายที่เบื่อการเล่นในร่มเต็มที่จึงชวนเธอไปเล่นที่น้ำตกซึ่งเธอเองก็เห็นด้วยเพราะไม่ชอบการอยู่ในร่มพอๆ กัน

แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

เมื่อฝนที่ตกหนักในหุบเขาทางทิศเหนืออันเป็นต้นน้ำของธารแม่ดอกเอื้องนั้นมีปริมาณมากกว่าที่พระแม่ธรณีจะดูดซับเอาไว้ได้ทัน เสียงสะเทือนเลือนลั่นดังก้องป่า ก่อนที่น้ำป่าจะไหลบ่าพัดเอาทั้งเธอแหละตะวันฉายติดไปกับสายน้ำด้วย

ตะวันฉายถูกน้ำพัดไปหลายกิโลเมตร และจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ในขณะที่เธอรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ หากถึงกระนั้นเธอก็ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานร่วมเดือน ด้วยอาการปอดบวมอย่างรุนแรง

ทุกๆ คนพยายามปิดบังข่าวร้ายไม่ให้เธอได้รับรู้ จนกระทั่งเธอออกจากโรงพยาบาล การสูญเสียเพื่อนรักทำให้เธอซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

จากเด็กหญิงแก่นเซี้ยว ร่าเริงสดใส กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจา และฝันร้ายจนละเมอตื่นทุกคืน ท้ายที่สุด...คุณตาจึงออกปกาศิตให้แม่กับพ่อพาเธอย้ายไปอยู่ในเมือง เผื่อว่าเพื่อนใหม่...สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ จะทำให้อาการเธอดีขึ้น และมันก็เป็นจริงตามที่คุณตาคาดหวัง

...แต่นั่นก็ทำให้เธอและแสงฉานไกลห่างจากกันไปโดยปริยาย...



เธอรับรู้ข่าวคราวของเขาผ่านมารดาที่กลับไปเยี่ยมคุณตาทุกอาทิตย์

...ไลท์สอบเทียบได้ กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย...

...ไลท์สอบติดคณะอุตสาหกรรมเกษตรด้วย เก่งจริงๆ...


ตอนชายหนุ่มเรียนจบปริญญาตรีเธอเพิ่งจะขึ้นม.หก ทั้งๆ ที่เธอกับเขาอายุห่างกันแต่สามปี เธอไปงานรับปริญญาของเขา ทว่าความรู้สึกว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอมากทำให้เธอไม่อยากเข้าไปวุ่นวายใกล้ๆ

...กลัวเขาจะรำคาญ..

.และที่สำคัญคือ มีหญิงสาวในชุดนักศึกษาคนหนึ่งคอยตามเขาเป็นเงาอยู่แล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา...เธอคิดถึงแสงฉานเสมอ แต่สิ่งที่เธอทำได้ก็เพียงแต่เก็บความคิดถึงของตัวเองเอาไว้ในใจ

ภาพชายหนุ่มในชุดครุยรับปริญญาทำให้เธอทั้งรู้สึกดีใจและหวั่นไหว เธอวางรูปที่ถ่ายคู่กันในวันนั้นไว้บนหัวเตียง และอัดก็อปปี้เป็นภาพเล็กๆ ซ่อนไว้ในกระเป๋าเงิน

แสงฉานสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาได้ เธอจึงไม่ได้เจอเขาอีก ในวันที่เธอรับปริญญามีของขวัญกล่องใหญ่ส่งมาจากอเมริกา โดยมีคุณรวีเป็นผู้นำมาพร้อมกับการ์ดเล็กๆ


ยินดีด้วยครับ
พี่ไลท์



ข้อความสั้นๆ ทำให้เธอยิ้มออกมาทั้งๆ ที่หัวใจวูบโหวง

...เขายังนึกถึงเธออยู่ แต่มันก็เย็นชาห่างเหินเหลือเกิน... สำหรับเธอแล้ว...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน...หัวใจเธอยังคงผูกพันอยู่กับเขา

...ผูกพัน...ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการคิดไปเองอยู่ฝ่ายเดียวนั่นแหละ...

ข่าวคราวล่าสุดที่ได้รับรู้คือเขาแต่งงานกับสาวอเมริกันและคงจะสร้างครอบครัวอยู่ที่นั่น

...ไม่คิดว่าชีวิตแต่งงานของเขาจะแสนสั้น ก่อนที่เขาจะหย่าและกลับเมืองไทยมารับช่วงงานที่ไร่ต่อจากบิดา...

...ป่านนี้...พี่ไลท์คงลืมไปแล้วว่าเคยมีเธอเป็นน้องสาว...

...หลังจากหย่าแล้วพี่ไลท์จะมีใครอีกหรือเปล่านะ?...

...หรือจะเป็นเพื่อนเธอ...

...หนึ่งฤทัย?...





~~~~~~~~~~






"ความลับของดวงอาทิตย์"



แสงฉานเข้าบ้านก่อนพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาเพียงเล็กน้อย ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวที่ใส่ไว้ชั้นใน ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกเพื่อคลายร้อน

“อินสเป็คเตอร์*จากออแกนิกส์เป็นยังไงบ้างฤทัย” ชายหนุ่มเอ่ยถามหนึ่งฤทัยที่เตรียมตัวพร้อมจะกลับบ้านหากยังรีรออยู่เพื่อรายงานถึงการทำงานตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ทั้งที่เลยเวลาเลิกงานมาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว

ระบบการทำงานแบบครอบครัวนอกจากจะทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกสบายใจแล้วในบางครั้งเมื่องานยังไม่เสร็จทุกคนก็จะอยู่ช่วยงานด้วยน้ำใจ ต่างจากระบบทุนนิยมของชาติตะวันตกที่ต่างคนต่างทำงานในส่วนของตน แทบไร้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงานโดยสิ้นเชิง

“คุณเจมส์พักห้องขาวค่ะ พี่ไลท์ต้องไม่เชื่อแน่ๆ เลยว่า...อินเสป็คเตอร์อีกคนเป็นใคร” หญิงสาวตอบเจ้านายหนุ่มด้วยน้ำเสียงสดใส

“ใครหรือ?”

“รุ้งค่ะ โลกกลมจริงๆ เลยนะคะ”

“รุ้งไหน?” แสงฉานขมวดคิ้ว หรี่ตาลงเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม ...นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเขารู้จักใครที่ชื่อรุ้ง แถมยังเป็นคนที่หนึ่งฤทัยรู้จักคุ้นเคยอีกต่างหาก...

“อ้าว! พี่ไลท์จำรุ้งไม่ได้เหรอคะ? เมื่อก่อนเล่นด้วยกันออกบ่อย จริงสิรายนั้นดูเหมือนจะสนิทกับไบร์ทมากกว่า”

ชื่อน้องชายที่หลุดออกมาจากปากหญิงสาวเรียกเอาความทรงจำเก่าๆ ของชายหนุ่มให้ผุดพรายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

...รุ้ง...รุ่งกาล!?...

...นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เจอเธอ?...



ชายหนุ่มจำบทสนทนากับหนึ่งฤทัยในช่วงถัดมาแทบไม่ได้ รู้ตัวอีกทีเขาก็กลับมาถึงห้องนอนแล้ว แสงฉานตรงไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ ค้นลิ้นชักด้านล่างกุกกักอยู่พักใหญ่ก่อนจะพบสิ่งที่ต้องการ

เขากำลังจะดันลิ้นชักกลับพลันสายตาเหลือบไปเห็นกล่องโลหะขะมุกขะมอมกล่องเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ในมุมก้นลิ้นชัก ชายหนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเปิดออกดู

แหวนพลาสติกวงเล็กๆ สองวงนอนนิ่งอยู่ในนั้น

ชายหนุ่มลุกจากที่พร้อมกล่องโลหะและกรอบรูปในมือ เขาทรุดตัวลงบนที่นอนทั้งที่ยังอยู่ในชุดทำงาน หยิบแหวนทั้งสองวงออกมาพินิจพิจารณา หัวแหวนพลาสติกสีฟ้าและสีขาวยังคงส่องประกายล้อแสงไฟ

...น่าแปลกที่กาลเวลาไม่ยักกะทำให้มันเสื่อมสภาพลงเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับความทรงจำที่ยังคงกระจ่างชัดอยู่ในใจ...


~~~~~~~~~~



ละครโทรทัศน์หลังข่าวซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น จบลงด้วยการแต่งงานของพระเอกนางเอกตามแบบพิธีทางคริสตศาสนา เจ้าบ่าว-เจ้าสาวในชุดสีขาวอันแสดงถึงความบริสุทธิ์สาบานถึงความรักอันเป็นนิรันดร์ต่อหน้าพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า ทำเอาเด็กผู้หญิงหลายคนฝันไฝ่อยากจะเป็นเจ้าสาวเฉกเช่นนางเอกสาวคนสวยบ้าง

เมื่อวัดประจำหมู่บ้านจัดงานเฉลิมฉลอง พ่อค้าแม่ค้าจากที่ต่างๆ พากันมาออกร้านขายของเป็นที่ครึกครื้น ในขณะที่เด็กๆ อย่างรุ่งกาลและตะวันฉายเองก็พลอยตื่นเต้นสนุกสนานไปด้วย สองคู่ซี้ชวนกันไปเที่ยวงานวันตั้งแต่วันเตรียมงานด้วยซ้ำ โดยมีเขาตามไปด้วยในฐานะพี่ชายที่ต้องคอยดูแลน้อง

แผงลอยขายเครื่องประดับจำพวกสร้อยคอ แหวน กำไลดูจะดึงดูดใจเด็กผู้หญิงอย่างรุ่งกาลได้ไม่ยากนัก

‘พี่ไลท์รุ้งจะเอาแหวน รุ้งจะแต่งงานเหมือนพี่ดาวในทีวี’ เธอบอกกับเขาก่อนจะเร่เข้าไปเลือกดูแหวนพลาสติกหัวสีต่างๆ ด้วยความสนใจ โดยมีตะวันฉายเข้าไปเลือกดูเป็นเพื่อน

‘แล้วรุ้งจะให้ใครเป็นเจ้าบ่าวล่ะ?’ คนเป็นเพื่อนเอ่ยถาม

รุ่งกาลทำท่าตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะบอกออกมา

‘ให้พี่ไลท์เป็นเจ้าบ่าว ให้ไบร์ทเป็นหลวงพ่อ’

‘ให้เค้าเป็นเจ้าบ่าวไม่ได้เหรอ เค้าอยากเป็นพระเอก’ เด็กชายตะวันฉายต่อรอง

‘ก็ไบร์ทตัวเล็กนี่นา สู้กับผู้ร้ายไม่ชนะหรอก ต้องตัวโตๆ แบบพี่ไลท์’ เด็กหญิงให้เหตุผล

‘เอางั้นก็ได้’ คนเป็นเพื่อนยอมตามอย่างว่าง่าย เพราะฉากพระเอกถูกผู้ร้ายรุมทำร้ายก่อนตำรวจจะมานั้นดูไม่ค่อยประทับใจเขาเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้...แสงฉานจึงต้องจ่ายเงินค่าแหวน แล้วกลับมาเล่นละครตามที่รุ่งกาลวาดฝันที่บ้าน



ผ้าปูโต๊ะในห้องรับแขกถูกเด็กหญิงรื้อออกมาจัดการทำเป็นเสื้อคลุมให้บาทหลวงจำเป็น ในขณะที่เจ้าตัวเองก็ใช้ผ้าปูที่นอนคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าต่างชุดเจ้าสาว

‘แล้วพี่ไลท์ไม่ต้องแต่งตัวเหรอ’ ตะวันฉายเอ่ยถามคนเจ้าความคิดที่ทำท่าคิดหนักเมื่อได้ยินคำถามนั้น

‘จริงสิ เจ้าบ่าวก็ต้องใส่สูทผูกเน็คไทร์เท่ๆ’

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ไปค้นเสื้อกั๊กของผู้เป็นตามาให้เขาใส่ ติ๊ต่างว่าเป็นเสื้อสูทตัวเท่ ก่อนที่พิธีแต่งงานในจินตนาการจะเริ่มขึ้น คุณรวีที่เข้ามาพบเด็กๆ สามคนกำลังเล่นละครโรงเล็กโดยบังเอิญรีบคว้ากล้องถ่ายรูปมาเก็บภาพหลักฐานเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี

ภาพนั้นคงอยู่ในอัลบั้มเก่าๆ ที่ถูกเก็บรวมกันไว้ในห้องนอนน้องชาย ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับในอีกหนึ่งปีถัดมา

ในตอนนั้น...การแต่งงานแบบเด็กๆ กินเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สิ้นสุดลง แล้วตะวันฉายและรุ่งกาลหาเรื่องอื่นๆ มาเล่นแทน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทั้งตัวเขาเองและรุ่งกาลถอดแหวนออกจากนิ้วตอนไหน แต่คงเป็นตอนที่เล่นด้วยกันอยู่ในบ้านหลังนี้แหละ เลยมีคนเก็บแหวนทั้งสองวงใส่กล่องไว้ให้เขาได้นึกถึงภาพความทรงจำในตอนนั้น


~~~~~~~~~~



ชายหนุ่มเก็บแหวนลงกล่องตามเดิมก่อนจะวางกล่องใบนั้นลงบนตั่งเล็กข้างหัวนอน รอยยิ้มจางๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมคายขณะที่เขาพิจารณากรอบรูปในมือเป็นอันดับถัดมา

ในกรอบไม้สีขาวเรียบๆ สำหรับตั้งโต๊ะนั้น คือภาพเด็กสาวรวบผมเป็นหางม้าผูกโบว์สีขาวอันโตแลดูสดใสสมวัย เธอยืนเคียงข้างเขาที่อยู่ในชุดครุยวิทยฐานะก่อนจะเข้าสู่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร รุ่งกาลหอบช่อดอกไม้อันโตไว้ในอ้อมแขนพลางส่งยิ้มร่าเริงให้กล้อง

เขาจำได้ว่ากว่าจะได้ภาพนี้ออกมา...ตากล้องต้องบอกให้ทั้งเขาและเธอขยับเข้าไปยืนชิดกันอยู่หลายครั้ง เมื่อต่างฝ่ายต่างทำท่าลังเลไม่แน่ใจว่าควรจะยืนใกล้กันในระดับไหนจึงจะ ‘พอดี’

...และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาพบเธอ...

ถึงตอนนี้...ภาพเด็กสาวในวันวานก็ยังคงกระจ่างชัดอยู่ในใจ เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าเด็กสาวแสนซนอย่างรุ่งกาลจะกลายมาเป็นอินสเป็คเตอร์บริษัทจัดจำหน่ายชาสมุนไพรรายใหญ่ได้อย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือ...ความคิดถึงที่ซุกตัวอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดูเหมือนจะขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

...คิดถึงเธอเหลือเกิน...แสงฉานบอกตัวเองในใจ


~~~~~~~~~~



เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เด็กรับใช้จะเอ่ยเรียกเขาเป็นลำดับถัดมา

“คุณไลท์คะ คุณผู้หญิงให้หนูมาเตือนว่า...ได้เวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ”

ชายหนุ่มวางภาพในมือลงแล้วจึงตะโกนตอบออกไป

“ได้ยินแล้ว ไปบอกคุณแม่ว่าฉันขอเวลาห้านาทีแล้วจะลงไป”

แสงฉานลุกจากที่อย่างกระฉับกระเฉง เขาเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอน ก่อนจะลงไปพบคนที่กำลังสำรวจห้องรับแขกเป็นการฆ่าเวลา

“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยทักเจมส์เป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับยื่นมือไปตรงหน้าตามมารยาทสากล

เจมส์ยื่นมือออกไปสัมผัสกับมือของแสงฉาน ทว่าเขากลับเอ่ยทักเจ้าบ้านเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

“สวัสดีครับคุณแสงฉาน บ้านคุณสวยมาก”

“ขอบคุณครับ ขอโทษที่ทำให้ต้องคอย เชิญทางนี้ดีกว่าครับ” ชายหนุ่มผายมือไปด้านข้าง ก่อนจะเดินนำผู้มาเยือนไปยังห้องรับประทานอาหารที่อยู่ติดกับห้องครัว

คุณพงษ์ และคุณรวีเข้าประจำที่โต๊ะอาหารอยู่ก่อนแล้ว

“คุณเจมส์เจ้าของออแกนิกส์ที่จะมาอินสเป็คชาสมุนไพรของเราครับ” แสงฉานแนะนำชายหนุ่มกับผู้สูงวัยกว่า ก่อนจะหันมาทางเจมส์ “คุณพ่อ คุณแม่ผมครับ”

เจมส์ยกมือไหว้ท่านทั้งสอง “สวัสดีครับ”

“สวัสดีจ้ะ คุณพูดไทยเก่งจังเลย” คุณรวีรับไหว้พร้อมกับเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“คุณแม่ผมเป็นคนไทยครับ” เจมส์ตอบ

อาหารเย็นมื้อนั้นผ่านไปด้วยความรื่นเริงสนุกสนาน เพราะความง่ายๆ เป็นกันเองของเจมส์ เสร็จจากมื้ออาหารแสงฉานก็เอ่ยชวนบิดามารดาและเจมส์ให้ย้ายไปคุยกันที่ห้องนั่งเล่น

คุณพงษ์ที่ดูจะถูกชะตาชายหนุ่มเป็นพิเศษถึงกับบ่นเสียดายเมื่อถึงเวลาที่ต่างคนควรจะแยกย้ายกันไปเข้านอน

“รำคาญคนแก่หรือเปล่า นานๆ จะมีคนพูดจาถูกคอเลยชวนคุยเสียนาน”

“ไม่หรอกครับ คุยกับคุณพ่อผมได้ความรู้อีกเยอะเลย”

แสงฉานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามที่เจมส์ใช้เรียกบิดาเขา ...ไม่บ่อยนักหรอกที่ผู้เป็นพ่อจะถูกใจใครจนถึงขนาดออกปากแทนตัวเองว่า...พ่อ...

“เข้าใจพูดให้คนแก่ดีใจ”

“ผมพูดจริงๆ นะครับ” เจมส์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำเอาคุณพงษ์หัวเราะร่าอย่างพึงใจ


~~~~~~~~~~



“ผมเห็นรูปในห้องรับแขก เด็กผู้หญิงในรูปใช่รุ้งหรือเปล่าครับ?” เจมส์เอ่ยถามเจ้าของบ้านระหว่างที่เดินไปยังปีกตึกที่จัดไว้เป็นห้องนอนของทั้งคู่

“ครับ” แสงฉานรับคำสั้นๆ

“แสดงว่าคุณกับรุ้งก็ต้องสนิทกันน่ะสิครับ”

“เราเป็นญาติกันครับ”คำตอบยังคงสั้นดุจเดิม ทว่าดูเหมือนเจมส์จะไม่ทันจับสังเกต

“อ้าว! อย่างนั้นหรอกหรือครับ ไม่เห็นรุ้งเล่าอะไรให้ฟังบ้างเลย ตอนที่ผมบอกว่าจะเลือกมาอินสเป็คที่นี่ก่อนก็ทำท่าเหมือนไม่อยากมา อย่างนี้สงสัยต้องหักเงินเดือนซะแล้ว” ท้ายประโยคหมายมาดไม่จริงจังนัก

แสงฉานไม่ตอบคำปรารภนั้น ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นในใจ ในยามที่ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถึงผู้มีศักดิ์เป็นน้องด้วยน้ำเสียงและทีท่าสนิทสนม

...ท่าจะบ้า...เขาด่าตัวเองก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อมาเป็นเรื่องงานแทน

“ปกติเราจะตั้งโต๊ะอาหารเช้าตอนเจ็ดโมงนะครับ แต่ถ้าคุณลงมาสายๆ ก็สั่งคนในบ้านได้”

“ไม่เป็นไรครับ ปกติผมตื่นเช้าอยู่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นตอนสายผมจะพาไปชมไร่นะครับ ไม่ทราบคุณเจมส์นัดรุ้งไว้ตอนกี่โมง ผมจะได้กะเวลาถูก”

“ไม่เกินสองโมงเช้าก็คงจะมาแล้วล่ะครับ รายนั้นเขาขยัน...ไม่เคยมาสาย ไม่เคยขาด ไม่เคยลางานเลยสักที” เจมส์เอ่ยถึงเลขานุการสาวด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“งั้นก็ดีเลยครับ เผื่อตอนบ่ายพอมีเวลาจะได้เลยไปน้ำตกกัน ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้วลองเที่ยวแบบอีโคทัวริซึ่ม**สักหน่อยนะครับ” แสงฉานตอบด้วยน้ำเสียงที่มีเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่ามันเพียงแต่ถูกปรับให้ฟังดูเป็นปกติเท่านั้นเอง

“ได้ยินแบบนี้ชักอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ แล้วสิครับ” เจมส์ตอบอย่างกระตือรือร้นขณะเปิดประตูห้องพัก

แสงฉานหยุดยืนส่งแขกพร้อมกับตอบสั้นๆ

“พบกันพรุ่งนี้ครับ” แล้วชายหนุ่มก็ก้าวเท้ายาวๆ จากไปยังห้องนอนของตัวเอง



~~~~~~~~~~




"ความลับของคนเขียน"


คราวนี้มายอมรับผิดแต่โดยดีค่ะ
ว่าธารแอบโกงการบ้านด้วยการลงเรื่องแค่ "ครึ่งเดียว"
เรื่องนี้จริงๆ แบ่งออกเป็นสามส่วนค่ะ
part I : ความลับในสายรุ้ง
part II : ความลับของดวงอาทิตย์
และ part III : ในแสงตะวันมีสายรุ้ง (ซึ่งยังเขียนไม่เสร็จค่ะ)
ไม่คิดว่าจากเรื่องสั้นๆ มันจะกลายมาเป็นยาวย้วยได้ขนาดนี้
(นิสัยน้ำท่วมทุ่งแก้ไม่หาย)
ต้องขอโทษที่ทำให้ต้องมาตามอ่านกันอีกรอบนะคะ
สัญญาว่าจะพยายามมาลงให้ได้ไวที่สุดค่ะ

ขอบคุณ "โครงการถนนสายมิตรภาพ"
ที่ทำให้ธารได้ทำในสิ่งที่อยากทำอีกเป็นครั้งสอง
แล้วพบกันค่ะ
^^




Create Date : 27 เมษายน 2552
Last Update : 5 กันยายน 2552 17:15:35 น. 28 comments
Counter : 608 Pageviews.

 
เจิมก่อน..อยากอ่านๆ
แต่ล็อคอินไม่ได้เลยค่ะ..


โดย: แจงเองค่ะ IP: 93.144.18.69 วันที่: 27 เมษายน 2552 เวลา:21:20:16 น.  

 
มาอ่านค่ะคุณธาร
อ่านนิยายคุณธารทีไรหลงอยู่ในเรื่องทุกที


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 27 เมษายน 2552 เวลา:23:46:58 น.  

 
คุณธารคะ ลงชื่อก่อนอ่านนะคะ


โดย: BeCoffee วันที่: 27 เมษายน 2552 เวลา:23:47:43 น.  

 
น้องทาน เอาแบบ น่ากัวๆ ดิ
ฮ่าๆๆ
หรือจะตบจูบก้อได้นะ อิอิ


โดย: i_cOn IP: 140.116.189.144 วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:0:19:48 น.  

 
มาแล้วค่ะ..ตามสัญญาที่ว่าจะมาเก็บความลับ

อ่านจบแล้วค่ะ..ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่า
นิยายที่ได้ใจเราง่ายที่สุด..คือนิยายแนว"คำมั่นสัญญา"
ประมาณว่ามีความผูกพันธ์ของพี่ชายกับน้องสาว
อิอิ..ดังนั้นเรื่องนี้ได้ใจไปแล้วส่วนหนึ่ง..

เข้าเรื่องดีกว่า..วิจารณ์ในฐานะคนอ่านคนหนึ่งนะ
เริ่มต้นเรื่องมา..นอกว่าพ่อหนุ่มเจมส์จะเป็นพระเอกซะอีก

เรื่องแต่งงานวัยเด็กๆ..อิอิ..ชอบค่ะ เคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องนึง..เด็กๆแต่งงานเหมือนกัน
แต่ไม่เหมือนกันหรอกค่ะ..ของคุณธาร..คนละแบบ

ชอบนะคะ..ที่เขียนแยกกันแบบนี้
เพื่อแสดงถึงความในใจของแต่ละฝ่าย
ตอนหน้าเขียนมาเร็วๆนะคะ อยากรู้ว่า
เจอหน้ากันแล้วจะเป็นอย่างไร..
มีความรู้สึกแบบว่าอึดอัดและคาดหวังรอคอย
หวั่นๆ แต่ตื่นเต้นแทนตัวเอกทั้งสองคนจังเลยค่ะ


โดย: nikanda วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:3:45:48 น.  

 
ว้า หมดตอนกำลังสนุกเลยค่ะ พอมาอ่านว่ายังเขียนไม่จบ แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ตอนสุดท้ายมาเมื่อไหร่ ไปตามด้วยนะคะ


โดย: teansri วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:5:13:20 น.  

 
ชอบเรื่องนี้จัง แต่เดาผิดค่ะ คุณธาร
ตอนแรกนึกว่า "บอสสสสส" จะเป็นพระเอกซะอีก
แต่พออ่านไปอ่านมา เปลี่ยนใจไปเชียร์คุณไลท์เฉยเลย
.
.
เอาใจลุ้นตอนที่ 3 ที่ขอให้ความลับกลายเป็นความรักค่ะ

จะคอยติดตามนะคะ
ถ้าเห็นฟี่หายไปไปเคาะเรียกที่บ้านด้วยนะค๊า


โดย: Paulo วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:8:47:03 น.  

 
น่ารักจังคะพี่ธาร


โดย: ชาจัง IP: 202.28.78.106 วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:14:53:01 น.  

 
สวัสดีค่ะตามมาอ่านความลับค่ะ
แล้วอยากบอกความลับว่า
ยังอ่านไม่จบค่ะ แปะโป้งไว้ก่อนแต่จะกลับมาอ่านอีกทีนะคะ บอส
อิอิ


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:16:53:24 น.  

 

หลับฝันดีนะก้าบ
ขอพระเจ้าอวยพระพรคับ

โจจัง


โดย: พลังชีวิต วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:23:39:14 น.  

 
สวัสดีครับคุณธาร

ผมไปไหนก็พาหมิงหมิงไปด้วย
คงมีเพื่อนบล็อกหลายคนหลอนมากกับหลวงจีนน้อย
เพระาไปทีไ่หนก็เจอครับ 55555


ยินดีทีไ่ด้รู้จักนะครับ

บล็อกผมเกือบจะเป็นบล้อกจับฉ่ายครับ
มีทุกอย่าง ทุกแนว
แต่โดยรวมมันคือ ความรื่นรมย์ในการใช้ชีวิตครับ










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 เมษายน 2552 เวลา:6:24:28 น.  

 
มาเกาะประตู แอบดูข้างหน้าต่างบ้านค่ะ
ว่าในแสงตะวันมีสายรุ้ง คลอดอ่ะยางง 555

อีก 2 วันก็หยุดแล้ว สู้ ๆ อีกวันค่ะ


โดย: Paulo วันที่: 29 เมษายน 2552 เวลา:7:36:52 น.  

 

แวะมาคุยค่ะ
(หลายคนเริ่มทวง part III ด้วย T_T)
"ในแสงตะวันมีสายรุ้ง" น่าจะมาประมาณวันเสาร์นู่นแหละค่ะ
กะจะใช้เวลาในวันหยุดแรงงานมาโม่
(ตอนนี้ต้องช่วยเด็กโข่งทำการบ้านก่อน)
อดใจรอกันสักนิดนะคะ ^^

คุณแจง(นิกานดา) : คุณแจงมาเร็วมากเลยค่ะ
ตอนแรกธารกะจะแปะ "ความลับของดวงอาทิตย์" ในคคห.ข้างล่าง
ปรากฏว่าแปะไปทำงานไป ไม่ทันคุณแจง
ตอนเอากลับไปไว้ข้างบนลุ้นแทบแย่แน่ะค่ะว่า...พื้นที่จะพอหรือเปล่าน้อ
เพราะพี่คนหนึ่งเค้าแปะได้สูงสุดแค่สิบสามหน้า (แต่ของธารสองตอนรวมกันมันสิบสี่หน้า)
แต่ก็สำเร็จจนได้

ธารเพิ่งมาสังเกตตัวเองนะคะคุณแจง
ว่าพล็อตเรื่องสั้นของธารมันเบสิกและโหลสุดๆ
แต่ก็จะพยายามใส่รายละเอียดอื่นๆ เป็นการชดเชย
อย่างสถานที่ในเรื่อง...ธารหยิบมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่จัดเป็นโฮมสเตย์ทั้งหมู่บ้าน
(ยังไม่บอกนะคะว่าที่ไหน รอให้เขียนจบก่อนค่อยเฉลย อิอิ)

ฉากแต่งงานธารคิดถึงตอนเป็นเด็กน่ะค่ะ
จำได้ว่า...เล่นกันด้วยสองคนพี่-น้อง(ธารมีน้องชายค่ะ)
ที่บ้านจะมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ (ไม่รู้ว่าความเป็นเด็กทำให้เรารู้สึกว่ามันใหญ่ หรือมันตัวใหญ่จริงๆ เพราะตอนนี้มันไม่อยู่แล้ว)
สองพี่น้องก็จะขนเอาผ้าห่มเอาหมอนออกมา
เอาผ้าคลุมโต๊ะแล้วมุดเข้าไปข้างใน แล้วเล่นละคร...
บ้านก็หลังนี้...ร้านค้าก็หลังนี้แหละ (เด็กๆ นี่จินตนาการบรรเจิดจริงๆ)

ส่วนตอนแรกที่หลายคนคิดว่า...เจมส์เป็นพระเอก...ไม่แปลกหรอกค่ะ
ธารตั้งใจจะให้คิดอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ แต่เพราะอะไรนี่ยังไม่บอกค่ะ
เป็น "ความลับ" อิอิ

คุณนาห์ : พักนี้ธารไม่ค่อยได้แวะไปทักทายคุณนาห์ที่บล็อกเลยค่ะ
แต่จะพยายามหาเวลาให้ได้เร็วๆ นี้แหละค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอนะคะ

คุณอ้อน(BeCoffee) : เชิญตามสบายเลยค่า

พี่หมีเซน (i_con) : อยากได้แบบน่ากลัวๆ ลองแบบ...
"ธารไม่อยากทำการบ้านแล้วล่ะ" ดูหน่อยไหมล่ะคะ
อิอิ

คุณเทียน : ขอบคุณที่แวะมานะคะ
ตอนสามกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำค่ะ
เดี๋ยวเสร็จแล้วธารจะไปกระซิบบอกที่บล็อกนะคะ

คุณฟี่ (Paulo) : ธารเองก็กำลังลุ้นอยู่เหมือนกันค่ะ อิอิ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ

ชาจัง : ดีใจที่ชอบจ้า

คุณโจ (พลังชีวิต) : ขอบคุณค่ะ มิน่าล่ะเมื่อคืนธารถึงได้ฝันดีเชียว ^^

คุณก๋า (กะว่าก๋า) : ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
เดี๋ยววันกลังถ้ามีเวลาจะเข้าไปค้นบล็อกคุณก๋าอีก
ชอบการ์ตูนแฝงปรัชญาน่ะค่ะ
เลยติดใจซะแล้ว ^^


โดย: ธาร นาวา วันที่: 29 เมษายน 2552 เวลา:9:47:20 น.  

 
หมื่นตาตอนนี้มี 160 กว่าตอนครับ
ส่วนงานเขียนเก่าๆของผม
คิดว่ามีเป็นพันชิ้นเลยครับ หุหุหุ
เพราะผมอัพบล้อกเกือบทุกวันครับ
และบางวันก็อัพหลายบล้อกครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 เมษายน 2552 เวลา:11:42:35 น.  

 
แหะๆ ^^

รู้สึกว่าจะตกหลุมเหมือนคนอื่นนะคะ

คิดว่าคุณเจมส์เป็นพระเอก

จอยยิ่งแอบกรี๊ดกร๊าดผู้ชายตาฟ้าอยู่ด้วย

รอตอนต่อไปนะคะ ^^


โดย: GoOsHa!R IP: 114.128.170.114 วันที่: 29 เมษายน 2552 เวลา:23:09:08 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 เมษายน 2552 เวลา:8:29:34 น.  

 
กำลังหนุกเลยค่ะ


โดย: ส้มแช่อิ่ม วันที่: 30 เมษายน 2552 เวลา:21:49:16 น.  

 


มาขอแปะไว้ก่อนนะคะ


โดย: ปณาลี วันที่: 30 เมษายน 2552 เวลา:23:28:22 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:8:30:19 น.  

 


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:16:35:04 น.  

 
ความลับเยอะจังเลยค่ะ คุณธาร

ตูนมาขอแปะโป้งไว้ก่อน และมาลาคุณธารไปวิปัสนาด้วยค่ะ


โดย: ปณาลี วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:22:48 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะ คุณธาร


โดย: Paulo วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 เวลา:8:18:34 น.  

 
ไปแอบเห็นที่ห้องนักเขียน
เดี๋ยวจะตามมาอ่านที่บล๊อกนะคะ
คงต้องใช้เวลานานเลย

ยังคิดถึงอยู่เสมอนะคะ

^^


โดย: ป้าลิ โนโลโก้ IP: 85.129.90.98 วันที่: 3 พฤษภาคม 2552 เวลา:9:23:05 น.  

 
อ่านจบแล้วค่ะคุณธาร

ขอบอกก่อนว่าอ้อนไม่ใช่คอนวนิยายนะคะ
แต่ว่าเป็นหญิงสาวที่หลงรักดวงอาทิตย์อยู่เหมือนกันค่ะ

แอบลุ้นอยู่ในใจว่าพระเอกจะเป็นคนนั้นที่เราหลงรัก อิอิ

แล้วจะรออ่านในแสงตะวันมีสายรุ้งนะคะ ^^


โดย: BeCoffee วันที่: 3 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:14:15 น.  

 
มาตอบคอมเมนต์ก่อนไปถนนคนเดิน (เชียงใหม่) อิอิ

พี่ก๋า (ขออนุญาตเรียกพี่นะคะ ธารเข้าไปดู profile พี่ก๋าละ พี่ก๋าอายุพอๆ กะพี่ชายธารเลยค่ะ) : ขอบคุณที่พาหมิงๆ แวะมาทักทายเกือบทุกวันเลยค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้แวะไปที่บล็อกนะคะ ช่วงนี้ธารติดภารกิจอีกแล้วล่ะค่ะ

น้องจอย : พี่แปะตอนใหม่แล้วนะจ้ะ ขอบใจที่แวะมาตามอ่านจ้า

คุณส้ม : ตอนจบร้อนๆ มาแล้วนะคะ

คุณตูน : รับทราบค่ะ อนุโมธนาธรรมด้วยนะคะ

คุณฟี่ : สวัสดีค่ะ

คุณอ้อน : ธารเองก็เป็นผู้หญิงที่หลงรักดวงอาทิตย์ค่ะ
ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า...
เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องที่ผ่านมา
มีพระอาทิตย์เป็นพระเอกทั้งคู่เลย ^^

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียนกันนะคะ
แล้วพบกันค่ะ


โดย: ธาร นาวา วันที่: 3 พฤษภาคม 2552 เวลา:15:09:25 น.  

 
ลงชื่อว่าอ่านตอนนี้แล้ว
วิ่งไปอ่านตอนจบ ลั้นลา


โดย: คุณพีทคุง (ลายปากกา ) วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:03:35 น.  

 
หวานอีกแล้ว


โดย: ปณาลี วันที่: 16 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:07:12 น.  

 
Oh wow..I thought I was James, so...my guess was wrong..umm James sorry you be broken heart..I cheer Mr. James at first now and I still cheer James..I don't think Sang shaang would be good for Roongkarn..umm sorry der Than..anyway the story is all good, Love it..!!


โดย: PiCorn (Camille) IP: 71.81.178.101 วันที่: 14 มิถุนายน 2553 เวลา:1:01:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ธาร นาวา
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จากสายธารลำเล็กๆ
หลอมรวมเป็นกระแสธาราอันกว้างใหญ่
หลั่งริน...ไหลระเรื่อย...
นำพาเอาความชุ่มชื้นฉ่ำเย็นมาสู่หัวใจผู้คน

ลายปากกา
Friends' blogs
[Add ธาร นาวา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.