'เรื่องนี้มีรัก' โปรเจคพิเศษ: หวาน(ซ่อน)ใจ sweet 1

Talk Talk



ก่อนจะอ่านเรื่อง อ่านตรงนี้ก่อนนะจ้าาาา

เรื่องนี้มีรัก แรลลี่


กติกาสำหรับเล่นเกมเรื่องนี้มีรัก
1. คำเตือน ผู้เข้าร่วมเล่นเกมทุกคนกรุณาอ่านกติกาข้างล่างนี้อย่างละเอียด มิเช่นนั้นหมดสิทธินะเออ สี่สาวขอเตือน
2. การเล่นเกมจะเล่นกันทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยเรียงลำดับดังนี้
- 05.12.08 เล่นที่บ้านจอยน้อย (กระแตดอก 'รัก')
- 12.12.08 เล่นที่บ้านโน้ต (เชื่อมรัก... หวานเย็น)
- 19.12.08 เล่นที่บ้านพี่เปี๊ยก (หัวใจต้องลม)
- 26.12.08 เล่นที่บ้านพี่เอ้ย (หวาน(ซ่อน)ใจ)
3. ผู้เล่นทั้งหมดจะต้องร่วมเล่นเกมส์เก็บคะแนนทั้งหมด 4 ฐานที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยแต่ละฐานจะประกอบไปด้วยคำถามจากแต่ละเรื่องที่ได้อ่านกัน สัปดาห์ละ 4 ข้อ
4. ผู้เข้าเล่นเกมในแต่ละฐานมีสิทธิตอบได้แค่ฐานละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยคำตอบแรกเราถือเป็นที่สุด
5. ผู้เล่นมีเวลาเล่นเกมทั้งหมด 6 วันในแต่ละฐาน นั่นก็คือ เจ้าบ้านจะลงเรื่องในแต่ละตอนทุกๆ วันศุกร์ ผู้เข้าร่วมเล่นมีเวลาในการตอบคำถามจนกระทั่งเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีถัดไปในการตอบ แล้วเจ้าบ้านจะปิดรับคำตอบสำหรับแต่ละฐาน อาทิเช่น บ้านจอยน้อยลงคำถามวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม ทุกคนสามารถตอบได้จนกระทั่งเที่ยงคืนของคืนวันพฤหัสบดีที่ 11 แล้วรอเล่นเกมในฐานที่ 2 ถัดไป เป็นเช่นนี้ทุกๆ สัปดาห์ ดังนั้นหมายความว่าฐานสุดท้ายฐานที่ 4 จะปิดรับคำตอบในวันที่ 1 มกราคม 2552 นั่นเอง
6. ผู้เข้าตอบคำถาม เวลาตอบคำถามให้ระบุหัวข้อชอยด์มาด้วย เช่น ข้อ 1 พระเอกเรื่องกระแตดอกรักชื่ออะไร
1. ดวิษ
2. ดามพ์
3. พสิษฐ์
4. นักตะ
ถ้าจะตอบว่า ดวิษ ให้เพื่อนๆ ตอบว่า ข้อ 1 ตอบ 1 ดวิษ
ทั้งนี้และทั้งนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิของเพื่อนๆ เอง เผื่อว่าเขียนข้อผิดแต่ตอบถูกนะจ๊ะ
7. เนื่องจากเจ้าบ้านมี 4 คนมีหนังสือให้เพื่อนๆ คนละ 1 เล่มเท่านั้น หากมีผู้ได้คะแนนสูงสุด 4 อันดับมากกว่า 4 คน เจ้าบ้านจะนำชื่อของคนที่เกินมานำไปจับฉลาก โดยจะเรียงจากคนที่ได้รับคะแนนสูงสุดลงมานะคะ เช่น ถ้ามีคนได้คะแนนที่ 1 จำนวน 2 คน นั่นหมายความว่าจะไม่มีที่ 2 อันดับต่อไปก็จะเป็นอันดับที่ 3 เลย และ อันดับที่ 4 ตามลำดับ ถ้าหากมีที่ 4 มากกว่า 1 คน เราก็จะเอาคนที่ได้คะแนนในลำดับที่ 4 ทั้งหมดมาจับฉลากเพื่อให้ได้คนที่ได้รับหนังสือไป 4 คนค่ะ
8. การตัดสินของเจ้าบ้านถือเป็นที่สุดนะคะ
9. กรณีพิเศษ... เนื่องจากจอยและเอ้ย มีทั้งเวปไซด์และบล็อก ดังนั้นเราจะเปิดให้เล่นเกมทั้ง 2 ที่นะคะ แต่ว่าคนที่เล่นให้เลือกเล่นที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น ห้ามเล่นทั้งสองที่ ไม่งั้นถือว่าผิดกติกา (เจ้าบ้านปรับตกจริงๆ นะเออ) และถ้าหากใครมี log in ที่เวปไซด์ไม่ตรงกับ bloggang เจ้าบ้านอนุญาตให้ระบุชื่อ log in ใน bloggang มาด้วยได้ถ้าหากอยากเล่นเกมในเวปค่ะ เพราะเราต้องเก็บคะแนน 4 ฐานเนอะ จะได้สะดวกๆ นะจ๊ะ
10. ขอให้มีความสุขกับการอ่านและสนุกกับการเล่นเกมค่ะ










ภารวีเดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องนอน ยกนิ้วชี้แตะริมผีปากเคาะเบาๆ คิ้วเรียวที่ถูกกันได้รูปสวยขมวดเข้าหากัน ดวงตาคมเฉี่ยวตวัดไปทางโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง ก้าวเท้าไปมาอย่างคนคิดไม่ตก เม้มปากเข้าหากัน

จะโทรดีหรือเปล่า เอ...หรือไม่โทรดี ดึกขนาดนี้แล้วใครจะอยากคุยโทรศัพท์

...ยายเกรทก็เธอไม่ใช่เหรอที่อยากได้ยินเสียงเขา...

ความคิดภารวีแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายตัวสีขาวบอกว่าจะเที่ยงคืนแล้วใครๆ ก็เข้านอนกัน ถ้าอยากจะโทรก็พรุ่งนี้สิ ฝ่ายตัวดำทำตัวเป็นมารร้ายทันที เที่ยงคืนคนนอนดึกอย่างเขายังไม่นอนหรอก

ผิดปกติ!

เป็นอีกคำที่สว่างวาบในหัวราวกับสายฟ้าฟาด และนั่นเป็นสาเหตุของอากัปกิริยาทั้งหมดของเธอ

ปกติโทรศัพท์ต้องแผดเสียงลั่น เรียกความสนใจจากเธอแล้วนี่นา อย่างน้อยก็โทรมาทักทายก่อนนอนหลับ ถ้าวันไหนรู้ว่าเธอต้องกลับค่ำหรือเพิ่งแยกจากกัน เขาจะโทรศัพท์มาเช็คว่าเธอถึงบ้านหรือยัง

ทั้งที่เธอบอกว่ามีนัด อาจกลับค่ำแท้ๆ ส่งข้อความแจ้งให้เขาทราบ ยังมีการตอบรับเป็นประโยคน่ารักๆ พลอยทำให้ยิ้มได้อยู่เลย

‘รับทราบครับผม กลับบ้านดีๆ นะ’

แต่คืนนี้กลับเงียบกริบ

...ไม่มีสัญญาณแห่งความห่วงใยจากนักตะ...

“เฮ้อ!”

ภารวีถอนหายใจหนักๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอน ไม่น่าเชื่อ คนที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองกับผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง

แต่เพราะผู้ชายธรรมดาคนนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้หัวใจเธออบอุ่น ในวันที่ใครๆ ต่างพากันหนีหน้าเธอไปหมด

วันที่เธอล้มลง ถูกคนที่รายล้อมรอบตัวทิ้งคว้าง ไร้ที่พึ่งพิงราวกับเรือที่ลอยเคว้งอยู่ทะเลยามพายุถาโถม ซ้ำร้ายศัตรูในคราบมิตรซึ่งเต็มไปด้วยความอิจฉา ความทะเยอทะยาน เห็นคนที่ตนริษยาล้มก็เหยียบซ้ำให้จมดินทันที จนลืมไปว่าวันใดที่คนล้มลุกขึ้น ผลที่ได้รับกลับมาจะเข้าตัว

ตอนนั้นภารวีไม่คิดว่าตัวเองจะยืนได้ หมดหวัง กำลังใจเหือดหาย ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะยืน เพื่อสู้หน้าคนอื่นได้

วันที่เป็นเวลาแห่งอดีต แต่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

วันที่ครอบครัวเธอเกือบล้มละลาย!

ภารวียังจำสายตาของเพื่อนที่แสนดีซึ่งมองอย่างเวทนา สมเพชในชะตากรรมอันแสนเลวร้ายของเธอ

จากที่คิดว่าจะลุกขึ้นสู้พร้อมครอบครัว พยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าคนรอบตัวกลับไม่ส่งเสริมให้เธอทำเช่นนั้นได้ เหยียบซ้ำ ดูถูกด้วยการกระทำ แม้กระทั่งสายตายังเต็มไปด้วยความดูแคลน

เพียงเท่านั้นความอดทนอันน้อยนิดถูกพังทลายลง พร้อมกับความภูมิใจในตัวเอง เหลือเพียงความอับอาย จากคนที่มีเพื่อนฝูงรายล้อมรอบตัว กลับกลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ออกไปสังสรรค์ แม้แต่จะกินข้าวกับเพื่อนสองสามคน เธอยังไม่กล้า เหมาโดยรวมไปว่าทุกคนดูหมิ่นกับปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว

และในตอนนั้นเอง นักตะก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ดึงเธอออกจากกระแสน้ำวนที่กำลังดูดเธอเข้าสู่วังวนแห่งความทุกข์ ถ้าช้ากว่านี้ คงยากนักที่จะดึงเธอให้สัมผัสกับความสุขอีกครั้ง

จากคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตา กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลสำหรับหัวใจภารวียิ่งนัก!

ภาพในอดีตไหลย้อนเข้าสู่ความทรงจำ แม้จะปะปนไปด้วยความหมองเศร้า มืดมัวเหมือนวันฟ้าหม่น หากยังมีแสงอาทิตย์เล็ดรอด เพื่อนำทางให้ความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาเยือนเธอได้ไม่ยากนัก




เธอกำลังจะหมดแรง!

ภารวีบอกตัวเองเป็นรอบที่ร้อยของวัน นอกจากหัวใจหมดพลังที่จะสู้ต่อ ร่างกายเริ่มย่ำแย่ตามไปด้วย ถึงขนาดไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียงได้

เพราะความเครียดอันสะสมมาหลายวัน ตั้งแต่ภารวีรับทราบถึงปัญหาการเงินของครอบครัวที่กำลังทรุด ความหวังที่จะประคองให้กลับมามั่นคงเหมือนเดิม มันช่างน้อยนิด ทางออกของวิกฤตมันมี แต่เกือบจะเป็นการตั้งต้นกันใหม่เลยทีเดียว

นั้นเป็นอีกเรื่องที่ภารวียังทำใจไม่ได้

ตั้งแต่เกิดมา หญิงสาวมีพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งยังเป็นลูกคนเดียว จึงได้รับความเอาใจใส่จากบิดามารดาเต็มที่ ไม่เคยมีคำว่าขาด จนบ้างครั้งทำให้เธอเอาแต่ใจไปบ้าง ดีที่บิดาคอยปรามตามประสาผู้ชายขี้บ่น ให้เธอตระหนักได้เสมอว่าตัวเองไม่ใช่นางฟ้า เป็นคนธรรมดาเท่าเทียมกับคนอื่นๆ กดไม่ให้เธอลอยอยู่สูงมากเกินไป

ถึงกระนั้นหลายคนก็ยังอิจฉาในความเป็นภารวีอยู่วันยันค่ำ

ชีวิตของเธอมีแต่ความราบรื่น อยากได้อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็สำเร็จดั่งใจหมาย เป็นตัวของตัวเอง แสดงออกแบบตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น จนบางทีกลายเป็นคนขี้วีนไปโดยปริยาย

ก็ตัวเธอเป็นแบบนี้ ใครจะว่าอย่างไรทำไมต้องสนด้วย

“เป็นไงบ้างเกรท ลุกไหวหรือเปล่าลูก” พนิดาลูบหน้าลูบตาลูกสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง ดวงตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

“ไหวค่ะแม่ กี่โมงแล้วคะ” พอมารดาบอกเวลา ร่างเพรียวพยายามลุกขึ้นนั่ง ร้องด้วยความตกใจ ทว่ามีเสียงเปล่งออกมาแหบแห้งจนน่าเป็นห่วง

“ตายแล้วแม่ สายแล้ว เดี๋ยวเกรทไปทำงานไม่ทัน”

“หยุดสักวันก็ได้ ให้ร่างกายได้พักบ้างเถอะ นี่เกรททำงานหนักจนพ่อแม่เริ่มเป็นห่วงแล้วนะ” พนิดาเตือนด้วยความห่วงใย

“ไม่ได้หรอกค่ะ วันนี้มีประชุมสำคัญ ขาดไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่างจะให้เกรทอยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยพ่อแม่เลย เกรททนไม่ได้หรอกค่ะ” ภารวีลงจากเตียง ยืนขึ้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี

หลายวันมานี้ ร่างกายของเธอรับรู้ถึงความเครียดที่ส่งมาจากจิตใจ จากที่เคยมีความสุขกับการกิน ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน ถ้าว่างๆ จะออกไปหาของอร่อยๆ กิน แล้วซื้อติดมือกลับมาให้บิดามารดา และคนดูแลบ้าน ก็ต้องเปลี่ยนชีวิตไปเป็นตรงกันข้าม การใช้จ่ายแต่ละอย่างต้องประหยัด การตักอะไรเข้าปากมันจะมีปัญหาตามเข้าไปด้วย ร่างกายซึมซับกับความกังวลทีละน้อยๆ

จนในที่สุดมันก็ออกฤทธิ์ ส่งผลให้ภารวีไม่สามารถกินอะไรได้ แม้จะฝืนใจเท่าไร มันก็คืนกลับออกมาหมด แม้กระทั่งน้ำหวานยังไม่สามารถกลืนลง มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้นที่ไม่ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา เป็นอย่างนี้หลายมื้อเข้า ก็เริ่มอ่อนเพลีย แต่เจ้าตัวพยายามฝืนไปทำงาน หวังให้ตัวเองวุ่นๆ จนลืมเรื่องราวต่างๆ รอบตัว

หารู้ไม่มันยิ่งสร้างความเครียดให้แก่ตัวเองมากขึ้น มากขึ้น สุดท้ายคนที่ได้รับผลของการกระทำและจิตใจก็คือตัวเอง

ภารวีพยายามมองข้ามความเจ็บป่วยของร่างกาย ฝืนสังขารเพื่อจะเดินเข้าห้องน้ำ พนิดาต้องช่วยพยุงก่อนลูกสาวจะล้มลง

“พ่อกับแม่แก้ปัญหาเองได้ เกรทไม่ต้องฝืนก็ได้ ขาดเกรทไปก็มีคนทำแทนนะ” แค่นี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็เสียใจมากแล้ว พอเห็นสภาพลูกยิ่งกลุ้มหนักไปกว่าเดิม ปากบอกว่ารับความจริงได้ แต่การกระทำมันขัดชัดๆ

“ไม่ค่ะ ไม่มีใครทำแทนเกรทได้หรอก ส่วนเรื่องที่บ้านถ้าเกรทช่วยมันอาจจะเร็วขึ้น ทำงานเยอะๆ บ้านเราจะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมไงคะ” เธอพูดอย่างมีความหวัง คิดว่าตัวเองยังเป็นคนสำคัญ เพียงแค่ถูกเมฆหมอกบังเท่านั้นเอง

“แต่เกรท…”

“เกรทขออาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปทำงาน รับรองวันนี้จะกินให้ได้เยอะกว่าเมื่อวานเลยค่ะแม่ จะได้เอาแรงไปสู้ต่อ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ” คนหน้าเซียวยิ้มบางๆ

ยิ่งพูดแบบนี้พนิดายิ่งเป็นห่วงมากกว่าเดิม ไม่รู้จะห้ามคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงจนกลายเป็นดื้อรั้นคนนี้ได้อย่างไร ขนาดบอกให้ไปหาหมอหญิงสาวยังไม่ยอมไป บอกว่าเสียเวลา เธอไม่เป็นอะไรมาก อีกสักพักก็หาย

“แวะไปหาหมอสักนิดเถอะ พ่อกับแม่เป็นห่วงนะ”

“เกรทไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ แค่ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้นอนเท่านั้นเอง โรคกระเพาะกับเกรทเป็นของคู่กันอยู่แล้วน่ะแม่ กินยาที่มีอยู่ก็หาย” เป็นคำตอบเดิมๆ ที่ภารวีบอกมารดา

ประตูห้องน้ำปิดลง พร้อมกับความกลัดกลุ้มของพนิดา เธอผิดหรือเปล่าที่ปิดบังเรื่องราวต่างๆ มาตลอด กลัวลูกสาวรับไม่ได้ คิดว่าอีกสักพักจะแก้ปัญหาสำเร็จ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น พนิดาคิดอย่างกลุ้มใจ

คนเป็นแม่ไม่ได้รู้เลยว่าคนหลังบานประตูกำลังถอนหายใจหนักๆ ก่อนสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ มองกระจกเงา พยายามเรียกกำลังใจอันน้อยนิดให้กลับคืนมา

แต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย อาการปวดท้องเล่นงานเธออย่างรวดเร็ว ภารวีตัวงออย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ ยกมือวางบนช่วงท้อง หน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด มืออีกข้างยันอ่างล้างหน้าเอาไว้ พยุงไม่ให้ร่างกายล้มลง พยายามอดทนเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เพื่อไม่ให้ใครบอกว่าเธออ่อนแอ มรสุมต่างๆ ต้องผ่านไปได้ด้วยดี

ใครจะซ้ำเติมเธอมากกว่านี้ไม่ได้ ครอบครัวแค่มีปัญหาเพียงนิดเดียวเท่านั้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

ทนได้อีกนิดนะเกรท อย่าเพิ่งล้มตอนนี้!



โครม!

เสียงของตกดังขึ้น จนคนที่เดินไปทั่วบริเวณโถงชั้นล่างของอาคารสำนักงานขนาดใหญ่หันไปทางต้นเสียงเป็นจุดจุดเดียว รวมไปถึงผู้ชายร่างสูงผิวสองสีที่เดินออกจากลิฟต์ กำลังก้าวตรงไปยังประตูซึ่งเชื่อมไปยังลานจอดรถ ต้องหยุดชะงัก หันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างยิ่ง

“เกรท...” ชายหนุ่มพึมพำพร้อมก้าวเท้าเร็วขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่ง ตรงไปยังร่างเพรียวที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นท่ามกลางข้าวของกระจัดกระจายรอบตัว มีผู้หญิงสองสามคนเข้าไปประคอง ถามไถ่อาการเจ็บของร่างกาย

“ขอโทษนะครับ” เขาเอ่ยขณะวิ่งผ่านคนที่กำลังมุงดู วางข้าวของลงบนพื้น ปราดเข้าไปอยู่ใกล้กับภารวีทันที “เกรท เป็นอะไรหรือเปล่า” ละล่ำละลักถาม

จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ในเมื่อผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนเขา เพื่อนที่เขาเห็นหน้าเธอน่าจะครึ่งชีวิตเลยก็ว่าได้!

เธอ...ผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แม้ไม่ถึงขั้นสวยจัด ทว่ามีเสน่ห์ดึงดูดให้มองไม่รู้เบื่อ อีกทั้งท่าทางภายนอกที่ดูมั่นใจ บวกกับรูปร่างสูงเพรียว แต่ไม่ถึงกับผอมจนมีแต่กระดูก ไหล่ตั้งตรง ทำให้เธอกลายเป็นจุดเด่น ใครจะคิดว่าเขาจะได้พบเธอในสภาพเช่นนี้

สภาพอิดโรย ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด บ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายของเธอไม่ปกติเท่าไรนัก

ภารวีปรือตาที่กำลังจะปิดเพื่อดูว่าใครเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนปนห่วงใย รู้สึกได้ถึงไออุ่นจางๆ จากร่างหนากับอ้อมแขนอันแข็งแกร่ง พอเห็นหน้าคล้ามของคนคุ้นตา เธอครางด้วยความยินดี ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายคนนี้จะอยู่ตรงหน้าเธอ

“ไนท์…” อ้าปากทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ถูกนักตะขัดไว้ก่อน

“เสียงไม่ดีเลย ลุกไหวไหม”

ภารวีส่ายหน้าแทนคำตอบ แม้แต่แรงในการเปิดเปลือกตาแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืน ถึงได้ทำท่าจะเป็นลมอยู่อย่างนี้ แถมมาพร้อมกับอาการปวดมวนๆ ท้อง รู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างยิ่ง

“มือเย็นมากเลยเกรท เดี๋ยวไปหาหมอดีกว่า” นักตะจับมือบางขึ้นกุม พบว่ามันชื้นไปด้วยเหงื่อ ความเย็นจากปลายนิ้วถูกถ่ายทอดมายังอุ้งมือ ตัดสินใจว่าพาเธอไปโรงพยาบาล เพราะเวลาหลายปีที่ได้รู้จักภารวีแม้จะไม่สนิทกับมาก แต่เขาก็รู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอ นานๆ ถึงจะเจ็บป่วยที ซึ่งแต่ละครั้งที่ไม่สบายนั้น จะเป็นหนักกว่าคนทั่วไป

ครั้งนี้คงเหมือนวันวาน ไม่อย่างนั้นภารวีคงไม่ล้มง่ายๆ เช่นนี้

“แต่...” ภารวีทำท่าจะค้าน ตอนนี้อยากจะกลับไปนอนที่บ้านมากกว่า อีกอย่างไปเจอหมอ ก็ต้องได้ยาเผลอๆ ได้นอนโรงพยาบาลอีก เป็นสถานที่ที่เธอไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง

“ไม่มีแต่ครับเกรท อาการเกรทไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ ไป เดี๋ยวผมพาไปเอง ลุกไหวหรือเปล่า” เขาพยายามพยุงให้ภารวีลุกขึ้นยืน ซึ่งเธอรวบรวมแรงใจทั้งหมด ไม่อยากให้เขาเดือดร้อนมากไปกว่านี้ จนสามารถยืนได้ด้วยขาทั้งสอง แม้มันจะลำบากแต่เรื่องแค่นี้ถ้าเธอทำไม่ได้ เรื่องยากกว่านี้จะจัดการมันได้อย่างไร

พลเมืองดีช่วยเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายเต็มพื้น รวมไปถึงของนักตะ เดินตามหลังทั้งสองมายังรถ ภารวียังมิวายกังวลเรื่องรถตัวเอง นักตะไม่สนใจคำบ่นของหญิงสาว บอกปัดว่าเดี๋ยวค่อยมาจัดการทีหลังก็ได้

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะเกรท รถมันเป็นของนอกกาย จอดไว้ครึ่งวันคงไม่หายไปไหนหรอก”

นักตะกระชับวงแขนที่โอบประคองร่างเพรียวเอาไว้ ลอบมองเสี้ยวหน้าซีดขาวเป็นระยะๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้เจอภารวีที่นี่

ถือได้ว่าเป็นวันโชคดีเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ไปพบลูกค้า คุยเรื่องงานตกต่างภายในที่เขาได้รับมอบหมาย มันผ่านฉลุย กลับไปดำเนินงานต่อได้ทันที อีกทั้งพอจะกลับไปจัดการงานต่อ ยังได้พบภารวี เพื่อนที่ไม่ได้พบมานาน...แม้เจอกันในสภาพไม่คาดฝันก็ตาม

เมื่อถึงโรงพยาบาล ภารวีถูกพาไปตรวจอย่างละเอียด นักตะนั่งรออย่างคนใจเย็น ถึงมือหมอแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เหลือเพียงเดาว่าหญิงสาวเป็นอะไรมากจนถึงขั้นแอดมิทหรือเปล่า ดูจากรูปการณ์ความเป็นไปได้น่าจะสูง อยู่ที่ว่าภารวีจะยอมไหม

เป็นไปตามความคาดหมาย นายแพทย์แนะนำให้ภารวีนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือหนึ่งคืน ร่างกายอ่อนแอเนื่องจากขาดอาหารหลายวัน ซึ่งเกิดจากความเครียดลงกระเพาะ ทำให้มันไม่รับอาหารที่ส่งเข้าไป

มีหรือภารวีจะยอม พยายามต่อรองแพทย์ต่างๆ นานา แลกกับการไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ตอนนี้ในความรู้สึกของเธอไม่มีที่ไหนปลอดภัยเหมือนได้อยู่บ้านที่ตนอยู่ตั้งแต่เกิด ซึ่งหญิงสาวไม่รู้ว่าจะอยู่กับมันได้นานอีกเท่าไร ถ้าครอบครัวต้องการเงินเพื่อนำไปหมุนจริงๆ อาจจะต้องขายบ้านไป ต่อไปจะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

คิดถึงตรงนี้ก็เกิดอาการตื้อในอก จุกจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งสายตาวิงวอนอย่างไม่มีฟอร์มหวังให้แพทย์ใจอ่อน พอหมดแรงเถียง เธอจึงขอให้นักตะเข้ามาช่วยตัดสินใจ คิดว่าเขาน่าจะเข้าข้างเธอบ้าง

แต่นักตะไม่ได้ทำให้ภารวีสมหวัง เขาพยายามหว่านล้อมต่างๆ นานา เพื่อให้เธอนอนโรงพยาบาล มีหรือคนดื้อจะยอม สุดท้ายคนยอมอ่อนให้กลับเป็นแพทย์ผู้ตรวจอาการคนป่วย

ผลสรุปมาหยุดตรงครึ่งทาง ด้วยการให้นอนให้น้ำเกลือหนึ่งขวด และนัดให้มาตรวจดูอาการอีกห้าวันถัดจากนี้ แพทย์เน้นและย้ำให้พยายามกินยาที่ให้ไป พร้อมทั้งขอให้คนป่วยลาหยุดสักวันสองวัน ทางแพทย์จะออกใบรับรองให้ คนป่วยรับคำแข็งขัน ดีใจที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

นักตะได้แต่ส่ายหน้า ผู้หญิงคนนี้ป่วยขนาดไหนก็ยังเป็นภารวีหัวดื้อวันยันค่ำ

แล้วภารวีก็ทำให้นักตะแปลกใจอีกรอบ เมื่อเธอพยายามกำชับไม่ให้เขาบอกบิดามารดาเรื่องอาการป่วยถึงขนาดต้องส่งโรงพยาบาล จนคนที่อ้าปากถามเรื่องจะให้ติดต่อทางบ้านให้หรือไม่งงค้าง ไม่เข้าใจว่าเธอจะปิดบังไปเพื่ออะไร

“พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเกรทยังไงคะ” แค่นี้ท่านทั้งสองก็มีเรื่องกลุ้มใจมากพออยู่แล้ว

“แต่ปกติเกรทไม่เคยปิดบังอะไรใครนี่” นักตะสงสัย ในเมื่อเธอเป็นคนเปิดเผย ไม่ชอบมีความลับกับใคร อีกทั้งไม่ชอบให้ใครมีความลับกับเธอด้วย โดยเฉพาะกับบุพการีทั้งสอง น่าจะเป็นคนสุดท้ายที่เธอจะทำเช่นนี้...หรือเวลาผ่านไป ภารวีจะเปลี่ยนตามไปด้วย

“เอ่อ...เกรทไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่เกรทไม่ได้เป็นอะไรมากนะไนท์” คนไม่เคยมีความลับออกอาการพิรุธ

“ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ล้มทั้งยืนเลยนะ” ต่อเสียงเรียบ ไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก

“ถือว่าเกรทขอร้องแล้วกันนะไนท์” ใช้ไม้ตายด้วยการส่งสายตาเว้าวอนมาให้ นักตะได้แต่ถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ารับทราบ เรียกรอยยิ้มเซียวๆ จากหญิงสาวได้

น่าแปลก เพียงแค่เห็นแววตาภารวี นักตะค้นพบความทุกข์ ความเศร้าหมองซ่อนอยู่ในนั้น ไม่มีความสดใสเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์เหมือนในอดีต

คนความรู้สึกไวอย่างนักตะ ไม่รู้จะเรียบเรียงคำถามอย่างไร เขาเพิ่งได้พบกับภารวีหลังจากห่างหายกันไปนาน จะคาดคั้นคนป่วยก็ไม่ใช่เรื่อง

“ตามใจเกรทแล้วกัน เดี๋ยวผมออกไปรอข้างนอกระหว่างเกรทให้น้ำเกลือแล้วกันนะ”

ภารวีพยักหน้า นักตะให้พยาบาลเข้ามาดูแลหญิงสาวต่อ ยกนาฬิกาขึ้นมอง เห็นว่าเย็นมากแล้ว ท้องเริ่มร้องประท้วง เดินออกไปหาอะไรกิน กลับมาน้ำเกลือคงหมดขวดพอดี

ไม่ได้รู้เลยว่าขณะเดินออกจากห้อง มีสายตาของภารวีมองตามหลังร่างสูงจนลับตา ยิ้มให้กับตัวเอง

แม้ช่วงนี้ชีวิตจะไม่ราบรื่นเท่าไร อย่างน้อยวันนี้เธอก็ได้พบเพื่อนเก่า คนที่หลายคนเคยบอกว่าอยู่ใกล้แล้วสบายใจ ซึ่งเธอยังไม่เคยได้พิสูจน์คำบอกเล่าของเพื่อนๆ เลยสักครั้ง

ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน อยู่ต่างห้อง แต่ก็แวะเวียนมาทักทายด้วยกันบ่อยๆ ระหว่างเขาและเธอ ไม่เคยได้พูดคุยหรืออยู่กันตามลำพังสักครั้ง ทุกครั้งจะมีเพื่อนๆ อยู่รายล้อมรอบตัว แม้กระทั่งตอนเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถึงจะได้พบหน้ากันบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่ถือกับสนิทมาก สำหรับเธอเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความพิเศษต่อกัน

ทว่าเขากลายเป็นเพื่อนที่เธอรู้จักมานานมากๆ คนหนึ่ง

คงมีวันนี้ละมั้งที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุด

การโคจรมาเจอกันแบบไม่คาดฝัน พร้อมกับยื่นความช่วยเหลืออันมาพร้อมกับน้ำใจและความห่วงใย ซึ่ง ณ ตอนนี้กลายสิ่งหายากสำหรับเธอไปเสียแล้ว

นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่า...จะเห็นมิตรแท้หรือศัตรูก็ในยามยาก

แต่ไม่รู้ว่านักตะเป็นเหมือนเพื่อนคนอื่นที่มองเธอจากเปลือกนอกหรือเปล่า

ภารวีที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง มองกระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือ พลิกกลับไปกลับมา ปล่อยมือลงข้างตัว แหงนหน้ามองเพดาน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังหน้าต่างห้องมองท้องฟ้าซึ่งถูกความมืดปกคลุม คิดถึงผู้ชายที่มีชื่อปรากฏอยู่บนนามบัตรใบนี้

หลังจากออกจากโรงพยาบาล นักตะทำหน้าที่เพื่อนที่ดี ขับรถมาส่งหญิงสาวที่บ้าน พอถึงจุดหมายนักตะถามอีกครั้งว่าไหวหรือเปล่า ยังกำชับให้กินยาตามที่หมอสั่ง ตบท้ายด้วยการเอี้ยวตัวไปทางเบาะหลัง หยิบถุงพลาสติกใสซึ่งบรรจุถุงโจ๊กอยู่ด้านใน

‘เห็นมีคนบอกว่าโจ๊กแถวโรงพยาบาลอร่อย สะอาด ผมเลยซื้อมาให้เกรท ช่วงนี้กินอาหารอ่อนๆ ไปก่อนแล้วกันนะ ถึงจะกินไม่ลงก็พยายามฝืนกินเข้าไปทีละนิด เดี๋ยวก็หมดเอง’ เน้นและย้ำทุกคำพูดก่อนส่งมันให้ภารวี

‘ขอบใจนะไนท์ สำหรับทุกอย่างในวันนี้ โชคดีจังที่ได้เจอไนท์อีก’

‘ผมก็ถือเป็นเรื่องดีที่ได้เจอเกรท’ ชายหนุ่มยิ้มจางๆ ‘อ้อ...ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว ถือโอกาสโฆษณางานตัวเองซะเลยดีกว่า’ เบือนจุดประสงค์ไปอีกทาง จริงๆ แล้วเขาอยากติดต่อกับเธอมากกว่า

ว่าแล้วเขาก็หยิบนามบัตรจากช่องวางของข้างคนขับ ส่งให้ภารวี

‘เดี๋ยวนี้รับจัดสวนด้วยเหรอไนท์ กิจการก้าวหน้านะ’ ทักขึ้นหลังจากอ่านข้อความบนบัตรจบ

‘ก็นิดหน่อยครับ พอดีผมทำออกแบบภายในเป็นงานอิสระแล้ว อยากหาอะไรทำเสริมเพื่อให้มีรายได้แน่นอนครับ อีกอย่างจะได้ช่วยงานแม่ที่ร้านอาหารด้วย ว่างๆ มากินข้าวที่ร้านก็ได้นะเกรท รับรองแม่ผมทำอร่อย จนเกรทหายป่วยแน่นอน’

‘โฆษณาเต็มที่เลยนะไนท์ ขยันแบบนี้ระวังรวยนะ’

‘แค่พอมีพอกินน่ะเกรท แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้ว’ เขาบอกอย่างใจคิด

นักตะไม่รู้เลยว่าทำคนฟังสะดุดกับคำบอกเล่าสั้นๆ

...พอมีพอกินอย่างนั้นหรือ...วลีนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวเธอเลย ตอนนี้คิดแต่ว่าถ้าฐานะไม่กลับไปเหมือนที่ผ่านจะทำอย่างไร นั้นเป็นสาเหตุแห่งความเครียดของเธอ‘น่าอิจฉาจัง’ เธอเปรยออกมา อยากจะปล่อยวางได้แบบนี้บ้าง
คิดง่ายแต่ทำยาก เพราะภารวีไม่อยากให้ใครกดใจเธอให้จมดินมากกว่านี้

‘อย่างผมไม่มีอะไรให้น่าอิจฉาหรอก อย่างเกรทยังมีอะไรให้น่าอิจฉากว่าผมอีก’ คนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแซวอย่างไม่คิดอะไร ทว่ามันทำให้หญิงสาวหน้าสลดลงกว่าเดิม

‘อย่ามาอิจฉาเกรทเลยไนท์’ มองไปทางบ้าน ลอบถอนหายใจแผ่วๆ ก่อนจะผินหน้ากลับมาหาชายหนุ่ม ฝืนยิ้ม แต่ดวงตาฉายชัดถึงความกลัดกลุ้มอันอัดแน่นอยู่ภายใน ‘เป็นแบบไนท์ก็ดีแล้วเนอะ’

‘ผมไม่เคยอิจฉาเกรทหรอก มีแต่คนอื่นนะสิที่อิจฉา’

...ใช่ อิจฉามากกว่าที่เธอคิดเสียอีก...อยากตอบด้วยประโยคนี้เหลือเกิน แต่เธอยังไม่สะดวกใจที่จะพูด ความห่างระหว่างกันยังมีมาก ดูคำแทนตัวเขาสิ ยังใช่คำว่า ‘ผม’ อยู่เลย ทั้งที่เธอพยายามทำตัวเหมือนในอดีตแล้วแท้ๆ

‘เอาเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคุยเรื่องนี้กัน เกรทควรจะเข้าบ้านไปพักผ่อนมากกว่า’

นักตะเปลี่ยนเรื่องราวกับรู้ใจ

‘ไปก่อนนะ แล้วเจอกันไนท์ ขอบใจอีกครั้งสำหรับวันนี้’

‘ครับ หายเร็วๆ นะเกรท’ เขาทอดเสียงอ่อนละมุน เรียกรอยยิ้มจากภารวีได้ดี

หญิงสาวก้าวลงจากรถ มีนักตะคอยส่งข้าวของให้ เธอเอ่ยขอบคุณเขาอีกครั้ง ทำท่าจะปิดประตู ทว่าถูกชายหนุ่มรั้งเอาไว้ด้วยคำพูด

‘เกรท…’ ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงอยากพูดอะไรให้เธอดูสดใสกว่านี้ หรือจะเป็นเพราะแววตาคู่สวยที่ไร้ความสดใสคู่นั้น ‘ถ้ามีอะไรโทรมาได้นะ อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนกัน ผมยินดี’

ภารวีส่งยิ้มไปให้ พยักหน้ารับทราบในคำพูดของเขา

‘ถ้ามีอะไรเกรทจะโทรไปหานะ อย่างน้อยไปอุดหนุนอาหารร้านแม่ของไนท์ เกรทอยากรู้ว่าอร่อยสมคำโฆษณาหรือเปล่า’

‘ครับผม’ นักตะส่งยิ้มที่ออกมาจากใจให้ภารวี...เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่ได้เห็นจากคนอื่นมาหลายวันแล้ว

เธอจะเชื่อได้หรือเปล่าว่ามันเป็นยิ้มจากใจ ไม่ใช่ตามมารยาท

น่าตลกดี แต่ก่อนเธอคิดว่าผู้คนรอบตัวล้วนแสดงออกกับเธออย่างเปิดเผย ทว่าตอนนี้เธอต้องคิดใหม่ เปลี่ยนแปลงไปทางลบมากขึ้น

เธอจับจ้องท้องฟ้ายามรัตติกาล ปล่อยหัวใจให้ล่องลอยไปกับความมืดมิด ก่อนจะปิดตาลง ให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่ไม่อยากจะหลุดจากวังวนนี้ แต่ใจเธอเองยังไม่แข็งพอ

จากดวงอาทิตย์เจิดจ้า กลับกลายเป็นพระอาทิตย์ยามลับฟ้า บางทีอาจจะส่องแสงสว่างไม่พอกับยามกลางคืนที่ประดับด้วยพระจันทร์ทรงกลดเสียอีก...



อาการของภารวียังไม่ดีขึ้น ดีตรงที่เธอพยายามฝืนกินข้าวให้ได้อย่างน้อยมื้อละสามสี่คำ ตามด้วยน้ำหวาน น้ำผลไม้เพื่อให้ร่างกายได้มีพลังงาน กระเพาะที่มีปัญหาจะได้ปรับสภาพให้รับอาหารได้มากขึ้น ถึงกระนั้นน้ำหนักตัวก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเธอยังทำงานหนัก บางทีอาจจะมากกว่าปกติด้วยซ้ำ

ภารวีพยายามทำใจเมื่อบิดาแจ้งให้ทราบว่าอาจต้องขายบ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนำเงินที่ได้มาไปหมุนใช้หนี้สิน โดยเจียดเงินไว้หนึ่งก้อนสำหรับซื้อบ้านหลังเล็กๆ เริ่มต้นผ่อนมันกันใหม่ รถที่เคยมีหลายคันอาจจะต้องขาย เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

...มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่ายนัก...

หญิงสาวไล่เบอร์โทรศัพท์ในเครื่อง ตั้งใจว่าจะระบายกับใครสักคน จนแล้วจนรอดก็เลือกใครเพื่อมารับฟังปัญหาไม่ได้ รายชื่อซึ่งมีอยู่ในจำนวนหลักร้อย กลับไม่มีใครที่ทำให้เธอรู้สึกอยากพูดอยากคุยด้วยเลย

คนจริงใจกับเธอก็มี แต่ใช่ว่าเธอจะกล้ารบกวนเวลาของเพื่อน รู้ว่าแต่ละคนก็มีปัญหาของตนอยู่แล้ว จะว่าไป ตั้งแต่คบกับเพื่อนๆ มา เธอไม่เคยปรึกษาปัญหาของตนเองเลยก็ว่าได้ คิดว่ามันแก้ไม่ยาก และคนอย่างเธอก็ไม่เคยมีอะไรหนักๆ เข้ามาในชีวิตเสียด้วย

พอถึงเวลามันจู่โจมเข้ามา เธอจึงเก็บเอาไว้คนเดียว และมันไม่ใช่วิธีที่ดีเลย

กดไล่เบอร์ไปมา คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ทำท่าจะปิดโทรศัพท์ ตั้งใจว่าหลังจากเข้ามาทำงานในวันหยุดครึ่งวันจะกลับไปนอนพักที่บ้าน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเป็นมื้อหลัก คิดว่าก่อนกลับบ้านที่ไม่มีใครอยู่รอเธอ น่าจะหาอะไรกินก่อน

หญิงสาวเปิดกระเป๋าสตางค์ ดูว่ามีบัตรลดร้านอาหารร้านไหนน่าสนใจ การใช้เงินแต่ละบาทยังต้องอยู่ในการจำกัด ไม่อยากใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไป แต่แล้วสายตาก็สะดุดกับนามบัตรของใครบางคนที่เธอเสียบไว้ ดึงมันออกมา เห็นที่อยู่ในนั้นเขียนชื่อร้านอาหารของมารดาชายหนุ่มเอาไว้ด้วย

...บ้านปั้นดิน...

ชื่อน่ารักจัง...ดึงดูดความสนใจจากคนที่ชอบหาอะไรใหม่ๆ อย่างภารวีได้อย่างดี ที่อยู่ของร้านอยู่ในหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอนัก แวะไปลองชิมอาหารที่นักตะโฆษณาว่าอร่อยนักหนาเสียหน่อย บางทีกระเพาะเธออาจจะอยากอาหารขึ้นบ้าง

ไม่ได้หวังจะพบนักตะ เธอไม่อยากจะกวนเขาถึงขนาดโทรศัพท์ไปบอกให้รอต้อนรับเธอ ถ้าเป็นแต่ก่อนช่วงที่มีความมั่นใจมากๆ เธออาจจะทำเช่นนั้น เรื่องเรียกร้องความสนใจจากคนรอบตัวเพื่อให้กลายเป็นจุดเด่น เป็นเรื่องที่ภารวีชอบปฏิบัตินัก

แต่ช่วงนี้เธออยากจะกลืนหายไปกับสายลมมากกว่า

หญิงสาวพลิกไปดูแผนที่ด้านหลังนามบัตร ตัดสินใจไปร้านชื่อน่ารักร้านนี้แห่งนี้

ส่วนเรื่องจะพบกับนักตะหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง

(To Be Con.)





Create Date : 06 ธันวาคม 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2551 22:06:00 น. 4 comments
Counter : 280 Pageviews.

 
very interesting


โดย: noi IP: 124.121.24.121 วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:18:07:32 น.  

 
to be continue and i think like this story


โดย: aa IP: 125.24.78.6 วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:8:43:17 น.  

 
เเล้วจะมาอ่านอีกน๊าค่ะ
น่าสนใจอ่ะ 55


โดย: fordear IP: 203.188.42.232 วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:11:40:59 น.  

 
ไปเล่นเกมที่บ้านจอยน้อยมาแล้วค่ะ ใช้ชื่อ tanjung แล้วก็ใช้ชื่อนี้ที่อีกบ้านของพี่เอ้ยด้วย

เรื่องใหม่สนุกดีค่ะ แต่นางเอกคนละขั้วกับอะตอม กับกอหญ้าเลยนะคะเนี่ย


โดย: tanjung (คุณนาย ญ. ) วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:21:09:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปัญญ์ปรียา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หนังสือ ณ ที่เเห่งรัก
เที่ยวหัวหินกับเเจ่มใส


เพลง อีกคนที่ห่วงใย
ศิลปิน พิม ซาซ่า











Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
6 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปัญญ์ปรียา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.